วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

กิน-เที่ยว : ข้าวแช่ชาววัง S&P

ด้วยความที่ไม่ใช่นักกิน ไม่ช่างเลือกนัก เลยไม่มีเรื่องอาหารมาเขียนถึง บ่อยครั้งถึงกับเบื่ออาหาร ฉันจึงพยายามหาแรงบันดาลใจมากๆ ในการแสวงหาของกินใหม่ๆ เพื่อลดอาการเบื่อ (ลงได้บ้างเล็กน้อย) แต่เพราะไม่ใช่นักกิน ก็เลยมักไม่ค่อยเจออะไรใหม่ๆ (แล้วก็วนลูปกลับไปตอนต้น 5555)


วันก่อนหยิบข้าวแช่ชาววังจากร้าน S&P มาลองเปลี่ยนบรรยากาศดูสักหน่อย ราคาแพงเอาเรื่องทีเดียวสำหรับแก้อาการเบื่ออาหารชั่วครั้งชั่วคราว

ปกติชอบกินข้าวแช่อยู่เหมือนกัน แบบที่ขายตามตลาดนัด เหตุที่ชอบก็น่าจะเป็นเพราะฉันชอบอาหารที่เป็นน้ำ ก๋วยเตี๋ยวก็กินแต่แบบน้ำ ข้าวราดแกงก็ขอราดน้ำแกงชุ่มๆ กินส้มตำถึงขนาดซดน้ำส้มตำกันทีเดียว ชอบน้ำชา กาแฟ น้ำผลไม้ และน้ำดื่มแทบทุกชนิด

อาหารหรือขนมแห้งๆ จำพวกขนมสาลี่ ขนมไข่ อะไรพวกนี้ไม่ชอบเอามากๆ มันฝืดคอที่สุด


ข้าวแช่ของ S&P เป็นชุดที่อลังการมากเมื่อเทียบกับแบบชุดเล็กตามตลาดนัด ราคาถึงได้สูงขนาดนี้ มีขายเฉพาะเทศกาลของเขา ซึ่งก็คือช่วงหน้าร้อน



กับข้าวในชุดข้าวแช่ S&P เป็นสิ่งที่ไม่คุ้นลิ้นเป็นอันมาก ข้าวแช่ตลาดนัดมีความรู้สึกกึ่งๆ ของหวาน แต่กับข้าวแช่ชาววัง มันกลายเป็นของคาวไปเลย ยิ่งกับพริกหยวกสอดใส้ที่คาวเต็มๆ รองลงมาก็คือหมูฝอย ส่วนกะปิทอดกับไชโปวหวานยังให้ความรู้สึกไม่ต่างจากเดิมนัก



อีกสิ่งที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ก็คือมีผักด้วยล่ะ แปลกใหม่จริง ผักที่เป็นเครื่องเคียงมีการแกะสลักไว้อย่างงดงาม แทบไม่กล้ากิน มีทั้งกระชาย มะม่วง แครอท พริก ต้นหอม



ส่วนที่ชอบจริงๆ ก็คือข้าวแช่ในน้ำอบควันเทียนหอมมากกกก เม็ดข้าวสีเขียวสวยน่ากิน เคี้ยวไปหนุบๆ อร่อย

สรุปว่าได้ลองของใหม่ กระเป๋าเบา สบายใจแล้ว ไว้ค่อยหาอะไรใหม่ๆ (สำหรับฉัน) กินอีก รอหยอดกระปุกก่อน 55555



วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ดูหนัง-ดูซีรี่ส์ : Mindhunter

ด้วยนิสัยเสียอย่างหนึ่งของฉัน ฉันจึงตั้งใจบางอย่างไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อนนั่นคือ ฉันจะไม่ซื้อหนังสือที่หนาเกิน 300 หน้ามาอ่าน และจะไม่ดูซีรี่ส์ที่มีจำนวนเกิน 2 ซีซัน และแต่ละซีซันต้องไม่เกิน 10 ตอน

นั่นก็เพราะนิสัยเสียของฉันก็คือเมื่อเกิดอาการติดหนังสือหรือซีรีส์นั้นแล้ว ฉันจะออกอาการติดตามแบบไม่ทำงานการ ไม่หลับไม่นอนจนกว่าจะจบ

และฉันก็ละทิ้งความตั้งใจของตัวเองไปในที่สุดเมื่อพบกับหนังสือในชุด Game of Throne ที่มีจำนวน 11 เล่มแปล ฉันอ่านแบบงานการไม่ทำ อ่านจนดึกดื่นจนฝืนอยู่ไม่ไหว ถึงจะนอนได้

อาการนี้มาเกิดอีกครั้งเมื่อฉันเป็นสมาชิก Netflix และ iFlix จากนั้นซีรี่ส์ก็ตามมาอีกเป็นขบวนแบบหยุดไม่อยู่ รวมถึง Lost ที่ทั้ง 6 ซีซัน รวมแล้ว 121 ตอน

แทบแย่กันเลยทีเดียว

ขอหมายเหตุไว้ก่อน ตอนนี้ชีวิตฉันก็อยู่แต่กับบ้านดูทีวี ดูข่าวจนเบื่อเอียน หนังบนฟรีทีวีก็เป็นแนวที่ไม่ชอบ Netflix ก็ไม่เน้นหนังยาวตอนเดียวจบ มีแต่ซีรี่ส์ดีๆ หลายเรื่อง ก็เลยมีเขียนถึงหลายเรื่อง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



กลับมาสู่ Mindhunter เป็นเรื่องราวของหน่วยงาม FBI ในยุคฮิปปี้ ที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามศึกษาฆาตกรต่อเนื่องทางด้านพฤติกรรมเพื่อช่วยในการระบุตัวผู้น่าสงสัยได้

สร้างจากหนังสือชื่อ Mindhunter: Inside the FBI's Elite Serial Crime Unit เขียนโดย John E. Douglas และ Mark Olshaker

ซีซันแรกออกอากาศบน Netflix เมื่อตุลาคม ปีก่อนคือ 2017 และซีซัน 2 จะออกอากาศในปีนี้



ในเรื่องเป็นการติดตามการทำงานเพื่อศึกษาฆาตกรของเจ้าหน้าที่ FBI โฮลเดน ฟอร์ด กับบิลล์ เทรนช์ และนักจิตวิทยาพลเรือน เวนดี้ คารร์ โดยเจ้าหน้าที่ FBI จะออกไปสัมภาษณ์ฆาตกรในคุกเพื่อค้นหาเหตุผลที่ทำให้พวกเขาก่อเหตุและมีพฤติกรรมเช่นนั้น

ชอบบรรยากาศในเรื่อง โดยเฉพาะฉากการสัมภาษณ์ฆาตกรที่ส่วนใหญ่ดูเป็นเหมือนคนปกติ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีการตัดสลับไปที่การใช้ความรู้เหล่านั้นมาตามหาฆาตกรจริงในบางคดี นอกจากนั้นเรายังได้ยินการวิเคราะห์พฤติกรรมและจิตใจของเหล่าฆาตกรด้วย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


 หนังไม่มีฉากตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย มีแต่การพูดคุยกัน กระนั้นกลับน่าติดตามอย่างมาก ฆาตกรเหล่านี้มีตัวตนจริง ทำให้เราได้เห็นว่าฆาตกรเหล่านี้ดูแล้วไม่ต่างจากคนทั่วไปที่รายล้อมเรา

เอ็ด เคมเปอร์ (ตัวจริงอยู่ด้านขวา) ฆ่าตายาย  แม่ และเด็กสาวอีก 6 คน อย่างโหดเหี้ยม


ตัวเอกในเรื่องโฮลเดน ฟอร์ด ท่าทางแกดูเหมือนหุ่นยนต์ ทั้งการแต่งตัว การเดิน การพูดคุย มีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของงานเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเหมือนเกราะป้องกันตัวเขาไม่ให้ได้รับผลกระทบทางจิตใจเมื่อต้องออกไปสัมภาษณ์เหล่าฆาตกร ผิดกับเพื่อนคู่หูอายุมาก (ประสบการณ์ทำงานนานกว่า) ที่ชื่อบิลล์ เทรนช์ ที่จิตใจดูจะบอบช้ำมากๆ จากงานนี้



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ที่เด่นในงานนี้คือของประกอบฉากที่ย้อนยุคไปได้หลายสิบปี ทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องเรือน อุปกรณ์ในการบันทึกเสียง รวมไปถึงรถยนต์


เป็นซีรีส์อีกเรื่องที่น่าติดตามรอซีซัน 2






วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ดูหนัง-ดูซีรีส์ : บทสรุปและสปอยล์ของ Lost เขียนไว้เตือนความจำตัวเอง

จำได้ว่าครั้งก่อนเมื่อดู lost ตอนสุดท้ายจบ มันเต็มไปด้วยความขัดข้องว่าทำไมถึงจบแบบนี้ ฉันจำเนื้อหาไม่ได้ จำได้แต่ความรู้สึก จึงทำให้ไม่อยากดูอีกต่อไป


คำเตือน : สปอยล์แน่นอน 


ฉันตัดสินใจกลับมาดูรอบ 2 ก็เพราะบังเอิญไปพบกับทฤษฏีหนึ่งเข้าบนเน็ต นั่นคือทฤษฏีที่บอกว่าหลังจากเกาะถูกระเบิดไป ทำให้เกิดไทม์ไลน์หรือเส้นเวลาใหม่ขึ้น ขนานไปกับเส้นเวลาเดิม

ชีิวิตที่เครื่องบินโอเชียนิคไม่ตก / ชีวิตที่อยู่บนเกาะ

ฉันจำรายละเอียดไม่ได้แน่นอน เหมือนประมาณเป็นจักรวาลคู่ขนาน เรื่องราวบนเกาะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและไม่ได้ถูกลบทิ้งไปเพียงเพราะเกาะถูกระเบิดไปในยุค 1970 แต่มันทำให้เกิดช่วงเวลาใหม่ขึ้นที่จุดระเบิดนั้น

เป็นจุดที่ทำให้ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันออกไปจากที่เคยเป็น เช่นซอว์เยอร์ไม่ได้เป็นนักต้มตุ๋น แต่เป็นตำรวจ และคนอื่นก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยมีรายละเอียดที่มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป

เมื่อทุกคนมาเจอกันบนเครื่องบินที่ไม่ได้ตกแม้จะจำกันไม่ได้ในตอนเริ่มต้น แต่สิ่งที่เกิดไปแล้วก็ยังคงอยู่ มันจึงเกิดเป็นภาพความทรงจำที่ย้อนกลับคืนสู่พวกเขาทุกคน

นั่นคือทฤษฏีที่ดึงฉันกลับมาดู Lost อีกรอบ ด้วยคิดว่าน่าจะเข้าใจมันมากขึ้นกว่าเดิม

และฉันก็เข้าใจมันมากขึ้นจริงๆ เพียงแต่... มันไม่ใช่ตามทฤษฏีข้างต้นแม้แต่น้อย

ชีวิตคู่ขนานที่เกิดนั้นเป็นชีวิตหลังความตาย พวกเขาต้องจำให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนำไปสู่ฉากสุดท้ายที่พวกเขาต้องเดินหน้าต่อไปยังแสงสีขาว


คำเฉลยมาจากปากของคริสเตียน เชพเพิร์ด พ่อของแจ๊ค ชัดๆ กันไปเลย


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ฉากตอนที่แจ๊คกำลังจะตายโดยมีเจ้าวินเซนต์ หมาน้อยนอนเป็นเพื่อน ช่างเป็นฉากที่เศร้ามากๆ สำหรับชายคนที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อคนอื่นมาตลอด



อีกฉากที่กินใจมากก็คือฉากของเบนจามิน ไลนัสพูดกับอิไลน่าถึงเหตุผลที่เขาฆ่าเจคอบ มันเป็นคำพูดจริงใจที่ออกมาจากปากคนที่โกหกมาตลอดชีวิต เบนจามิน รับบทโดยไมเคิล อีเมอร์สัน แสดงฉากนี้ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ


สำหรับตัวละครที่ดูจะมีเหตุผลมากที่สุดน่าจะเป็นแดเนียล ฟาราเดย์ คำพูดของเขาที่บอกว่าทุกคนควรปรับทัศนคติ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาใน Lost ทั้งเรื่องเลย

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงกับตอนจบรอบนี้ มันก็ยังคงคับข้องอยู่เช่นเดิมอ่ะนะ แต่ดูจะเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้นกว่าครั้งก่อนที่ดูไม่ต่อเนื่องกัน และความผูกพันกับตัวละครในเรื่องทำให้ฉันร้องไห้ซะหลายตอน

และด้วยความผูกพันนี่เอง หลังจากเขียนบล็อคนี้จบลง ฉันก็ยังคงไม่จบกับตอนสุดท้าย เลยมาเขียนเพิ่มเติม

จริงๆ ฉันแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าทฤษฎีแรกที่ฉันได้รับรู้มานั้นจะเกิดขึ้น ได้เห็นตัวละครเหล่านี้มาพบกันในโลกคู่ขนาน ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน

เศร้ามากๆ เลย

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จะดูรอบ 3 หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ด้วยจำนวน 121 ตอน ฉันคงลังเลเอามากๆ เชียวล่ะ แถมด้วยนิสัยการดูที่ไม่ยอมเลิกง่ายๆ หากไม่จบ มันจะน่ากลัวเกินไปอ่ะนะ

บนเน็ต มีหลากหลายทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงจะด้วยความที่เป็นเรื่องลึกลับ วิทยาศาสตร์ และดราม่าอยู่ในเรื่องเดียวกัน ถ้าสนใจก็ลองหาอ่านดูได้นะ






วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ดูหนัง-ดูซีรี่ส์ : Lost season 5-6


เป็นซีรี่ส์มาราธอนที่ทรมานร่างกายเอาจริงๆ โดยเฉพาะในตอนกลางคืนที่ควรจะเป็นเวลานอน

ในซีซัน 5 เอิ่ม... เป็นเรื่องราวช่วงไหนนะ เอาจริงนะ ตอนนี้เนื้อเรื่องมันปนเปไปหมดในความทรงจำ แยกไม่ออกเลยว่าช่วงไหนเป็นของซีซันไหน ถ้าผิดก็ขออภัย

ซีซัน 5 เป็นตอนที่มีคนกลุ่มหนึ่งรอดออกไปจากเกาะ และอีกกลุ่มยังคงอยู่ที่เกาะ กลุ่มที่เกาะได้พบกับประสบการณ์เดินทางข้ามวันเวลาไปๆ มาๆ ทั้งอดีตและอนาคต และไปจบลงในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 ที่เหล่า Dhama Initiative ตั้งหมู่บ้านบนเกาะเพื่อศึกษาพลังลึกลับ


กลุ่มคนที่รอดไปได้ใช้ชีวิตต่อไปในโลกภายนอก 3 ปี เท่ากับคนที่ยังอยู่บนเกาะในอดีตที่ใช้ชีวิตที่นั่น 3 ปีเช่นกัน คนที่รอดไปได้พยายามที่จะหาทางกลับไปยังเกาะเพื่อช่วยเหลือคนที่ยังติดอยู่

ซีซัน 6 เป็นเหมือนตอนจบของทุกสิ่งและคำเฉลยของทุกอย่าง มันแสดงเหตุการณ์คู่ขนานกัน ระหว่างผู้ที่ยังรอดชีวิตอยู่บนเกาะ กำลังจัดการกับ "เกาะ" กับชีวิตที่น่าจะเป็นหากว่ามีการระเบิดเกาะทิ้งไปหลายปีก่อนที่เครื่องบินโอเชียนิค 815 จะบินผ่าน และทำให้ผู้โดยสารทั้งลำรอดชีวิต

+++++++++++++++++++++++++++++++

ซีซันสุดท้ายเป็นซีซันที่น้ำตาแตกได้เรื่อยๆ ด้วยความเป็นดราม่าในหลายช่วงหลายตอน จำไม่ได้ว่าดูรอบก่อนฉันได้ร้องไห้หรือเปล่า ครั้งนี้เป็นการดูอย่างต่อเนื่องจากซีซัน 1-6 ความต่อเนื่องของเนื้อหาทำให้เกิดอารมณ์ผูกพันกับตัวละครหลายคน ...แทบจะทุกคน แม้กระทั่งเบนจามิน ไลนัส ตัวร้ายของเรื่อง

จริงๆ ฉันเริ่มดูแบบหยุดไม่ได้ตั้งแต่ซีซัน 3 เนื่องจากตัวละครไม่ได้น่ารำคาญมากสักเท่าไรนัก

เมื่อพูดถึงตัวละครที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือเฮอร์ลี่ หรือฮิวโก้ ช่างเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดความฮาได้ตลอดแม้กระทั่งตอนอยู่กับตัวร้าย เบนจามิน ไลนัส หรือจอมปากเสีย ไมล์ส

เฮอร์ลี่ชักชวนเบนกินขนม ความแตกต่างที่สร้างความฮา ภาพนี้จากซีซัน 4


เมื่อถึงซีซัน 6 เฮอร์ลี่ก็ได้คู่หูใหม่ที่เข้ากันได้ดีเชียวล่ะ นั่นคือไมล์


นอกเหนือจากนี้ก็เขียนอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่งั้นก็จะสปอยล์มากมาย ดังนั้นจะขอไปเขียนถึงเหตุผลที่ฉันกลับมาดู Lost รอบ 2 นี้ในบล็อคต่อไปละกันนะ

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561

ดูหนัง-ดูซีรี่ส์ : Lost Season 4 มีสปอยล์บ้างสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูซีซันก่อนหน้า

จบแล้วอีก 1 ซีซัน อย่างไว และไม่น่าเชื่อว่าครั้งก่อนฉันเคยดูซีซันนี้มาก่อน หลายตอนจำไม่ได้เลยแม้แต่นิด จำได้แต่เค้าเรื่องคร่าวๆ ได้กลับมาดูก็ดีเหมือนกันนะ



ซีซันนี้เราจะได้ชมภาพย้อนของตัวละครหลักเช่นเดิม แต่แทนที่จะย้อนอดีต ก็จะกลายเป็นย้อนไปในอนาคต หลังจากสมาชิกบางคนหนีจากเกาะได้แล้ว พวกเขาได้ชื่อว่า Ocianic 6 คือผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินโอเชียนิคทั้ง 6 คน และในระหว่างทางการดูเขาก็จะให้เราค่อยๆ ค้นหาว่าพวกเขาคือใคร

ซีซันนี้ถือว่าจำนวนอีพีน้อยกว่าทุกซีซันคือ 14 ตอน ฉันดูจบในเวลา 2 วัน มีตัวละครเพิ่มอีกเยอะ แบ่งสายกันเดินทางหลายทาง คาดว่าถ้าฉันไม่ดูอย่างต่อเนื่อง ก็คงต่อไม่ติดอีกตามเคย และต้องดูอย่างตั้งใจด้วยนะ

เราจะได้กลับไปพบกับตัวละครเก่าที่หายหน้าหายตาไป และได้รู้จักกับตัวตนของเบน ไลนัสในส่วนที่อ่อนแอเมื่อเขาต้องสูญเสียคนที่ตัวเองรัก แต่เบนก็ยังคงเป็นเบน ช่างวางแผนซ้อนกลที่ทำให้คนฟังทำตามโดยคิดว่าเป็นความคิดของตัวเอง


น่าประหลาดใจนักที่ล็อคโดนหลอกครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่เข็ด แท้จริงๆ ก็เป็นไปตามบทของล็อค แม้ดูภายนอกเขาจะสุขุมเยือกเย็นไว้ใจได้ แต่ตัวตนจริงๆ ของล็อคก็ยังคงเป็นคนที่เกรี้ยวกราดและไม่ปล่อยวาง แทบจะเหมือนกันกับแจ๊ค

และในซีซันนี้หลายคนก็ตายจากไป เอาล่ะ มาราธอนต่อกับซีซัน5 กันเลย






วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

ดูหนัง-ดูซีรี่ส์ : Lost season 3

กลับกลายเป็นว่าพอถึง season 3 เนื้อหากลับสนุกขึ้น ตัวละครหลายตัวก็น่ารำคาญน้อยลง



ในซีซัน 3 นี้จะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับกลุ่ม the other ซะเยอะ ได้ทำความรู้จักกับตัวละครใหม่ก็คือเบน กับจูเลียต มีบางคนตายจากไป และเริ่มเผยความลึกลับของเกาะออกมาบ้าง

ตัวละครที่ฉันเคยรำคาญ ก็เปลี่ยนแปลงไป
จอห์น ล็อคที่ทำตัวน่ารำคาญในซีซัน 2 ก็กลับคืนความเป็นล็อคผู้มั่นคงเหมือนเดิม
ชาร์ลี ก็ทำตัวดีมีเหตุผลมากขึ้น งอแงน้อยลง และชอบในตอนท้ายของซีซัน
แจ๊ค น่ารำคาญบ้าง ไม่เยอะจนน่าเบื่อ

ในซีซันนี้พวกเขากำลังจะได้ออกจากเกาะ หรือเปล่า???...บอกมากไม่ได้ เดี๋ยวจะหมดสนุก

แต่ขอบอกเลยว่าชอบตัวละครของเคทมาก ด้วยความที่เป็นขาลุยสุดๆ ทั้งเดินป่า ปีนเขา ปีนเสา ปีนต้นไม้ ยิงปืน และอื่นๆ



+++++++++++++++++++++++++++++++++

เนื่องจากซีซันนี้เราได้พบกับสถานที่เพิ่มมากขึ้น มีการเดินทางกันข้ามวันข้ามคืน ก็เลยชักสงสัยว่าไอ้แต่ละสถานที่นั้นมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ฉันก็เลยลองไปหาดูคำว่า map of the island in lost tv series ผลลัพธ์ออกมามากมายก่ายกองดูกันไม่หวาดไหว

ลองดูแผนที่ที่น่าสนใจบางภาพละกัน

นี่เป็นแบบ 3d ที่สุดยอดจริง เห็นสถานที่ต่างๆ ชัดเจนมากๆ โดย Jubran


แผนที่ที่ดูเรียบร้อย เข้าใจง่าย ที่มาของแผนที่ 

แผนที่นี้ก็น่าสนใจ บอกตำแหน่งต่างๆ ชัดเจนดี รวมถึงเส้นทางเกิดเหตุต่างๆ ที่มา


แผนที่หลายรูปมีขนาดเล็กเกินกว่าจะดูออกว่าอะไรเป็นอะไร ที่เอามาแปะไว้พร้อมลิงค์ที่มาถือว่ามีขนาดใหญ่ บอกตำแหน่งต่างๆ ชัดเจนใช้ได้เลย

ที่ออกมาตามหาแผนที่ก็เพราะว่าจากที่ดูซีซันแรก แลดูเหมือนเกาะจะไม่ใหญ่ แต่ดูจนตอนนี้เริ่มต้นซีซัน 4 ก็รู้สึกว่าเกาะมันใหญ่มากกกกกก ยังมีอีกหลายสถานที่ที่เพิ่งได้พบเจอกัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Lost เป็นซีรี่ส์ที่ออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2004-2010 (พ.ศ.2547-2553) ฉันเริ่มดูครั้งแรกทางช่อง 7 ดูไม่จบที่นี่ แต่ไปจบบนดีวีดีที่ไล่ซื้อมาตั้งแต่ซีซันแรก

เนื่องจากการดูที่ไม่ต่อเนื่องกัน ประกอบความความจำของฉันที่ไม่ยาวนานนัก (ประมาณว่าอ่านนิยายสืบสวนได้หลายเที่ยวโดยไม่เสียอรรถรสน่ะ 555) เมื่อดูจบซีซันสุดท้าย ฉันรู้สึกว่ามันจบแบบไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดไปเห็นคลิปใน YouTube พูดถึง Lost เมื่อตามไปดูหลายๆ คลิป ก็พบกับทฤษฎีเส้นเวลาที่เกิดขึ้นในเรื่อง มันกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นกลับมาใหม แล้วจึงย้อนกลับไปดูตั้งแต่เริ่มต้น

แต่เนื่องจากดีวีดีบางซีซันชำรุดหมดทั้งชุด ฉันเลยได้ย้อนกลับไปดู Lost อีกครั้งผ่านทาง iFlix ซีซัน 1-3 มี 25+24+23 ตอน (ขอนับนิ้วก่อน) รวมทั้งหมด 72 ตอน แทบจะไม่ได้ทำงานทำการ บางเวลาออกอาการอยากขว้างแท็บเล็ตทิ้ง โดยเฉพาะตอนที่ทะเลาะกัน ระแวงกัน ปรี๊ดๆ กันเลยทีเดียว

ในตอนนี้ก็เหลือแค่ ซีซัน 4-6 นั่นคือ 14+17+18 = 49 ตอน

นอกจากนั้นตัวละครก็ทยอยเดินออกมากันเรื่อยๆ จำได้ว่าซีซันหลังๆ เริ่มมีหลายกลุ่มหลายก๊กออกมาจนเริ่มออกทะเลตกเหวกันไปไม่จบ

แสดงภาพตัวละครได้น่ารักมาก ไปเจอใน pinterest

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพเบ็ดเตล็ดเอามาฝากเพราะชอบฮิวโก้หรือเฮอร์ลี่

ที่มา pinterest เช่นเดิม








วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561

ดูหนัง-ดูซีรีส์ : รวมหลายเรื่องในที่เดียว

วันนี้ได้ฤกษ์เขียนบล็อคที่ดองไว้ ชักเหนื่อย มีหลายเรื่องที่ชอบอยู่ แต่ไม่ถึงกับประทับใจมากมาย ก็ขอเอามารวมฮิตไว้ในที่เดียวกันละกัน

> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >

Borderliner : ซีรี่ส์สัญชาตินอร์เวย์ เรื่องราวของตำรวจน้ำดีที่เอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับการปกปิดการฆาตกรรมที่เกิดจากน้ำมือน้องชายของตัวเอง เมื่อการสืบสวนดำเนินไป เขาก็พบว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และเขากำลังติดตาข่ายแน่นขึ้นทุกที



สิ่งที่ประทับใจในเรื่องนี้คือวางตัวละครหลัก นิโคไล (นำแสดงโดย โทเบียส แซนเทิลแมน) ให้เป็นเกย์ครับท่าน คงจะหายากจากเรื่องอื่นในแนวนี้

> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >

Le Chalet : ซีรี่ส์ฝรั่งเศส เรื่องราวของหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งกลับไปยังบ้านเกิด แล้วก็พบว่าพวกตนถูกปิดล้อมและถูกฆ่าตายทีละคน (รวมถึงคนแก่ที่ยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน) หนังตัดสลับไปมาระหว่างการสอบสวนผู้รอดชีวิต เรื่องราวตอนเกิดเหตุ และเรื่องราวเมื่อ 20 ปี



2 เหตุการณ์หลัง สร้างความสับสนให้พอควร เนื่องจากเป็นการตัดสลับไปโดยไม่มีการแจ้งเตือนอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ทำให้รู้ก็คืออายุของตัวละครนั่นเอง ดังนั้นควรตั้งใจดูให้ดีๆ

เนื้อเรื่องก็พอจะเดาออกอยู่บ้าง ตอนท้ายถึงจบก็พอกล้อมแกล้ม แต่ว่าเหตุผลตอนจบดูอ่อนเกินไป ปูพื้นมาดีละ ถ้าเปลี่ยนสักนิดน่าจะดีกว่านี้

> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >

The Invisible Guest หนังสัญชาติสเปน


Boy Missing หนังฝรั่งเศส



2 เรื่องนี้ก็สนุกใช้ได้ เดาเรื่องราวออกหลายอย่าง ไม่ถึงกับประทับใจแต่ก็ไม่ผิดหวัง ดูได้เพลินๆ ไป

> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >

Bad Day for the Cut : หนังของประเทศไอร์แลนด์ เรื่องราวของชาวนาร่างอ้วนใหญ่นาม "โดนัล" ที่ออกไปตามหาคนที่ฆ่าแม่ตัวเองที่บ้าน และได้พบกับความลับเบื้องหลังของผู้เป็นแม่ เป็นชาวนาที่เก่งใช้ได้เลยกับการสู้กับนักเลงคุมซ่องและการทรมานให้คนบอกความลับ คนที่มาเสริมให้เรื่องมีความฮาก็คือลูกน้องเฟอะฟะของเจ้าแม่ผู้มีอิทธิพลที่ถูกส่งมาเป็นผู้ช่วยฆ่าโดนัล แต่กลับทำให้ลูกพี่ตาย โดนัลเลยพาไปด้วย กลายเป็นผู้ช่วยที่เฟอะฟะ (อีกแล้ว)

เรื่องนี้สนุกใช้ได้เลย

> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >

A perfect day : หนังสัญชาติอเมริกัน เล่าถึงการทำงานของกลุ่มคนงานอาสาสมัครเพี้ยนๆ ในสหประชาชาติในการกู้ประเทศยูโกสลาเวียหลังสงครามกลางเมือง เริ่มต้นด้วยภาพการพยายามกู้ซากศพชายอ้วนที่ถูกทิ้งไว้ในบ่อน้ำกินของชาวบ้าน แต่เชือกดันมาขาด จากนั้นก็เป็นการพยายามตามหาเชือกมากู้ศพ และพบกับอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ที่ขัดขวางการทำงานอย่างน่ารำคาญ

หนังได้นักแสดงชื่อดังมาสร้างความบันเทิงหลายคน ข้อมูลใน Wiki บอกว่าเป็นหนังสัญชาติสเปน ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก


> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >


ที่เขียนถึงเป็นหนังและซีรีส์ที่ดูเอง กำลังสะสมสัญชาติของหนังอยู่ 5555
ส่วนหนังที่ดูกับสามีก็มีอยู่บ้างไม่กี่เรื่อง เพราะเขาชอบหนังที่เน้นไปทางบู๊ สงคราม หรือยิงกันอย่างเดียว ซึ่งก็ดูได้แต่ถ้าให้เลือกจะไม่ดู 5555 (หัวเราะอีกแล้ว)



แล้วเราจะดูกันต่อไปแล้วมาเขียนบล็อคกันอีกต่อไปนะคะ ตอนนี้เมื่อยนิ้วมาก กี่บล็อคเข้าไปแล้วล่ะเนี่ย