วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : จะนับศพกันอีกกี่ปี

เหมือนเป็นธรรมเนียมก่อนหยุดเทศกาลที่ทางราชการและสื่อมวลชนจะต้องออกมาป่าวประกาศเรื่องการลดสถิติอุบัติเหตุและการตายในช่วงนี้ พร้อมทั้งเสนอตัวเลขต่างๆ นานา

กี่ปีกี่ครั้งแล้วที่เราทำกันแบบนี้ ผลที่ได้ก็คือยอดคนตายที่พยายามจะลดลง เหมือนกับการทำสถิติในการกีฬา ทำคะแนนในการเรียน ทำผลประเมินในการทำงาน เสร็จแล้วก็รอทำสถิติในงวดต่อไป

ในความเห็นส่วนตัวจากที่สังเกตมา การนับสถิติแบบนี้ไม่ได้ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้เลย

คงต้องยอมรับกันว่าอุบัติเหตุนั้นมันเกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดจากคนที่ประมาท เกิดจากคนที่เห็นแก่ตัว เกิดจากคนที่ไร้วินัย เกิดจากคนที่มองเห็นแต่สิทธิ์ของตัวเองโดยไม่สนใจว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร

จากการขับรถมาเป็นเวลากว่า 16 ปี ได้พบเห็นอะไรหลายๆ อย่างเหมือนที่พูดไปน่ะแหละ ประมาณว่า "ทางกู มึงอย่าขวาง" หรือ "กูจะเบี่ยงออกมาใครจะทำไม" ฯลฯ

พฤติกรรมเช่นนี้เมื่อลูกหลานเห็น ก็ถ่ายทอดส่งต่อกันมาเป็นเสมือนดีเอ็นเอด้านเลว ที่มักถ่ายทอดได้ง่ายเสียเหลือเกิน

จริงๆ แล้วถ้าเราสร้างสำนึกที่ดีในการขับขี่รถยนต์ให้รู้จักกฎหมาย กติกาการอยู่ร่วมกัน มารยาทของเพื่อนร่วมทาง เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีน้ำใจให้กัน (เห็นวันๆ มีแต่คนพูดถึงน้ำใจของคนไทย ลองมาขับรถบนถนนสิ จะหาแทบไม่ค่อยมีหรอก)

ปลูกฝังให้ลึก ให้รู้จักการรับผิดชอบต่อตัวเองและคนอื่น มันน่าจะได้ผลกว่าการรณรงค์แต่เรื่องปลายทาง เช่นพวกคาดเข็มขัดนิรภัยหรือสวมหมวกกันน๊อค หากไม่ประมาทจนชนกัน ไม่เกิดอุบัติเหตุ หมวกกันน๊อคก็จะเป็นแค่สิ่งที่ป้องกันเหตุสุดวิสัยจริงๆ ที่มีโอกาสเกิดน้อยมาก

หมวกกันน๊อค เข็มขัดนิรภัย กล้องจับความเร็ว จ่าเฉย ตำรวจจราจร ก็เป็นแค่ปลายทางของปัญหา ปีหน้าต่อๆ ไปก็คงต้องมานับจำนวนคนตายกันต่อไป พวกไร้วินัยก็ยังไร้วินัยกันต่อไปตลอด 365 วัน

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ลดน้ำหนักให้บ้าน : ลดไปอีกหนึ่งจากการช่วยเหลือของแมว

ช่วงที่ผ่านมาฉันลดน้ำหนักให้บ้านอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทยอยเก็บของชิ้นใหญ่ ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เกิดจากการสะสมที่ผ่านมาหลายสิบปีออกจากบ้าน แล้วส่งมอบไปให้กับคนอื่น บ้างก็เป็นองค์กรการกุศล บ้างก็เป็นคนละแวกบ้าน และระยะหลังๆ ก็เป็นพี่สาวกับพี่ชายฉันเอง (ของพวกที่เป็นสมบัติประจำบ้าน พวกรูปถ่าย ฯลฯ)

การส่งมอบทำกันหลายช่วงหลายตอน ของบางอย่างตัดใจยกให้คนอื่นไม่ลงในครั้งแรก ก็จะลงไปอยู่ในกล่องในครั้งต่อไป

เมื่อคืนโถเซรามิคใบหนึ่งที่เพื่อนเคยให้ไว้เมื่อนานมาแล้วก็ตกลงมาแตกเสียงดังลั่น หลังจากพยายามโละออกไปหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จสักครั้ง

ดังนั้นผลสำเร็จครั้งนี้จึงได้รับความช่วยเหลือจากมวลหมู่แมวที่วิ่งเล่นกันสนุกสนานจนไปเกี่ยวเอาโถลงมาแตก

ขอบคุณนะไอ้แต้มกับไอ้ตาม T____T

HAndMaDE nOTebooK : ความสนใจ...ที่หลากหลาย

ถ้าต้องเขียนเรียงความส่งครูหัวข้อ "อาชีพที่ฉันอยากเป็น" มันคงเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลา ตอนต้นเทอมอาจเป็นตำรวจ แต่พอปลายเทอมอาจกลายเป็นพนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟแทน

ฉันเป็นคนที่มีความสนใจที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา วันหนึ่งอยากถักโครเชต์ อีกวันอยากเย็บผ้า วันต่อมาอยากอ่านหนังสือ แล้วไปจนถึงวันที่อยากทำแค่นอนเฉยๆ

ขนาดว่าความสนใจในการอ่านก็ยังเปลี่ยนแปลงไปตามลมฟ้าอากาศและวงปีของต้นไม้ ช่วงหนึ่งก็ชอบอ่านนิยายชีวิตหนักๆ จู่ๆ ก็กระโดดไปหาสารคดี อีกต่อมาก็กลายเป็นนิยายสืบสวน แล้วก็กระโจนเข้าหาวรรณกรรมเยาวชน สารพัดจะเปลี่ยน (ยกเว้นนิยายรักกับบทความการเมืองที่อ่านไม่ไหวจริงๆ)

อาชีพการงานก็เปลี่ยนมาหลายที่หลายแห่ง อยู่ที่ไหนไม่ยืดสักแห่ง เวลาได้ยินใครพูดถึงการทำงานที่ใดที่หนึ่งนานนับสิบปี ฉันจะยกย่องชมเชยเขาผู้นั้นอย่างจริงใจที่สุด ก็อย่างฉันน่ะ ทำได้ครบปีก็เก่งแล้ว ช่วงปีหลังไม่เคยรู้จักคำว่าโบนัส

จนในที่สุดการเปลี่ยนงานของฉันก็ต้องสิ้นสุดลง เพราะอายุปูนนี้ไม่มีใครเขารับเข้าไปทำงานเป็นเด็กใหม่เรียนรู้งานหรอก ฉันเลยต้องหาทางหางานของตัวเองที่ไม่ต้องเข้าบริษัท

ขนาดทำเป็นแบบฟรีแลนซ์ก็ยังไม่วายอยากจะทะเลาะกับลูกค้า จนตอนนี้งานก็หดหายลงไปด้วยความที่ไม่ค่อยง้อคนนี่เอง

หลังๆ นี่เลยต้องพยายามขุดหาอะไรมาทำด้วยความหวังว่าจะเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นอาชีพให้ได้ ล่าสุดความสนใจของฉันไปตกที่การเย็บสมุด ตอนแรกทำเพื่อฝีกฝน กะไว้ขายว่างั้นเถอะ หมกมุ่นกับการทำสมุดจนแทบเลิกสนใจอย่างอื่นทั้งการอ่าน การดูหนัง เวลาไปไหนก็จะรี่เข้าหาร้านเครื่องเขียนเพื่อหาซื้ออุปกรณ์หรือไปเพื่อหาไอเดีย

จนในที่สุดก็ได้ทำขายสมใจ (แต่จะมีคนมาซื้อหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง) และแล้วความเศร้าก็เข้ามาเยือน...

...เมื่อฉันเริ่มเกิดอาการเบื่อการเย็บสมุด ตอนนี้อยากทำงานด้านการวาดรูป ออกแบบกราฟิก อ่านหนังสือ ดูหนัง และเขียนหนังสือ นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากทำเสียเหลือเกินให้ตายเถอะ

ถ้าเป็นเด็กสมัยนี้เขาคงเรียกว่าเป็นพวกไฮเปอร์ฯ แต่ถ้าเป็นยุคของฉันเขาเรียกว่าพวก "จับจด" ทำงานอะไรไม่เคยเชี่ยวชาญ แต่อยากรู้ไปโหม้ด ความหลากหลายเหมือนกับกระดาษในสมุดโน้ตส่วนตัวเล่มนี้ล่ะมั้ง




จริงๆ แล้วถ้ารู้ตัวก่อนฉันคงจะหางานเป็นพวกวางแผนงาน ประเภทคิดโครงการโน่นนี่นั่น แล้วมอบงานให้คนอื่นทำ นั่นน่าจะเป็นเรื่องที่ฉันเชี่ยวชาญนะว่ามั้ย หรือว่าฉันจะเบื่องานแบบนั้นอีกจนได้ไม่รู้สิ

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Handmade Notebook : สมุดจากของเหลือใช้








ช่วงนี้ยังคงทำสมุดทำมืออย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้เพื่อการขาย สำหรับสมุดเล่มล่าสุด เป็นงานทดลองจากที่เคยดูในเว็บ ลองเอากระดาษสวมแก้วกาแฟของ Mac Cafe มาทำสมุดทำมือ ด้วยการเย็บแบบพื้นฐานง่ายๆ ก็จะได้สมุด มีปัญหาอยู่บ้างตรงที่กระดาษนี่มันโค้ง เลยเย็บติดขอบพอดีไม่ได้ ต้องเลยมาเย็บเอาด้านหลังแทน ก็ใช้ได้นิ

เล่มนี้ไม่ได้ขาย ที่ขายจะเป็นแบบด้านล่าง ที่พิถีพิถันกับการผลิตและบรรจุใส่ถุง





ภาพของป้ายชื่อร้านที่ทำใส่ในห่อสมุดค่ะ ^^

สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ดูหนัง : 127 Hours


ถ้าฉันต้องตัดมือตัวเองออกเองสดๆ เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ฉันจะทำหรือเปล่าน้อ

ตอบได้ทันทีเลยว่า "ไม่" อย่างหนักแน่น ฉันเป็นคนประเภทยอมตายแต่ไม่กล้าสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายถึงขนาดนั้น

เมื่อปีก่อน ได้ดูหนังตัวอย่างเรื่อง 127 Hours จาก youtube.com รู้สึกว่าน่าสนุก พระเอกไปเที่ยวแล้วมือติดอยู่กับก้อนหิน ถ้าออกเป็นดีวีดีต้องดูให้ได้ แล้วก็ลืมไปจนได้มาอ่านรีวิวหนังเรื่องนี้จากในเว็บ จึงรู้ว่าเป็นหนังที่สร้างจากชีวิตจริง และในเรื่องมีฉากที่เขาตัดแขนตัวเองออกเพื่อพาตัวเองออกมาจากช่องผาแห่งนั้น

กรี๊ดดด... ยิ่งได้อ่านบางคนให้ความเห็นว่า ตอนไปดูในโรงหนัง มีผูหญิงคนหนึ่งถึงกับเป็นลมในโรงหนังในฉากตัดแขน!!!!

เท่านั้นฉันก็เปลี่ยนใจ ไม่ดูล่ะเรื่องนี้ ไม่อยากทรมานประสาทตัวเอง เพราะฉันเป็นพวกเห็นคนตายไม่ว่า แต่อย่าเห็นคนขาขาดแขนขาด รับไม่ได้กับสภาพความเจ็บปวด ยิ่งถ้าเป็นตัดแขนตัวเองยิ่งแล้วใหญ่

แล้วฉันก็ปล่อยหนังเรื่องนี้ไป จนมีคนให้ดีวีดีหนังเรื่องนี้มา ฉันก็เก็บไว้ เก็บไว้ และเก็บไว้ จนวันหนึ่งที่ฉันหมดเรื่องที่จะดู และเกิดอาการลงแดงอยากดูหนังเอามากๆ ฉันก็เปิดดู

ดูไปได้แค่ 20 กว่านาที เห็นแอรอน (ตัวเอกในเรื่อง) เอามีดจิ้มแขนตัวเองเพื่อทดสอบ ฉันก็เลิก ปิด เก็บ ปล่อยให้มันค้างเติ่งอยู่ในเมมโมรีที่ลบไม่ออก

จนวันนี้ ในวันที่เบื่อถึงขีดสุด ฉันก็ไปหยิบเอา 127 Hours มาใหม่อีกรอบให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป แล้วเปิดดูจนจบ

เรื่องราวของแอรอน ราลสตัน ผู้มีสภาพเหมือนคนพลังงานเกิน 150% เขาพาตัวเองออกไปท่องเที่ยวในหุบเขาโดดเดี่ยวตามลำพังโดยไม่บอกใคร ที่บลูจอห์นแคนยอนนี้เป็นสถานที่ค่อนข้างตัดขาดจากโลกภายนอก แทบจะไม่ค่อยมีคนมาท่องเที่ยวนัก

แอรอนเกิดอุบัติเหตุหล่นจากร่องผาพร้อมก้อนหิน และมือของเขาไปติดอยู่กับก้อนหินนั้น

ตลอดเวลาที่เหลือ คุณจะเห็นภาพการพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดของแอรอนตัดสลับกับภาพในอดีตและภาพหลอนที่เขามองเห็น ช่วงนี้หนังค่อนข้างน่าง่วงอยู่บ้าง จนแทบจะเลิกดูอีกรอบแล้วไปหลับ

จนเมื่อถึงวันสุดท้ายที่เขาเองก็เกือบจะหมดพลังกาย เขาก็ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพื่อให้มีชีวิตอยู่ ด้วยการตัดแขนตัวเอง

ฉันผ่านฉากนี้มาได้อย่างตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ฉากที่รับไม่ได้ก็คือฉากที่เขากินฉี่ตัวเอง ความรู้สึกส่วนตัว ฉากนี้ดูยากกว่าฉากตัดแขนอีก แทบขย้อนออกมาแน่ะ

ฉันขอยกย่องแอรอน ราลสตันไว้ ณ ที่นี้ กับความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่จะมีชีวิตอยู่

ปัจจุบันแอรอนยังคงเป็นนักผจญภัยอยู่เช่นเดิม

แถมท้าย :

ปัจจุบัน (2011) แอรอนอายุ 36 ปี (เกิดปี 1975) เขาได้เขียนหนังสือชื่อ Between a Rock and a Hard Place ที่เล่าประสบการณ์ชีวิตช่วงนั้นไว้จนเป็นที่มาของหนัง 127 Hours เรื่องนี้ และนี่คือภาพตัวจริงของเขา





วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : แคร์รอตบนดวงจันทร์



"งานแรกที่ทำเป็นพนักงานแมคโดนัลด์ค่ะ แล้วก็ไปเป็นเด็กเสิร์ฟลานเบียร์ ดีเจ ก๊อปปี้ไรเตอร์ ผู้ดูแลศิลปิน ช่วยเพื่อนทำงานในกองถ่ายหนัง เป็นพริ้ตตี้เชียร์สินค้า เขียนสารคดี ผู้ช่วยไกด์ ผู้ช่วยกุ๊ก แต่ไม่เคยขับแท็กซี่นะคะ"  (คัดลอกจากหน้า  122) 

นี่เป็นเหมือนนิยามความเป็นมาบางส่วนของผู้หญิงชื่อ โอเปิ้ล ผู้เขียนหนังสือ "แคร์รอตบนดวงจันทร์" ที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยบนโลกใบนี้อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวคนเดียวจะทำได้

ไปได้หนังสือเล่มนี้มาจากงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์เมื่อเดือนตุลาคม 54 (ก่อนที่น้ำจะท่วมบ้าน) เป็นหนังสือ 1 ใน 2 เล่มที่ซื้อกลับมาจากงาน เพราะว่าเปิดอ่านบทหนึ่งแล้วเห็นถึงวิธีการเล่าเรื่องด้วยสำนวนที่ผ่ามากลางใจ

เมื่อกลับบ้านหลังจากหนีน้ำท่วม จึงได้มีโอกาสได้อ่าน "แคร์รอตบนดวงจันทร์" ที่เก็บดองไว้ที่บ้านซะที

หนังสือเล่มเล็กๆ อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้บนโลกกว้างเพื่อดำรงชีพและแสวงหาความรักจากคนอื่น แม้ว่าเรื่องราวหลายเรื่องจะน่าเศร้าแต่โอเปิ้ลก็เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาด้วยสำนวนที่ชวนอ่าน มีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร สำนวนที่ตรงไปตรงมา และเล่าเรื่องได้อย่างไม่เกรงใจใคร

นอกจากนิยามที่เธอกล่าวถึงตัวเองแล้ว เธอก็ยังทำอีกหลายๆ อย่างที่น่าประทับใจหลายคน เช่น เปิดร้านขายหนังสือที่ต่อมาแปลงสภาพเป็นห้องสมุด Book Garden และต้องปิดตัวลงในที่สุด, เปิดร้านกาแฟ  Pai Best Friend's Coffee ที่ปาย หลังเร่ร่อนไปที่นั่นอย่างไร้จุดหมายที่แน่ชัด, เลี้ยงกระต่ายที่น่ารักชื่อเบนนี่ และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่ออ่านจบเล่มก็อยากให้กำลังกับโอเปิ้ลในการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข (อย่างพอเพียง)  และมีผลงานเขียนออกมาให้นักอ่านได้ชื่นชมกันอีก


เพิ่มเติมเล็กน้อย :
แวะไปเยี่ยมชมแฟนเพจของหนังสือเล่มนี้ได้ที่ http://www.facebook.com/pages/%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C/160046590754262?sk=wall&filter=1
และอย่าลืมหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันนะคะ ของสำนักพิมพ์มติชน


วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : ปิดตาย The Darkest Room


ซื้อเล่มนี้ก่อนจะกลับมาติดเกาะที่บ้านซึ่งคาดว่าน่าจะนาน ตั้งใจว่าจะไว้อ่านยามค่ำคืน แต่การณ์กลับเป็นว่าอ่านไปได้ไม่กี่หน้าต้องปิดหนังสือแล้วไปนอน แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อตอนฟ้าสว่าง

นั่นก็เพราะว่าเนื้อหาของหนังสือสืบสวนเล่มนี้แฝงบรรยากาศหลอนๆ ของวิญญาณไว้ด้วยตลอดทั้งเล่ม

หนังสือเล่าเรื่องราวการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุของแคทลินและครอบครัวที่ยังคงฝังใจกับตัวเธอ สลับกับเรื่องเล่าของบ้านอีลพอยต์ คฤหาสถ์โบราณที่สร้างไว้สำหรับผู้ดูแลประภาคารแฝดที่ชายฝั่งทะเล

ตัวบ้านสร้างขึ้นจากไม้ของเรือที่อับปางลงริมชายหาด วิญญาณชุดแรกที่สถิตอยู่ในบ้านหลังนี้จึงเป็นของเหล่ากะลาสีที่เสียชีวิตในเรือลำนั้น เมื่อเวลาผ่านไป บ้านหลังนี้มีผู้ครอบครองสลับสับเปลี่ยนกันไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีวิญญาณที่สถิตอยู่ในบ้านหลังนี้จำนวนมาก

วิญญาณเหล่านี้พากันกระซิบกระซาบเล่าเรื่องราวของตัวเองออกมาจากส่วนต่างๆ ของตัวบ้าน

แคทลินกับโยอาคิม และลูกสองคน เป็นผู้ครอบครองล่าสุดของบ้านอีลพอยต์ เมื่อแคทลินเสียชีวิต วิญญาณของเธอจึงยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้

The Darkest Room หรือ "ปิดตาย" นวนิยายสืบสวนสัญชาติสวีเดนอีกเล่มที่น่าอ่าน เขียนโดย โยฮัน ธีโอรีน เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นที่การสืบสวนสอบสวน แต่วนเวียนอยู่กับการเล่าเรื่องของผู้คนที่แวดล้อม จนแทบกลายเป็นนวนิยายชีวิตปนวิญญาณ แล้วจู่ๆ ก็วกกลับมาสู่การฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในที่สุด

ดูเหมือนตอนนี้ชักจะติดนวนิยายสืบสวนของสวีเดนเสียแล้วล่ะ เคยอ่านนวนิยายอีกเล่มของนักเขียนเดียวกัน ชื่อเรื่อง "เหยื่อ" (ของสำนักพิมพ์สันสฤต เช่นเดียวกันทั้งสองเล่ม) จำเนื้อเรื่องโดยละเอียดไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าเรื่องนั้นก็สนุก ไว้ค่อยย้อนกลับไปอ่านใหม่อีกครั้ง

เป็นคนขี้ลืมก็ดีเหมือนกันนะ อ่านนวนิยายสืบสวนซ้ำได้โดยไม่เสียอรรถรส ^___^




วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : The Girl with the Dragon Tatoo


อ่านเล่มนี้จบในช่วงอพยพหนีน้ำท่วมบ้าน เป็นการอ่านที่ทรมานมาก เนื่องจากความหนาและหนักของหนังสือ และบ้านที่ไปอาศัยอยู่ก็ไม่มีเก้าอี้หรือโต๊ะให้นั่งอ่าน จึงมีหลากหลายท่าทางในการอ่าน ทั้งนั่งกับพื้นแล้วกางหนังสืออ่าน เมื่อยคอเมื่อยหลัง, นอนคว่ำหนุนหมอนแล้วอ่าน เมื่อยหลังตอนลุกขึ้นยืน, นอนหงายแล้วยกหนังสือไว้กับมือซ้าย ช่างเป็นหนังสือที่หนักมากจนกลัวจะหล่นมาทับหัว -_-'

แม้จะลำบากลำบนกับการอ่านขนาดนี้แต่หนังสือเขาก็เขียนมาให้สนุกสนานน่าติดตามใช้ได้อยู่ เรื่องราวการไขปริศนาการหายตัวไปของแฮเรียต หลานสาวนักธุรกิจผู้ร่ำรวย ที่หายตัวไปอย่างเป็นปริศนานานหลายสิบปี

เนื้อหาไม่ได้เทไปในเรื่องของการสืบสวนมากนัก ในระหว่างหน้าหนังสือเราจะได้เรียนรู้ชีวิตของตัวละครหลักๆ ของเรื่อง มิเคล บลูมควิส เจ้าของนิตยสารมิลเลนเนียม และนักเขียนผู้เป็นจอมวิพากษ์วิจารณ์และเปิดโปงเรื่องราวการฉ้อฉลในแวดวงธุรกิจ จนต้องติดคุกเนื่องจากนำเสนอเรื่องที่ไม่มีหลักฐาน เขาได้รับการว่าจ้างให้ไปสืบสวนหาการหายตัวไป (และเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว) ของแฮเรียต จนได้รับรู้เรื่องราวความเน่าเฟะในของครอบครัวใหญ่และมีชื่อเสียงของประเทศ

และได้เรียนรู้ชีวิตและมุมมองของสาวเจ้าของลายสักมังกร ลิซเบธ ซาเลนเดอร์ ที่มีเรื่องราวชีวิตที่น่าเห็นใจไม่น้อย ด้วยความเป็นคนที่ออกจะต่อต้านสังคม เธอจึงกลายเป็นพวกไร้ความสามารถ ทางการต้องมีการตั้งคนมาเป็นผู้ปกครองคอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ ทั้งๆ ที่เธอจัดว่าเป็นพวกที่สมองอัจฉริยะเลยทีเดียว มีการตั้งข้อสังเกตของมิเคลว่าลิซเบธน่าจะเป็นออทิสติกประเภทหนึ่ง

อ่านไปอ่านมาชักสงสัยว่าเป็นนวนิยายชีวิตหรือสืบสวนกันแน่ ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็เขียนออกมาได้กลมกล่อม สนุกสนานไม่ใช่เล่น (ไม่งั้นคงไม่ยอมเมื่อยมือถือให้หนักแน่ๆ)

จึงถือเป็นนวนิยายสืบสวนแนวใหม่จากที่เคยอ่านมา นวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายจากประเทศสวีเดน แนวทางการเล่าเรื่องก็คงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา วงการหนังสือแปลของไทยน่าจะลองหานวนิยายจากหลากหลายประเทศมาแปลให้อ่านกันบ้างก็น่าจะดี ไม่งั้นเราคนอ่านก็จะย่ำอยู่กับการอ่านแนวเรื่องซ้ำๆ เดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่

ยิ่งฉันเป็นพวกเบื่อง่าย พออ่านไปสักพักก็จะเริ่มจับไต๋ได้ และก็จะเริ่มไม่ค่อยสนุกแล้ว

รออ่านเล่มต่อไปว่าจะสนุกมากขึ้นหรือเปล่า ระหว่างนี้ว่าจะไปหาหนังที่สร้างจากเรื่องนี้มาดูไปพลางๆ เห็นว่าสนุกตื่นเต้นจนฮอลีวู๊ดซื้อมาสร้างใหม่

ฉันคงจะหาเวอร์ชั่นต้นฉบับมาดูกันล่ะ