วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ทั่วไป : เหตุผล

โฆษณา--
ชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าร้านขายยา
ฝ่ายหนึ่งบอกขอซื้อยา++แบบน้ำ
อีกฝ่ายหนึ่งบอก ยา++ นี้ไม่มีแบบน้ำ
แล้วต่างฝ่ายต่างก็โต้แย้งกันต่อหน้าพนักงานขายว่า
--มี--ไม่มี--มี--ไม่มี--

ตัดมาคลิป+ข่าว--
หญิงคนหนึ่งจับนกพิราบใส่ตะกร้า เพื่อไปปล่อยเป็นการทำบุญ ?!?!?!?!?!?!?

ตัดมาข่าว--
ชาวบ้านไปตักกินน้ำที่ผุดจากพื้นดิน ทั้งที่มีคนเตือนว่ามีสารที่เป็นอันตราย


+++++++++++++++

ถ้าอยากได้ตัวอย่างก็อีกนับไม่ถ้วนเลย


+++++++++++++++

ในขณะที่มนุษย์ส่วนหนึ่งส่งยานอวกาศไปจอดดวงจันทร์นับไม่ถ้วน
ท้องฟ้ามีดาวเทียมแทบชนกันตาย
ยานอวกาศอีกส่วนกำลังเดินทางออกไปยังอวกาศอันห่างไกล
เราคิดค้นการสื่อสารและการค้นหาข้อมูลได้อย่างไม่จำกัดขอบเขต
เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำอะไรได้อย่างน่ามหัศจรรย์หลายอย่าง

หลายส่วนของมนุษย์เรากลับถอยหลังกลับไปสู่ยุคเก่า
แถมบางเรื่องมีสีสันมากกว่าคนในยุคเก่าจะจินตนาการได้เสียอีก

เมื่อก่อนฉันคิดว่าเราขาดความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์
วันนี้ฉันกลับคิดว่าเรายังขาดเรื่องของการใช้ "เหตุผล" มากกว่า
การโต้แย้งกันด้วยเหตุผล การยอมรับเหตุผล และ ฯลฯ
บางคนบอกว่ามันเรื่องของเขา ไปหนักหัวเราทำไม
นั่นสิ..
แต่คิดถึงเด็กรุ่นใหม่ที่รับฟังเรื่องพวกนี้
เขาจะโตมาเป็นแบบไหนกัน

+++++++++++++++

แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ตระหนักว่าอีกไม่นานฉันก็จะตาย
แล้วชีวิตก็จะดำเนินต่อไปตามสิ่งที่เรียกว่า "วิวัฒนาการ"
ที่สิ่งที่ปรับตัวได้จะยังคงอยู่รอด
โลกจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและเหตุผลของคนในสังคมนั้นๆ
ซึ่งฉันหวังว่าคงไม่ได้อยู่เห็นการถอยหลังมากเกินไปกว่านี้








วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : คดีฆาตกรรมบนเนินฮิบาริงะโอกะ



ตัดสินใจอ่านเรื่องนี้เพราะชื่อของนักเขียน ผู้เขียนเรื่อง คำสารภาพ และชดใช้ เป็นเรื่องที่เล่นกับสิ่งที่อยู่ในใจของคน มันมีทั้งความเทาไปจนถึงดำมืด

เรื่อง คดีฆาตกรรมบนเนินฮิบาริงะโอกะ เล่มนี้ก็เช่นกัน

เนินฮิบาริงะโอกะถือเป็นสถานที่สำหรับคนรวย มีสภาพแวดล้อมดี โรงเรียนเอกชนระดับสูง ทุกอย่างดูดี

จนกระทั่ง...

เกิดเหตุฆาตกรรมในบ้านหลังหนึ่งบนเนินฮิบาริงะโอกะ ครอบครัวร่ำรวย สภาพภายนอกที่ถือว่าปกติสุขและดูสมบูรณ์แบบ ผู้เป็นแม่ฆาตกรรมสามี ทิ้งให้ลูก 3 คนที่ยังอยู่ในวัยเรียนต้องผจญกับปัญหาต่างๆ ที่ประดังเข้ามา

บางคนบนเนินฮิบาริงะโอกะจึงรู้สึกว่าความปกติและชื่อเสียงของพวกเขากำลังเสื่อมเสีย บางคนจึงเอาคืนกับครอบครัวเคราะห์ร้ายนั้น

..........

จริงๆ เรื่องราวในหนังสือนี้ไม่ได้เน้นการสืบสวนสักเท่าไร ทุกอย่างง่ายดาย ธรรมดา แต่หนังสือเล่นกับสิ่งที่อยู่ในใจของตัวละครแต่ละตัว

เมื่อเรามองใครสักคนจากมุมมองของเรา เราจะเห็นการกระทำของเขา ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่ชอบใจสักเท่าไร แล้วเราก็ตัดสินว่าเขาเป็นอย่างโน่นนี่นั่น

คนทุกคนต่างก็มีปัญหาเป็นของตัวเองที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ดูน่าเห็นใจ กระนั้นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของคนเราก็คือเรามักโยนว่าปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดกับเราว่าเป็น "ความผิดของคนอื่น"

มันง่ายที่จะชี้นิ้วไปที่คนอื่นแล้วบอกว่า ที่เขาพลาดนั้นเพราะคนนั้นไง

..........

อ่านเรื่องนี้ควรต้องดูวันที่และเวลาให้ดี เพราะเรื่องราวจะย้อนไปย้อนมา เข้าไปเล่าเรื่องคนนั้นทีคนนี้ที เล่นเอางงไปเหมือนกันในตอนแรก

..........

จริงๆ ตอนต้นของหนังสือก็ดูสนุกอยู่นะ ได้แอบดูความคิดของคนอื่นๆ แต่พอถึงตอนจบกลับรู้สึกพิลึกพิลั่นยังไงไม่รู้ เหมือนพยายามจะมองโลกในแง่ดีและก็ยังแอบร้ายอยู่นิดๆ

ยังไงก็เถอะ เรื่องนี้คุ้มค่ากับการอ่าน


วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดูหนัง : Better Call Saul

ตอนที่ Breaking Bad ตอนสุดท้ายจบลง ฉันประทับใจอย่างมากจนหมดความอยากดูซีรี่อื่นใดอีกต่อไป พยายามดู Fargo แต่ก็ไปได้ไม่กี่ตอนก็ล้มเลิกความพยายาม ส่วนเรื่อง Game of Throne ที่โด่งดัง ฉันกลับไม่ชอบเลยหลังจากดูไปได้ 3-4 ตอน เรื่องนี้ดูมาก่อนหน้า Breaking Bad นานเลยทีเดียว

ในที่สุดก็หันมาดู Better Call Saul ซีรี่ส์แตกสาขาจาก Breaking Bad เรื่องราวของทนายจอมกะล่อนที่หากินกับคดีฟ้องร้องแบบสกปรก

เป็นเรื่องราวความเป็นมาของ Jimmy McGill ก่อนที่จะกลายมาเป็น Saul และไปจบลงด้วยการที่ไม่เป็นใครเลยทั้ง 2 คน

จากนั้นมาฉันก็ดูอย่างต่อเนื่องยาวจาก Season 1 จนถึง Season 3 และต้องรอจนปีหน้ากว่าจะได้ดู Season 4 ถึงตอนนั้นฉันอาจต้องย้อนกลับไปดูทั้งหมดใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะฉันจะลืมรายละเอียดของเนื้อหาได้รวดเร็วเอามากๆ


จิมมี่เป็นทนายจอมกะล่อนที่พยายามทำงานสุจริตมายังชีพอันยากจนข้นแค้น บ่อยครั้งก็อาศัยความกะล่อนและแผนชั่วมาใช้เพื่อบิดดัดให้เรื่องราวคดีความเป็นไปตามกฎหมาย และแทบทุกครั้งเขาก็ทำให้ใครบางคนหรือแม้กระทั่งตัวเองต้องเดือดร้อน

ขอบอกว่าตัวละครใน 2 เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสีเทา เทามากเทาน้อย มันทำให้เรามองโลกในอีกมุมหนึ่ง หรือว่าไม่จริงที่เรามักตัดสินใครสักคนด้วยการมองชีวิตเขาเพียงส่วนเสี้ยวเดียว? ทั้งที่ชีวิตของใครสักคนนั้นมันมีหลายด้านที่สลับซับซ้อน มีทั้งเรื่องที่ทำให้เราเกลียด ทั้งรัก ทั้งสงสารเห็นใจ และทั้งที่อยากฆ่าทิ้งมันซะเลย

จิมมี่นั้นแลดูเป็นคนกะล่อน ตัวป่วน ตัวน่าเกลียด กระนั้นลึกๆ แล้วเขาเป็นคนดีในระดับหนึ่ง บ่อยครั้งที่ความจนทำให้เขาต้องตะเกียดตะกายหาเงินในแบบที่น่ารังเกียจ แต่เมื่อผลออกมาว่ามันเป็นผลร้ายกับคนอื่น เขาก็หาทางแก้ไข แม้มันจะทำให้คนนั้นเกลียดเขาก็ตามที

มันทำให้ฉันในฐานะคนดูเกลียดจิมมี่ไม่ลงเลยทีเดียว

บางคนมีชีวิตที่น่าเห็นใจ อย่างชัค พี่ชายจิตป่วยของจิมมี่ จริงๆ ฉันอยากเห็นใจเขาเหมือนกันนะ โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายที่เขารื้อบ้านเพื่อหาที่มาของเครื่องใช้ไฟฟ้า ...แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำกับจิมมี่มาโดยตลอด มันทำให้ฉันสงสารไม่ลงเลยทีเดียว



ตัวละครอีกตัวที่สำคัญรองลงมา ...สำคัญในการผูกโยงเรื่องราวของจิมมี่ที่กำลังจะกลายเป็นซอล ให้เข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม นั่นคือไมค์ เออร์แมนเทราส์ที่ได้ทำความรู้จักกับกัส ฟริงจ์ และเรื่องราวที่จะเกี่ยวเนื่องไปต่อที่ Breaking Bad

---------------

โทรศัพท์เคลื่อนที่ในเรื่อง


> ตอนที่ดูซี่รี่ส์ทั้ง 2 เรื่อง Breaking Bad และ Better Call Saul ฉันสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของเขาไม่ใช่รุ่นสมาร์ทโฟนเลยสักเครื่อง ทั้งที่ตอนสร้างก็เป็นช่วงที่มีใช้กันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นฝาพับที่ใช้มานานแล้ว เมื่อสังเกตของประกอบฉากอื่นๆ ก็พบว่ามันเป็นสิ่งของที่นิยมในรุ่นอื่น

> ข้อสังเกตนี้ฉันคิดเองในใจว่า คนสร้างอาจต้องการไม่ระบุยุคสมัย หรือว่าช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์ในเรื่อง ยังไม่มีสมาร์ทโฟนกันแน่

> ฉันไม่แน่ใจว่าหนังต้องการให้ช่วงเวลาออกมาตอนไหน จึงไปหาอ่านจากเว็บต่างประเทศ เขาบอกว่าเรื่องราวใน Breaking Bad อยู่ในระหว่างปี 2009-2011 (ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาออกอากาศ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง)

> ส่วนเรื่อง Saul เกิดขึ้นในปี 2002 อันเป็นตอนเปิดตัวตอนแรกของซีซันแรก และตอนสุดท้ายของซีซัน 3 คือปี 2003

> พอกลับไปหาข้อมูล iPhone รุ่นแรกเปิดตัวในเดือนมกราคม 2007 ส่วน Android เริ่มเปิดตัวในปีต่อมาคือ 2008 อื่มมมม ก็ดูสมเหตุสมผลดีอยู่นะ ช่วงของ Breaking Bad อาจเป็นช่วงเริ่มต้นการใช้สมาร์ทโฟน จึงยังคงไม่ได้มีใช้กันเกลื่อนเหมือนในตอนนี้ ส่วนใน Saul นั้นยังไม่มีใช้กันเลยนะเนี่ย

> แต่สำหรับฉัน เหมือนเราใช้งานสมาร์ทโฟนกันมาเป็นชาติแล้ว หลายคนก็คงเปลี่ยนไปหลายรุ่นนับไม่ถ้วน และมันกลายเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้เอาซะเลย

> โทรศัพท์รุ่นฝาพับภาษาอังกฤษมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า burner phone หมายถึงเครื่องโทรศัพท์ที่ซื้อมาใช้แล้วทิ้งได้ เพื่อป้องกันการติดตาม ประมาณนั้น

(ที่มาของภาพ http://www.zdnet.com/article/california-lawmaker-wants-to-crack-down-on-pre-paid-burner-phones/)

--------------
เก็บตกสุดท้าย 

> ที่มาของชื่อ Saul Goodman มาจากคำว่า It's all good man.

> ตัวย่อ ABQ ที่ได้ยินจากเครื่องตอบรับโทรศัพท์ของเจสซี่ พิงค์แมนใน Breaking Bad ฉันก็ฟังอยู่นาน ไม่รู้ว่าคืออะไร เนื่องจากมันไปเร็วด้วย เพิ่งมารู้ว่าเป็นตัวย่อของเมือง อัลบูเคอร์คี (Albuquerque) 

> ขอบอกว่าหนังหรือซีรี่ส์ดีๆ ของฝรั่งเขาใส่ใจรายละเอียดเยอะมาก ในเว็บแฟนคลับของซีรี่ส์ 2 เรื่องนี้ เขาใส่รายละเอียดช่วงเวลาของเหตุการณ์ (Timeline) ได้ละเอียดสุดๆ ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากเอกสารที่ปรากฎในเรื่อง ทั้งในเช็ค ในใบเสร็จ และอื่นๆ สุดยอดเลยอ่ะ



วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดูหนัง : ซีรี่ส์ Breaking Bad (2) จุดจบของเรื่องราว สปอยล์นะคะ

ตอนสุดท้ายของ Breaking Bad ทำเอาหัวใจสลาย มันเศร้าโคตรๆ เศร้าตั้งแต่เริ่มต้นของตอนสุดท้ายนี้เลย ตอนที่ได้เห็นความทรุดโทรมของวอลเทอร์ ไวท์ และความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อและตามแก้แค้นคนที่ยังรอด



ทั้งที่ตอนต้นของซีซัน 5 ฉันเริ่มจะออกอาการเบื่อเนื้อหาของซี่รี่ส์เรื่องนี้ ด้วยเหตุผลว่า
> ความดันทุรังของมร.ไวท์ ที่ทำให้หลายคนต้องตาย ทำให้คนใกล้ชิดเดือดร้อน จนน่ารำคาญ
> มร.ไวท์ เป็นคนที่เก่งสุดยอดในการปรุงยา และฉลาดที่สุดในการวางแผนต่างๆ แต่เขากลับดูโง่ในหลายๆ ครั้งเมื่อความโลภเข้าปิดบังสายตา ทำให้นึกถึงเจ้ากอลลัม ใน Lord of the rings ที่หวงแหนแหวนมากๆ จนหน้ามืดตามัว แล้วทำให้เขาเข้าตาจนทุกครั้ง



ในฉากหนึ่งที่ไมค์ เออร์แมนเทราส์ ได้รับการทาบทามจากมร.ไวท์กับเจสซี่ให้มาร่วมงาน เขาบอกว่าเขามองออกว่ามร.ไวท์นี่เป็นตัวปัญหา แม้ว่าเจสซี่จะไม่เห็นก็ตาม

ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านก็คือ มร.ไวท์คือ ตัวซวย ขนานแท้ ไม่ว่าจะเข้าแก๊งค์ไหน แก๊งค์นั้นล่มจม หัวหน้าแก๊งค์ตาย ไม่มีใครเหลือรอด ตั้งแต่ -เครซี่ 8 -  ทูโก ซาลามังก้า -  กุสตาโว ฟริงจ์ - ไมค์ เออร์แมนเทราส์ - ลุงแจ๊ค - แฮงค์ ชเรเดอร์ ไม่รอดแม้แต่ซอล กู๊ดแมน ที่ต้องหนีไปใช้ชีวิตอื่น



เจสซี่ ก็เหมือนกัน จากเด็กติดยาธรรมดา โดนดึงให้กลายมาเป็นผู้ผลิตยาและค้ายาระดับประเทศ จนชีวิตที่เลวร้ายอยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงอีกมากมาย

แต่กระนั้นหลายครั้งปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มีสาเหตุมาจากการที่มร.ไวท์ต้องการปกป้องเจสซี่ ซึ่งก็เป็นตัวสร้างปัญหามาหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากความอ่อนไหวของตัวเอง

เขาผูกพันกับเจสซี่มาก ทั้งปกป้องและเรียกร้องจากเจสซี่จนเกิดขัดแย้งกันหลายครั้ง ครั้งหลังสุดเจสซี่กลายเป็นตัวปัญหากับครอบครัวของเขา จนทำให้จำใจต้องสั่งกำจัดทิ้ง ตรงนี้แหละที่ทำให้ฉันเจ็บปวดไปด้วย เพราะผูกพันกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่มาตั้งแต่ต้น




บทสรุปในคำสารภาพสุดท้ายของเขาก็คือ ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อตัวเอง เพราะเขาชอบ...เพราะเขาทำได้ดี และทำให้เขามีเหมือนมีชีวิต นั่นคือคำตอบของความดันทุรังทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้เขาเป็นแค่คนไร้ค่า เป็นครูโรงเรียนที่เด็กๆ ไม่เห็นหัว เป็นสามีที่มีภรรยาคอยคุมแจตลอดเวลา ผลงานก็ถูกหุ้นส่วนครอบครองไปทั้งหมด การเงินก็ย่ำแย่จนต้องไปทำงานพิเศษหลังเลิกงานสอน

เขามีชีวิตอยู่ไปวันๆ จวบจนอายุ 50 เขาในฐานะ มร.ไวท์ ก็กลายเป็น ไฮเซนเบิร์ก มีชื่อเสียงอยู่ในระดับตำนาน คนที่สามารถปรุงยาเสพติดระดับยอดฝีมือที่ไม่มีใครเทียบได้ เป็นคนที่ฆ่ากุสตาโว ฟริงจ์ พ่อค้ายาระดับประเทศ เป็นคนที่สั่งฆ่าคนในคุกได้ 9 คนภายใน 2 นาทีในเวลาเดียวกัน และเป็นอะไรอีกหลายอย่างที่ มร.ไวท์ เป็นไม่ได้

แต่คำพูดนั้นอาจบรรจุความจริงอยู่ครึ่งเดียว อีกครึ่งเขาพูดไปแล้ว คือทำเพื่อครอบครัว ข้อความสุดท้ายนี้อาจพูดออกไปเพื่อให้ครอบครัวของเขาตัดใจจากเขาได้ง่ายขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วเขาก็ทำเพื่อครอบครัวเป็นอย่างแรกจริงๆ

เขาผูกพันกับเจสซี่ในฐานะเพื่อนสนิทที่เปิดเผยได้ทุกเรื่อง เป็นลูกศิษย์ที่ได้เรื่อง เป็นเหมือนลูกที่เขามีไม่ได้ หลังจากเจสซี่เลิกปรุงยา เขาก็ขาดเพื่อนสนิท ขาดชีวิตชีวา จนทำให้เขาตัดสินใจเลิกทำในที่สุด



+++++++++++++++++++

ฉันเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะผูกพันกับมร.ไวท์และเจสซี่มากขนาดนี้จนกระทั่งตอนจบของซี่รี่ส์ที่ทำให้เราต้องลาจากกัน

รู้สึกเศร้ามากๆ หลังจบฉันต้องหยุดหาดูซี่รี่ส์เรื่องอื่นไปสักระยะ ขอเวลาร่ำลาจากมันเสียก่อน




เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนที่เข้าไปพัวพันกับความเลวร้าย จุดจบก็จะไม่สวยงามอย่างแน่นอน และ...

ชีวิตของคนเรามันไม่ได้มีสีขาว-ดำที่เห็นได้ชัดเจน มันเต็มไปด้วยสีเทา ความผิดถูกคลุมเครือ มองออกไม่ชัดเจน บ่อยครั้งที่เราเลือกทางเดินในชีวิตไม่ได้ง่าย มันเต็มไปด้วยปัจจัยซ้อนทับกันไปมา 



ทิ้งท้าย : เหมือนเรื่องนี้จะมีตัวละครสกินเฮดกันเยอะมากมาย แม้กระทั่งเจสซี่ ตอนหลังก็โกนหัวกับเขาด้วย 

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดูหนัง : ซี่รี่มาอีกเป็นชุด Breaking Bad (1) สปอยล์นะคับ

ล่าสุดเพิ่งเริ่มต้นดูซีซัน 3 ติดหนึบหนับเชียวล่ะเรื่องนี้ แต่ก็มีบางตอนเหมือนกันที่น่าเบื่อหน่าย โดยเฉพาะตอนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในครอบครัวไวท์



> วอลเทอร์ ไวท์ ครูเคมีในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง อายุ 50 ปีหมาดๆ เก่งเรื่องเคมีมาก บ้านยังต้องผ่อน ยากจนจนถึงขั้นต้องไปรับงานพิเศษล้างรถหลังโรงเรียนเลิก เป็นคนดี แลจะขี้เกรงใจ เมียตั้งท้องเอาเมื่ออายุใกล้ 40 ลูกชายคนแรกก็เป็นเด็กมีปัญหาด้านสมองและพิการ วอลท์เป็นคนจ๋องๆ ไม่สู้คน จนวันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดระยะ 3 ที่ทำให้มีเวลาอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน  เขาเปลี่ยนไปจากคนดีสุดๆ ไปเป็นผู้ผลิตยาเสพติดคุณภาพดี ต้องฆ่าคน ต้องโกหกครอบครัวไปวันๆ เพื่อหาทางผลิตยา เพื่อทำให้เงินทิ้งไว้ให้ครอบครัวในวันที่เขาตาย

> เจสซี่ พิงค์แมน อดีตลูกศิษย์ของครูไวท์ เป็นผู้ช่วยผลิตยา คนติดต่อขายยา สนิทกันช่วงค้ายาจนเป็นเหมือนญาติอีกคนของวอลท์ เขาเป็นเด็กติดยาเรื้อรังจนพ่อแม่ตัดขาดออกจากครอบครัว เป็นคนเหลวไหลไร้สาระ ไว้ใจอะไรไม่ค่อยได้ ฉลาดแต่ไม่ค่อยนำมาใช้ แต่ก็เป็นคนที่ไฝ่ดีอยู่ลึกๆ (ลึกมากจนเหลวได้ตลอด)



> คนเลวที่โง่ ไม่ค่อยน่ากลัวเท่ากับคนเลวที่ฉลาด นี่คือสิ่งที่ได้จากซีรี่ส์เรื่องนี้

> เหมือนคนทำซี่รี่ส์อยากสร้างให้ดูว่าคนทำเลวมันต้องมีปัญหาแหละ มีตอนหนึ่งที่วอลท์ปรึกษาปัญหากับทนายความ เขาบอกว่างานของเขาน่ะมีปัญหา ทุกครั้งที่ก้าวหน้าไป 1 ก้าวก็จะต้องถอยกลับไป 2 ก้าวเสมอ

> นอกจากนั้นวอลท์ก็มีปัญหากับครอบครัวจนแตกแยก ส่วนเจสซี่ แฟนสาวก็ต้องตายเนื่องจากเสพยาเกินขนาด

> วอลท์โกหกเมียมากมายก่ายกอง แล้วมันก็ย้อนกลับมาเล่นงานเขาทุกอย่างเลย

> พวกเขาปรุงยากันในรถบ้าน หรือ RV อยากมีสักคันนึงงงงงง



> ชื่อที่วอลท์ใช้ตอนติดต่อกับคนค้ายาก็คือไฮน์เซนเบิร์ก ชื่อนี้กลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่ววงการ มันเป็นเหมือนพัฒนาการของเขาจากครูจ๋องๆ ไปเป็นคนเหี้ยมเกรียมในระดับหนึ่ง หน้าตาเขาก็พัฒนาไปเหมือนกัน






> ทุกคนรอบตัวพวกเขามีผลกระทบกันไปหมด สกายเลอร์ เมียวอลต์กลายเป็นคนอมทุกข์และเป็นชู้กับเจ้านายเพื่อประชดผัว น้องเขย (สามีของน้องสาวสกายเลอร์) เป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ก็เข้าไปพัวพันกับการหาไฮเซนเบิร์กกับยาสีฟ้าของเขาจนถึงขั้นหมกมุ่นเอาทีเดียว

> แฟนเจสซี่ที่ชื่อเจน เธอตายจากการเสพยาเกินขนาด พ่อของเจนเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการจารจรทางอากาศสติแตก ทำเครื่องบินชนกัน คนตายเป็นร้อย อุตะ

> เงินที่ทำมาหาได้จากยาสีฟ้าก็เอาไปใช้แบบเปิดเผยไม่ได้นะจ๊ะ



> คู่นี้เขาทำงานด้วยกัน ช่วยกัน ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ฯลฯ



> จริงๆ คนฉลาดอย่างวอลท์ถ้าหาอย่างอื่นทำน่าจะรุ่งกว่ามาค้ายา แต่ดูเหมือนลึกๆ แล้วเขาชอบที่ให้ตัวเองเป็นคนแบบนั้นนะ ของบางอย่างติดใจแล้วเลิกไม่ได้เชียวล่ะ มันเหมือนทำให้เขามีอำนาจมากขึ้นจากการแปลงสภาพเป็นคนเลว

> ขอไปดูต่อให้จบถึงซีซัน 5 ก่อนนะจ๊ะ แล้วจะมาต่อ

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดูหนัง : ซี่รี่ส์ Limitless



ไม่ได้ตั้งใจดูเลยนะ แต่ดูระหว่างนั่งรอสามีกลับบ้าน ช่วงนี้ไปเรียนเพิ่ม กับนั่งเฝ้าแมวไม่ให้ตบตีกัน ทำอย่างอื่นไม่ได้ก็เลยเปิดทีวีดูที่ช่อง MONO29 ดูก็ไม่ปะติดปะต่อกัน ช่วงแรกๆ ไม่ได้ดู หลายตอนก็ไม่ได้ดู ดูไม่เคยจบในแต่ละตอน (เพราะดึกมาก)

แต่ก็นะ ...ดูไปดูมาชักชอบความกวนของซีรี่ส์ เลยไปหาดูย้อนหลัง

ตัวเรื่องสร้างอิงจากหนังใหญ่ชื่อเดียวกัน เป็นเหมือนตอนต่อเนื่อง ในหนังใหญ่เอ็ดเวิร์ด มอร์ร่า กินยาเม็ด nzt  ที่ทำให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จากคนล้มเหลวกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อมาถึงในซี่รี่ส์ มอร์ร่ากลายเป็นวุฒิสมาชิกที่ต้องการก้าวเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ


ในซีรี่ส์ ไบรอัน ฟินช์ เกิดจับพลัดจับผลูมารู้จักกับยา nzt ทำให้เขาได้เข้าไปทำงานกับ FBI อยู่ภายใต้การดูแลของรีเบคก้า แฮร์ริส โดยทำงานลับๆ ให้กับมอร์ร่าอีกที

ซี่รี่ส์มีทั้งหมด 22 ตอน ช่วงตอนแรกๆ เป็นการคลี่คลายคดีที่ดูจะไม่ได้จริงจังนัก ตัวเรื่องราวของคดีดูพิศดาร วิธีการคลายคดียิ่งติงต๊อง ดูแล้วก็ไม่ได้ตั้งในเน้นเรื่องคดี เน้นความเพี้ยนของไบรอัน กับตัวละครประกอบ

ไบรอัน ถือเป็นตัวละครที่แหวกแนวพอควร ไม่มีปัญหาในครอบครัว ไม่ทะเลาะกับพ่อ หรือเกลียดพ่อแม่ เหมือนในหนังแทบทุกเรื่องในฮอลลีวู๊ด มีแต่คุยกันดีๆ แล้วก็เป็นคนที่อารมณ์ดีเหลือเกิ๊น ใครแขวะใครอะไรก็ยิ้มรับ เฮฮาไปเรื่อย ใครตำหนิการกระทำก็ยอมรับถ้าผิดจริง ไม่ได้เถียงข้างๆ คูๆ

ชอบนำเสนอข้อมูลเป็นฮาร์ดก๊อบปี้ ทั้งกระดาษติดบอร์ด โพสต์อิต ดินน้ำมันปั้นเป็นตัวคน และ ฯลฯ


ได้ไปอ่านความเห็นบางคนในพันทิป หลายคนไม่ชอบซี่รี่ส์เรื่องนี้ ก็สรุปว่าถ้าใครชอบการคลี่คลายคดีที่ดูจริงจัง จะไม่ชอบเรื่องนี้ หรือชอบพระเอกที่ซีเรียส ก็จะไม่ชอบ เพราะไบรอันแลจะต๊องเอาเรื่อง





ยา NZT 48 

เรียกย่อๆ ว่า nzt (อ่านว่า เอ็น-ซี-ที ไม่ใช่ เอ็น-แซ็ด-ที) ในเรื่องเป็นยาเม็ดใส ช่วยเปิดสมองทำให้คนกินกลายเป็นอัจฉริยะเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นผลกระทบจากยาจะทำให้คนกินทรุดโทรมลง

ในเว็บภาษาอังกฤษมีคนถามว่ายานี้มีจริงหรือไม่ ผู้เขียนได้เข้าไปค้นและอ่านนิดหน่อย แต่บังเอิญสมองเข้าใจภาษาวิชาการได้ยาก น่าจะสรุปได้ว่ามียากระตุ้นสมองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป๊ะเหมือนกับในหนัง แต่...แต่... มีเว็บหนึ่งเหมือนจะขายยาที่ชื่อ NZT 48 เหมือนในหนังเลย


ถ้าสนใจเข้าไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://www.consumerhealthdigest.com/brain-enhancement-supplements/nzt-48.html

ส่วนอีกลิงค์มีการถกกันถึงเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์

http://www.brainprotips.com/limitless-pill/






วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : ชายชื่ออูเว่ a man called Ove

ตอนอ่านหนังสือเล่มนี้ถึงบทที่ 2 ก็บอกได้คำเดียว คนเขียนนี่ --กวงติงจิงๆ เบย (เชื่อว่าน่าจะให้เครดิตผู้แปลด้วย คือคุณธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี)

ก็แต่ละคำที่ผู้เขียนสรรหามาบรรยายเรื่องราวมันช่าง ... บทที่ 2 ตอนอูเว่พบกับแมวข้างถนนเยินๆ ตัวหนึ่ง เขาบรรยายว่า "...อูเวตั้งใจจะเขวี้ยงรองเท้าไม้ข้างหนึ่งใส่มัน เจ้าแมวทำหน้าเหมือนนึกเสียดายที่ตัวเองไม่ได้เตรียมรองเท้าไม้มาเขวี้ยงกลับ"
(คัดลอกจากหนังสือ ชายชื่ออูเว หน้า 16)

เอ่อ ...เห็นภาพเลย กวงติงทั้งคู่เลย




มันเป็นหนังสืออีกเล่มที่ได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือฯ ปี 2560 ที่ผ่านมา ในราคาลดกี่เปอร์เซ็นต์จำไม่ได้ น่าจะอยู่ที่ 15-20% แต่ไม่ใช่หนังสือ 50 บาท ที่ฉันชอบไปซื้อ

และหนังสือก็คุ้มค่าเงินที่ซื้อไปเชียวแหละ

และไม่คิดว่ามันจะเป็นหนังสือที่มีแมวเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งที่สำคัญ ฉันชอบแมวในเรื่องมากๆ เลย กวงติงสุดๆ




เรื่องราวของชายแก่อายุ 59 ปีนามอูเวที่เป็นคนที่หัวรั้นที่สุด กวนประสาทที่สุด และเป็นคนที่มีจิตใจดีที่สุด ซึ่งถ้าฉันพบกับคนแก่แบบนี้กับตัวฉันคงเกลียดเขาแบบที่สุด

อูเวในวัย 59 เพิ่งเสียภรรยาไปกับโรคมะเร็ง และต้องสูญเสียงานที่เขาทำมาเป็นสิบปี ด้วยเหตุผลที่บริษัทอยากให้เขาได้พักผ่อน เขาจึงตั้งใจฆ่าตัวตายเพื่อไปพบกับภรรยาของเขาในโลกหน้า ก่อนหน้านี้ภรรยาคือเหตุผลที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้

แต่แผนการต่างๆ ต้องผิดพลาดไปเสียหมดเพราะเพื่อนบ้านครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่นั่นเอง

อูเวเป็นชายแก่หน้าบึ้งตึง อารมณ์บูดเป็นนิต ทำอะไรตรงเป๊ะไม่พลาดแม้สักหนึ่งในล้านมิลลิเมตร เขาเป็นคนไม่สังสรรค์กับชาวบ้าน ไม่มีเพื่อน ไม่ชอบคุย ...ดูเป็นคนน่าคบหาเหลือเกิ้น

หนังสือเล่าเรื่องตัดสลับไปมาระหว่างคนที่อูเวเคยเป็นในอดีตกับคนที่เป็นอูเวปัจจุบันนี้ เรื่องราวชีวิตในวัยเด็กจวบจนภรรยาเสียชีวิตจึงค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาให้เราได้ทำความรู้จักกับส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นตัวอูเวในตอนนี้

เพื่อนบ้านใหม่ที่สมน้ำสมเนื้อกับอูเวชื่อ ปาร์วาเนห์ หญิงอิหร่านที่แต่งงานกับหนุ่มสวีเดนไม่ได้เรื่องคนหนึ่งจนมีลูก 2 คน และอุ้มท้องอีก 1 คนในตอนย้ายมาที่นี่ (อ้อลืมบอก นี่เป็นนิยายสัญชาติสวีเดนนะจ๊ะ) เธอคนนี้แหละที่มาป่วนชีวิตของอูเวที่กำลังคิดฆ่าตัวตาย บังคับให้เขาทำหลายๆ เรื่องที่ไม่ชอบใจได้ จนเขาพบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตบั้นปลายของเขา


วิธีการเขียนของนักเขียน Fredrik Backman ที่มีการเปรียบเทียบเปรียบเปรยสิ่งต่างๆ ช่างมีสีสันและกวงติงสุดๆ ทั้งขำทั้งน้ำตาซึม

บางย่อหน้าบอกเล่าตรรกะของชีวิตที่ปฏิเสธไม่ได้

"การต้องยอมรับว่าตนเองทำผิดนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะกับคนที่ทำผิดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน"
(คัดลอกจากหนังสือ ชายชื่ออูเว หน้า 314)


อูเวเป็นคนที่มีชีวิตเชื่อมโยงกับรถยนต์ โดยเฉพาะรถยี่ป้อซาบ ดังนั้นหลายๆ ช่วงชีวิตของเขาจึงเกี่ยวข้องกับรถยนต์ และเปรียบเทียบชีวิตกับอารมณ์ของเขากับรถยนต์ซาบของเขา และรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ของคนอื่น




ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่ง

++++++++++++++++++++++++

ช่วงเก็บตก

หนังสือเล่มนี้แปลและพิมพ์โดยสนพ. Merry-Go-Round หรือ แมร์รี่ โกราวด์ พับลิชชิ่ง

https://www.facebook.com/merrygoroundpublishing/



นักเขียนของเรื่องนี้ืชื่อว่า Fredrik Backman หน้าตาแบบในรูปด้านล่าง อื่มมมม หน้ากวนพอๆ กับข้อความที่บรรยายเรื่องเลย

Fb ของเขาคือ https://www.facebook.com/Backmanland/



มีการทำหนังสือเรื่องนี้ไปทำเป็นหนังสัญชาติสวีเดนแล้ว