วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

อ่านหนังสือ : A Dance with Dragons มังกรร่อนระบำ

จบลงอย่างงดงามและเหน็ดเหนื่อย กับเล่ม 5 A Dance with Dragons ของหนังสือชุด A Song of Ice and Fire เล่มนี้แปลไทยในชื่อว่า มังกรร่อนระบำ แยกเป็น 3 เล่มย่อย

 


หนังสือชุดนี้ในภาคภาษาไทย ทั้งหมด 11 เล่ม ถ้าคำนวณคร่าวๆ เล่มละ 500 หน้า ก็มีทั้งหมด 5,500 หน้า (ประมาณนะจ๊ะ)

มีหลายช่วงที่ฉันอ่านไม่ค่อยละเอียดเท่าไร ชีวิตในช่วงนี้ยุ่งเหยิงมาก ถ้าไม่จบหนังสือชุดนี้ คงไม่สงบสุข ทำงานการอื่นไม่ได้ ฉันจึงตะลุยอ่านแบบข้ามรายละเอียดบางอย่างไป กะว่าไปอ่านละเลียดอีกครั้งในรอบสอง พร้อมๆ กันทั้ง 7 ภาค (ภาคภาษาอังกฤษ) ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไร

ถ้าไม่นับเพชรพระอุมา ซึ่งอ่านสมัยเรียน หนังสือชุดนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่อ่านเยอะสุดๆ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องราวของภาคนี้เป็นเรื่องที่คู่ขนานไปกับเหตุการณ์ในภาค 4 เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรื่องราวก็เริ่มดำเนินต่อจากส่วนที่ทิ้งไว้ในภาค 4

ที่เห็นใจก็คือ ธีออน เกรย์จอย ที่ถูกเรียกว่าพวกแปรพักต์ ถ้าไม่นับเรื่องที่ธีออนทรยศพวกสตาร์คน่ะนะ เท่าที่อ่าน พวกดินแดนย่อยๆ ต่างก็แปรพักต์ก็ไปมาตลอดเวลา ตามแต่ว่าใคร (ดูจะ) เป็นฝ่ายชนะ และลุงมาร์ตินแกก็ลงโทษธีออนซะน่าสงสารเชียว

เจมี แลนิสเตอร์ก็เป็นตัวละครอีกตัวที่น่าสนใจ มีความเปลี่ยนแปลงในด้านสำนึกถูกผิดนับตั้งแต่โดนตัดมือ

นอกจากนั้น บรรดาลูกๆ ของสตาร์ค ต่างก็ยังไม่ได้กลับมาเจอหน้ากันซะที เจอกันนี่จะจำกันได้มั้ย

เลยพาลสงสัยเรื่องระยะเวลาในเรื่อง มันยาวนานขนาดไหนกันนะ รู้สึกเหมือนมันผ่านมาสัก 4-5 ปี แต่เมื่อไปดูในเว็บ ช่วงเวลาเพิ่งผ่านไป 2 ปีเอง ...เพิ่ง 2 ปี... โอ้ว จริงเหรอ

ลำดับเวลา
เรียงตามยุคสมัย
เรียงตามปี

สรุปคร่าวๆ นั่นคือปี 298 AC  เป็นจุดเริ่มเรื่องเมื่อคนของหน่วยพิทักษ์ราตรี (Night's Watch) ถูกผีดิบโจมตี และจอน แอริน เสียชีวิต (ช่วงเวลาเกือบทุกบทในภาค 1)

ปี 299 AC คือปีที่เกิดศึก 5 กษัตริย์ (บทสุดท้ายของภาค 1/ เรื่องราวทั้งหมดของภาค 2/ ส่วนใหญ่ของภาค 3/ บางบทของภาค 4) 

มาสิ้นสุดในปี 300 AC เมื่อเดแนรีส ปกครองมีรีน (บทสุดท้ายของภาค 3/ ส่วนใหญ่ของภาค 4/ ทั้งหมดของภาค 5)

(AC ย่อมาจาก After Conquest หรือหลังจากเอกอน ทาแกเรียนพิชิตและปกครองเวเธอรอส)

ยอมรับนิยายหรือหนังฝรั่งอย่างหนึ่งคือ เขาใส่ใจรายละเอียดเรื่องพวกนี้มากๆ ไม่ใช่ว่าอยากให้เกิดตอนไหนก็เกิด มั่วไปมั่วมา หรือไม่มีรายละเอียดในส่วนนี้

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องราวสอนใจจากเรื่องนี้ (ทั้งชุด)

== การมีอำนาจอย่างเดียว แล้วใช้มันอย่างเอาแต่ใจ (และคิดว่าตัวเองฉลาด) มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ เช่น เซอร์ซี เป็นต้น
== การปกครองดินแดน หรือเป็นหัวหน้า จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาฉลาดๆ ไว้ข้างกาย ไว้คอยปรึกษา เน้นๆ ว่าต้องฉลาดด้วยนะ ไม่งั้นจะพากันล่มจม เช่น จอน สโนว์ ...น่าสงสารจุง ตั้งใจดี แต่ไม่มีที่ปรึกษาเลย
== คนฉลาดและรอบรู้ จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยไหวพริบ เช่น ทีเรียน ...ตัวละครที่ชอบที่สุด อ่านเมื่อไรก็สนุก

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตอนนี้รออ่านภาคที่เหลืออย่างจดจ่อมากๆ อยากรู้เรื่องต่อไป เห็นว่าในซีรี่ส์เดินหน้าไปไกลแล้ว ถ้าจะติดตามทางนั้นก็ได้ แต่พออ่านหนังสือแล้วก็ทำให้ไม่อยากดูซีรี่ส์เลยน่ะสิ

ในอนาคตคิดว่าจะลองอ่านเป็นภาษาอังกฤษดูบ้างท่าจะดี

แต่เมื่อไรล่ะ 5555


วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : A feast for Crows กาดำสำราญเลือด

จบไปอีกภาค ภาคที่ 4 อยากจะบอกดังๆ ว่า คิดถึงธีเรียนนนนนนน

 

ภาคนี้ลุงแกเขียนถึงเรื่องราวในอาณาจักร ทั้งคิงแลนดิ้ง เกาะเหล็ก ซิตาเดล กับอื่นๆ ที่จำไม่ได้ เป็นตัวละครที่ต่างจากภาคแรกๆ ไปคนละเรื่องเลย ทั้งเซอร์ซี แซมเวล เบรียน ฯลฯ

เมื่อก่อนว่าเกลียดและรำคาญซานซากับแคตลินแล้วนะ มาภาคนี้ราคาญยัยเซอร์ซีมากๆ นอกจากโง่และคิดว่าตัวเองฉลาดแล้ว ด้วยความที่มีอำนาจสูงสุด นึกจะทำอะไรก็ได้ จนน่าจะทำให้อาณาจักรล่มจมลงไปกับมือได้เลย

ลุงมาร์ตินนีแกคงเกลียดผู้หญิงสวยนะ ตัวละครสวยๆ ในเรื่องนี้แทบทุกคนเป็นคนโง่เขลาทั้งนั้นเลย ยกเว้นเดแนริส

ตัวละครหายไปหลายตัวในเรื่องนี้ เหมือนกำลังเล่าเรื่องอีกเรื่องที่ไม่เคยปรากฎบนหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ อ่านแล้วก็เลยเบื่อๆ จนท้ายเล่มค่อยเข้มข้นขึ้นหน่อย

ปิดท้ายเรื่องของภาคนี้ลุงแกออกตัวไว้ก่อนเลยว่าภาคต่อไปคือ 5 จะเป็นเรื่องของผากำแพงกับอาณาจักรที่เลยออกไป กับเรื่องของเดแนริส น่าจะเป็นการอ่านที่หนักหนาสาหัสอีกเรื่อง เพราะประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่มใหญ่ยักษ์

ด้วย 8 เล่มภาคภาษาไทยที่ผ่านมา ชีวิตฉันแทบไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากการอ่าน ทั้งที่เป็นการอ่านแบบตะลุยผ่าน (อ่านแบบละเลียดปกติใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้) แต่มันกินเวลาการทำงานอื่นๆ ของฉันไปซะหมด แล้วจะไปโทษใครได้ล่ะ นอกจากตัวเอง 5555


วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560

หลายแมว : แนะนำตัวแมวนักแสดงนำ


เหมียว (17 พย 41-14 สค 51 เวลา 6.20 น.) ความสุขของบ้านเราเกิดจากแมวตัวแรก ...เจ้าเหมียว ต่อมาหลังจากที่รุ่นน้องต่างได้ชื่อนำหน้าว่า "บุญ" กันทุกตัว เจ้านี่เลยได้ชื่อใหม่เป็นทางการว่า เจ้าบุญมา แม้ว่าจะไม่เคยเอามาเรียกจริงกันเลยสักครั้ง

เจ้าเหมียวเป็นแมวตัวแรกในชีวิตของฉัน รักมันมาก เป็นจุดเริ่มต้นของแมวหลายตัวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ยังคงจดจำมันและวีรกรรมต่างๆ ได้เสมอ แม้จะจากเราไปนานแล้วก็ตาม


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุญทิ้ง (2 กพ. 43-21 มค 48) แมวสามสีตัวเมีย มาหลังจากเจ้าเหมียวได้ประมาณ 1 ปี เราก็เลยหาเพื่อนเล่นมาฝาก บุญทิ้งแมวจากตลาดได้รับการดูแลปั้นจากดินให้เป็นดาวโดยพี่เหมียว จากนั้นมาเหมียวกับบุญทิ้งก็กลายเป็นแมวพี่น้องที่รักใคร่กันอย่างมากทีเดียว


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุญชู (17 พค 43-12 มีค 50) ขอมาอยู่เอง คือประมาณว่าเป็นแมวตัวผู้เริ่มออกมาตามหาสาวๆ แต่เฟอะฟะมาติดใจเจ้าเหมียวกับบุญทิ้งที่ทำหมันแล้วทั้งคู่ ไล่ไม่ไป เลยจับอยู่บ้านนี้ซะ มาอยู่หน้าตาเฉยไม่เกรงใจเจ้าบ้าน เราเลยจับทำหมันซ้า สมน้ำหน้า


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุญเติม 8 มค 48-8 พย 50
บุญแต่ง 8 มค 48 – ปัจจุบัน
บุญเติม มาพร้อมกับบุญแต่ง แมววัดที่เขามาโพสต์หาบ้านบนพันทิป ดั้นด้นไปรับมา เจ้าเติมนี่เป็นตัวผู้ บุญแต่งตัวเมีย ตัวจิ๊ดเดียวตอนไปรับ เลี้ยงไปเลี้ยงมา เจ้าบุญเติมกลายเป็นน้องๆ หมู ชอบแอบกินอาหารที่เราวางไว้ เป็นแมวขโมยตัวแรกของบ้านนี้ ในขณะที่น้องบุญแต่งกลับกลายเป็นแมวผอมแห้ง (แต่แรงไม่น้อย)


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุญตาม 10 ตค 49 – ปัจจุบัน
บุญแต้ม 10 ตค 49 – ปัจจุบัน
บุญเต็ม 11 ตค 49 – ปัจจุบัน
บุญเต็ม บุญตาม บุญแต้ม เจ้าพวกนี้พี่น้องครอกเดียวกัน ตัวเมียยกฝูง แม่มันมาออกลูกบนหลังคาทาวน์เฮาส์บ้านตรงข้าม คืนโชคร้ายของพวกมันคือช่วงฝนตก แม่มันหายไป ลูกแมวหิวโซแหกปากร้องอยู่ 2 วันเราก็ไปเก็บมาอยู่ด้วย ดุมาก กว่าจะเชื่องก็นานพอดู เอาเข้าบ้านก็ซ่าสุดฤทธิ์เพราะมากันเป็นแก๊งค์ เลยโดนเจ้าแต่งไล่ตบแต่เล็กจนโต จนต้องสละห้องนอนใหญ่เป็นกรงแมว 3 ตัว แยกกันกับเจ้าแต่ง


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มิ้วมิ้ว (1 มค 59 – ปัจจุบัน) หลังกรณีแมวตบกันจนต้องแยกกันอยู่ เราก็ไม่ได้รับแมวใหม่เข้าบ้านอีกเลย เพราะกลัวเราจะไม่มีห้องนอน ต้องเอาห้องเป็นกรงแมวแทน แต่ในที่สุดเราก็ได้ย้ายบ้าน จับแมวทุกตัวมาอยู่รวมกันจนได้ อยู่บ้านใหม่ได้หลายเดือน จู่ๆ เจ้า 3 สีตัวเมียนี่ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ มานอนบนหลังคาบ้านด้านหลังเรา กะจับทำหมันแล้วปล่อยที่เดิม แต่ก็หลวมตัวเอามันเข้าบ้านในที่สุด ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลายเป็นแมวบ้าน ไม่ปีนรั้วหนี และไม่โดนแมวในบ้านไล่ตบ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุญสุข หรือ ซ่าเสือซุ่ม (10 เมย 60 – ปัจจุบัน) หลังประสบความสำเร็จจากมิ้วมิ้ว เราก็เริ่มมั่นใจกับแมวใหม่ ดังนั้นวันที่เจ้าซ่าหรือบุญสุขมาปรากฏตัวที่เดียวกับมิ้วมิ้ว เราก็รับมันมาเลี้ยง แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ หลังผ่านมรสุมมาหลายอย่าง เจ้าซ่าก็กลายมาเป็นสมาชิกของบ้านนี้อย่างทุลักทุเล เพราะโดนพี่บุญแต้มไล่ตบจริงๆ จังๆ จนคนเหนื่อย และปฏิญาณตนว่าจะไม่รับแมวใหม่เข้ามาบ้านอีกเด็ดขาด แต่...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุญช่วย (เหมือนๆ จะมาแต่ไม่มา ...26 กค 60 วันเดียว) เจ้านี่หน้าตาเหมือนบุญชูมาก ลักษณะการมาก็เหมือนกัน คือมาติดแมวตัวเมียที่บ้าน เป็นแมวมนุษยสัมพันธ์ดีเหมือนบุญชู เข้ากับแมวหลายตัวในบ้านโดยเฉพาะเจ้าซ่า จนน่าจะได้เป็นชายงามมิตรภาพ หลังจากพยายามกระโดดรั้วมาหาหลายครั้งจนเราใจอ่อน พอตัดสินใจรับมันเข้าบ้าน สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำหมัน หลังออกจากคลินิกได้ 1 วันมันก็หายตัวไปจนกระทั่งบัดนี้ รู้สึกเหมือนโดนแมวหลอก


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทางบล็อคจะนำเรื่องราวของแมวแต่ละตัวมาทยอยเล่ากันนะคะ อาจไม่ได้เรียงตามเวลา แต่ตามที่นึกออก หรือหากต้องการอ่านเรื่องราวของ 3 แมวตัวแรก (เหมียว ทิ้ง ชู) ก็อ่านได้ในหนังสือ 3 แมว 2 คนหาซื้อได้ที่ร้านค้าออนไลน์ สำนักพิมพ์เต่าตัวโต



วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : a storm of swords หรือ ผจญพายุดาบ

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ ภาค 3 ของหนังสือชุด a song of ice and fire ที่แบ่งเป็น 2 เล่มในภาคภาษาไทย a storm of swords หรือ ผจญพายุดาบ



ขอบอกว่าหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้หนามากกกกกกกกกกกกกก ฉันเกลียดหนังสือหนาๆ เพราะนอกจากจะหนักแล้ว ยังยืดเยื้อต่อเนื่องแบบหยุดไม่ได้ หรือไม่อยากหยุด

เนื้อหาในเล่ม 3.1 มีทั้งสนุกและน่าเบื่อ ที่น่าเบื่อก็คือการตัดสลับไปที่เดแนรีสกับจอน มันดูราวกับเอา 3 เรื่องมาเล่าพร้อมๆ กัน เรื่องของ 2 คนนั้นแทบไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาหลักที่อยู่ในพื้นที่ก่อสงครามชิงดินแดน และพอกลางๆ เล่ม ก็พบว่ามีเรื่องแตกไปอีกเรื่องของแบรน มันน่าเบื่อมากๆ เลยค่ะ

อีกส่วนที่น่าเบื่อคือรายละเอียดยิบย่อยบางอย่างในบทลำนำหรืออะไรพวกนั้น

เนื้อหาที่สนุกอยู่ตรงส่วนอื่นที่เหลือ (ยกเว้นซานซากับแคตลิน) นั่นคือการต่อสู้กันด้วยดาบและสมอง

จบ 3.1 รู้สึกเนื้อเรื่องชักจะเข้ารกเข้าพงไปเรื่อย ลูกหมาป่าทั้ง 6 (เหล่าสตาร์คกับสโนว์) ก็ยังไม่ได้กลับมาเจอกันซะที อ่านแล้วเหนื่อยใจ เนื้อเรื่องก็ยืดเยื้อออกไปจนชักจะน่าเบื่อ


พอเริ่มกลางๆ เล่ม 3.2 เนื้อเรื่องก็เริ่มสนุกเข้ามาอีก มาพีคสุดก็ตอนงานวิวาห์เลือดทั้ง 2 งาน และตะล่อมจนเนื้อเรื่องส่วนจอน สโนว์กับผากำแพงกลับมาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอีกครั้ง

พออ่านจบภาคนี้ก็รู้สึกว่าหลายคนที่เคยคิดว่าเลวในเล่มแรกๆ ก็ไม่ได้เลวนักจนดำมืดไปซะหมด เช่น เจมี แลนิสเตอร์ ก็เป็นเหมือนเด็กที่ประสบความสำเร็จแต่วัยเยาว์ หลงตัวเอง หลงผิดไปช่วงหนึ่ง จนชีวิตพลิกผันจนเริ่มได้คิด หรือสแตนนิส บาราเธียน เองก็ไม่ใช่คนเลวร้าย แค่ว่าเป็นคนตรงผ่าซากเกินไปเท่านั้นเอง

คนอื่นๆ ยังไม่รู้นัก

แต่แคตลินก็ยังเป็นแคตลิน ซานซาก็ยังเป็นซานซา ยังน่ารำคาญเหมือนเดิมทั้งคู่

คนที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือทีเรียน แลนนิสเตอร์ เขาไม่ใช่คนเลวแค่ปากเสีย แต่ถูกครอบครัวและทุกคนตัดสินว่าเลวร้ายเนื่องจากหน้าตาน่าเกลียดและร่างกายที่ผิดแปลก เขาเป็นคนที่มองโลกในความเป็นจริงอย่างที่สุด ต้องมารอดูกันต่อไปว่าเขาจะเอาตัวรอดต่อไปได้อย่างไรกัน

เอาล่ะ เตรียมตัวไปต่อในเล่มที่ 4 a feast for crows  หรือกาดำสำราญเลือด

++++++++++++++++++++++++++++++++

เมื่อวันก่อนไปเดินร้านหนังสือ Kinokuniya แล้วก็เลยเดินโฉบไปที่มุมหนังสือแฟนตาซีภาษาอังกฤษที่ไม่เคยเดินเข้าไป เห็นชั้นนึงมีหนังสือของ JRR Tolkien อยู่เต็มชั้น ข้างๆ กันก็มีหนังสือชุด a storm of swords หลายหลายเวอร์ชั่นมากๆ ทั้งปกแข็งสวยหรู ใส่กล่อง หนังสือปกอ่อนเล่มเล็ก ปกอ่อนเล่มใหญ่ที่มีภาพปกต่างๆ กันไป เยอะมากๆ ค่ะ

ไม่อยากได้ แต่อยากอ่าน มีให้ยืมมั้ยเนี่ย (เป็นโรคไม่อยากเก็บสะสม)

++++++++++++++++++++++++++++++++

มีบางวันเหมือนกันที่อยากรู้ว่ามีอะไรอยู่ในเล่มต่อๆ ไป ฉันเลยเข้าไปหาดูคลิปสั้นๆ ของซี่รี่ส์เรื่อง game of thrones เหมือนแอบดูตอนเฉลยอยู่เหมือนกันนะ มันทำให้พอจะมีกำลังใจอยากอ่านหนังสือหนาๆ เล่มนี้ต่อไปได้จนตลอดรอดฝั่ง 5555 ขี้โกงเลยล่ะ



(ภาพจาก https://www.hdwallpapers.in/game_of_thrones-wallpapers.html) 



วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : A Game of Thrones และ A Clash of Kings

จบแบบมึนๆ กับสองภาคของหนังสือชุด A Song of Ice And Fire ด้วยหนังสือฉบับแปลจำนวน 4 เล่ม เล่มละ 500 หน้าโดยประมาณ (นั่นคือราว 2 พันหน้า)

ในระหว่างอ่านมีทั้งติดงอมแงม กับเบื่อเข้าเส้น ประมาณ 20-30% เป็นเนื้อหาที่ฉันอ่านข้ามๆ นั่นคือตอนที่กล่าวถึงชื่อของอัศวิน ลอร์ด คนจำนวนมาก ชื่อของหลากหลายอาณาจักร และดินแดน ชื่อพวกนี้โถมถับเข้าใส่จนทั้งสับสนและทั้งอ่านตะลุยผ่าน

ในช่วง 100 หน้าแรกของเล่ม 1 ฉันใช้วิธีเขียนชื่อของแต่ละคนลงในสมุดบันทึกเพื่อช่วยจำ พอเริ่มจำตัวละครหลักๆ ได้แล้วฉันก็เลิกจด หลังจากนั้นพอเจอชื่อที่คุ้นก็ค่อยมาเดาๆ เอาว่าคือใครหว่า??? ชื่อไม่คุ้นก็ข้ามไปเถอะ ไว้อีก 10 ปีตอนหนังสือออกมาครบ และได้เวลาอ่านรอบสองฉันค่อยมาทวนความจำอีกรอบ


ภาคแรก A Game of Thrones หรือ "เกมล่าบัลลังก์" เป็นเนื้อเรื่องหลังจากที่โรเบิร์ต บาราเธียนปกครองบ้านเมืองมาได้สิบกว่าปี หลังจากโค่นล้มกษัตริย์องค์ก่อนลงได้ และเมื่อถึงยุคเสื่อมถอยและราชาโรเบิร์ตสิ้นพระชนม์ จึงเกิดการแย่งชิงบัลลังก์

หนังสือเล่าเรื่องราวจากในแต่ละด้านผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัว ทั้งเอ็ดดาร์ด แคตลิน ทีเรียน ซานซา อาร์ยา จอน แบรน และเดแนรีส (ครบหรือเปล่าหว่า)



ต่อภาคสอง A Clash of Kings หรือ "ราชันประจัญพล" ตามชื่อเลย ในเล่มนี้มีหลายคนตั้งตัวเป็นพระราชาออกทำศึกเพื่อชิงดินแดน มุมมองของเล่มนี้จะเพิ่มและลดลงตามเนื้อเรื่อง ได้แก่ แคตลิน ทีเรียน ซานซา อาร์ยา จอน แบรน และเดแนรีส เพิ่มธีออน ดาวอส ขึ้นมาแทน เอ็ดดาร์ด


=========================================

ฉันขอลำดับความเกลียดตัวละครในเรื่องนี้ละกัน

++ อันดับแรกคือซานซ่า เป็นตัวละครที่ช่างเพ้อฝันและโง่เขลาจริงๆ (ปกติฉันไม่ค่อยอยากเรียกใครว่าโง่นะแต่เรื่องนี้ขอยกเว้น ..หลายคนด้วย) เกลียดตั้งแต่ต้นจนจบแล่ม 4 โดยเฉพาะเรื่องของจอฟฟรีย์ ก็เข้าใจนะว่ายังเด็ก แต่ก็น่าจะเห็นนิสัยของจอฟฟรีย์ตั้งแต่ตอนที่หมาป่าของตัวเองโดนฆ่าได้แล้ว แต่นี่นางก็ยังคงเพ้อฝันกับความรักฟรุ้งฟริ้ง จนละเลยครอบครัว นอกจากโง่แล้วยังอ่อนแอ ปวกเปียกมากๆ

++ อันดับสองคือแคตลิน นึกยังไงเนี่ยถึงได้จับธีเรียนเป็นตัวประกันทั้งที่รู้ว่าสามีกับลูกยังอยู่ในมือของแลนนิสเตอร์ ไม่เรียกโง่แล้วยังไงเนี่ย ถือเป็นตัวจุดฉนวนให้เกิดสงครามเลยก็ว่าได้  ที่สำคัญคือนึกว่าตัวเองฉลาดอีกตะหาก ดูเหมือนจะมีอีกเยอะเลยนะที่ทำเรื่องโง่ๆ ไว้ จะยังมีอีกมั้ยเนี่ยในเล่มหลังๆ
     และที่สำคัญคือออกมาแนวเห็นแก่ตัวนะ คนอื่นเขาบ้านเมืองล่มจม ผู้คนล้มตายเพื่อมาช่วยสตาร์ค แต่พอสามีตาย และอยากได้ลูกกลับจากการเป็นตัวประกัน ก็ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น

++ลุงมาร์ตินแกใจร้ายใจดำให้กับตัวละคร 2 ตัวนี้เหลือเกิน ไม่ยอมให้หูตาสว่างบ้างหรือไง ทำแต่ละอย่างไม่ได้ฉลาดเลย อดจะสงสารไม่ได้เลยนะ มันเลยเหมือนว่าสงครามที่เกิด มันมาจากฝ่ายคนดีเลยนะเนี่ย

++เอ็ดดาร์ด สตาร์ค นี่ก็เหมือนกัน เข้าไปเป็นหัตถ์อยู่ได้ตั้งนาน แทนที่จะสะสมขุมกำลัง มัวแต่ทำไรน้อ แกโง่ตรงคิดว่าทุกคนต่างมีเกียรติยศเท่าเทียมกับตัวเอง มีคนมาแนะนำทางออกให้ก็ไม่ฟัง แล้วเป็นไงล่ะ นอกจากตัวเองตาย ลูกเมียเดือดร้อน ลูกน้องตายกันหมด แล้วยังทำให้เกิดสงครามบานปลาย คนนี้ยังดีนะที่รู้ตัวว่าตัวเองโง่ตอนอยู่ในคุก แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะตอนต้นเห็นบ่นว่าเขาไม่เหมาะจะปกครองวินเทอร์เฟล น่าจะเป็นพี่ชายเขามากกว่า นั่นสินะ

มาถึงตัวละครอื่นๆ ที่ชอบ

++ทีเรียน ตัวนี้ชอบมากเลยตอนเข้าภาค 2 ตอนภาคแรกยังเฉยๆ ออกจะไม่ค่อยชอบอยู่บ้างเพราะแกปากเสียมาก พอหลังๆ ได้เห็นเลยว่าเป็นพวกมีมันสมอง ไม่ใช่คนดีจนขาว และไม่ได้เลวจนดำมืด เป็นพวกกลางๆ สีเทา รู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อรักษาชีวิตตัวเองและลูกน้อง ทำหน้าที่ตัวเองอย่างดีในฝั่งของแลนนิสเตอร์

++เดแนรีส ตอนแรกเกลียดเลยล่ะ แลดูอ่อนแอปวกเปียก แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ ก็ชักชอบ เป็นคนที่เรียนรู้เร็ว เข้มแข็ง ไม่นั่งงอมืองอเท้ารอชะตาชีวิตเหมือนซานซ่า แต่ลงมือทำ แม้ว่าจะผิดหรือถูก

++อาร์ยา ตอนแรกก็ไม่ชอบนะ ดูซนเกิ๊น แต่พออ่านๆ ไปก็ได้เห็นพัฒนาการไปในทางที่ดี คือทุกคนน่ะไม่มีใครฉลาดดูเกมออกได้ตลอดเวลา หรือกล้าหาญตลอดศก แต่ที่ชอบคือคนที่มีการเรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์

++ตัวละครอื่นๆ ก็เฉยๆ เดินเรื่องไปตามบทบาท ชอบที่ลุงมาร์ตินแกบรรยายตัวละครได้ดีมากๆ ทำให้เห็นเหตุและผลที่ทำให้แต่ละคนทำสิ่งต่างๆ กันไป ...ยกเว้นซานซากับแคตลินน่ะ ที่รับไม่ได้จริงๆ ดีที่เอ็ดดาร์ดตายไปแล้ว

อ่านหนังสือแล้วดีกว่าตอนดูซีรี่ส์ มันทำให้เราได้เห็นภูมิหลังของตัวละครได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของอายุของตัวละคร ที่ฉันคิดว่าน่าจะส่งผลกับการคิดการตัดสินใจในบางเรื่อง

=========================================

มาถึงเรื่องของการแปล ถือว่าแปลได้ดี อ่านได้ลื่น แม้ว่าจะมาจากคนแปลคนละคน ถือว่าทางอมรินทร์คุมเนื้อหาได้ดี คำผิดก็ไม่มี (หรือไม่ค่อยมี) จะมีก็แต่คำเฉพาะในเรื่องบางอย่างค่อนข้างแปร่งๆ แปลกๆ

อย่างชื่อสถานที่บางแห่งก็ทับศัพท์ เช่น คิงส์แลนดิ้ง สตอร์มเอ็น วิทเทอร์เฟล ดรากอนสโตน ถือว่าโชคดีที่เขาไม่แปลออกมาเป็นไทย

กับบางชื่อมันฟังแปลกๆ

ชื่อสถานที่ เช่น ผากำแพง (มาจาก Wall ที่ตัวอักษรแรกเป็นตัวใหญ่ ซึ่งหมายถึงชื่อเฉพาะ..ไปแอบดูใน amazon.com มา) แหลมนิ้ว (อันนี้ไม่รู้มาจากคำไหน) แม่น้ำสามง่าม ง่ามแดง ง่ามเขียว อ่าวหอกเกลือ เกาะหมี ฯลฯ ฟังตลกมากมายเลย

ชื่อฉายาของคน ที่ตลกคือ นิ้วก้อย ...เอิ่ม... มาจากคำว่าไรอ่ะ ฟังนิ้วก้อยแล้ว...

ชื่อเรือ อันนี้ตลกสุดอ่ะ ช่วงรบกันที่คิงส์แลนดิ้ง ทั้ง เจตภูติ ปลาดาบ กวางขาว ที่สุดของที่สุดขอมอบให้กับชื่อ เรือท่านหญิงละอาย จริงๆ ถ้าทับศัพท์ไปเลยจะดีกว่านะ อย่าง เรือเบธาดำ ก็น่าจะมาจาก แบล็คเบธา ถ้าทับไปจะฟังดูดีกว่าเยอะเลย

หรือว่าฉันควรเก็บเงินซื้อฉบับภาษาอังกฤษแทนภาษาไทยดีนะ ก็พออ่านไหว 555

=========================================

ช่วงหลังๆ ของการอ่าน ฉันเริ่มรู้สึกเลี่ยนและเอียนกับเนื้อหา จริงๆ ถ้าพูดถึงเรื่องราวมันมีแค่ไม่มาก หนักไปทางบรรยายซะเยอะ พอใกล้จบภาค 2 ฉันก็ตั้งใจว่าจะพัก หันไปจับหนังสือเรื่องอื่นที่ซื้อมาจากงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ผ่านมา (ไม่ได้ไปเอง แต่ฝากเขาซื้อน่ะ) แต่พอได้ไปอ่านเล่มนั้นแล้วรู้สึกว่าการอ่านขาดรสชาติและสีสันไปอย่างไม่น่าเชื่อ จนต้องเบนเข็มกลับมาอ่านต่อภาค 3 (เล่มที่ 5) ต่อเลยในทันที

ไอ้อาการแบบนี้มันเกิดกับฉันเป็นปกติ จำได้ว่าหลังจบซีรี่ส์ Breaking Bad กับ Better Call Saul แล้วก็ไม่อยากดูซีรี่ส์เรื่องอื่นอีกไปพักใหญ่ๆ เพราะรู้สึกว่าเรื่องอื่นๆ มันช่างน่าเบื่อเอามากๆ

ครั้งนี้การอ่านส่งผลไปถึงการดูหนังและซีรีส์อีกด้วยน่ะสิ เรียกว่าว่างเมื่อไรก็อ่านหนังสือแทนดูทีวี สงสัยต้องรีบอ่านให้จบ ไม่งั้นทำอย่างอื่นไม่ได้เลย

นี่เพิ่งไม่กี่สิบหน้าของเล่ม 5 ฉันก็ชักเกลียดแคตลินอีกแล้ว เอาน่ะ หวังว่าเล่มหลังๆ ลุงแกจะทำให้ซานซ่ากับแคตลินมีพัฒนาการที่ดีขึ้นบ้างนะ

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : a song of ice and fire (1)

ม่ายยยยย ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย

ฉันหลวมตัวอย่างมาก ขอย้ำ 'อย่างมาก' ในการเริ่มต้นอ่านหนังสือในชุด a song of ice and fire หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อของ game of thrones ซึ่งเป็นชื่อของหนังสือภาคแรกหรือเล่มแรกในชุดนี้



หนังสือเรื่องนี้โด่งดังมากไม่รู้ว่าเนื่องจากกระแสของซีรี่ส์ในชื่อเดียวกันกับเล่มแรกหรือเปล่า

ฉันเห็นหนังสือชุดนี้นานพอสมควร แต่ไม่ได้ตัดสินใจอ่าน เนื่องจากไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชอบนิยายแนวแฟนตาซีอีกหรือไม่ ระยะหลังฉันอ่านแนวนี้แล้วไม่เคยสนุกกับมันเลย



ฉันเลยเริ่มต้นด้วยการลองดูซีรี่ส์ game of thrones ที่มีหลายซีซันเหลือเกิน ดูไปได้ไม่กี่ตอนฉันก็บอกลา เนื่องจากน่าเบื่อมากสำหรับฉัน แม้ว่ากระแสในเน็ตจะบอกว่าสนุกเอามากๆ ก็ตาม

แล้วก็เลยไปหาเรื่องอื่นโน่นนี่นั่นดูไปเรื่อยจนเจอกับ Breaking Bad และติดหนึบกับมันต่อเนื่องไปจนถึง better call saul เอาล่ะนั่นเป็นการรีวิวในอีกหัวข้อที่เขียนถึงไปแล้ว

ฉันมาถึงจุดนี้ก็จากที่ฉันไม่มีหนังสือเหลือให้อ่าน เลยลองหยิบมาอ่านทดลองดู (ยืมเขาอ่าน) อ่านๆ วางๆ สัก 2-3 รอบ จนในที่สุดก็ตัดสินใจลองอ่านจริงๆ จังๆ ซะที

แล้วก็พบว่า...

มันสนุกจริงๆ เลยนะ แล้วก็ติดใจเอามากๆ

แต่ก็อีก...

มันหลายเล่มมาก เท่าที่มีแปลออกมาตอนนี้โดยสนพ.อมรินทร์ ก็คือ 11 เล่ม แต่ละเล่มเกิน 500 หน้า

แต่... แต่อันนี้มันสาหัสกว่าการอ่าน 11 เล่มนั้น

นั่นคือฉันได้รับรู้ว่าหนังสือในชุดนี้มี 7 ภาค ตอนนี้เขาเขียนจบและตีพิมพ์แล้ว 5 ภาค เหลืออีก 2 ภาค ซึ่งตอนแรกฉันก็คิดว่าคงไม่น่าเกิน 2-3 ปีก็น่าจะออกมาครบ



แต่...(อีกแล้ว)

พอเข้าไปหาข้อมูลจากในเว็บก็พบความจริงอันน่าตกใจ เล่มแรกของหนังสือชุดนี้คือ a game of throne ตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกในปี 1996 หรือปี 2539 ซึ่งก็คือ 21 ปีที่แล้ว

โอ้ววววว ม่ายยยยยยยยยยย

หลังจากนั้นภาค 2 คือ a crash of kings ก็ตีพิมพ์ออกมาในปี 1999
ภาค 3 คือ a storm of swords ตีพิมพ์ในปี 2000 (ถือเป็นนิมิตรหมายอันดี เพราะห่างกันแค่ 1 ปี)
ภาค 4 คือ a feast of crows ตีพิมพ์ในปี 2005 (ชักไม่ค่อยดีล่ะ ห่างกัน 5 ปีเชียว)
ภาค 5 คือ a dance with dragons ตีพิมพ์ในปี 2011 (ไม่นะ)
ภาค 6 ที่วางแผนไว้คือ the winds of winter
ภาค 7 สุดท้ายคือ a dream of spring


วันก่อนได้อ่านเพจของอมรินทร์ ที่ลุงอ้วนคนเขียนขึ้นเวทีคุยกับสตีเวน คิง ก็ได้รู้ว่าลุงมาร์ตินแกเป็นคนเขียนหนังสือช้า แต่ไม่คิดว่าจะช้าขนาดเน้

ตอนนี้ฉันอ่านไปอย่างช้ามากๆ แต่คิดว่าช้ายังไงก็ยังต้องเร็วเกินกว่าที่ลุงมาร์ตินแกจะเขียนออกมาเสร็จ ไหนจะขั้นตอนการแปลเป็นไทยอีก อีก 10 ปีจะครบ 7 เล่มมั้ยเนี่ย

ที่สำคัญคือฉันเป็นคน "ขี้ลืม" อย่างหนัก ถ้าในอนาคตเมื่อหนังสือครบ 7 ภาค ฉันรู้ ฉันมั่นใจ ว่าฉันต้องย้อนกลับไปอ่านเล่ม 1 อีกรอบ เฮ้อ.... ถึงตอนนั้นฉันค่อยซื้อหนังสือครบชุดใหญ่ละกัน ตอนนี้ยืมเขาอ่านไปพลางๆ ก่อน

+++++++++++++++++++

ครั้งหน้าจะมาเขียนถึงเนื้อหาในหนังสือนะจ๊ะ ตอนนี้อ่านไปได้ 3 เล่มแปล ซึ่งก็คือภาค 1 + ภาค 2 ครึ่งเล่ม

+++++++++++++++++++

(ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/George_R._R._Martin)

ลุงอ้วนนักเขียนแกมีชื่อว่า George R.R. Martin ซึ่งฉันขอเรียกแกว่าลุงมาร์ตินละกัน อายุอานามแกตอนนี้ก็ 69 ปี มิน่าล่ะ อ่านในเว็บ บางคนถึงห่วงว่าแกจะเขียนหนังสือจบก่อนตายหรือเปล่า 5555 เรียกว่าไม่ได้ห่วงตัวแกเลย ห่วงแต่หนังสือ

แกเป็นนักเขียนอเมริกัน เริ่มเข้าสู่วงการได้เมื่ออายุได้ 21 ปี แนวหนังสือของแกก็มีพวกแฟนตาซี สยองขวัญ และวิทยาศาสตร์ บทหนังก็เขียน เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับสถานีโทรทัศน์ด้วย

เอาเข้าจริงๆ ถ้าแกเขียนไม่ครบ (ไม่ได้แช่งน้า แต่พูดเผื่อไว้) พลอตของเรื่องก็น่าจะออกมาแล้วล่ะ คนอื่นคงมาเขียนต่อได้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้อารมณ์เดียวกัน...(มั้ง) แต่ขอเอาใจช่วยให้ลุงมาร์ตินแกทำได้สำเร็จ เร็วๆ หน่อยก็ดี แต่ช้าก็ได้ไม่เป็นไร รอด้ายยยยยยย

+++++++++++++++++++

สำหรับซีรี่ส์ที่สร้างจากหนังสือชุดนี้ เห็นว่ามีทั้งหมด 8 ซีซันจบ ซึ่งเป็นยังไงฉันไม่รู้ ไม่ได้ติดตาม ไม่ชอบเอาซะเลย ซีรี่ส์ใช้ชื่อจากหนังสือเล่มแรก คือ game of thrones แทนที่จะเป็นชื่อชุด

เห็นว่าขับเคี่ยวกันเรื่องรางวัลกับ breaking bad มาตลอด (bb สู้ๆ อิอิ)







+++++++++++++++++++

และ...แกมีหนังสือคั่นรายการออกมา 2 เล่ม คือ หนังสือประวัติศาสตร์ของอาณาจักรแห่งนี้ ชื่อหนังสือคือ The World of Ice & Fire: The Untold History of Westeros and the Game of Thrones แปลไทยชื่อว่า "โลกแห่งมหาศึกชิงบัลลังก์" พร้อมภาพประกอบงดงาม ตีพิมพ์ภาษาอังกฤษในปี 2014

 

และ a knight of the seven kingdoms หรือฉบับแปลไทยคือ "อัศวินแห่งเจ็ดราชอาณาจักร" ตีพิมพ์ภาษาอังกฤษออกมาในปี 2015

ที่ช้าเพราะงี้หรือเปล่าเนี่ยลุ้งงงง

 






วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : คดีฆาตกรรมบนเนินฮิบาริงะโอกะ



ตัดสินใจอ่านเรื่องนี้เพราะชื่อของนักเขียน ผู้เขียนเรื่อง คำสารภาพ และชดใช้ เป็นเรื่องที่เล่นกับสิ่งที่อยู่ในใจของคน มันมีทั้งความเทาไปจนถึงดำมืด

เรื่อง คดีฆาตกรรมบนเนินฮิบาริงะโอกะ เล่มนี้ก็เช่นกัน

เนินฮิบาริงะโอกะถือเป็นสถานที่สำหรับคนรวย มีสภาพแวดล้อมดี โรงเรียนเอกชนระดับสูง ทุกอย่างดูดี

จนกระทั่ง...

เกิดเหตุฆาตกรรมในบ้านหลังหนึ่งบนเนินฮิบาริงะโอกะ ครอบครัวร่ำรวย สภาพภายนอกที่ถือว่าปกติสุขและดูสมบูรณ์แบบ ผู้เป็นแม่ฆาตกรรมสามี ทิ้งให้ลูก 3 คนที่ยังอยู่ในวัยเรียนต้องผจญกับปัญหาต่างๆ ที่ประดังเข้ามา

บางคนบนเนินฮิบาริงะโอกะจึงรู้สึกว่าความปกติและชื่อเสียงของพวกเขากำลังเสื่อมเสีย บางคนจึงเอาคืนกับครอบครัวเคราะห์ร้ายนั้น

..........

จริงๆ เรื่องราวในหนังสือนี้ไม่ได้เน้นการสืบสวนสักเท่าไร ทุกอย่างง่ายดาย ธรรมดา แต่หนังสือเล่นกับสิ่งที่อยู่ในใจของตัวละครแต่ละตัว

เมื่อเรามองใครสักคนจากมุมมองของเรา เราจะเห็นการกระทำของเขา ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่ชอบใจสักเท่าไร แล้วเราก็ตัดสินว่าเขาเป็นอย่างโน่นนี่นั่น

คนทุกคนต่างก็มีปัญหาเป็นของตัวเองที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ดูน่าเห็นใจ กระนั้นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของคนเราก็คือเรามักโยนว่าปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดกับเราว่าเป็น "ความผิดของคนอื่น"

มันง่ายที่จะชี้นิ้วไปที่คนอื่นแล้วบอกว่า ที่เขาพลาดนั้นเพราะคนนั้นไง

..........

อ่านเรื่องนี้ควรต้องดูวันที่และเวลาให้ดี เพราะเรื่องราวจะย้อนไปย้อนมา เข้าไปเล่าเรื่องคนนั้นทีคนนี้ที เล่นเอางงไปเหมือนกันในตอนแรก

..........

จริงๆ ตอนต้นของหนังสือก็ดูสนุกอยู่นะ ได้แอบดูความคิดของคนอื่นๆ แต่พอถึงตอนจบกลับรู้สึกพิลึกพิลั่นยังไงไม่รู้ เหมือนพยายามจะมองโลกในแง่ดีและก็ยังแอบร้ายอยู่นิดๆ

ยังไงก็เถอะ เรื่องนี้คุ้มค่ากับการอ่าน