วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดูหนัง : ปฏิบัติการกู้โลก Sunshine


ณ อนาคตที่กำลังจะมืดมนลงในไม่ช้า และโลกจะกลายเป็นดวงดาวแห่งน้ำแข็ง ยานอวกาศอิคารัส 2 อยู่ในระหว่างการเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ดวงอาทิตย์เพื่อปลุกชีพมันขึ้นมาใหม่ ภายในยานประกอบด้วยนักบินอวกาศ 8 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเพื่อทำหน้าที่ของตนเอง

ก่อนหน้านี้ยานอิคารัส 1 ได้ถูกส่งออกไปทำภารกิจเดียวกัน แต่กลับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่ออิคารัส 2 เดินทางมาจนถึงดาวพุธ พวกเขาก็ค้นพบซากยานอิคารัส 1 ดังนั้นกัปตันและนักฟิสิกส์ประจำยานอิคารัส 2 จึงตัดสินใจเบี่ยงเบนภารกิจเพื่อไปกู้ระเบิดจากยานอิคารัส 1 ไว้เป็นระเบิดสำรองในการปลุกชีพดวงอาทิตย์ แต่การเบี่ยงเบนเส้นทางครั้งนี้ได้นำไปสู่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเหมือนโดมิโนที่ล้มต่อเนื่องกัน
ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ได้ไปดูเรื่อง Crimson Tide (1995) ในโรงหนัง เป็นเรื่องของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเรือดำน้ำที่มีพื้นที่จำกัด หนังไม่ได้ยิงกันเลือดสาด แต่สร้างความตื่นเต้นและลุ้นระทึกได้ตลอดทั้งเรื่อง เรื่อง Sunshine นี่ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากภารกิจที่ต้องทำภายในพื้นที่จำกัดของยานอวกาศ
ช่วงต้นเกิดความขัดแย้งของลูกเรือในยาน ก็นึกเดาไปว่าคงไม่พ้นความขัดแย้งเดิมๆ ในแบบฮอลีวู๊ด แต่กลับไม่ใช่ หนังเน้นไปที่ความตึงเครียดในการแก้ปัญหาและตัดสินใจเพื่อให้บรรลุภารกิจในครั้งนี้
ในกลุ่มนักบินอวกาศ 8 คน ครั้งนี้ได้แบ่งบทบาทเด่นให้กับนักแสดงเอเชีย 3 คน เยอะนะเนี่ย (แม้ที่เด่นจริงๆ จะเป็นนักแสดงฝรั่งก็เถอะ) โดยมีคนหนึ่งที่ขอบอกว่าเท่ห์มาก นั่นก็คือฮิโรยูกิ ซานาดะ (Hiroyuki Sanada) รับบทกัปตันมาดเข้มที่ตัดสินใจได้เด็ดขาด แต่ก็ตายเป็นคนแรก เสียดายจัง แม้จะเดาได้ว่าภารกิจนี้ต้องจบแบบสำเร็จเสร็จสิ้น แต่ที่สนุกก็คือช่วงของการดำเนินเรื่องระหว่างนั้น
ในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดสำหรับมนุษย์ตัวเล็กๆ แต่สิ่งที่ดูยิ่งใหญ่กว่าก็คือหัวใจที่เสียสละตนเอง
อิคารัส (Icarus) เป็นชื่อที่เคยได้ยินครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งที่เล่าเรื่องการเดินทางไปยังดวงอาทิตย์และมียานที่ชื่อว่าอิคารัสเช่นกัน เนื้อเรื่องไม่ได้ตื่นเต้นเลย
ในตำนานของกรีก (Greek Mythology) อิคารัสคือบุตรของช่างฝีมือนามเดดาลัส อิคารัสพยายามที่จะหนีออกไปจากเกาะครีต พ่อของเขาจึงประดิษฐ์ปีกจากขนนกและขี้ผึ้ง แต่เขาไม่สนใจคำเตือนของพ่อที่ห้ามไม่ให้บินใกล้กับดวงอาทิตย์มากเกินไป ดังนั้นขี้ผึ้งจึงหลอมละลายทำให้เขาตกลงมาสิ้นชีพ
อาจเป็นเพราะภารกิจที่ต้องมุ่งหน้าสู่ดวงอาทิตย์จึงทำให้คนเรานำเอาชื่อของอิคารัสมาตั้งเป็นชื่อยานอวกาศ แต่เหมือนกับที่เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์นั้นกล่าวไว้ พวกเขาคงตั้งชื่อผิด เพราะในท้ายที่สุดแล้วอิคารัสก็ต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากดวงอาทิตย์นั่นเอง

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ดูหนัง : ชีวิตจะเป็นยังไงนะ ถ้า...


มันไม่จริงใช่มั้ยที่หนังเรื่องจะจบลงแบบนี้ สมองยังค้างเติ่งอยู่กับการเฝ้ารอบทสรุปของเรื่อง ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับไดอาน่า ว่าสิ่งที่คาดเดาไปเรื่อยตลอดทั้งเรื่องจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า หลังจากเครดิตของหนังเลื่อนขึ้นมา ฉันก็ถามตัวเองว่า "แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ได้ดูหนังเรื่อง Life Before Her Eyes ที่นำแสดงโดยอูม่า เธอร์แมน จบไปสดๆ ร้อนๆ ได้เฝ้าติดตามความเป็นไปของคู่เพื่อนซี้วัยรุ่นมัธยมปลายที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไดอาน่ากับมัวรีน
ไดอาน่า เด็กสาววัยรุ่นที่เหมือนเด็กสาวใจแตก ท้าทายสังคม ห้าวหาญไม่กลัวใคร คาดหวังว่าชีวิตจะแตกต่างไปกว่านี้ จะได้ย้ายออกไปจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ กับเพื่อนซี้ มัวรีน สาวเรียบร้อย เป็นคนดีมีศาสนา อยากมีชีวิตอยู่ที่เมืองเกิดแห่งนี้ มีครอบครัว มีลูก อยากใช้ชีวิตธรรมดาๆ
ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพื่อนกันได้
แต่แล้ววันหนึ่ง เพื่อนร่วมโรงเรียนได้พกปืนมาโรงเรียนแล้วกราดยิงคนตายไปเป็นจำนวนมาก ก่อนเกิดเหตุสองสาวคู่ซี้หลบเข้าห้องน้ำก่อนเข้าห้องเรียน ทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง แล้วที่นั่นทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงปืนรัว ดูแล้วทั้งคู่น่าจะปลอดภัย แต่แล้วไมเคิล -- มือปืนก็เข้ามาพบทั้งคู่ในห้องน้ำ
และฝันร้ายก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาให้ทั้งสองคน "เลือก" ว่าใครคนใดคนหนึ่งจะต้องถูกฆ่าตาย
หนังเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างสองช่วงเวลา ไดอาน่าตอนเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ทำให้เหมือนจะคาดเดาได้ง่ายๆ ว่าไดอาน่ารอดชีวิตจากการสังหารหมู่ครั้งนั้นมาได้ แต่กระนั้นก็ไม่มีอะไรที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัวรีน
ไดอาน่าในวัยผู้ใหญ่ (แสดงโดยอูม่า เธอร์แมน ที่ในเรื่องดูฉุและธรรมดาเหมือนแม่บ้านคนหนึ่ง) มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เธอยังคงอาศัยอยู่ในเมืองเกิดที่เธอเกลียด มีสามีและลูกสาวหนึ่งคน เป็นครูสอนศิลปะในโรงเรียน มีชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนกับที่มัวรีนเคยฝัน
แล้วในวันครบรอบ 15 ปีของการสังหารหมู่ ไดอาน่าก็ได้กลับมาเผชิญกับความจริงที่เกิดขึ้น... รวมถึงฉัน
หลังจากเครดิตท้ายเรื่องขึ้นมาได้ราว 10 วินาที ก็คิดว่าฉันหาข้อสรุปของเรื่องที่เกิดขึ้นจนได้
คิดช้าไปนิดนะ

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ดูหนัง : หนังผีฝรั่งกลิ่นอายญี่ปุ่น


จริงๆ เริ่มต้นดูเรื่อง The Echo อย่างไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก เปิดดูเพื่อฆ่าเวลา เป็นคนชอบดูหนังผี จนแฟนบอกว่าเป็นพวกโรคจิต (^__^) ดูหนังผีมาหลายเรื่อง และโดนหลอกแทบทุกเรื่อง ก็เพราะไม่เคยรู้สึกว่ามันน่ากลัวอะไรเลยนี่นา เสียชื่อหนังผีหมด
ปกติแล้วหนังผีฝรั่งจะเป็นหนังผีที่หาความน่ากลัวได้ยากมาก เพราะมันจะปรากฏชัดเจนจนไม่เหลืออะไรให้หลอนจิตเลย ยิ่งถ้าเป็นพวกแดรกคิวล่าหรือซอมบี้ จะเป็นแนวบู๊ซะทุกเรื่อง สำหรับหนังผีแบบหลอนๆ ที่ขึ้นชื่อก็มักจะเป็นหนังญี่ปุ่น เสียแต่ว่ารสนิยมของฉันคงไม่เข้ากับหนังโซนเอเซีย ที่เดินเรื่องแบบเนิบๆ นุ่มๆ เงียบๆ กว่าจะน่ากลัวก็ออกอาการหลับซะก่อนแล้ว
พอได้มาดูเรื่อง The Echo ที่นำแสดงโดยเจสซี่ แบรดฟอร์ด กลับรู้สึกลุ้นระทึกกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งความลึกลับของเสียงที่ดังอยู่ในภายในห้องพัก ความลึกลับของคนที่ชอบแอบดูจากอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศของอพาร์ตเมนต์เก่าแก่ที่ให้ความรู้สึกหลอนๆ รวมถึงผู้เช่าแต่ละรายที่ดูมีความแปลกประหลาดอยู่ในตัวเอง (บางคนดูน่ากลัวใช่ย่อย ประเภทประตูลิฟต์เปิดออกแล้วเจอคนแก่ยืนซึมกระทือไม่ขยับเขยื่อนเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน เป็นเรื่องจริง ฉันคงไม่เข้าลิฟต์ด้วยแน่)
หนังเล่าเรื่องของบ๊อบบี้ที่เพิ่งพ้นโทษจากข้อหาฆ่าคนโดยไม่เจตนา ดูเหมือนเขาจะไม่มีทางเลือกมากนักในชีวิต จึงต้องกลับไปพักในอพาร์ตเมนต์ของแม่ที่เสียชีวิตในช่วงที่เขาติดคุก ต้องไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ทัณฑ์บนตลอดเวลา และการต้องหางานทำเลี้ยงชีวิต --งานที่ยอมรับเขาในฐานะคนคุกได้
ที่อพาร์ตเมนต์แห่งนี้เองเขาได้พบกับเรื่องราวประหลาดๆ ทยอยกันพุ่งเข้ามาหาเขาและผู้คนที่เกี่ยวข้องรอบตัว จนเขาและแฟนสาวเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ในความเห็นส่วนตัวรู้สึกว่าผีในเรื่องก็มีส่วนคล้ายกับผีของญี่ปุ่นอยู่มากทีเดียว มันให้ความรู้สึกหลอนว่าจะมีอะไรปรากฏตัวให้เห็นบ้าง ยิ่งประกอบกับการเดินเรื่องที่กระชับรวดเร็วแบบหนังฝรั่ง ก็เลยทำให้รู้สึกว่าตื่นเต้นและลุ้นระทึกไม่น้อยเลยล่ะค่ะ
ตอนดูเรื่องนี้ก็เย็นย่ำ พอดูจบก็หัวค่ำพอดี อยู่บ้านคนเดียวอีกต่างหาก ยิ่งหลอนเข้าไปกันใหญ่ เลยเปิดทีวีไปดูข่าวจนปรับสภาพจิตกลับมาที่เรื่องเฉื่อยๆ เนือยๆ เหมือนเดิมได้อีกครั้ง -_-'
เพิ่มเติม : หลังจากเขียนบล็อคนี่เสร็จก็เข้าไปค้นหารูปภาพมาประกอบ เลยไปเจอบล็อคนี้ที่เขียนถึงเรื่อง The Echo เหมือนกัน ใครสนใจลองเข้าไปอ่านได้นะคะ http://elki.blogs.com/miron/2008/05/the-echo-of-yam.html

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ไอ้ต๋อง


ป๋ากำลังตรวจดูไอ้ต๋อง



ที่นอนประจำป้าเหมียว


ขับรถเล่น


ป๋ากับไอ้ต๋อง (เท่เชียว :-)
ไอ้ต๋องคือชื่อของมอร์ไซค์ของแฟน บ้านนี้น่ะนอกจากจะตั้งชื่อให้กับหมาแมว (ทั้งในบ้านและข้างถนน) ก็ยังตั้งชื่อให้รถอีกด้วย ส่วนอีกคันเป็นรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้าอายุเกิน 30 ปี ก็ชื่อว่า "ไอ้โต"
ไอ้ต๋องอยู่กับเรามากกว่า 10 ปี แฟนกู้เงินมาซื้อมันมาแบบใหม่เอี่ยมจากร้านมอร์ไซค์ตอนอยู่จังหวัดทางภาคตะวันออก เขาเจาะจงอยากได้รุ่นนี้ Suzuki RC100 สีน้ำเงิน ใหม่เอี่ยม ติดตะกร้าหน้ารถไว้ใส่ของ ไว้วางหมวก และใส่เสื้อกันฝนอีก 1 ตัวสำหรับยามฝนตก
หลังจากซื้อมาได้ราว 1 เดือนแฟนก็ไปบวชที่บ้านเกิดอีกจังหวัด ฉันก็เลยต้องระเห็ดกลับไปอยู่บ้านตัวเองที่กทม. 3 เดือน แฟนเลยฝากไอ้ต๋องไว้กับเพื่อนรุ่นน้องในที่ทำงานที่ยังไม่มีมอร์ไซค์ใช้ไว้ให้ใช้ชั่วคราว
หลังจากห่างหายไป 3 เดือนกลับมาก็พบว่าไอ้ต๋องไม่ใหม่ เพียงแค่ใช้งานไป 3 เดือนมันก็อยู่ในสภาพที่ไม่อยากพูดถึง แต่เพื่อนคนนั้นเมาขับไปชนรถคันอื่น แล้วก็ซ่อมกันตามมีตามเกิด แถมยังเอาไอ้ต๋องไปเติมน้ำมันผสม ทั้งที่แฟนก็ย้ำแล้วว่ามันเป็นมอร์ไซค์ใหม่ ให้เติมแต่เบนซิน 91 เท่านั้น ทำให้มีน้ำมันเยิ้มออกมาทางท่อไอเสีย และเสียหายมาจนกระทั่งบัดนี้
ด้วยความเซ็งในอารมณ์กับสิ่งที่เพื่อนทำ ประกอบกับตอนอยู่ที่นั่น เราไม่มีเงินมากมายอะไรนัก แค่เอาตัวรอดไปได้วันๆ ก็ยากพออยู่แล้ว ไหนจะยังต้องผ่อนเงินที่กู้มาซื้อมันอีก เราก็เลยใช้มันไปในสภาพนั้นโดยไม่ได้เอาไปซ่อมให้มันดีขึ้น
เราจึงยังคงใช้ไอ้ต๋องเรื่อยมาในสภาพนั้น ทั้งใช้มันไปซื้อของกิน ไปทำธุระ ขี่ไปเที่ยวร่อนไปเรื่อย ความสุขอย่างหนึ่งของแฟนน่ะก็คือการขี่มอร์ไซค์เข้าออกตามถนนตรอกซอกซอย ขี่มันทั่วทั้งตัวเมือง
ไอ้ต๋องยังเป็นที่เบาะให้บรรดาเหมียวๆ ได้นั่งได้นอนดูหมา และยังเป็นที่ฝนเล็บยามคันเล็บ จนต้องเปลี่ยนเบาะไปหลายรอบ
ปกติแฟนเป็นคนขับมอร์ไซค์ไม่เร็ว เป็นการขี่แบบกินลมชมวิว จึงแทบไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ มีเพียงครั้งเดียวที่แฟนเคยพามันไปล้มตอนเมา (ล้มเองไม่ได้โดนชนหรือไปชนอะไร) เลือดอาบที่ส้นเท้า ไอ้ต๋องได้แผลมาหน่อย ส่วนฉันปลอดภัย อิอิ
จวบจนย้ายเข้ามาทำงานกทม. เราก็หอบหิ้วไอ้ต๋องมาด้วย แม้ว่าแฟนจะไม่ได้ขี่มันไปถึงที่ทำงาน เพราะไกลหลายกิโลและรถราในกทม.วุ่นวายสับสนมาก แต่เขาก็อาศัยขี่มันไปจอดไว้ตามตรอกซอกซอยริมถนนใหญ่ เพื่อต่อรถโดยสารประจำทางเพื่อไปทำงาน เสาร์อาทิตย์และวันหยุดก็ได้มันเนี่ยแหละในการหาซื้อของกินและพาไปตระเวนร่อนเที่ยวกินลมชมวิวไปเรื่อย
ช่วงนี้เองที่มันเริ่มป่วยหนักอันต่อเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บช่วงแรกของชีวิตมัน บังโคลนด้านหน้าที่ใส่ไม่พอดีตั้งแต่เพื่อนเอาไปชนคราวนั้นก็เริ่มแตกกรอบจนต้องเอาออกและไม่ได้ซื้อหาอันใหม่มาใส่แทน เครื่องเสียก็พาไปซ่อมหลายรอบ แต่เพราะหาอะไหล่ไม่ได้ จึงซ่อมเท่าที่จะทำได้เพื่อพยุงมันไว้ใช้งาน
เราก็ยุให้แฟนซื้อใหม่หลายครั้งแล้วเพราะมันซ่อมไม่ได้ แต่เขาบอกว่าไปไหนกับไอ้ต๋องสบายใจ ไม่ต้องกลัวหาย เคยเอาไปจอดเพื่อไปทำงานแล้วลืมคากุญแจไว้ก็ยังมีคนใจดีเก็บกุญแจไว้ให้ 2 รอบ
ด้วยสภาพของมันที่ไม่มีอะไหล่อะไรให้ใครเอาไปใช้งานได้ แฟนเลยชะล่าใจ ไม่ได้ล็อคคอ หัวค่ำของวันหนึ่งแฟนโทรมาบอกว่าไอ้ต๋องหายไปจากที่จอด เขาพยายามเดินหาอยู่ 4-5 รอบเผื่อว่าจะมีใครเข็นมันไปไว้ที่อื่น แต่ก็ไร้ผล สุดท้ายเราก็ต้องออกไปแจ้งความไว้เผื่อจะมีใครเอาไอ้ต๋องไปทำอะไรไม่ดี ไม่อยากเกิดปัญหา
ตอนนี้อายุขัยของไอ้ต๋องก็สิ้นสุดลงแล้ว มันอยู่กับเราก็เกิน 10 ปี ผจญภัยกันมานาน ร่วมในความทรงจำหลายเรื่อง ไปดีนะไอ้ต๋อง
หมายเหตุ 1: หลังไอ้ต๋องหายจากไป เราก็มานั่งคุยกันถึงไอ้คนที่มาขโมยมันไป ป่านนี้คงนั่งด่าตัวเองที่ไม่น่ามาขโมยมันเลย ก็ไอ้ต๋องน่ะ --
-- ไฟต่ำเปิดไม่ได้, หลอดกับขั้วไฟหน้าใช้ไม้เสียบลูกชิ้นยัดไว้ให้มันแน่นไฟจะได้ติด (สปริงขาด), แตรไม่ดัง, ไฟหน้าปิดไม่ได้, ไฟเลี้ยวขวาไม่ดี ติดบ้างไม่ติดบ้าง, สายไมล์ขาด, ตัววัดน้ำมันออโตลูปเสีย ต้องเติมทีละน้อย ต้องคอยเช็คบ่อยๆ, บังโคลนหน้าไม่มี , เบรคหลังเหยียบแล้วไม่ค่อยเด้งกลับ เวลาขี่เจอถนนขรุขระก็จะครูดกับพื้นถนน, น้ำมันเยิ้มท่อไปเสีย เลยกำหนดต้องไปเป่าท่อ (น่าจะครบแล้วนะ)
... มีอยู่อย่างเดียวที่ใหม่เอี่ยม ก็คือเบาะที่นั่ง ที่เพิ่งเอาไปทำเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหาย
หมายเหตุ 2 : ของแถมที่หายไปพร้อมไอ้ต๋องก็คือเสื้อกันฝน หมวกกันน๊อค ไขควง และผ้าขนหนูเน่าๆ ผืนหนึ่ง อ้อ..กับสติ๊กเกอร์ผ่านเข้าหมู่บ้าน 1 แผ่น
หมายเหตุ 3 : ตอนเช็คราคามอร์ไซค์ใหม่ แทบจะเป็นลม คันนึงเกือบ 5 หมื่น

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อ่านหนังสือ : สตาร์บัคส์ วัฒนธรรม การค้า คาเฟอีนรสเข้ม – สงครามกาแฟอันดุเดือด


หลายปีมาแล้วที่บ้านเราได้รู้จักกับกาแฟสตาร์บัคส์ ที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยอย่างภาคภูมิใจ ด้วยราคาของกาแฟทำให้ฉันเคยย่างเท้าเข้าไปเป็นลูกค้าแค่เพียง 2 ครั้ง (เท่านั้น)
อาจเป็นเพราะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ หรืออาจไม่ใช่คอกาแฟตัวจริง หรืออาจเป็นพวกไร้รสนิยม หรือเป็นพวกไร้กำลังทรัพย์ (555) ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ฉันไม่รู้สึกว่ากาแฟของสตาร์บัคส์จะพิเศษกว่าหลายๆ ที่ที่เคยได้ชิมมา
แล้วเพราะอะไรจึงทำให้สตาร์บัคส์ก้าวขึ้นมาผงาดในตลาดร้านกาแฟได้สูงสุดอย่างนี้ล่ะ
คำตอบน่าจะอยู่ในหนังสือ "สตาร์บัคส์ วัฒนธรรม การค้า คาเฟอีนรสเข้ม" เขียนโดย เทย์เลอร์ คลาร์ก จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แสงดาว
ผู้เขียนได้วิเคราะห์และชำแหละสตาร์บัคส์ออกมาให้เราเห็นอย่างถึงกึ๋น ทำให้เราเห็นว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับสตาร์บัคส์นั้นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจอย่างที่สุด ทั้งในด้านทำเลที่ตั้ง สีสันและการตกแต่งร้าน การทำตลาด การโฆษณา ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรม "สตาร์บัคส์"
เหล่าบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังสตาร์บัคส์มีทั้งความกล้าได้กล้าเสีย ความก้าวร้าวที่พร้อมจะเหยียบย่ำคู่แข่งให้ล้มหายตายจาก ความสร้างสรรค์ในการมองหาโอกาสจากสิ่งรอบตัว รวมไปจนถึงความลุ่มหลงในกลิ่นและรสชาติของกาแฟ
กลยุทธ์ต่างๆ ของสตาร์บัคส์อาจเป็นบทเรียนให้กับธุรกิจอื่นๆ ได้เช่นกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะความยิ่งใหญ่ในทุกวันนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วยอย่างแน่นอน

อ่านหนังสือ : มาเฟียกับเพนกวิน – เกี่ยวกันยังไง?


5 ทุ่ม 37 นาที คือเวลาที่ฉันอ่าน "มาเฟียกับเพนกวิน" จบตัวอักษรสุดท้าย รู้สึกปวดใจกับบทสรุปตอนจบ เหมือนถูกทรยศยังไงยังงั้น
มาเฟียกับเพนกวิน หรือ Death and The Penguin หรือ Smeri' postoronnego แต่งโดยอังเดรย์ เคอร์คอฟ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เป็นนวนิยายที่สะท้อนภาพสังคมของยูเครน ซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
เป็นเรื่องราวของนักเขียนตกอับนามว่าวิคเตอร์ที่เฝ้าฝันอยากเขียนนวนิยาย แต่จู่ๆ ก็เกิดได้รับงานเขียนข่าวมรณกรรมของคนดัง (ที่ยังไม่ตาย) เพื่อเก็บไว้ใช้ได้ทันทียามเมื่อคนผู้นั้นตายลง ถือเป็นงานที่ให้เงินดีเลี้ยงตัวได้ แม้จะไม่ชอบแต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้เก่งฉกาจ
และเมื่ออ่านถึงย่อหน้าที่สองของหนังสือเราก็ได้พบกับเจ้ามิช่า นกเพนกวินที่ถูกสวนสัตว์นำออกมาแจกจ่ายให้กับประชาชนเพราะไม่มีเงินเลี้ยง วิคเตอร์นำมันมาเลี้ยงไว้ในแฟลตเล็กๆ เพื่อเป็นเพื่อนแก้เหงา มันเป็นคิงเพนกวินที่มีความสูงประมาณ 1 เมตร ถือว่าตัวไม่เล็กเลยสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน
"...ตั้งแต่เขาโดนแฟนทิ้งไปหนึ่งอาทิตย์ก็รู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว แต่มิช่าก็นำความเหงาโดดเดี่ยวในแบบของมันมาให้อีก ผลก็คือความอ้างว้างโดดเดี่ยวสองประเภทต่างเอื้ออาทรต่อกัน ก่อเกิดความรู้สึกต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากกว่าเพียงมิตรภาพเท่านั้น" นี่คือประโยคที่จี๊ดเข้าไปในความรู้สึกเหลือเกิน
สองชีวิตที่โดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงามาพบกัน
หลายครั้งในเรื่องที่แสดงให้เห็นภาพของนกเพนกวินที่เหงา เศร้า ฉลาด ลึกซึ้ง จนดูเหมือนกับคนที่ไม่ช่างพูด มันจะร่าเริงเป็นพิเศษตอนที่ได้เล่นในน้ำที่เย็นจัดจนผิวน้ำเป็นน้ำแข็ง ชอบเดินตามเจ้านายเหมือนหมาตัวหนึ่ง คอยปลอบโยนยามที่เจ้านายเศร้า ...อ่านแล้วรักมันจังเลย
แล้วชีวิตของวิคเตอร์ก็เริ่มซับซ้อนขึ้น...
ผลพวงจากการที่เขาได้เขียนมรณานุสรณ์ก็คือ คนดังเหล่านั้นเริ่มล้มตายกัน เท่านั้นยังไม่พอ เจ้านกเพนกวินของเขายังได้รับเชิญให้ไปปรากฏตัวในงานพิธีศพของคนเหล่านั้น (ด้วยค่าตัวที่สูงกว่าค่าเขียนต้นฉบับของเจ้านายมันซะอีก) มันเป็นความบังเอิญหรือเกิดจากความจงใจของใครกันแน่?
การเดินเรื่องของหนังสือไม่ถึงกับตื่นเต้นระทึกขวัญ มันดำเนินไปอย่างอืดเอื่อย ติดตามชีวิตอันอ้างว้างของวิคเตอร์ที่พยายามเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับคนอื่นที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ละบรรทัดล่อหลอกให้อยากติดตามด้วยความสงสัยว่าเบื้องหลังของเหตุการณ์เหล่านั้นคืออะไร
ความสัมพันธ์ที่วิคเตอร์มีกับคนรอบข้างมันก็แค่ชีวิตที่เสแสร้งแกล้งอยากให้เป็นตามภาพฝันในอุดมคติเท่านั้นเอง

ขอบอกว่าสำนวนการแปลของคุณรสวรรณ พึ่งสุจริตทำได้ดีทีเดียว อ่านแล้วขำอยู่ในใจบ่อยครั้งกับคำที่นำมาใช้ อยากยกตัวอย่างมาเขียน แต่เปิดหาไม่เจอแล้วค่ะ
แม้จะพบกับตอนจบที่ปวดใจ แต่ก็ยังอดที่จะชอบหนังสือเล่มนี้ไม่ได้จริงๆ ให้ตายสิเจ้าเพนกวิน

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ความสุขจากความเรียบง่าย

ได้เข้าเว็บหนึ่งไปอ่านพบเรื่องราวอันน่าประทับใจของความสุขจากการละทิ้งเพื่อสิ่งที่เรียบง่ายในชีวิต ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับคำยอดฮิตของคนไทยที่ว่า "ความพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บทความนี้แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ชาวอเมริกันเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียงกันเป็นจำนวนมาก และมันก็ส่งผลให้พวกเขามีความสุขกันมากกว่าที่เคยเป็น
เป็นการแปลแบบเก็บความและตัดทอนบางส่วนมาให้อ่านกันค่ะ (บทความต้นฉบับเต็มๆ เขียนโดย สเตฟานี่ โรเซนบลูม หาดูกันได้ที่ http://www.nytimes.com/2010/08/08/business/08consume.html?_r=2&pagewanted=all)
แทมมี่ สโตรเบล หญิงสาวชาวอเมริกัน มีอาชีพการงานดีในบริษัทชื่อดัง เงินเดือนสูง 4 หมื่นดอลลาร์ต่อปี มีอพาร์ตเมนต์หรู รถสองคัน ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย แต่เธอกลับไม่มีความสุข วันหนึ่งเธอกับสามี โลแกน สมิธ ได้ตัดสินใจก้าวออกจากวงวนเดิมๆ เหล่านี้ ทั้งคู่อยู่ในวัย 31 ปีเท่ากันได้แรงบันดาลใจจากบล็อคเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
หลังจากลาออกจากงานทั้งสองก็เริ่มต้นด้วยการบริจาคสิ่งของให้กับการกุศล ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า หนังสือ เครื่องครัว แม้แต่โทรทัศน์ ในที่สุดพวกเขาก็กำจัดรถยนต์ออกไปทั้งสองคันและหันมาใช้จักรยานในการเดินทางแทน นั่นก็เพราะได้แนวคิดจากการใช้ชีวิตด้วยสิ่งของไม่เกิน 100 ชิ้นจากเว็บไซต์หนึ่ง แล้วพวกเขาก็ทำได้ตามตั้งใจ
ปัจจุบันหลังผ่านมา 3 ปี ทั้งคู่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แบบสตูดิโอห้องเดียวขนาด 400 ตารางฟุต ในพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน พร้อมห้องครัวขนาดกระทัดรัด คุณสามีก็เรียนจบปริญญาเอกด้าน physiology ฝ่ายภรรยาก็มีความสุขกับการทำงานที่บ้านในฐานะนักออกแบบเว็บและเป็นนักเขียนอิสระ เธอเป็นเจ้าของจาน 4 ใบ หม้อ 2 ใบ เป็นเครื่องครัว และมีรองเท้าใช้เพียง 3 คู่ รายได้ 24,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งพอสำหรับค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่มี และปลอดจากหนี้สิน


ตอนนี้ทั้งคู่มีเงินเหลือพอสำหรับการเดินทางและมีทุนการศึกษาสำหรับหลานๆ และเนื่องจากไร้หนี้สิน แทมมี่จึงทำงานน้อยลง มีเวลามากขึ้นกับการท่องเที่ยวและเป็นอาสาสมัครให้กับโครงการ Living Yoga
เธอบอกว่า "ความคิดที่ว่าต้องมีเยอะขึ้นเพื่อให้มีความสุขถือเป็นความผิดพลาด ฉันเชื่ออย่างจริงใจว่าการครอบครองสิ่งของไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเลย"
คู่สามีภรรยาคู่นี้ได้ปรับปรุงนิสัยการใช้จ่ายก่อนหน้าเศรษฐกิจจะตกต่ำ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคของคนในอเมริกาในปัจจุบันนี้
"เราเปลี่ยนจากการบริโภคอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง ซึ่งก็คือซื้อโดยไม่ยั้งคิด ไปเป็นการบริโภคอย่างคิดคำนวณไว้ก่อน" มาร์แชล โคเฮน นักวิเคราะห์ของ NPD Group ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและให้คำปรึกษาด้านการค้าปลีกกล่าว
ผู้บริโภคปัจจุบันนี้เก็บออมเงินไว้มากขึ้นและใช้จ่ายน้อยลงกว่าเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการตอบสนองในด้านบวกต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น งานวิจัยชิ้นใหม่เกี่ยวกับการบริโภคและความสุขชี้ให้เห็นว่า ผู้คนมีความสุขมากขึ้นเมื่อใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ตั๋วคอนเสิร์ต การเข้าคอร์สเรียนภาษาต่างประเทศ การเรียนทำอาหาร การไปท่องเที่ยวต่างประเทศ การใช้เวลายามค่ำกับครอบครัว ดูหนัง เล่นเกม หรือแม้แต่ตั้งค่ายในสวนหลังบ้าน เป็นต้น แทนที่จะใช้ไปกับการหาซื้อวัตถุสิ่งของ นั่นเพราะพวกเขาอยากจะสร้างความทรงจำไว้มากกว่า
ประสบการณ์ทำให้เราได้หวนระลึกถึงประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยืนรอต่อแถวยาวเหยียดในสนามบิน การทำกล้องพัง การทะเลาะกับเพื่อนที่ไปด้วย "การเดินทางแม้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราก็จดจำมันได้ทั้งหมด" ศาสตราจารย์ Lyubomirsky แห่งสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติที่ดำเนินการวิจัยเรื่องความสุขกล่าวไว้
นอจากนั้นผู้คนยังมีความสุขมากขึ้นกับการวางแผนการซื้อเป็นเวลานานก่อนที่จะซื้อจริง และเลิกพยายามมีให้ได้ตามอย่างคนอื่นเพื่อสร้างสถานะทางสังคม
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้น่าจะเป็นการถาวร เพราะพวกเขาตระหนักว่าสิ่งที่ตนมีอยู่แล้วนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายคนลดปริมาณสิ่งของลงเช่นเดียวกับแทมมี่ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น ถือเป็น "การเคลื่อนไหวเพื่อกลับคืนสู่สามัญ" โดยให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้นและเลิกใส่ใจกับความหรูหราและสถานภาพทางสังคม นอกจากนั้นการใช้เวลาไปกับการพักผ่อนจะช่วยทำให้การยึดโยงกับสังคมเข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความสุขมีเพิ่มมากขึ้นอีกเช่นกัน
ศาสตราจารย์ Lyubomirsky ได้พูดถึงปรากฏการณ์ที่เราพบนั้นคือ ผู้คนต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือร้ายเพื่อรักษาระดับความสุขให้คงที่ แต่ปัญหาก็คือเราคุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างรวดเร็ว "พอเราซื้อบ้านหลังใหม่ เราก็เริ่มคุ้นเคยกับมัน" เมื่อเวลาผ่านไปของที่ซื้อมาใหม่ให้ความรู้สึกเฉยๆ ธรรมดา จนกระทั่ง "เราเลิกพอใจกับกันมัน" และแน่นอนว่าเราจะเริ่มซื้อหาของใหม่ๆ อีกครั้ง
ต่างจากความพอใจที่ได้รับจากประสบการณ์ที่พวกเขาไม่ได้ซึมซับมันในครั้งเดียว แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
อีกรายที่ละทิ้งเพื่อความสุขนั่นคือ โรโค เบลิค นักสร้างภาพยนตร์แห่งลอสแองเจิลลิส ผู้ทึ่เคยเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Happy หลังจากทำงานหนังเรื่องนี้แล้วก็ก็ย้ายจากบ้านชานเมืองในซานฟรานซิสโกไปยังมาลิบู เพราะที่ซานฟรานซิสโกแม้จะสวยแต่เขาก็ไปเล่นเซิร์ฟไม่ได้

"ผมย้ายไปอยู่ในชุมชนบ้านรถเทรลเลอร์" เบลิคกล่าว "ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนแท้จริงแห่งเรกที่ผมเคยอาศัยอยู่เลยครับ" ตอนนี้เขาได้เซิร์ฟ 3- 4 ครั้งต่อสัปดาห์ "มันทำให้ผมมีความสุขมากขึ้นจริงๆ นะครับ ทุกสิ่งที่เราเคยเรียนรู้ว่าช่วยสร้างความสุขได้ ทั้งซื้อรถใหม่ทุกสองปี ซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นล่าสุด พวกนี้ไม่ทำให้มีความสุขเลย"
ในหนังสารคดีของเขาแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความสุขนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือความสัมพันธ์อันเข้มแข็งกับผู้อื่น
การซื้อหาสิ่งของที่หรูหราฟุ่มเฟือยมีแต่จะนำเราเข้าสู่วังวนแห่งการห่างเหินจากผู้คน เหมือนกับการแข่งขันกันของเพื่อนบ้านที่จะมีให้ได้อย่างเขา แต่หากเราใช้ชีวิตด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับผู้คนอื่น มันก็จะทำให้เรามีความสุขยิ่งขึ้น



เรียบเรียงและตัดทอนจาก http://www.nytimes.com/2010/08/08/business/08consume.html?_r=2&pagewanted=all
เว็บไซต์หนังสารคดี Happy http://thehappymovie.com/trailer/
เว็บไซต์ของแทมมี่ สโตรเบล http://rowdykittens.com/

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สารพัดสัตว์ : หมารับแขก ...งานนี้แมวไม่เกี่ยว


วันก่อนไปร้านซ่อมมอร์ไซค์ แฟนไปซ่อมสายเบรคก็เลยนั่งคอย เจ้านี่ก็มารับแขกทันที..





อากาศร้อนมาก มีรถไอติมกะทิผ่านมาเลยไปซื้อมากิน เจ้านี่ก็เจ๋อเข้ามาทันที (อีกเช่นกัน)





ไม่มาเฝ้าเปล่า เอาคางเกยบนขากางเกง พี่แกเดินเข้ามาวางคางแหมะบนกางเกงแบบไม่ร
อช้า พลางทำตาพริ้ม อ้อนซะ ...ตักข้าวเหนียวบนไอติมวางบนพื้น มันดมๆ แล้วก็เลยเดินหนี ทิ้งไว้ทั้งรอยน้ำลายบนขากางเกงกับข้าวเหน
ียวบนพื้น (ต้องตักไปทิ้ง)

จบแล้ว ...อ้อ กลับบ้านรีบเปลี่ยนกางเกงและล้างขาด้วยสบู
่ เดี๋ยวจะพาเชื้อมาติดแมวๆ ที่บ้านอีก ...จบจริงๆ แหละ :-)






วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ชะตากรรมนกน้อย





ต้นไม้ที่ปลูกไว้ตั้งแต่เริ่มย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและร่มครึ้ม เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด นกกระจอกไม่ได้อาศัยอยู่ แต่จะเป็นขาจรมาเยี่ยมเยือนที่บ้านพร้อมเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ นกเอี้ยงมาบ้างเป็นบางเวลา มาแต่ละครั้งก็ทำให้นกอื่นๆ แตกฝูงกันไปหมด เพราะความเกเรของมัน

นกอื่นๆ ที่มาบ้างประปรายก็คือนกกางเขน มาถึงก็ร้องเสียงดัง พร้อมโฉบบินต่ำลงมาล่อแมวเหมียวที่บ้านเล่น นกกระปูดก็เคยบินมาเกาะอยู่บนยอดไม้สูง นกปรอดชอบนักล่ะกับการบินมาจิกกระจกส่องหลังของมอร์ไซค์เล่น เคยเห็นนกกรงหัวจุกครั้งหนึ่งนานมาแล้วอีกด้วย นกฮูกก็หายไปแล้วหลังจากเคยมาเยี่ยมเยือนกันทุกค่ำคืนพร้อมเสียงร้องแกร๊กกกก แกร๊กกกก (เอ๊ะ หรือจะเป็นนกแสก)

นกเขาสิเป็นนกที่มาทำรังที่ต้นไม้ในบ้านบ่อยมาก จำนวนก็ไม่ได้น้อยกว่านกกระจอกเลย ดังนั้นรอบบ้านนอกจากเสียงหมาที่มีทั้งคนเลี้ยงและไม่ได้เลี้ยงล้อมรอบบ้าน 4 ด้าน ก็ยังมีเสียงนกไว้ให้ฟังเล่นเพลินใจ ที่บ้านจึงมีกระปุกเม็ดข้าวฟ่างอาหารนกไว้หน้าบ้าน ไว้โปรยเลี้ยงนก

เมื่อวานโปรยอาหารไว้ที่ลานหน้าบ้าน นกกระจอกมาจิกกินนับสิบตัว พร้อมกับนกเขาอีก 2-3 ตัวมาร่วมด้วย

เมื่อมีนกมาทำรังแน่นอนว่าต้องมีลูกนกที่ต้องหัดบิน และอาจตกสู่ปากแมวเหมียว 4 ตัวในบ้านได้ เคยมีบ้างที่นกตายเพราะช่วยเหลือไม่ทัน แต่ก็มีที่รอดไปได้ เมื่อคืนก่อนนอนเจ้าบุญแต่งแมวผอมบางที่บ้านไปได้นกเขามาจากไหนไม่รู้ เป็นนกเขาที่เพิ่งโต บนพื้นเกลือนกลาดไปด้วยขนอ่อนของนกตัวนี้ สามีจับมันออกจากปากเจ้าแมวนักล่าเพื่อเอาไปปล่อย เขาบอกว่าเห็นมีเลือดแถวข้างลำตัว ไม่รู้จะรอดผ่านคืนนี้ไปได้หรือเปล่า

ตอนนั้นก็ 3 ทุ่มกว่าแล้ว จะปล่อยก็ไม่รู้จะปล่อยยังไง เลยเอากรงมาใส่มันแขวนไว้สูงๆ แต่เปิดประตูทิ้งไว้ ก่อนนอนไปแอบดู มันหายไปจากกรงแล้ว เช้าขึ้นก็ไปด้อมๆ มองๆ หาแต่ไม่เห็น สายๆ ถึงเห็นว่ามันอยู่ตรงลานหน้าบ้าน (ที่แมวออกมาไม่ได้) ยืนผงกหัวไปมาตลอดเวลา จำได้เพราะขนตรงหลังกับปีกของมันยับเยิน หายไปเป็นกระหย่อมๆ

เลยเอาอาหารนกไปโปรยให้มัน มันก็เดินหนีไปหลบนิดหน่อย พอคนกลับเข้าบ้านมันก็ไปยืนผงกหัวเหมือนเดิม ท่าทางคงยังบินไม่ไหว ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะหายดี

สงสัยว่าเมื่อคืนมันคงไปเกาะกิ่งไม้นอนอยู่ในบริเวณหลังบ้านที่เราปล่อยให้แมวออกไปวิ่งเล่น แต่ด้วยด้อยประสบการณ์เลยเกาะกิ่งไม้ต่ำไปหน่อย ก็เลยเสร็จเจ้าแมวแต่งของฉัน

ได้แต่หวังว่ามันคงหายดีโดยเร็ว เพราะหน้าบ้านแม้จะไม่มีแมว แต่ก็มีสัตว์อื่นที่ไม่น่าไว้ใจอยู่ เช่น งู ตุ๊กแก หนู บางครั้งก็มีเจ้าตะกวดตัวเล็กๆ หลงเข้ามาอีกด้วย

บ้านสารพัดสัตว์จริงๆ นะเนี่ย

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อ่านหนังสือ : Outliers องค์ประกอบหลากหลายของความสำเร็จ



ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็อยากประสบความสำเร็จ เรามักได้ยินเรื่องราวของผู้ประสบความสำเร็จในโลกนี้กันมากมาย โดยมักมุ่งเน้นไปที่ความสามารถและความอุตสาหะพยายามของคนผู้นั้นที่พาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ตนเองฝันไว้ ดังนั้นก็เลยมีคำสอนที่มักชี้แนะเราๆ คนธรรมดาว่าจะประสบความสำเร็จได้ด้วย "ความพยายาม"
โดยส่วนตัวก็สงสัยนะว่าถ้าแค่ความพยายาม ทำไมบางคนถึงไปไม่ถึงฝันกันล่ะ มันมีอะไรที่แตกต่าง หรือว่ายังพยายามไม่พอ
หนังสือเรื่อง Outliers อาจถือว่าช่วยอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ ที่บอกว่า "อาจ" ก็เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าผู้เขียนเพียงต้องการนำเสนอความสำเร็จเพียงในมุมมองส่วนตัวที่เขาเชื่อหรือเปล่า ดังนั้นจึงคัดกรองเฉพาะสิ่งที่ตนเอง "เชื่อ"
ขอบอกว่าหนังสือเล่มนี้มัลคอล์ม แกลดเวลล์ เขียนได้น่าอ่านน่าติดตามมาก ด้วยการยกตัวอย่างบุคคลที่มีตัวตนจริง เล่าเรื่องอย่างมีสีสัน และทิ้งค้างไว้ให้เราหาคำตอบในตอนท้าย แม้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน 9 บท แต่เนื้อหาทั้งหมดกลับผูกโยงกันได้เป็นแนวคิดเดียวกัน
นั่นคือความสำเร็จนั้นนอกจากจะเกิดจากความเพียรพยายามของคนผู้นั้น มันยังต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อม นั่นคือ "โอกาส"
โอกาสของผู้เขียนนั้นก็มาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งช่วงเวลาที่คนผู้นั้นเกิด ความก้าวหน้าในด้านนวตกรรมใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น ชนชั้น ทรัพย์สมบัติ เชื้อชาติ สภาพการเลี้ยงดูภายในครอบครัว และอื่นๆ
เช่น บิล เกตต์กับสตีฟ จ๊อบส์ ทั้งคู่มีช่วงปีเกิดที่ใกล้เคียงกัน เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น คอมพิวเตอร์ที่แต่ก่อนเป็นระบบเมนเฟรม ก็เข้าสู่ยุคที่มีการใช้งานที่ง่ายขึ้นและมีโอกาสใช้งานได้บ่อยขึ้น เมื่อผนวกกับความเพียรและสติปัญญา พวกเขาจึงสามารถต่อยอดพัฒนาคอมพิวเตอร์ในแบบของตัวเองได้ ผู้เขียนยังได้อธิบายด้วยว่าหากว่าทั้งคู่เกิดก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้นไป 3-4 ปี ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่ใช่แบบนี้ เพราะหากเกิดก่อนหน้า พวกเขาก็จะได้เข้าสู่วัยทำงานที่ต้องการความมั่นคง ทำให้ไม่มีโอกาสมาทุ่มเทชีวิตให้กับการสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้ หากเกิดหลัง พวกเขาก็คงทำได้แค่เป็นผู้ตาม ไม่ใช่ผู้นำเช่นทุกวันนี้
ในหนังสือยังได้ยกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ที่มีการเปรียบเทียบคนที่มีภูมิหลังที่แตกต่างกันว่าส่งผลต่อความสำเร็จได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีไอคิวที่เท่ากัน
ถือเป็นหนังสือที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง ที่ทำให้เห็นมุมมองของความสำเร็จที่แตกต่างจากที่เราเคยเข้าใจ และอาจช่วยให้เราได้ประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง
และสิ่งหนึ่งที่แทรกอยู่ในหนังสือก็คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จก็คือผู้นำที่ที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่ผู้ตามที่คอยลอกเลียนแบบชาวบ้านเขา
หมายเหตุ : ถ้าใครเคยค้นหาข้อมูลบางอย่างทางเว็บภาษาไทยบ้านเรา เราจะพบว่าเรามี "นักลอก" อยู่เป็นจำนวนมาก ที่ลอกอย่างเดียว ไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าเขาพิมพ์ผิด หรือไม่พยายามสักนิดที่จะดัดแปลงคำพูด ดังนั้นการเรียนการสอนของเราที่ให้นักเรียนนักศึกษาค้นหาข้อมูลเองนั้นคงจะทำได้ยาก เพราะเปิดไป 4-5 เว็บก็ยังเป็นข้อมูลเดียวกัน จนไม่มีอะไรที่แปลกใหม่หรือคิดต่าง ใครที่อ่านภาษาอังกฤษออกก็โชคดีไป เพราะข้อมูลของเขาเยอะกว่ามาก
เลิกซะเถอะนะคนที่ชอบทำแบบนี้ เขียนอะไรที่ผิดบ้างพลาดบ้างก็ยังดีกว่าไปลอกก๊อบเขามาทั้งดุ้นแบบไร้สมอง

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เล่นเกม : เกมกับตู้ปลา



ช่วงนี้กลับมาเล่นเกมบนเน็ตอีกรอบ หลังจากเลิกไปซะดื้อๆ ในครั้งก่อน ครั้งนี้กลับมาเล่นก็เนื่องจากความเบื่อ มันเป็นเกมบน Facebook ที่เหมือนเด็กเล่นขายของ

โดยส่วนตัวชอบเกมพวกขายอาหารในร้าน หน้าที่ของเราก็คือเปิดร้าน จัดวางเฟอร์นิเจอร์ ทำอาหารออกมาขาย จ้างลูกจ้างมาทำงาน เสร็จแล้วก็นั่งรอให้อาหารเสร็จเพื่อยกมาเสริฟ แล้วก็นั่งดูลูกค้าเดินเข้าออกร้านกันขวักไขว่

จากนั้นก็นำเงินที่ได้เพิ่มพูนมาทำอาหารเพิ่มเพื่อขายในร้าน แล้วก็ตกแต่งร้าน ทั้งซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเพิ่มเติม และถ้ามีเงินเหลือก็ตกแต่งร้านให้สวยสดงดงาม

แล้วก็มานั่งดูลูกค้าเดินไปเดินมา แล้วก็ทำอาหาร แล้วก็... วนกันไปเรื่อยๆ เป้าหมายก็เพื่อเพิ่ม Level ซึ่งก็จะส่งผลให้มีอาหารให้เลือกทำมากขึ้น

ปัญหาที่มักพบในเกมพวกนี้ก็คือเราต้องเข้ามาจัดการเสริฟอาหารให้ทันเวลาหลังจากมันปรุงสุก มิฉะนั้นมันก็จะเน่าหรือไหม้คาเตา มันก็ส่งผลให้พวกบ้าเกมต้องจัดตารางเวลาการเข้ามาเล่นเกมให้ตรงกับเวลาอาหาร เหมือนกับปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันไปเลยก็เพื่อเกม

เช่น ถ้ารู้ว่าพรุ่งนี้ต้องไปนอกบ้านทั้งวันและไม่มีเวลามาเสริฟอาหาร คุณก็ต้องทำอาหารที่ใช้เวลาปรุงนานๆ สัก 1 วัน เป็นต้น

ฟังแล้วเหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย เพื่ออะไรล่ะ ฉันเองก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกัน

พอมานั่งวิเคราะห์พบว่าส่วนใหญ่ที่เล่นเกมก็เพื่อแก้เบื่อยามที่ไม่รู้จะทำอะไร ทั้งๆ ที่เกมมันก็ไม่มีอะไรซับซ้อนให้ต้องบู๊หรือเคลื่อนไหวอะไรมากมาย แต่มันเหมาะกับนิสัยฉันล่ะมั้งที่ชอบนั่งมองอะไรไปเรื่อยเปื่อย มันเหมือนกับเวลาคุณให้อาหารปลาในตู้ จากนั้นก็นั่งมองให้มันว่ายไปว่ายมาอยู่ในตู้กระจกสี่เหลี่ยม

ว่ายไป ว่ายมา ว่ายไป ว่ายมา

ด้วยนิสัยขี้เบื่อเช่นกัน ตอนนี้ก็เริ่มจะเบื่ออีกแล้วล่ะ เบื่อเกม คงจะถึงเวลาทิ้งมันไปอย่างไม่อาลัยอีกรอบ แล้วค่อยมาพบกันใหม่ยามเบื่อ อย่างน้อยเกมพวกนี้ก็ดีกว่าปลาตู้อยู่หน่อยนึงล่ะตรงที่เราทิ้งมันไปได้เฉยๆ โดยไม่ทำให้ปลาต้องตาย 




วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ดูหนัง : Up In The Air ความงดงามเมื่อมองจากท้องฟ้า


เมื่อมองจากที่สูงเช่นบนเครื่องบิน เราจะมองเห็นพื้นดินเป็นรูปทรงต่างๆ ดูแปลกตาสวยงาม มันให้ความรู้สึกอิสระที่จะไปไหนก็ได้

นั่นคงเป็นความรู้สึกเดียวกับไรอันผู้ซึ่งรักการบินเป็นชีวิตจิตใจ เขาทำตัวให้ปลอดจากความผูกพันทุกอย่างทั้งในรูปของวัตถุและจิตใจ เขายังสอนให้ผู้อื่นละทิ้งวัตถุทั้งหลายทั้งรูปภาพ สิ่งของ ทีวี ตู้เย็น บ้าน รวมถึงละทิ้งความสัมพันธ์กับครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง

ทั้งหมดก็เพื่อให้ตัวเองเบาขึ้น ปลอดจากภาระความรับผิดชอบทั้งหมด และเป็นอิสระที่จะใช้ชีวิตอยู่บนที่สูง

เป้าหมายเดียวของเขาก็คือสะสมไมล์ในการบินครบ 10 ล้านไมล์

งานของเขาก็เหมือนจะล้อเลียนหลักการในการดำรงชีวิตของเขาอยู่ไม่น้อย เขาทำหน้าที่ตัวแทนในการแจ้งปลดพนักงานออกจากบริษัทต่างๆ ที่ไม่กล้าจะทำหน้าที่นี้ด้วยตัวเอง เปรียบเหมือนกับการปลดภาระหน้าที่อันหนักอึ้งออกจากบ่าของพนักงานที่ตกงานเหล่านั้น

ปฏิกิริยาที่เกิดกับทุกคนที่เขาแจ้งปลดจากตำแหน่งก็คือช็อค เสียใจ ฟูมฟาย จนไรอันต้องทำหน้าที่ปลอบและเตือนสติให้เขาตั้งหลัก ครั้งหนึ่งไรอันได้คุยกับพนักงานว่าการปลดจากงานครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสครั้งใหม่ให้เขาได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบและเคยละทิ้งมา เพื่อทำสิ่งที่รักอย่างแท้จริง

จนเมื่อวันหนึ่งเกิดเหตุให้เขาได้พบผู้หญิง 2 คนที่ดึงให้เขากลับลงสู่พื้นโลก

คนหนึ่งคือนาตาลี พนักงานใหม่ที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนการทำงานของบริษัทที่ทำให้เขาไม่ต้องออกเดินทางไปไหนมาไหนอีกต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบ ดังนั้นเขาจึงพานาตาลีออกไปเปิดหูเปิดตาในการทำงานจริง และทำให้เธอได้พบว่าการแจ้งปลดพนักงานออกนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็นเลย เธอคนนี้ได้สะกิดให้เขาเริ่มกลับมาคิดถึงเรื่องของความสัมพันธ์กับผู้คนอีกครั้ง

ผู้หญิงอีกคนคือคนที่เขาพบในระหว่างเดินทาง อเล็กซ์ที่ดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่กับการเดินทางเช่นเดียวกับเขา จากความสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืน ได้ส่งผลให้เขาเกิดความต้องการอยากปักหลักบนพื้นดินอีกครั้ง

แต่เมื่อมองจากบนท้องฟ้า เรามักมองไม่เห็นรายละเอียดที่งดงามและอัปลักษณ์แท้จริงบนพื้นดิน ดังนั้นเมื่อเขาพยายามกลับลงสู่พื้นดิน เขาจึงมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น พบทั้งความรัก ครอบครัว ความผิดหวัง ความเสียใจ แม้สำนึกอยากกลับลงสู่พื้นดิน แต่กลับไร้ที่ยึดเหนี่ยวใดๆ สำหรับเขา

ในขณะที่ใครหลายคนหลุดพ้นจากพันธนาการ หรือการงานที่ตนเองเกลียดชังได้ด้วยฝีมือของเขา ตัวไรอันเองกลับยังต้องจมอยู่กับการเดินทางบนเครื่องบินเพื่อไปแจ้งข่าวร้ายให้กับผู้คนอยู่ตลอดไป

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : สัปดาห์แ่ห่งจักรยาน


ช่วงนี้เอารถไปซ่อม ชีวิตเลยต้องพึ่งจักรยาน ปกติถ้าไปไหนไม่ไกลนักก็มักเอาจักรยานออกน่ะแหละ แต่ถ้าไกลๆ ก็จะเอารถออก
เราไม่ใช่คนใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เลยไม่ค่อยคุ้นเคยนักทั้งแรงกายและแรงใจ
แรงใจนี่เกี่ยวด้วยเหรอ ...เกี่ยวสิ โดยเฉพาะกับการร่วมถนนหนทางกับรถยนต์ที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจ เขาเร่งรถเฉียดผ่านตัวเราไปนิดเดียว ...ไม่เหลือที่ไว้สำหรับความผิดพลาดเลยสักนิด... ใจหายใจคว่ำได้ตลอด
วันก่อนมีธุระต้องไปธนาคารในห้างแถวบ้าน ถ้าไปรถสาธารณะ (เดินไปขึ้นมอร์'ไซค์รับจ้างหน้าหมู่บ้าน -> รถเมล์ท้องถิ่น 2 ป้ายรถ -> ข้ามสะพานลอย -> รถเมล์ท้องถิ่น -> ข้ามถนน -> มอร์'ไซค์รับจ้าง) ก็คงเหนื่อยอยู่ ไหนจะตอนรอรถเมล์อีก เสียเวลา ตัดสินใจปั่นจักรยานไปเอง ลองคำนวนระยะทางน่าจะอยู่สัก 2-3 กิโลเมตร เดินเอายังไหว ไปจักรยานทำไมจะไม่ได้
เลยปั่นไปเรื่อยๆ สบายๆ โชคดีที่ขาไปรถบนถนนใหญ่ไม่เยอะเท่าไร บ่อยครั้งที่มีช่วงรถว่างนาน ค่อยๆ ปั่นไปเรื่อยๆ เก็บเหงื่อไว้ก่อน เดี๋ยวจะเหม็นซะ
ข้อเสียของการปั่นจักรยานไปไหนมาไหนในไทยก็คงจะอยู่ตรงนี่แหละ อากาศร้อนเหนอะหนะ กว่าจะปั่นถึงจุดหมายตัวก็เหม็นซะแล้ว ไหนจะไม่มีทางจักรยานอีก เสี่ยงชีวิตมาก
ขากลับผจญภัยมากหน่อย ต้องปั่นสวนทางรถผ่านช่วงที่เป็นโรงปูน ตรงนั้นมีฝุ่นเยอะมาก ปลิวเข้าหน้าเข้าตาตลอด (ขามาไม่เป็นไรเพราะปั่นตามกระแสลม) ต้องหรี่ตาแล้วรีบๆ ปั่นผ่านมา แล้วยังต้องกลั้นหายใจเป็นระยะๆ ไม่ให้ฝุ่นเข้าปอด
ในที่สุดก็กลับถึงบ้านได้ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร
และที่สำคัญ ...รอดชีวิตกลับมาได้แล้ว เย้
วันนี้ก็ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของสนพ. freeform เรื่อง Seven Wonders for A Cool Planet
เขาเขียนถึงเรื่องจักรยานเอาไว้ด้วยล่ะ
ถ้าใครสนใจก็ลองหาซื้อมาอ่านได้ เป็นสารคดีที่สนุกดีเหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ดูหนัง : The Hurt Locker สงครามนี้เพื่อใคร

ในที่สุดเมื่อวา่นก็ได้ดู The Hurt Locker แล้ว เป็นหนังที่ดูสนุกทีเดียวล่ะ เรื่องราวตามติดการทำงานทีมกู้ระเบิดในอิรัค
ชีวิตของนักกู้ระเบิดแค่ก้าวเข้ามาในสมรภูมิก็เท่ากับลงชื่อตายไปแล้วล่ะ เราจะเห็นว่าเขามีเสื้อเกราะใส่เก้งก้างเพื่อไปกู้ระเบิด ทั้งที่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไรนักหากว่าโดนแรงปะทะแรงๆ ดังนั้นในฉากหนึ่งเมื่อพบกับระเบิดขนาดใหญ่ เขาก็เลยถอดทุกอย่างออก แล้วกู้ระเบิดโดยไม่มีชุดเกราะ

ภาพการกู้ระเบิดที่มักเห็นในหนังแอคชั่นของฮอลีวู๊ดไม่มีในนี้เสียล่ะ ไม่มีการตัดสายสีเขียวหรือสีแดงก่อน มีแค่การเสี่ยงดวงว่าอาจจะมีใครกดระเบิดระหว่างการเก็บกู้หรือเปล่า ดังนั้นการทำงานเป็นทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะทีมที่มาด้วยกันจะช่วยคอยระวังรอบข้างให้

เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้กล่าวร้ายหรือต่อว่าใครว่าผิดหรือถูก ไม่มีพระเอกหรือผู้ร้าย มีแต่ชีวิตของเบี้ยตัวเล็กๆ ในกระดานของผู้ปกครองประเทศที่จะส่งไปตายเพื่ออำนาจของตัวเอง
คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชนธรรมดาและทหารชั้นผู้น้อย
ยังคิดเลยว่าหากไม่มีความโลภ จนก่อให้เกิดสงคราม บ้านเมืองของตนเองก็คงไม่ย่อยยับจนถึงขนาดนี้

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ดูหนัง : Dexter นักชำแหละมนุษย์

ซีรีส์ Dexter เรื่องราวฆาตกรต่อเนื่องที่ชำแหละความเป็นมนุษย์ได้อย่างคมกริบเหมือนมีดที่ใช้ชำแหละเหยื่อของเขา ติดตามจากซีซัน 1 ไปจนถึงตอนจบของซีซัน 4 ที่ช็อคความรู้สึกจริงๆ
ระหว่างรอซีซัน 5 จึงไปหาหนังสือ Darkly Dreaming Dexter ที่แปลและจัดพิมพ์โดยอมรินทร์ ในชื่อว่า "หรือว่าผมฆ่า" มาอ่านเพื่อรำลึกถึงความหลัง
หนังสือเล่มนี้เคยอ่านมาแล้วในช่วงที่ออกวางขายใหม่ๆ แล้วก็ขายไปเป็นหนังสือมือสอง (ที่เว็บ www.tortaobooks.com) แล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่บันทึกในความทรงจำแทบจะไม่เหลืออะไรเกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือเลย จำได้แต่ฆาตกรคือใครและเพราะเหตุใดเด็กซ์เตอร์ถึงเป็นเช่นนี้
ด้วยความอยากลองอ่านดู ก็เลยไปเช่ามาอ่าน การเดินเรื่องในหนังสือกับซีรีส์มีคล้ายกันบ้างในช่วงต้นๆ ของหนังสือ แล้วก็ปรับเปลี่ยนจนฉีกไปอีกแนวหนึ่งไปเลย
ตามปกติฉันมักผิดหวังกับการเอาหนังสือมาทำเป็นหนัง แต่ครั้งนี้กลับกัน ฉันชอบเด็กซ์เตอร์ที่เป็นซีรี่ส์มากกว่า อาจเป็นเพราะในซีรีส์นอกจากการวิจารณ์ความเป็นมนุษย์ฺแล้ว ในเรื่องยังมีพูดถึงความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องไว้อย่างน่าติดตาม และเด็กซ์เตอร์ดูจะมีความเป็นมนุษย์มากกว่าที่บรรยายไว้ในหนังสือ ที่พออ่านจบแล้วยังรู้สึกถึงอารมณ์ที่ขาดๆ เกินๆ ยังไงไม่รู้
สำหรับซีซัน 5 เห็นว่าจะเริ่มออกฉายในเมกาเดือนกันยายน 2553 (2010) คงต้องรอกว่าจะได้ดูในไทย


วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : เสียดายเวลา


เมื่อตะกี้ สามีเผลอเหยียบแว่นตาจนกระจกบิ่นและหลุดออกจากกรอบ ตัวกรอบก็บิด คิดออกอย่างเดียวก็คือ "ต้องเสียตังค์อีกแล้ว" แต่ก็ไม่อยากให้เขาคิดมาก เลยเฮฮาไปตามเรื่อง

ในช่วงก่อนที่มีงานทำกินเงินเดือน มีเงินเก็บ สิ่งนี้ก็ไม่ค่อยเดือดร้อนสักเท่าไร แต่เมื่อเริ่มต้นปีนี้ เงินเริ่มหดหายไปอย่างต่อเนื่องจนประหวั่นว่างานที่เก็บเงินได้ยังมาไม่ถึงสักงาน แล้วจะมีเงินพอมั้ยเนี่ย

นึกย้อนกลับไปช่วงออกจากงานเมื่อราวปีครึ่งก่อน หลังจากนั้นฉันก็กลับมาอยู่บ้านเหมือนคนขี้เกียจ วันๆ ก็ดูหนัง ไม่ก็นอน งานก็ไม่ค่อยขวนขวายหา กินใช้แบบสบายใจ ดูเหมือนเวลามีอยู่เหลือเฟือ ใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ ด้วยข้ออ้างว่าขอชาร์ตแบต หลังจากหมดไฟไปกับการทำงานประจำจนถึงขั้นติดลบ

แต่พอเริ่มรู้ตัว พยายามแคะตัวเองออกจากความขี้เกียจ ตอนนี้เริ่มออกไปรับงานมาทำ งานก็รู้เห็นเป็นใจ ประดังกันเข้ามาพร้อมๆ กัน ไอ้เราก็งก รับไว้ทุกงาน ไหนจะเจอภาระในครอบครัวบางอย่างที่ต้องช่วย แมวก็มาป่วย งานบ้านก็ยังเหลืออีกเยอะให้รอทำ แถมบางครั้งมีงานช่วยเพื่อนอีก ทุกอย่างประดังกันเข้ามาพร้อมๆ กัน

นึกย้อนให้เสียดายเวลาที่ทิ้งขว้างไปตอนนั้นจัง ถ้าเก็บเอาไว้ได้ก็คงดี แต่จะทำยังไงได้ หลังจากสบายมาตลอดทั้งปี ตอนนี้ก็ต้องถึงเวลาชดใช้กรรมแล้ว

ชีวิตมันไม่แน่นอนจริงๆ มีขึ้นมีลง ได้แต่บอกตัวเองว่า อย่าประมาทจะดีกว่า


วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ผู้เสพติดเทคโนโลยี



ในตอนนี้มองไปทางไหนต้องเห็นร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่อยู่ทุกถนน ทุกตรอกซอกซอย และมีคนใช้บริการได้ตลอด ได้มองเห็นเด็กวัยรุ่นกดปุ่มบน BB เครื่องเก่งกันตลอดเวลา แม้แต่ตัวคุณเองก็เถอะน่า พอว่างก็ต้องขยับเก้าอี้มานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วก็เริ่มเข้าสู่... โลกออนไลน์
ใช่ไหมละคะ
วันไหนเน็ตล่ม คอมเสีย มือถือไร้สัญญาณ ...ก็จะออกอาการหงุดหงิดกระวนกระวายไม่ได้ดังใจ พยายามทุกวิถีทางที่จะออนไลน์ให้ได้ อาการแบบนี้เขาเรียกว่า "ผู้เสพติดเทคโนโลยี"
แม้จะฟังดูไม่เป็นอันตราย แต่ในความเป็นจริงแล้วมีผู้คนจำนวนมากที่ใช้เวลาจำนวนมากไปกับโลกเสมือนจนส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาในชีวิตจริง
ตัวอย่างล่าสุดเกิดขึ้นที่เกาหลีใต้ที่คู่สามีภรรยาปล่อยให้ลูกที่ยังแบเบาะหิวจนตายในขณะที่เล่นเกม role-playing เป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อเนื่องยาวนาน
พฤติกรรมการเสพติดแบบนี้ส่งผลเสียอย่างมากเลยนะคะ
ขณะนี้โรงพยาบาลในลอนดอนแห่งหนึ่งมีโปรแกรมสำหรับบำบัดผู้เสพติดเทคโนโลยีกันแล้ว โดยโปรแกรมนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับคนหนุ่มสาวที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานเว็บไซต์ประเภท Social Network และผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ
คนที่เสพติดเทคโนโลยีนั้นจะเป็นคนพวกที่ "กระสับกระส่ายและหงุดหงิดเรื้อรัง" ดร.ริชาร์ด เกรแฮมผู้ก่อตั้งการบำบัดนี้กล่าว
ดร.เกรแฮมเป็นที่ปรึกษาการเสพติดเทคโนโลยีที่โรงพยาบาลคาปิโอไนติงเกล โปรแกรมการบำบัดของดร.เกรแฮมนั้นใช้เวลาทั้งสิ้น 28 วัน แต่มันไม่ใช่โปรแกรมที่บีบบังคับให้คนเลิกใช้เทคโนโลยีโดยสิ้นเชิง เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามไม่ให้ผู้คนปัจจุบันหลีกหนีจากเทคโนโลยีที่ล้อมรอบตัวเราและถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตได้ สำหรับตอนนี้การบำบัดมีอยู่เฉพาะกับคนไข้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น ไม่มีการบำบัดแบบออนไลน์
มาร์ค กริฟฟิธส์ ศาสตราจาร์แห่งมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮมเทรนต์กล่าวว่า จำนวนของผู้ที่เสพติดเทคโนโลยีอย่างจริงจังนั้นยังค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเกมออนไลน์ทั้งหลายนั้นมีความแตกต่างจากเกมที่เล่นบนเครื่องแบบสแตนอโลน เพราะเกมออนไลน์เป็นเกมที่ไม่มีสิ้นสุด และยังกล่าวอีกว่าผู้ที่มีพฤติกรรมเสพติดเทคโนโลยีนั้นมีอยู่สูงสุดในกลุ่มหนุ่มสาวและโดยเฉพาะในเพศชาย
ดร.เกรแฮมกล่าวว่า คนพวกนี้จะถือว่าการเข้าหน้าเว็บและตอบข้อความเป็นความสำคัญสูงสุด มันส่งผลกระทบต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน และบิดเบือนความสามารถของคนหนุ่มสาวในการเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ
ขั้นตอนการเลิกอาการเสพติดเทคโนโลยีของดร.เกรแฮมนั้นประกอบด้วย 3 ขั้นตอน เริ่มด้วยการบำบัดด้านจิตใจเพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาโดยใช้การพูดคุยแบบตัวต่อตัว
ศาสตราจารย์กริฟฟิธกล่าวว่า "การบำบัดทุกอย่างต้องเป็นการนำไปสู่การควบคุมพฤติกรรมให้ได้ เพราะคุณเลี่ยงไม่ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ หรือหนีจากเทคโนโลยีก็ไม่ได้เหมือนกัน"
ปัจจุบันการบำบัดรักษาทำอยู่ภายในโรงพยาบาลเท่านั้นไม่มีบริการบนเว็บของโรงพยาบาลทั้งนี้เพราะ "ในโลกของการบำบัดนั้น มันเป็นเรื่องที่ต้องเข้ามาอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในห้องๆ หนึ่ง นั่นคือส่วนหนึ่งของการบำบัด" ดร.เกรแฮมบอก
ในเว็บไซต์ของโรงพยาบาลก็มีตัวทดสอบระดับการเสพติดเทคโนโลยีให้คุณทดสอบตัวเอง แบบทดสอบประกอบด้วยคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับนิสัยการออนไลน์ และนิสัยเช่นนั้นส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร
ตัวของดร.เกรแฮมเองนั้นกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีนั้นทำให้เขาเหนื่อยล้า "ผมพบว่าความน่าเหนื่อยหน่ายของอุปกรณ์ของผมนั้นเพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การพัฒนาในโลกของเสียง/ภาพนั้นได้นำไปสู่งานเสียงและรูปภาพที่ดูบรรเจิด ผมคิดว่านั้นคือยาที่ช่วยผมได้นั่นเอง"
ที่มา : BBC News

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : เบื่อมากไม่ดีนะ


ความเบื่อเป็นสิ่งที่ต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างแน่นอนใช่มั้ยละคะ ไอ้เจ้าอาการเบื่อของคนเราว่าไปมันก็เหมือนกับสองสิ่งที่ขัดแย้งกันเองในตัวเอง นั่นคือใจมันคันคะเยออยากลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ร่างกายกลับไม่ยอมตอบสนองความต้องการนั้น

ฟังดูอาการเบื่อของคนเราไม่น่าจะทำอันตรายเราได้ ในความเป็นจริงนั้นความเบื่อหน่ายนั้นมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไปในตามพื้นฐานจิตใจของแต่ละคน

สำหรับความเบื่อแบบทั่วๆ ไปที่มีกันตามปกติคงไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อคนเราหรอกค่ะ แต่หากเป็นในรายของวัยรุ่นที่ขาดประสบการณ์ในการรับมือกับปัญหาชีวิต เมื่อพบกับความเบื่อที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประกอบกับสิ่งเร้าจากรอบตัว ความเบื่อธรรมดาๆ ก็จะนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงได้ เช่น การดื่มเหล้าเบียร์ หรือติดยาเสพติด

สำหรับในตัวผู้ใหญ่นั้นมีพัฒนาการในเรื่องความเบื่อแตกต่างจากวัยรุ่น ความเบื่อแบบเรื้อรังมีส่วนทำให้เกิดลักษณะนิสัยที่อาจนำไปสู่การใช้ชีวิตแบบอันตรายได้ ปัญหาของพวกผู้ใหญ่ก็อาจเป็นเรื่องงานหรือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน สิ่งเหล่านี้อาจสร้างเกลียวที่นำไปสู่ความเบื่อได้ และผู้ใหญ่เหล่านี้ก็เหมือนกับวัยรุ่นที่มักปล่อยตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอันตรายต่างๆ ได้ เช่น ติดเหล้า ติดยาเสพติด เล่นพนัน และพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

อาการเบื่อหน่ายอย่างรุนแรงนี้เกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่า รวมถึงมักเกิดมากกับคนที่เคยบาดเจ็บทางสมองและมีความผิดปกติทางอารมณ์ ในรายที่ติดยาเสพติดนั้น หากเขาเอาชนะความเบื่อได้ก็อาจทำนายได้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการเลิกยาได้เช่นกัน

ในกรณีเช่นนี้ความเบื่อถือว่าเป็นอาการของโรคและเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดพฤติกรรมอันตราย หลายคนรับมือกับมันไม่ได้และมองไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา ดังนั้นการแก้ไขต้นเหตุจึงไม่เกิดขึ้น อันจะนำไปสู่ความไม่พอใจที่เกิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองในทางวิทยาศาสตร์แล้วก็อาจพออธิบายกิจกรรมภายในสมองของคนที่มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการเบื่อขั้นอันตรายได้บ้างเหมือนกัน

ลองมาดูอารมณ์สนุกและตื่นเต้นที่เกิดกับคนเราเมื่อพบกับสถานการณ์ใหม่ๆ กันนะคะ เมื่อเกิดอารมณ์ดังกล่าว ตัวส่งสารทางด้านเคมีหรือตัวถ่ายทอดข้อมูลในระบบประสาทที่มีชื่อเรียกว่า "โดปามีน" จะไปกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่สนุกและตื่นเต้นภายในสมองของเรา แต่สำหรับคนที่มีแนวโน้มจะเป็นคนขี้เบื่อขั้นรุนแรงนั้นจะมีโดปามีนในระดับต่ำ นั่นหมายถึงต้องเกิดอารมณ์ที่ตื่นเต้นที่สูงๆ กว่าปกติเพื่อกระตุ้นสมองของพวกเขาได้

ผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายที่สมองส่วนหน้าจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการเบื่อ และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ สมองส่วนหน้านี้ก็ยังเป็นตัวควบคุมการรับรู้เวลาของเรา นั่นหมายถึงมันทำให้คนป่วยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเมื่อเกิดอาการเบื่อ

แล้วเราจะมีวิธีแก้หรือเปล่านะ

การศึกษาพบว่าคนที่บอกว่ารู้สึกเบื่อบ่อย ได้ลองบรรเทาอาการนั้นลงด้วยสิ่งขัดจังหวะสั้นๆ เช่น พักจากงานชั่วคราว หรือไปซักผ้า แต่มันก็ช่วยได้ไม่นานนักหรอก ในทางกลับกัน คนที่นั่งสมาธิ คนที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น หรือคนที่ยอมรับอาการเบื่อของตน จะประสบความสำเร็จมากกว่า

การหาเรื่องน่าสนใจใหม่ๆ กิจกรรมหรืองานอดิเรกใหม่ๆ การออกกำลังกายหรือฝึกสมอง จะช่วยลดความเบื่อลงได้ ในการศึกษาชิ้นหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นพบว่าคนที่มีความสนใจบางอย่างอย่างจริงๆ จังๆ นั้นจะมีความเคารพตัวเองสูงและมีสุขภาพโดยรวมดีกว่าคนที่ช่างเบื่อ

สำหรับกิจกรรมที่นักจิตวิทยาแนะนำก็คือกิจกรรมที่สนุกสนานมีการเคลื่อนไหว เช่น การวิ่ง หรือเล่นเทนนิส ซึ่งต้องการทักษะและความคล่องตัวมากกว่ากิจกรรมที่เฉื่อยเนือยและน่าเบื่อ แม้คุณจะทำกิจกรรมสนุกสนานในระยะเวลาที่น้อยมาก แต่มันก็จะทำให้จิตใจประชุ่มกระชวยได้ดีเชียวล่ะค่ะ

ลองค้นหากิจกรรมที่น่าสนใจทำดูสิคะ เบื่อบ่อยๆ จะทำให้จิตใจเหี่ยวเฉาลงได้นะคะ