วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : A Game of Thrones และ A Clash of Kings

จบแบบมึนๆ กับสองภาคของหนังสือชุด A Song of Ice And Fire ด้วยหนังสือฉบับแปลจำนวน 4 เล่ม เล่มละ 500 หน้าโดยประมาณ (นั่นคือราว 2 พันหน้า)

ในระหว่างอ่านมีทั้งติดงอมแงม กับเบื่อเข้าเส้น ประมาณ 20-30% เป็นเนื้อหาที่ฉันอ่านข้ามๆ นั่นคือตอนที่กล่าวถึงชื่อของอัศวิน ลอร์ด คนจำนวนมาก ชื่อของหลากหลายอาณาจักร และดินแดน ชื่อพวกนี้โถมถับเข้าใส่จนทั้งสับสนและทั้งอ่านตะลุยผ่าน

ในช่วง 100 หน้าแรกของเล่ม 1 ฉันใช้วิธีเขียนชื่อของแต่ละคนลงในสมุดบันทึกเพื่อช่วยจำ พอเริ่มจำตัวละครหลักๆ ได้แล้วฉันก็เลิกจด หลังจากนั้นพอเจอชื่อที่คุ้นก็ค่อยมาเดาๆ เอาว่าคือใครหว่า??? ชื่อไม่คุ้นก็ข้ามไปเถอะ ไว้อีก 10 ปีตอนหนังสือออกมาครบ และได้เวลาอ่านรอบสองฉันค่อยมาทวนความจำอีกรอบ


ภาคแรก A Game of Thrones หรือ "เกมล่าบัลลังก์" เป็นเนื้อเรื่องหลังจากที่โรเบิร์ต บาราเธียนปกครองบ้านเมืองมาได้สิบกว่าปี หลังจากโค่นล้มกษัตริย์องค์ก่อนลงได้ และเมื่อถึงยุคเสื่อมถอยและราชาโรเบิร์ตสิ้นพระชนม์ จึงเกิดการแย่งชิงบัลลังก์

หนังสือเล่าเรื่องราวจากในแต่ละด้านผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัว ทั้งเอ็ดดาร์ด แคตลิน ทีเรียน ซานซา อาร์ยา จอน แบรน และเดแนรีส (ครบหรือเปล่าหว่า)



ต่อภาคสอง A Clash of Kings หรือ "ราชันประจัญพล" ตามชื่อเลย ในเล่มนี้มีหลายคนตั้งตัวเป็นพระราชาออกทำศึกเพื่อชิงดินแดน มุมมองของเล่มนี้จะเพิ่มและลดลงตามเนื้อเรื่อง ได้แก่ แคตลิน ทีเรียน ซานซา อาร์ยา จอน แบรน และเดแนรีส เพิ่มธีออน ดาวอส ขึ้นมาแทน เอ็ดดาร์ด


=========================================

ฉันขอลำดับความเกลียดตัวละครในเรื่องนี้ละกัน

++ อันดับแรกคือซานซ่า เป็นตัวละครที่ช่างเพ้อฝันและโง่เขลาจริงๆ (ปกติฉันไม่ค่อยอยากเรียกใครว่าโง่นะแต่เรื่องนี้ขอยกเว้น ..หลายคนด้วย) เกลียดตั้งแต่ต้นจนจบแล่ม 4 โดยเฉพาะเรื่องของจอฟฟรีย์ ก็เข้าใจนะว่ายังเด็ก แต่ก็น่าจะเห็นนิสัยของจอฟฟรีย์ตั้งแต่ตอนที่หมาป่าของตัวเองโดนฆ่าได้แล้ว แต่นี่นางก็ยังคงเพ้อฝันกับความรักฟรุ้งฟริ้ง จนละเลยครอบครัว นอกจากโง่แล้วยังอ่อนแอ ปวกเปียกมากๆ

++ อันดับสองคือแคตลิน นึกยังไงเนี่ยถึงได้จับธีเรียนเป็นตัวประกันทั้งที่รู้ว่าสามีกับลูกยังอยู่ในมือของแลนนิสเตอร์ ไม่เรียกโง่แล้วยังไงเนี่ย ถือเป็นตัวจุดฉนวนให้เกิดสงครามเลยก็ว่าได้  ที่สำคัญคือนึกว่าตัวเองฉลาดอีกตะหาก ดูเหมือนจะมีอีกเยอะเลยนะที่ทำเรื่องโง่ๆ ไว้ จะยังมีอีกมั้ยเนี่ยในเล่มหลังๆ
     และที่สำคัญคือออกมาแนวเห็นแก่ตัวนะ คนอื่นเขาบ้านเมืองล่มจม ผู้คนล้มตายเพื่อมาช่วยสตาร์ค แต่พอสามีตาย และอยากได้ลูกกลับจากการเป็นตัวประกัน ก็ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น

++ลุงมาร์ตินแกใจร้ายใจดำให้กับตัวละคร 2 ตัวนี้เหลือเกิน ไม่ยอมให้หูตาสว่างบ้างหรือไง ทำแต่ละอย่างไม่ได้ฉลาดเลย อดจะสงสารไม่ได้เลยนะ มันเลยเหมือนว่าสงครามที่เกิด มันมาจากฝ่ายคนดีเลยนะเนี่ย

++เอ็ดดาร์ด สตาร์ค นี่ก็เหมือนกัน เข้าไปเป็นหัตถ์อยู่ได้ตั้งนาน แทนที่จะสะสมขุมกำลัง มัวแต่ทำไรน้อ แกโง่ตรงคิดว่าทุกคนต่างมีเกียรติยศเท่าเทียมกับตัวเอง มีคนมาแนะนำทางออกให้ก็ไม่ฟัง แล้วเป็นไงล่ะ นอกจากตัวเองตาย ลูกเมียเดือดร้อน ลูกน้องตายกันหมด แล้วยังทำให้เกิดสงครามบานปลาย คนนี้ยังดีนะที่รู้ตัวว่าตัวเองโง่ตอนอยู่ในคุก แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะตอนต้นเห็นบ่นว่าเขาไม่เหมาะจะปกครองวินเทอร์เฟล น่าจะเป็นพี่ชายเขามากกว่า นั่นสินะ

มาถึงตัวละครอื่นๆ ที่ชอบ

++ทีเรียน ตัวนี้ชอบมากเลยตอนเข้าภาค 2 ตอนภาคแรกยังเฉยๆ ออกจะไม่ค่อยชอบอยู่บ้างเพราะแกปากเสียมาก พอหลังๆ ได้เห็นเลยว่าเป็นพวกมีมันสมอง ไม่ใช่คนดีจนขาว และไม่ได้เลวจนดำมืด เป็นพวกกลางๆ สีเทา รู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อรักษาชีวิตตัวเองและลูกน้อง ทำหน้าที่ตัวเองอย่างดีในฝั่งของแลนนิสเตอร์

++เดแนรีส ตอนแรกเกลียดเลยล่ะ แลดูอ่อนแอปวกเปียก แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ ก็ชักชอบ เป็นคนที่เรียนรู้เร็ว เข้มแข็ง ไม่นั่งงอมืองอเท้ารอชะตาชีวิตเหมือนซานซ่า แต่ลงมือทำ แม้ว่าจะผิดหรือถูก

++อาร์ยา ตอนแรกก็ไม่ชอบนะ ดูซนเกิ๊น แต่พออ่านๆ ไปก็ได้เห็นพัฒนาการไปในทางที่ดี คือทุกคนน่ะไม่มีใครฉลาดดูเกมออกได้ตลอดเวลา หรือกล้าหาญตลอดศก แต่ที่ชอบคือคนที่มีการเรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์

++ตัวละครอื่นๆ ก็เฉยๆ เดินเรื่องไปตามบทบาท ชอบที่ลุงมาร์ตินแกบรรยายตัวละครได้ดีมากๆ ทำให้เห็นเหตุและผลที่ทำให้แต่ละคนทำสิ่งต่างๆ กันไป ...ยกเว้นซานซากับแคตลินน่ะ ที่รับไม่ได้จริงๆ ดีที่เอ็ดดาร์ดตายไปแล้ว

อ่านหนังสือแล้วดีกว่าตอนดูซีรี่ส์ มันทำให้เราได้เห็นภูมิหลังของตัวละครได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของอายุของตัวละคร ที่ฉันคิดว่าน่าจะส่งผลกับการคิดการตัดสินใจในบางเรื่อง

=========================================

มาถึงเรื่องของการแปล ถือว่าแปลได้ดี อ่านได้ลื่น แม้ว่าจะมาจากคนแปลคนละคน ถือว่าทางอมรินทร์คุมเนื้อหาได้ดี คำผิดก็ไม่มี (หรือไม่ค่อยมี) จะมีก็แต่คำเฉพาะในเรื่องบางอย่างค่อนข้างแปร่งๆ แปลกๆ

อย่างชื่อสถานที่บางแห่งก็ทับศัพท์ เช่น คิงส์แลนดิ้ง สตอร์มเอ็น วิทเทอร์เฟล ดรากอนสโตน ถือว่าโชคดีที่เขาไม่แปลออกมาเป็นไทย

กับบางชื่อมันฟังแปลกๆ

ชื่อสถานที่ เช่น ผากำแพง (มาจาก Wall ที่ตัวอักษรแรกเป็นตัวใหญ่ ซึ่งหมายถึงชื่อเฉพาะ..ไปแอบดูใน amazon.com มา) แหลมนิ้ว (อันนี้ไม่รู้มาจากคำไหน) แม่น้ำสามง่าม ง่ามแดง ง่ามเขียว อ่าวหอกเกลือ เกาะหมี ฯลฯ ฟังตลกมากมายเลย

ชื่อฉายาของคน ที่ตลกคือ นิ้วก้อย ...เอิ่ม... มาจากคำว่าไรอ่ะ ฟังนิ้วก้อยแล้ว...

ชื่อเรือ อันนี้ตลกสุดอ่ะ ช่วงรบกันที่คิงส์แลนดิ้ง ทั้ง เจตภูติ ปลาดาบ กวางขาว ที่สุดของที่สุดขอมอบให้กับชื่อ เรือท่านหญิงละอาย จริงๆ ถ้าทับศัพท์ไปเลยจะดีกว่านะ อย่าง เรือเบธาดำ ก็น่าจะมาจาก แบล็คเบธา ถ้าทับไปจะฟังดูดีกว่าเยอะเลย

หรือว่าฉันควรเก็บเงินซื้อฉบับภาษาอังกฤษแทนภาษาไทยดีนะ ก็พออ่านไหว 555

=========================================

ช่วงหลังๆ ของการอ่าน ฉันเริ่มรู้สึกเลี่ยนและเอียนกับเนื้อหา จริงๆ ถ้าพูดถึงเรื่องราวมันมีแค่ไม่มาก หนักไปทางบรรยายซะเยอะ พอใกล้จบภาค 2 ฉันก็ตั้งใจว่าจะพัก หันไปจับหนังสือเรื่องอื่นที่ซื้อมาจากงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ผ่านมา (ไม่ได้ไปเอง แต่ฝากเขาซื้อน่ะ) แต่พอได้ไปอ่านเล่มนั้นแล้วรู้สึกว่าการอ่านขาดรสชาติและสีสันไปอย่างไม่น่าเชื่อ จนต้องเบนเข็มกลับมาอ่านต่อภาค 3 (เล่มที่ 5) ต่อเลยในทันที

ไอ้อาการแบบนี้มันเกิดกับฉันเป็นปกติ จำได้ว่าหลังจบซีรี่ส์ Breaking Bad กับ Better Call Saul แล้วก็ไม่อยากดูซีรี่ส์เรื่องอื่นอีกไปพักใหญ่ๆ เพราะรู้สึกว่าเรื่องอื่นๆ มันช่างน่าเบื่อเอามากๆ

ครั้งนี้การอ่านส่งผลไปถึงการดูหนังและซีรีส์อีกด้วยน่ะสิ เรียกว่าว่างเมื่อไรก็อ่านหนังสือแทนดูทีวี สงสัยต้องรีบอ่านให้จบ ไม่งั้นทำอย่างอื่นไม่ได้เลย

นี่เพิ่งไม่กี่สิบหน้าของเล่ม 5 ฉันก็ชักเกลียดแคตลินอีกแล้ว เอาน่ะ หวังว่าเล่มหลังๆ ลุงแกจะทำให้ซานซ่ากับแคตลินมีพัฒนาการที่ดีขึ้นบ้างนะ

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : a song of ice and fire (1)

ม่ายยยยย ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย

ฉันหลวมตัวอย่างมาก ขอย้ำ 'อย่างมาก' ในการเริ่มต้นอ่านหนังสือในชุด a song of ice and fire หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อของ game of thrones ซึ่งเป็นชื่อของหนังสือภาคแรกหรือเล่มแรกในชุดนี้



หนังสือเรื่องนี้โด่งดังมากไม่รู้ว่าเนื่องจากกระแสของซีรี่ส์ในชื่อเดียวกันกับเล่มแรกหรือเปล่า

ฉันเห็นหนังสือชุดนี้นานพอสมควร แต่ไม่ได้ตัดสินใจอ่าน เนื่องจากไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชอบนิยายแนวแฟนตาซีอีกหรือไม่ ระยะหลังฉันอ่านแนวนี้แล้วไม่เคยสนุกกับมันเลย



ฉันเลยเริ่มต้นด้วยการลองดูซีรี่ส์ game of thrones ที่มีหลายซีซันเหลือเกิน ดูไปได้ไม่กี่ตอนฉันก็บอกลา เนื่องจากน่าเบื่อมากสำหรับฉัน แม้ว่ากระแสในเน็ตจะบอกว่าสนุกเอามากๆ ก็ตาม

แล้วก็เลยไปหาเรื่องอื่นโน่นนี่นั่นดูไปเรื่อยจนเจอกับ Breaking Bad และติดหนึบกับมันต่อเนื่องไปจนถึง better call saul เอาล่ะนั่นเป็นการรีวิวในอีกหัวข้อที่เขียนถึงไปแล้ว

ฉันมาถึงจุดนี้ก็จากที่ฉันไม่มีหนังสือเหลือให้อ่าน เลยลองหยิบมาอ่านทดลองดู (ยืมเขาอ่าน) อ่านๆ วางๆ สัก 2-3 รอบ จนในที่สุดก็ตัดสินใจลองอ่านจริงๆ จังๆ ซะที

แล้วก็พบว่า...

มันสนุกจริงๆ เลยนะ แล้วก็ติดใจเอามากๆ

แต่ก็อีก...

มันหลายเล่มมาก เท่าที่มีแปลออกมาตอนนี้โดยสนพ.อมรินทร์ ก็คือ 11 เล่ม แต่ละเล่มเกิน 500 หน้า

แต่... แต่อันนี้มันสาหัสกว่าการอ่าน 11 เล่มนั้น

นั่นคือฉันได้รับรู้ว่าหนังสือในชุดนี้มี 7 ภาค ตอนนี้เขาเขียนจบและตีพิมพ์แล้ว 5 ภาค เหลืออีก 2 ภาค ซึ่งตอนแรกฉันก็คิดว่าคงไม่น่าเกิน 2-3 ปีก็น่าจะออกมาครบ



แต่...(อีกแล้ว)

พอเข้าไปหาข้อมูลจากในเว็บก็พบความจริงอันน่าตกใจ เล่มแรกของหนังสือชุดนี้คือ a game of throne ตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกในปี 1996 หรือปี 2539 ซึ่งก็คือ 21 ปีที่แล้ว

โอ้ววววว ม่ายยยยยยยยยยย

หลังจากนั้นภาค 2 คือ a crash of kings ก็ตีพิมพ์ออกมาในปี 1999
ภาค 3 คือ a storm of swords ตีพิมพ์ในปี 2000 (ถือเป็นนิมิตรหมายอันดี เพราะห่างกันแค่ 1 ปี)
ภาค 4 คือ a feast of crows ตีพิมพ์ในปี 2005 (ชักไม่ค่อยดีล่ะ ห่างกัน 5 ปีเชียว)
ภาค 5 คือ a dance with dragons ตีพิมพ์ในปี 2011 (ไม่นะ)
ภาค 6 ที่วางแผนไว้คือ the winds of winter
ภาค 7 สุดท้ายคือ a dream of spring


วันก่อนได้อ่านเพจของอมรินทร์ ที่ลุงอ้วนคนเขียนขึ้นเวทีคุยกับสตีเวน คิง ก็ได้รู้ว่าลุงมาร์ตินแกเป็นคนเขียนหนังสือช้า แต่ไม่คิดว่าจะช้าขนาดเน้

ตอนนี้ฉันอ่านไปอย่างช้ามากๆ แต่คิดว่าช้ายังไงก็ยังต้องเร็วเกินกว่าที่ลุงมาร์ตินแกจะเขียนออกมาเสร็จ ไหนจะขั้นตอนการแปลเป็นไทยอีก อีก 10 ปีจะครบ 7 เล่มมั้ยเนี่ย

ที่สำคัญคือฉันเป็นคน "ขี้ลืม" อย่างหนัก ถ้าในอนาคตเมื่อหนังสือครบ 7 ภาค ฉันรู้ ฉันมั่นใจ ว่าฉันต้องย้อนกลับไปอ่านเล่ม 1 อีกรอบ เฮ้อ.... ถึงตอนนั้นฉันค่อยซื้อหนังสือครบชุดใหญ่ละกัน ตอนนี้ยืมเขาอ่านไปพลางๆ ก่อน

+++++++++++++++++++

ครั้งหน้าจะมาเขียนถึงเนื้อหาในหนังสือนะจ๊ะ ตอนนี้อ่านไปได้ 3 เล่มแปล ซึ่งก็คือภาค 1 + ภาค 2 ครึ่งเล่ม

+++++++++++++++++++

(ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/George_R._R._Martin)

ลุงอ้วนนักเขียนแกมีชื่อว่า George R.R. Martin ซึ่งฉันขอเรียกแกว่าลุงมาร์ตินละกัน อายุอานามแกตอนนี้ก็ 69 ปี มิน่าล่ะ อ่านในเว็บ บางคนถึงห่วงว่าแกจะเขียนหนังสือจบก่อนตายหรือเปล่า 5555 เรียกว่าไม่ได้ห่วงตัวแกเลย ห่วงแต่หนังสือ

แกเป็นนักเขียนอเมริกัน เริ่มเข้าสู่วงการได้เมื่ออายุได้ 21 ปี แนวหนังสือของแกก็มีพวกแฟนตาซี สยองขวัญ และวิทยาศาสตร์ บทหนังก็เขียน เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับสถานีโทรทัศน์ด้วย

เอาเข้าจริงๆ ถ้าแกเขียนไม่ครบ (ไม่ได้แช่งน้า แต่พูดเผื่อไว้) พลอตของเรื่องก็น่าจะออกมาแล้วล่ะ คนอื่นคงมาเขียนต่อได้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้อารมณ์เดียวกัน...(มั้ง) แต่ขอเอาใจช่วยให้ลุงมาร์ตินแกทำได้สำเร็จ เร็วๆ หน่อยก็ดี แต่ช้าก็ได้ไม่เป็นไร รอด้ายยยยยยย

+++++++++++++++++++

สำหรับซีรี่ส์ที่สร้างจากหนังสือชุดนี้ เห็นว่ามีทั้งหมด 8 ซีซันจบ ซึ่งเป็นยังไงฉันไม่รู้ ไม่ได้ติดตาม ไม่ชอบเอาซะเลย ซีรี่ส์ใช้ชื่อจากหนังสือเล่มแรก คือ game of thrones แทนที่จะเป็นชื่อชุด

เห็นว่าขับเคี่ยวกันเรื่องรางวัลกับ breaking bad มาตลอด (bb สู้ๆ อิอิ)







+++++++++++++++++++

และ...แกมีหนังสือคั่นรายการออกมา 2 เล่ม คือ หนังสือประวัติศาสตร์ของอาณาจักรแห่งนี้ ชื่อหนังสือคือ The World of Ice & Fire: The Untold History of Westeros and the Game of Thrones แปลไทยชื่อว่า "โลกแห่งมหาศึกชิงบัลลังก์" พร้อมภาพประกอบงดงาม ตีพิมพ์ภาษาอังกฤษในปี 2014

 

และ a knight of the seven kingdoms หรือฉบับแปลไทยคือ "อัศวินแห่งเจ็ดราชอาณาจักร" ตีพิมพ์ภาษาอังกฤษออกมาในปี 2015

ที่ช้าเพราะงี้หรือเปล่าเนี่ยลุ้งงงง

 






วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือ : คดีฆาตกรรมบนเนินฮิบาริงะโอกะ



ตัดสินใจอ่านเรื่องนี้เพราะชื่อของนักเขียน ผู้เขียนเรื่อง คำสารภาพ และชดใช้ เป็นเรื่องที่เล่นกับสิ่งที่อยู่ในใจของคน มันมีทั้งความเทาไปจนถึงดำมืด

เรื่อง คดีฆาตกรรมบนเนินฮิบาริงะโอกะ เล่มนี้ก็เช่นกัน

เนินฮิบาริงะโอกะถือเป็นสถานที่สำหรับคนรวย มีสภาพแวดล้อมดี โรงเรียนเอกชนระดับสูง ทุกอย่างดูดี

จนกระทั่ง...

เกิดเหตุฆาตกรรมในบ้านหลังหนึ่งบนเนินฮิบาริงะโอกะ ครอบครัวร่ำรวย สภาพภายนอกที่ถือว่าปกติสุขและดูสมบูรณ์แบบ ผู้เป็นแม่ฆาตกรรมสามี ทิ้งให้ลูก 3 คนที่ยังอยู่ในวัยเรียนต้องผจญกับปัญหาต่างๆ ที่ประดังเข้ามา

บางคนบนเนินฮิบาริงะโอกะจึงรู้สึกว่าความปกติและชื่อเสียงของพวกเขากำลังเสื่อมเสีย บางคนจึงเอาคืนกับครอบครัวเคราะห์ร้ายนั้น

..........

จริงๆ เรื่องราวในหนังสือนี้ไม่ได้เน้นการสืบสวนสักเท่าไร ทุกอย่างง่ายดาย ธรรมดา แต่หนังสือเล่นกับสิ่งที่อยู่ในใจของตัวละครแต่ละตัว

เมื่อเรามองใครสักคนจากมุมมองของเรา เราจะเห็นการกระทำของเขา ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่ชอบใจสักเท่าไร แล้วเราก็ตัดสินว่าเขาเป็นอย่างโน่นนี่นั่น

คนทุกคนต่างก็มีปัญหาเป็นของตัวเองที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ดูน่าเห็นใจ กระนั้นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของคนเราก็คือเรามักโยนว่าปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดกับเราว่าเป็น "ความผิดของคนอื่น"

มันง่ายที่จะชี้นิ้วไปที่คนอื่นแล้วบอกว่า ที่เขาพลาดนั้นเพราะคนนั้นไง

..........

อ่านเรื่องนี้ควรต้องดูวันที่และเวลาให้ดี เพราะเรื่องราวจะย้อนไปย้อนมา เข้าไปเล่าเรื่องคนนั้นทีคนนี้ที เล่นเอางงไปเหมือนกันในตอนแรก

..........

จริงๆ ตอนต้นของหนังสือก็ดูสนุกอยู่นะ ได้แอบดูความคิดของคนอื่นๆ แต่พอถึงตอนจบกลับรู้สึกพิลึกพิลั่นยังไงไม่รู้ เหมือนพยายามจะมองโลกในแง่ดีและก็ยังแอบร้ายอยู่นิดๆ

ยังไงก็เถอะ เรื่องนี้คุ้มค่ากับการอ่าน


วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดูหนัง : Better Call Saul

ตอนที่ Breaking Bad ตอนสุดท้ายจบลง ฉันประทับใจอย่างมากจนหมดความอยากดูซีรี่อื่นใดอีกต่อไป พยายามดู Fargo แต่ก็ไปได้ไม่กี่ตอนก็ล้มเลิกความพยายาม ส่วนเรื่อง Game of Throne ที่โด่งดัง ฉันกลับไม่ชอบเลยหลังจากดูไปได้ 3-4 ตอน เรื่องนี้ดูมาก่อนหน้า Breaking Bad นานเลยทีเดียว

ในที่สุดก็หันมาดู Better Call Saul ซีรี่ส์แตกสาขาจาก Breaking Bad เรื่องราวของทนายจอมกะล่อนที่หากินกับคดีฟ้องร้องแบบสกปรก

เป็นเรื่องราวความเป็นมาของ Jimmy McGill ก่อนที่จะกลายมาเป็น Saul และไปจบลงด้วยการที่ไม่เป็นใครเลยทั้ง 2 คน

จากนั้นมาฉันก็ดูอย่างต่อเนื่องยาวจาก Season 1 จนถึง Season 3 และต้องรอจนปีหน้ากว่าจะได้ดู Season 4 ถึงตอนนั้นฉันอาจต้องย้อนกลับไปดูทั้งหมดใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะฉันจะลืมรายละเอียดของเนื้อหาได้รวดเร็วเอามากๆ


จิมมี่เป็นทนายจอมกะล่อนที่พยายามทำงานสุจริตมายังชีพอันยากจนข้นแค้น บ่อยครั้งก็อาศัยความกะล่อนและแผนชั่วมาใช้เพื่อบิดดัดให้เรื่องราวคดีความเป็นไปตามกฎหมาย และแทบทุกครั้งเขาก็ทำให้ใครบางคนหรือแม้กระทั่งตัวเองต้องเดือดร้อน

ขอบอกว่าตัวละครใน 2 เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสีเทา เทามากเทาน้อย มันทำให้เรามองโลกในอีกมุมหนึ่ง หรือว่าไม่จริงที่เรามักตัดสินใครสักคนด้วยการมองชีวิตเขาเพียงส่วนเสี้ยวเดียว? ทั้งที่ชีวิตของใครสักคนนั้นมันมีหลายด้านที่สลับซับซ้อน มีทั้งเรื่องที่ทำให้เราเกลียด ทั้งรัก ทั้งสงสารเห็นใจ และทั้งที่อยากฆ่าทิ้งมันซะเลย

จิมมี่นั้นแลดูเป็นคนกะล่อน ตัวป่วน ตัวน่าเกลียด กระนั้นลึกๆ แล้วเขาเป็นคนดีในระดับหนึ่ง บ่อยครั้งที่ความจนทำให้เขาต้องตะเกียดตะกายหาเงินในแบบที่น่ารังเกียจ แต่เมื่อผลออกมาว่ามันเป็นผลร้ายกับคนอื่น เขาก็หาทางแก้ไข แม้มันจะทำให้คนนั้นเกลียดเขาก็ตามที

มันทำให้ฉันในฐานะคนดูเกลียดจิมมี่ไม่ลงเลยทีเดียว

บางคนมีชีวิตที่น่าเห็นใจ อย่างชัค พี่ชายจิตป่วยของจิมมี่ จริงๆ ฉันอยากเห็นใจเขาเหมือนกันนะ โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายที่เขารื้อบ้านเพื่อหาที่มาของเครื่องใช้ไฟฟ้า ...แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำกับจิมมี่มาโดยตลอด มันทำให้ฉันสงสารไม่ลงเลยทีเดียว



ตัวละครอีกตัวที่สำคัญรองลงมา ...สำคัญในการผูกโยงเรื่องราวของจิมมี่ที่กำลังจะกลายเป็นซอล ให้เข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม นั่นคือไมค์ เออร์แมนเทราส์ที่ได้ทำความรู้จักกับกัส ฟริงจ์ และเรื่องราวที่จะเกี่ยวเนื่องไปต่อที่ Breaking Bad

---------------

โทรศัพท์เคลื่อนที่ในเรื่อง


> ตอนที่ดูซี่รี่ส์ทั้ง 2 เรื่อง Breaking Bad และ Better Call Saul ฉันสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของเขาไม่ใช่รุ่นสมาร์ทโฟนเลยสักเครื่อง ทั้งที่ตอนสร้างก็เป็นช่วงที่มีใช้กันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นฝาพับที่ใช้มานานแล้ว เมื่อสังเกตของประกอบฉากอื่นๆ ก็พบว่ามันเป็นสิ่งของที่นิยมในรุ่นอื่น

> ข้อสังเกตนี้ฉันคิดเองในใจว่า คนสร้างอาจต้องการไม่ระบุยุคสมัย หรือว่าช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์ในเรื่อง ยังไม่มีสมาร์ทโฟนกันแน่

> ฉันไม่แน่ใจว่าหนังต้องการให้ช่วงเวลาออกมาตอนไหน จึงไปหาอ่านจากเว็บต่างประเทศ เขาบอกว่าเรื่องราวใน Breaking Bad อยู่ในระหว่างปี 2009-2011 (ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาออกอากาศ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง)

> ส่วนเรื่อง Saul เกิดขึ้นในปี 2002 อันเป็นตอนเปิดตัวตอนแรกของซีซันแรก และตอนสุดท้ายของซีซัน 3 คือปี 2003

> พอกลับไปหาข้อมูล iPhone รุ่นแรกเปิดตัวในเดือนมกราคม 2007 ส่วน Android เริ่มเปิดตัวในปีต่อมาคือ 2008 อื่มมมม ก็ดูสมเหตุสมผลดีอยู่นะ ช่วงของ Breaking Bad อาจเป็นช่วงเริ่มต้นการใช้สมาร์ทโฟน จึงยังคงไม่ได้มีใช้กันเกลื่อนเหมือนในตอนนี้ ส่วนใน Saul นั้นยังไม่มีใช้กันเลยนะเนี่ย

> แต่สำหรับฉัน เหมือนเราใช้งานสมาร์ทโฟนกันมาเป็นชาติแล้ว หลายคนก็คงเปลี่ยนไปหลายรุ่นนับไม่ถ้วน และมันกลายเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้เอาซะเลย

> โทรศัพท์รุ่นฝาพับภาษาอังกฤษมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า burner phone หมายถึงเครื่องโทรศัพท์ที่ซื้อมาใช้แล้วทิ้งได้ เพื่อป้องกันการติดตาม ประมาณนั้น

(ที่มาของภาพ http://www.zdnet.com/article/california-lawmaker-wants-to-crack-down-on-pre-paid-burner-phones/)

--------------
เก็บตกสุดท้าย 

> ที่มาของชื่อ Saul Goodman มาจากคำว่า It's all good man.

> ตัวย่อ ABQ ที่ได้ยินจากเครื่องตอบรับโทรศัพท์ของเจสซี่ พิงค์แมนใน Breaking Bad ฉันก็ฟังอยู่นาน ไม่รู้ว่าคืออะไร เนื่องจากมันไปเร็วด้วย เพิ่งมารู้ว่าเป็นตัวย่อของเมือง อัลบูเคอร์คี (Albuquerque) 

> ขอบอกว่าหนังหรือซีรี่ส์ดีๆ ของฝรั่งเขาใส่ใจรายละเอียดเยอะมาก ในเว็บแฟนคลับของซีรี่ส์ 2 เรื่องนี้ เขาใส่รายละเอียดช่วงเวลาของเหตุการณ์ (Timeline) ได้ละเอียดสุดๆ ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากเอกสารที่ปรากฎในเรื่อง ทั้งในเช็ค ในใบเสร็จ และอื่นๆ สุดยอดเลยอ่ะ



วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดูหนัง : ซีรี่ส์ Breaking Bad (2) จุดจบของเรื่องราว สปอยล์นะคะ

ตอนสุดท้ายของ Breaking Bad ทำเอาหัวใจสลาย มันเศร้าโคตรๆ เศร้าตั้งแต่เริ่มต้นของตอนสุดท้ายนี้เลย ตอนที่ได้เห็นความทรุดโทรมของวอลเทอร์ ไวท์ และความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อและตามแก้แค้นคนที่ยังรอด



ทั้งที่ตอนต้นของซีซัน 5 ฉันเริ่มจะออกอาการเบื่อเนื้อหาของซี่รี่ส์เรื่องนี้ ด้วยเหตุผลว่า
> ความดันทุรังของมร.ไวท์ ที่ทำให้หลายคนต้องตาย ทำให้คนใกล้ชิดเดือดร้อน จนน่ารำคาญ
> มร.ไวท์ เป็นคนที่เก่งสุดยอดในการปรุงยา และฉลาดที่สุดในการวางแผนต่างๆ แต่เขากลับดูโง่ในหลายๆ ครั้งเมื่อความโลภเข้าปิดบังสายตา ทำให้นึกถึงเจ้ากอลลัม ใน Lord of the rings ที่หวงแหนแหวนมากๆ จนหน้ามืดตามัว แล้วทำให้เขาเข้าตาจนทุกครั้ง



ในฉากหนึ่งที่ไมค์ เออร์แมนเทราส์ ได้รับการทาบทามจากมร.ไวท์กับเจสซี่ให้มาร่วมงาน เขาบอกว่าเขามองออกว่ามร.ไวท์นี่เป็นตัวปัญหา แม้ว่าเจสซี่จะไม่เห็นก็ตาม

ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านก็คือ มร.ไวท์คือ ตัวซวย ขนานแท้ ไม่ว่าจะเข้าแก๊งค์ไหน แก๊งค์นั้นล่มจม หัวหน้าแก๊งค์ตาย ไม่มีใครเหลือรอด ตั้งแต่ -เครซี่ 8 -  ทูโก ซาลามังก้า -  กุสตาโว ฟริงจ์ - ไมค์ เออร์แมนเทราส์ - ลุงแจ๊ค - แฮงค์ ชเรเดอร์ ไม่รอดแม้แต่ซอล กู๊ดแมน ที่ต้องหนีไปใช้ชีวิตอื่น



เจสซี่ ก็เหมือนกัน จากเด็กติดยาธรรมดา โดนดึงให้กลายมาเป็นผู้ผลิตยาและค้ายาระดับประเทศ จนชีวิตที่เลวร้ายอยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงอีกมากมาย

แต่กระนั้นหลายครั้งปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มีสาเหตุมาจากการที่มร.ไวท์ต้องการปกป้องเจสซี่ ซึ่งก็เป็นตัวสร้างปัญหามาหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากความอ่อนไหวของตัวเอง

เขาผูกพันกับเจสซี่มาก ทั้งปกป้องและเรียกร้องจากเจสซี่จนเกิดขัดแย้งกันหลายครั้ง ครั้งหลังสุดเจสซี่กลายเป็นตัวปัญหากับครอบครัวของเขา จนทำให้จำใจต้องสั่งกำจัดทิ้ง ตรงนี้แหละที่ทำให้ฉันเจ็บปวดไปด้วย เพราะผูกพันกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่มาตั้งแต่ต้น




บทสรุปในคำสารภาพสุดท้ายของเขาก็คือ ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อตัวเอง เพราะเขาชอบ...เพราะเขาทำได้ดี และทำให้เขามีเหมือนมีชีวิต นั่นคือคำตอบของความดันทุรังทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้เขาเป็นแค่คนไร้ค่า เป็นครูโรงเรียนที่เด็กๆ ไม่เห็นหัว เป็นสามีที่มีภรรยาคอยคุมแจตลอดเวลา ผลงานก็ถูกหุ้นส่วนครอบครองไปทั้งหมด การเงินก็ย่ำแย่จนต้องไปทำงานพิเศษหลังเลิกงานสอน

เขามีชีวิตอยู่ไปวันๆ จวบจนอายุ 50 เขาในฐานะ มร.ไวท์ ก็กลายเป็น ไฮเซนเบิร์ก มีชื่อเสียงอยู่ในระดับตำนาน คนที่สามารถปรุงยาเสพติดระดับยอดฝีมือที่ไม่มีใครเทียบได้ เป็นคนที่ฆ่ากุสตาโว ฟริงจ์ พ่อค้ายาระดับประเทศ เป็นคนที่สั่งฆ่าคนในคุกได้ 9 คนภายใน 2 นาทีในเวลาเดียวกัน และเป็นอะไรอีกหลายอย่างที่ มร.ไวท์ เป็นไม่ได้

แต่คำพูดนั้นอาจบรรจุความจริงอยู่ครึ่งเดียว อีกครึ่งเขาพูดไปแล้ว คือทำเพื่อครอบครัว ข้อความสุดท้ายนี้อาจพูดออกไปเพื่อให้ครอบครัวของเขาตัดใจจากเขาได้ง่ายขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วเขาก็ทำเพื่อครอบครัวเป็นอย่างแรกจริงๆ

เขาผูกพันกับเจสซี่ในฐานะเพื่อนสนิทที่เปิดเผยได้ทุกเรื่อง เป็นลูกศิษย์ที่ได้เรื่อง เป็นเหมือนลูกที่เขามีไม่ได้ หลังจากเจสซี่เลิกปรุงยา เขาก็ขาดเพื่อนสนิท ขาดชีวิตชีวา จนทำให้เขาตัดสินใจเลิกทำในที่สุด



+++++++++++++++++++

ฉันเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะผูกพันกับมร.ไวท์และเจสซี่มากขนาดนี้จนกระทั่งตอนจบของซี่รี่ส์ที่ทำให้เราต้องลาจากกัน

รู้สึกเศร้ามากๆ หลังจบฉันต้องหยุดหาดูซี่รี่ส์เรื่องอื่นไปสักระยะ ขอเวลาร่ำลาจากมันเสียก่อน




เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนที่เข้าไปพัวพันกับความเลวร้าย จุดจบก็จะไม่สวยงามอย่างแน่นอน และ...

ชีวิตของคนเรามันไม่ได้มีสีขาว-ดำที่เห็นได้ชัดเจน มันเต็มไปด้วยสีเทา ความผิดถูกคลุมเครือ มองออกไม่ชัดเจน บ่อยครั้งที่เราเลือกทางเดินในชีวิตไม่ได้ง่าย มันเต็มไปด้วยปัจจัยซ้อนทับกันไปมา 



ทิ้งท้าย : เหมือนเรื่องนี้จะมีตัวละครสกินเฮดกันเยอะมากมาย แม้กระทั่งเจสซี่ ตอนหลังก็โกนหัวกับเขาด้วย 

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดูหนัง : ซี่รี่มาอีกเป็นชุด Breaking Bad (1) สปอยล์นะคับ

ล่าสุดเพิ่งเริ่มต้นดูซีซัน 3 ติดหนึบหนับเชียวล่ะเรื่องนี้ แต่ก็มีบางตอนเหมือนกันที่น่าเบื่อหน่าย โดยเฉพาะตอนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในครอบครัวไวท์



> วอลเทอร์ ไวท์ ครูเคมีในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง อายุ 50 ปีหมาดๆ เก่งเรื่องเคมีมาก บ้านยังต้องผ่อน ยากจนจนถึงขั้นต้องไปรับงานพิเศษล้างรถหลังโรงเรียนเลิก เป็นคนดี แลจะขี้เกรงใจ เมียตั้งท้องเอาเมื่ออายุใกล้ 40 ลูกชายคนแรกก็เป็นเด็กมีปัญหาด้านสมองและพิการ วอลท์เป็นคนจ๋องๆ ไม่สู้คน จนวันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดระยะ 3 ที่ทำให้มีเวลาอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน  เขาเปลี่ยนไปจากคนดีสุดๆ ไปเป็นผู้ผลิตยาเสพติดคุณภาพดี ต้องฆ่าคน ต้องโกหกครอบครัวไปวันๆ เพื่อหาทางผลิตยา เพื่อทำให้เงินทิ้งไว้ให้ครอบครัวในวันที่เขาตาย

> เจสซี่ พิงค์แมน อดีตลูกศิษย์ของครูไวท์ เป็นผู้ช่วยผลิตยา คนติดต่อขายยา สนิทกันช่วงค้ายาจนเป็นเหมือนญาติอีกคนของวอลท์ เขาเป็นเด็กติดยาเรื้อรังจนพ่อแม่ตัดขาดออกจากครอบครัว เป็นคนเหลวไหลไร้สาระ ไว้ใจอะไรไม่ค่อยได้ ฉลาดแต่ไม่ค่อยนำมาใช้ แต่ก็เป็นคนที่ไฝ่ดีอยู่ลึกๆ (ลึกมากจนเหลวได้ตลอด)



> คนเลวที่โง่ ไม่ค่อยน่ากลัวเท่ากับคนเลวที่ฉลาด นี่คือสิ่งที่ได้จากซีรี่ส์เรื่องนี้

> เหมือนคนทำซี่รี่ส์อยากสร้างให้ดูว่าคนทำเลวมันต้องมีปัญหาแหละ มีตอนหนึ่งที่วอลท์ปรึกษาปัญหากับทนายความ เขาบอกว่างานของเขาน่ะมีปัญหา ทุกครั้งที่ก้าวหน้าไป 1 ก้าวก็จะต้องถอยกลับไป 2 ก้าวเสมอ

> นอกจากนั้นวอลท์ก็มีปัญหากับครอบครัวจนแตกแยก ส่วนเจสซี่ แฟนสาวก็ต้องตายเนื่องจากเสพยาเกินขนาด

> วอลท์โกหกเมียมากมายก่ายกอง แล้วมันก็ย้อนกลับมาเล่นงานเขาทุกอย่างเลย

> พวกเขาปรุงยากันในรถบ้าน หรือ RV อยากมีสักคันนึงงงงงง



> ชื่อที่วอลท์ใช้ตอนติดต่อกับคนค้ายาก็คือไฮน์เซนเบิร์ก ชื่อนี้กลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่ววงการ มันเป็นเหมือนพัฒนาการของเขาจากครูจ๋องๆ ไปเป็นคนเหี้ยมเกรียมในระดับหนึ่ง หน้าตาเขาก็พัฒนาไปเหมือนกัน






> ทุกคนรอบตัวพวกเขามีผลกระทบกันไปหมด สกายเลอร์ เมียวอลต์กลายเป็นคนอมทุกข์และเป็นชู้กับเจ้านายเพื่อประชดผัว น้องเขย (สามีของน้องสาวสกายเลอร์) เป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ก็เข้าไปพัวพันกับการหาไฮเซนเบิร์กกับยาสีฟ้าของเขาจนถึงขั้นหมกมุ่นเอาทีเดียว

> แฟนเจสซี่ที่ชื่อเจน เธอตายจากการเสพยาเกินขนาด พ่อของเจนเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการจารจรทางอากาศสติแตก ทำเครื่องบินชนกัน คนตายเป็นร้อย อุตะ

> เงินที่ทำมาหาได้จากยาสีฟ้าก็เอาไปใช้แบบเปิดเผยไม่ได้นะจ๊ะ



> คู่นี้เขาทำงานด้วยกัน ช่วยกัน ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ฯลฯ



> จริงๆ คนฉลาดอย่างวอลท์ถ้าหาอย่างอื่นทำน่าจะรุ่งกว่ามาค้ายา แต่ดูเหมือนลึกๆ แล้วเขาชอบที่ให้ตัวเองเป็นคนแบบนั้นนะ ของบางอย่างติดใจแล้วเลิกไม่ได้เชียวล่ะ มันเหมือนทำให้เขามีอำนาจมากขึ้นจากการแปลงสภาพเป็นคนเลว

> ขอไปดูต่อให้จบถึงซีซัน 5 ก่อนนะจ๊ะ แล้วจะมาต่อ

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดูหนัง : ซี่รี่ส์ Limitless



ไม่ได้ตั้งใจดูเลยนะ แต่ดูระหว่างนั่งรอสามีกลับบ้าน ช่วงนี้ไปเรียนเพิ่ม กับนั่งเฝ้าแมวไม่ให้ตบตีกัน ทำอย่างอื่นไม่ได้ก็เลยเปิดทีวีดูที่ช่อง MONO29 ดูก็ไม่ปะติดปะต่อกัน ช่วงแรกๆ ไม่ได้ดู หลายตอนก็ไม่ได้ดู ดูไม่เคยจบในแต่ละตอน (เพราะดึกมาก)

แต่ก็นะ ...ดูไปดูมาชักชอบความกวนของซีรี่ส์ เลยไปหาดูย้อนหลัง

ตัวเรื่องสร้างอิงจากหนังใหญ่ชื่อเดียวกัน เป็นเหมือนตอนต่อเนื่อง ในหนังใหญ่เอ็ดเวิร์ด มอร์ร่า กินยาเม็ด nzt  ที่ทำให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จากคนล้มเหลวกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อมาถึงในซี่รี่ส์ มอร์ร่ากลายเป็นวุฒิสมาชิกที่ต้องการก้าวเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ


ในซีรี่ส์ ไบรอัน ฟินช์ เกิดจับพลัดจับผลูมารู้จักกับยา nzt ทำให้เขาได้เข้าไปทำงานกับ FBI อยู่ภายใต้การดูแลของรีเบคก้า แฮร์ริส โดยทำงานลับๆ ให้กับมอร์ร่าอีกที

ซี่รี่ส์มีทั้งหมด 22 ตอน ช่วงตอนแรกๆ เป็นการคลี่คลายคดีที่ดูจะไม่ได้จริงจังนัก ตัวเรื่องราวของคดีดูพิศดาร วิธีการคลายคดียิ่งติงต๊อง ดูแล้วก็ไม่ได้ตั้งในเน้นเรื่องคดี เน้นความเพี้ยนของไบรอัน กับตัวละครประกอบ

ไบรอัน ถือเป็นตัวละครที่แหวกแนวพอควร ไม่มีปัญหาในครอบครัว ไม่ทะเลาะกับพ่อ หรือเกลียดพ่อแม่ เหมือนในหนังแทบทุกเรื่องในฮอลลีวู๊ด มีแต่คุยกันดีๆ แล้วก็เป็นคนที่อารมณ์ดีเหลือเกิ๊น ใครแขวะใครอะไรก็ยิ้มรับ เฮฮาไปเรื่อย ใครตำหนิการกระทำก็ยอมรับถ้าผิดจริง ไม่ได้เถียงข้างๆ คูๆ

ชอบนำเสนอข้อมูลเป็นฮาร์ดก๊อบปี้ ทั้งกระดาษติดบอร์ด โพสต์อิต ดินน้ำมันปั้นเป็นตัวคน และ ฯลฯ


ได้ไปอ่านความเห็นบางคนในพันทิป หลายคนไม่ชอบซี่รี่ส์เรื่องนี้ ก็สรุปว่าถ้าใครชอบการคลี่คลายคดีที่ดูจริงจัง จะไม่ชอบเรื่องนี้ หรือชอบพระเอกที่ซีเรียส ก็จะไม่ชอบ เพราะไบรอันแลจะต๊องเอาเรื่อง





ยา NZT 48 

เรียกย่อๆ ว่า nzt (อ่านว่า เอ็น-ซี-ที ไม่ใช่ เอ็น-แซ็ด-ที) ในเรื่องเป็นยาเม็ดใส ช่วยเปิดสมองทำให้คนกินกลายเป็นอัจฉริยะเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นผลกระทบจากยาจะทำให้คนกินทรุดโทรมลง

ในเว็บภาษาอังกฤษมีคนถามว่ายานี้มีจริงหรือไม่ ผู้เขียนได้เข้าไปค้นและอ่านนิดหน่อย แต่บังเอิญสมองเข้าใจภาษาวิชาการได้ยาก น่าจะสรุปได้ว่ามียากระตุ้นสมองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป๊ะเหมือนกับในหนัง แต่...แต่... มีเว็บหนึ่งเหมือนจะขายยาที่ชื่อ NZT 48 เหมือนในหนังเลย


ถ้าสนใจเข้าไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://www.consumerhealthdigest.com/brain-enhancement-supplements/nzt-48.html

ส่วนอีกลิงค์มีการถกกันถึงเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์

http://www.brainprotips.com/limitless-pill/