วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อ่านหนังสือ : สตาร์บัคส์ วัฒนธรรม การค้า คาเฟอีนรสเข้ม – สงครามกาแฟอันดุเดือด


หลายปีมาแล้วที่บ้านเราได้รู้จักกับกาแฟสตาร์บัคส์ ที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยอย่างภาคภูมิใจ ด้วยราคาของกาแฟทำให้ฉันเคยย่างเท้าเข้าไปเป็นลูกค้าแค่เพียง 2 ครั้ง (เท่านั้น)
อาจเป็นเพราะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ หรืออาจไม่ใช่คอกาแฟตัวจริง หรืออาจเป็นพวกไร้รสนิยม หรือเป็นพวกไร้กำลังทรัพย์ (555) ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ฉันไม่รู้สึกว่ากาแฟของสตาร์บัคส์จะพิเศษกว่าหลายๆ ที่ที่เคยได้ชิมมา
แล้วเพราะอะไรจึงทำให้สตาร์บัคส์ก้าวขึ้นมาผงาดในตลาดร้านกาแฟได้สูงสุดอย่างนี้ล่ะ
คำตอบน่าจะอยู่ในหนังสือ "สตาร์บัคส์ วัฒนธรรม การค้า คาเฟอีนรสเข้ม" เขียนโดย เทย์เลอร์ คลาร์ก จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แสงดาว
ผู้เขียนได้วิเคราะห์และชำแหละสตาร์บัคส์ออกมาให้เราเห็นอย่างถึงกึ๋น ทำให้เราเห็นว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับสตาร์บัคส์นั้นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจอย่างที่สุด ทั้งในด้านทำเลที่ตั้ง สีสันและการตกแต่งร้าน การทำตลาด การโฆษณา ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรม "สตาร์บัคส์"
เหล่าบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังสตาร์บัคส์มีทั้งความกล้าได้กล้าเสีย ความก้าวร้าวที่พร้อมจะเหยียบย่ำคู่แข่งให้ล้มหายตายจาก ความสร้างสรรค์ในการมองหาโอกาสจากสิ่งรอบตัว รวมไปจนถึงความลุ่มหลงในกลิ่นและรสชาติของกาแฟ
กลยุทธ์ต่างๆ ของสตาร์บัคส์อาจเป็นบทเรียนให้กับธุรกิจอื่นๆ ได้เช่นกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะความยิ่งใหญ่ในทุกวันนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วยอย่างแน่นอน

อ่านหนังสือ : มาเฟียกับเพนกวิน – เกี่ยวกันยังไง?


5 ทุ่ม 37 นาที คือเวลาที่ฉันอ่าน "มาเฟียกับเพนกวิน" จบตัวอักษรสุดท้าย รู้สึกปวดใจกับบทสรุปตอนจบ เหมือนถูกทรยศยังไงยังงั้น
มาเฟียกับเพนกวิน หรือ Death and The Penguin หรือ Smeri' postoronnego แต่งโดยอังเดรย์ เคอร์คอฟ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เป็นนวนิยายที่สะท้อนภาพสังคมของยูเครน ซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
เป็นเรื่องราวของนักเขียนตกอับนามว่าวิคเตอร์ที่เฝ้าฝันอยากเขียนนวนิยาย แต่จู่ๆ ก็เกิดได้รับงานเขียนข่าวมรณกรรมของคนดัง (ที่ยังไม่ตาย) เพื่อเก็บไว้ใช้ได้ทันทียามเมื่อคนผู้นั้นตายลง ถือเป็นงานที่ให้เงินดีเลี้ยงตัวได้ แม้จะไม่ชอบแต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้เก่งฉกาจ
และเมื่ออ่านถึงย่อหน้าที่สองของหนังสือเราก็ได้พบกับเจ้ามิช่า นกเพนกวินที่ถูกสวนสัตว์นำออกมาแจกจ่ายให้กับประชาชนเพราะไม่มีเงินเลี้ยง วิคเตอร์นำมันมาเลี้ยงไว้ในแฟลตเล็กๆ เพื่อเป็นเพื่อนแก้เหงา มันเป็นคิงเพนกวินที่มีความสูงประมาณ 1 เมตร ถือว่าตัวไม่เล็กเลยสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน
"...ตั้งแต่เขาโดนแฟนทิ้งไปหนึ่งอาทิตย์ก็รู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว แต่มิช่าก็นำความเหงาโดดเดี่ยวในแบบของมันมาให้อีก ผลก็คือความอ้างว้างโดดเดี่ยวสองประเภทต่างเอื้ออาทรต่อกัน ก่อเกิดความรู้สึกต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากกว่าเพียงมิตรภาพเท่านั้น" นี่คือประโยคที่จี๊ดเข้าไปในความรู้สึกเหลือเกิน
สองชีวิตที่โดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงามาพบกัน
หลายครั้งในเรื่องที่แสดงให้เห็นภาพของนกเพนกวินที่เหงา เศร้า ฉลาด ลึกซึ้ง จนดูเหมือนกับคนที่ไม่ช่างพูด มันจะร่าเริงเป็นพิเศษตอนที่ได้เล่นในน้ำที่เย็นจัดจนผิวน้ำเป็นน้ำแข็ง ชอบเดินตามเจ้านายเหมือนหมาตัวหนึ่ง คอยปลอบโยนยามที่เจ้านายเศร้า ...อ่านแล้วรักมันจังเลย
แล้วชีวิตของวิคเตอร์ก็เริ่มซับซ้อนขึ้น...
ผลพวงจากการที่เขาได้เขียนมรณานุสรณ์ก็คือ คนดังเหล่านั้นเริ่มล้มตายกัน เท่านั้นยังไม่พอ เจ้านกเพนกวินของเขายังได้รับเชิญให้ไปปรากฏตัวในงานพิธีศพของคนเหล่านั้น (ด้วยค่าตัวที่สูงกว่าค่าเขียนต้นฉบับของเจ้านายมันซะอีก) มันเป็นความบังเอิญหรือเกิดจากความจงใจของใครกันแน่?
การเดินเรื่องของหนังสือไม่ถึงกับตื่นเต้นระทึกขวัญ มันดำเนินไปอย่างอืดเอื่อย ติดตามชีวิตอันอ้างว้างของวิคเตอร์ที่พยายามเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับคนอื่นที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ละบรรทัดล่อหลอกให้อยากติดตามด้วยความสงสัยว่าเบื้องหลังของเหตุการณ์เหล่านั้นคืออะไร
ความสัมพันธ์ที่วิคเตอร์มีกับคนรอบข้างมันก็แค่ชีวิตที่เสแสร้งแกล้งอยากให้เป็นตามภาพฝันในอุดมคติเท่านั้นเอง

ขอบอกว่าสำนวนการแปลของคุณรสวรรณ พึ่งสุจริตทำได้ดีทีเดียว อ่านแล้วขำอยู่ในใจบ่อยครั้งกับคำที่นำมาใช้ อยากยกตัวอย่างมาเขียน แต่เปิดหาไม่เจอแล้วค่ะ
แม้จะพบกับตอนจบที่ปวดใจ แต่ก็ยังอดที่จะชอบหนังสือเล่มนี้ไม่ได้จริงๆ ให้ตายสิเจ้าเพนกวิน

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ความสุขจากความเรียบง่าย

ได้เข้าเว็บหนึ่งไปอ่านพบเรื่องราวอันน่าประทับใจของความสุขจากการละทิ้งเพื่อสิ่งที่เรียบง่ายในชีวิต ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับคำยอดฮิตของคนไทยที่ว่า "ความพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บทความนี้แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ชาวอเมริกันเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียงกันเป็นจำนวนมาก และมันก็ส่งผลให้พวกเขามีความสุขกันมากกว่าที่เคยเป็น
เป็นการแปลแบบเก็บความและตัดทอนบางส่วนมาให้อ่านกันค่ะ (บทความต้นฉบับเต็มๆ เขียนโดย สเตฟานี่ โรเซนบลูม หาดูกันได้ที่ http://www.nytimes.com/2010/08/08/business/08consume.html?_r=2&pagewanted=all)
แทมมี่ สโตรเบล หญิงสาวชาวอเมริกัน มีอาชีพการงานดีในบริษัทชื่อดัง เงินเดือนสูง 4 หมื่นดอลลาร์ต่อปี มีอพาร์ตเมนต์หรู รถสองคัน ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย แต่เธอกลับไม่มีความสุข วันหนึ่งเธอกับสามี โลแกน สมิธ ได้ตัดสินใจก้าวออกจากวงวนเดิมๆ เหล่านี้ ทั้งคู่อยู่ในวัย 31 ปีเท่ากันได้แรงบันดาลใจจากบล็อคเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
หลังจากลาออกจากงานทั้งสองก็เริ่มต้นด้วยการบริจาคสิ่งของให้กับการกุศล ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า หนังสือ เครื่องครัว แม้แต่โทรทัศน์ ในที่สุดพวกเขาก็กำจัดรถยนต์ออกไปทั้งสองคันและหันมาใช้จักรยานในการเดินทางแทน นั่นก็เพราะได้แนวคิดจากการใช้ชีวิตด้วยสิ่งของไม่เกิน 100 ชิ้นจากเว็บไซต์หนึ่ง แล้วพวกเขาก็ทำได้ตามตั้งใจ
ปัจจุบันหลังผ่านมา 3 ปี ทั้งคู่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แบบสตูดิโอห้องเดียวขนาด 400 ตารางฟุต ในพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน พร้อมห้องครัวขนาดกระทัดรัด คุณสามีก็เรียนจบปริญญาเอกด้าน physiology ฝ่ายภรรยาก็มีความสุขกับการทำงานที่บ้านในฐานะนักออกแบบเว็บและเป็นนักเขียนอิสระ เธอเป็นเจ้าของจาน 4 ใบ หม้อ 2 ใบ เป็นเครื่องครัว และมีรองเท้าใช้เพียง 3 คู่ รายได้ 24,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งพอสำหรับค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่มี และปลอดจากหนี้สิน


ตอนนี้ทั้งคู่มีเงินเหลือพอสำหรับการเดินทางและมีทุนการศึกษาสำหรับหลานๆ และเนื่องจากไร้หนี้สิน แทมมี่จึงทำงานน้อยลง มีเวลามากขึ้นกับการท่องเที่ยวและเป็นอาสาสมัครให้กับโครงการ Living Yoga
เธอบอกว่า "ความคิดที่ว่าต้องมีเยอะขึ้นเพื่อให้มีความสุขถือเป็นความผิดพลาด ฉันเชื่ออย่างจริงใจว่าการครอบครองสิ่งของไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเลย"
คู่สามีภรรยาคู่นี้ได้ปรับปรุงนิสัยการใช้จ่ายก่อนหน้าเศรษฐกิจจะตกต่ำ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคของคนในอเมริกาในปัจจุบันนี้
"เราเปลี่ยนจากการบริโภคอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง ซึ่งก็คือซื้อโดยไม่ยั้งคิด ไปเป็นการบริโภคอย่างคิดคำนวณไว้ก่อน" มาร์แชล โคเฮน นักวิเคราะห์ของ NPD Group ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและให้คำปรึกษาด้านการค้าปลีกกล่าว
ผู้บริโภคปัจจุบันนี้เก็บออมเงินไว้มากขึ้นและใช้จ่ายน้อยลงกว่าเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการตอบสนองในด้านบวกต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น งานวิจัยชิ้นใหม่เกี่ยวกับการบริโภคและความสุขชี้ให้เห็นว่า ผู้คนมีความสุขมากขึ้นเมื่อใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ตั๋วคอนเสิร์ต การเข้าคอร์สเรียนภาษาต่างประเทศ การเรียนทำอาหาร การไปท่องเที่ยวต่างประเทศ การใช้เวลายามค่ำกับครอบครัว ดูหนัง เล่นเกม หรือแม้แต่ตั้งค่ายในสวนหลังบ้าน เป็นต้น แทนที่จะใช้ไปกับการหาซื้อวัตถุสิ่งของ นั่นเพราะพวกเขาอยากจะสร้างความทรงจำไว้มากกว่า
ประสบการณ์ทำให้เราได้หวนระลึกถึงประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยืนรอต่อแถวยาวเหยียดในสนามบิน การทำกล้องพัง การทะเลาะกับเพื่อนที่ไปด้วย "การเดินทางแม้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราก็จดจำมันได้ทั้งหมด" ศาสตราจารย์ Lyubomirsky แห่งสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติที่ดำเนินการวิจัยเรื่องความสุขกล่าวไว้
นอจากนั้นผู้คนยังมีความสุขมากขึ้นกับการวางแผนการซื้อเป็นเวลานานก่อนที่จะซื้อจริง และเลิกพยายามมีให้ได้ตามอย่างคนอื่นเพื่อสร้างสถานะทางสังคม
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้น่าจะเป็นการถาวร เพราะพวกเขาตระหนักว่าสิ่งที่ตนมีอยู่แล้วนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายคนลดปริมาณสิ่งของลงเช่นเดียวกับแทมมี่ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น ถือเป็น "การเคลื่อนไหวเพื่อกลับคืนสู่สามัญ" โดยให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้นและเลิกใส่ใจกับความหรูหราและสถานภาพทางสังคม นอกจากนั้นการใช้เวลาไปกับการพักผ่อนจะช่วยทำให้การยึดโยงกับสังคมเข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความสุขมีเพิ่มมากขึ้นอีกเช่นกัน
ศาสตราจารย์ Lyubomirsky ได้พูดถึงปรากฏการณ์ที่เราพบนั้นคือ ผู้คนต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือร้ายเพื่อรักษาระดับความสุขให้คงที่ แต่ปัญหาก็คือเราคุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างรวดเร็ว "พอเราซื้อบ้านหลังใหม่ เราก็เริ่มคุ้นเคยกับมัน" เมื่อเวลาผ่านไปของที่ซื้อมาใหม่ให้ความรู้สึกเฉยๆ ธรรมดา จนกระทั่ง "เราเลิกพอใจกับกันมัน" และแน่นอนว่าเราจะเริ่มซื้อหาของใหม่ๆ อีกครั้ง
ต่างจากความพอใจที่ได้รับจากประสบการณ์ที่พวกเขาไม่ได้ซึมซับมันในครั้งเดียว แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
อีกรายที่ละทิ้งเพื่อความสุขนั่นคือ โรโค เบลิค นักสร้างภาพยนตร์แห่งลอสแองเจิลลิส ผู้ทึ่เคยเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Happy หลังจากทำงานหนังเรื่องนี้แล้วก็ก็ย้ายจากบ้านชานเมืองในซานฟรานซิสโกไปยังมาลิบู เพราะที่ซานฟรานซิสโกแม้จะสวยแต่เขาก็ไปเล่นเซิร์ฟไม่ได้

"ผมย้ายไปอยู่ในชุมชนบ้านรถเทรลเลอร์" เบลิคกล่าว "ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนแท้จริงแห่งเรกที่ผมเคยอาศัยอยู่เลยครับ" ตอนนี้เขาได้เซิร์ฟ 3- 4 ครั้งต่อสัปดาห์ "มันทำให้ผมมีความสุขมากขึ้นจริงๆ นะครับ ทุกสิ่งที่เราเคยเรียนรู้ว่าช่วยสร้างความสุขได้ ทั้งซื้อรถใหม่ทุกสองปี ซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นล่าสุด พวกนี้ไม่ทำให้มีความสุขเลย"
ในหนังสารคดีของเขาแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความสุขนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือความสัมพันธ์อันเข้มแข็งกับผู้อื่น
การซื้อหาสิ่งของที่หรูหราฟุ่มเฟือยมีแต่จะนำเราเข้าสู่วังวนแห่งการห่างเหินจากผู้คน เหมือนกับการแข่งขันกันของเพื่อนบ้านที่จะมีให้ได้อย่างเขา แต่หากเราใช้ชีวิตด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับผู้คนอื่น มันก็จะทำให้เรามีความสุขยิ่งขึ้น



เรียบเรียงและตัดทอนจาก http://www.nytimes.com/2010/08/08/business/08consume.html?_r=2&pagewanted=all
เว็บไซต์หนังสารคดี Happy http://thehappymovie.com/trailer/
เว็บไซต์ของแทมมี่ สโตรเบล http://rowdykittens.com/

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สารพัดสัตว์ : หมารับแขก ...งานนี้แมวไม่เกี่ยว


วันก่อนไปร้านซ่อมมอร์ไซค์ แฟนไปซ่อมสายเบรคก็เลยนั่งคอย เจ้านี่ก็มารับแขกทันที..





อากาศร้อนมาก มีรถไอติมกะทิผ่านมาเลยไปซื้อมากิน เจ้านี่ก็เจ๋อเข้ามาทันที (อีกเช่นกัน)





ไม่มาเฝ้าเปล่า เอาคางเกยบนขากางเกง พี่แกเดินเข้ามาวางคางแหมะบนกางเกงแบบไม่ร
อช้า พลางทำตาพริ้ม อ้อนซะ ...ตักข้าวเหนียวบนไอติมวางบนพื้น มันดมๆ แล้วก็เลยเดินหนี ทิ้งไว้ทั้งรอยน้ำลายบนขากางเกงกับข้าวเหน
ียวบนพื้น (ต้องตักไปทิ้ง)

จบแล้ว ...อ้อ กลับบ้านรีบเปลี่ยนกางเกงและล้างขาด้วยสบู
่ เดี๋ยวจะพาเชื้อมาติดแมวๆ ที่บ้านอีก ...จบจริงๆ แหละ :-)