วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : ปารีส พำนัก คน/รัก หนังสือ - ร้านพำนักพักใจ

เมื่ออาทิตย์ก่อนติดหนึบอยู่กับการอ่านหนังสือ "ปารีส พำนัก คน/รัก หนังสือ" หรือ Time was soft there : A Paris sojourn at Shakespeare & Co เป็นบันทึกความทรงจำของนักข่าวแคนาดาชื่อว่าเจเรมี เมอร์เซอร์ ที่ลี้ภัยที่ตัวเองก่อไปยังปารีสและเมื่อเงินใกล้หมดลง เขาก็ได้พบกับสถานที่พำนักสำหรับนักเขียนและศิลปินตกอับ เรื่องราวที่เขาเล่านั้นดูราวกับนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่มีครบทุกรสชาติ และสนุกจนวางไม่ลง
ร้านเชกสเปียร์ แอนด์ คัมพานี เป็นร้านขายหนังสือในระดับตำนาน ในหนังสือท่องเที่ยวปารีสทุกเล่มต้องบรรจุร้านนี้ไว้ในแหล่งท่องเที่ยวแนะนำด้วย ทำให้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันไปเพื่อให้ได้ชื่อว่าเคยไปมาแล้วกันมากมาย
เจ้าของร้านหนังสือที่สร้างตำนานให้กับร้านชื่อว่าจอร์จ วิตแมน ซึ่งปัจจุบันอายุได้ 90 กว่าปี และยังมีชีวิตอยู่ เขาได้สร้างร้านหนังสือตามแนวความคิดคอมมิวนิสต์อุดมคติของเขา (ที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ที่เราเห็นในหลายประเทศปัจจุบันนี้) ร้านเชกสเปียร์ แอนด์ คัมพานีเปิดต้อนรับให้มีคนเข้ามาพำนักได้ฟรี โดยมีเงื่อนไขบางอย่างที่ต้องทำ เช่น ต้องช่วยงานที่ร้าน ต้องอ่านหนังสือวันละหนึ่งเล่ม เป็นต้น
เจเรมีได้เข้าไปใช้ชีวิตในแบบสุดจะขัดสนในร้านหนังสือนี้ ได้พบเจอกับเพื่อนผองที่แปลกๆ หลายคน และที่ประหลาดที่สุดก็คือจอร์จผู้เป็นเจ้าของร้าน เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยนัก บางวันก็อยู่ร้าน บางวันก็หายตัวไปเฉยๆ ทิ้งร้านกับเงินทองให้กับคนที่รับเข้ามาอยู่แบบไม่กลัวว่าจะถูกขโมย เงินทองที่หามาได้มักจะถูกซุกไว้ตามซอกมุมในร้านหรือแม้แต่ซุกไว้ในหนังสือที่วางขาย (อันเป็นแหล่งขึ้นชื่อสำหรับผู้ต้องการมองหาเงิน) เขามองว่าการขโมยหนังสือเป็นเรื่องธรรมดา การตกหลุมรักสาวอายุ 20 ปี และอื่นๆ อีกมากมาย
การมาอาศัยในร้านนี้ก็เหมือนกับการผจญภัยในโลกของคนยาก เพื่อนๆ ในร้านต่างแบ่งปันประสบการณ์ในการเอาชีวิตรอดแบบประหยัดที่สุดให้แก่กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นห้องอาบน้ำสาธารณะสำหรับพวกไร้บ้านให้เขาได้ไปอาบน้ำได้ในเวลา 10 นาที, ร้านกาแฟที่ใช้เวลานั่งได้ทั้งวัน (รวมถึงใช้ห้องน้ำในการล้างเนื้อตัวเล็กๆ น้อยๆ ได้เป็นรายวัน), ร้านแซนด์วิชราคาถูกที่อาจมีของแถมเป็นราสีเขียว และอื่นๆ
หลายเรื่องราวที่อ่านให้ความรู้สึกว่านี่มันเรื่องจริงหรือแต่งเองน่ะ ขอแนะนำให้หามาอ่านกันนะคะ ของสำนักพิมพ์กำมะหยี่
ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่
- เว็บไซต์ของร้าน http://www.shakespeareandcompany.com/
- บล็อคของเจเรมี เมอร์เซอร์ http://www.jeremymercer.net/
- สำนักพิมพ์กำมะหยี่ http://www.gammemagie.com/
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ตหลายแห่งค่ะ









(ภาพของจอร์จ วิตแมน จาก http://www.wewaitedbutnothinghappened.com)


วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : แมวบนรถเมล์


คนขับรถบัสในประเทศอังกฤษตั้งชื่อแมวตัวนี้ว่า Macavity หลังจากที่มันกลายมาเป็นผู้โดยสารรถบัสหมายเลข 331 ในตอนเช้า หลายวันในหนึ่งสัปดาห์ เจ้าแมวน้อยตัวนี้ขึ้นลงรถจากสถานี Walsall แล้วก็กระโดดลงที่สถานี Wolverhampton ซึ่งห่างออกไปราว 400 เมตร ใกล้กับร้านฟิชแอนด์ชิปแห่งหนึ่ง

เจ้าเหมียว Macavity เป็นแมวขาวสะอาดแลดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ มีตาสีฟ้าข้างหนึ่งอีกข้างสีเขียว สวยเชียว แถมยังมีปลอกคอสีม่วงอีกตะหาก ชื่อ Macavity นั้นเขาเอามาจากบทกวีเกี่ยวกับแมวลึกลับของที.เอส.เอลเลียต คนขับรถบัสชื่อบิลล์ คุนคุน อายุ 49 ปี เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นแมวกระโดดลงจากรถบัสในเดือนมกราคม เขาบอกว่า "มันแปลกจริงๆ นะครับในครั้งแรกที่ผมเห็นแมวกระโดดลงจากรถบัสพร้อมผู้โดยสารคนอื่น ผมไม่ยักเห็นตอนมันขึ้นมาหรอก จนทำให้สับสนอยู่บ้าง วันต่อมาผมขับมาตามถนนเชอร์ชิลล์แล้วจอดรับผู้โดยสารสองสามคนขึ้นรถ พอผมเปิดประตูรถเจ้าแมวนั่นก็วิ่งมาที่รถบัส กระโดดขึ้นมา แล้วก็วิ่งไปอยู่ใต้เก้าอี้ตัวหนึ่ง ผมไม่คิดว่ามีผู้โดยสารคนอื่นสังเกตเห็นนะครับ" เขายังเล่าต่ออีกว่าวันก่อนเขาเห็นมันกระโดดลงจากรถบัสที่อยู่ไม่ห่างออกไป ดังนั้นเขาเลยแน่ใจว่าถ้าเขาจอดรถในสถานีถัดไป มันต้องกระโดดลงแน่ "ผมไม่รู้ว่าทำไมมันถึงขึ้นรถนะ แต่ดูเหมือนมันจะชอบเลยล่ะ ผมคุยกับคนขับรถคนอื่นในเส้นทางนี้ พวกเขาก็เห็นมันเหมือนกัน

นับแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา เจ้าแมวก็ขึ้นๆ ลงๆ รถที่สถานีเดิมๆ กันราว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ พอล เบรนเนน ผู้โดยสารคนหนึ่งที่ใช้บริการรถสาย 331 ไปทำงานกล่าวว่า "ผมสังเกตเห็นมันเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนนี้เอง ตอนแรกผมก็นึกว่ามันขึ้นรถมากับเจ้าของ แต่พอมันลงที่สถานีถัดไปผมถึงรู้ชัดเลยว่ามันขึ้นมาเอง มันจะนั่งด้านหน้าของรถบัส รออย่างอดทนให้ถึงป้ายถัดไปแล้วก็ลงจากรถ ครั้งแรกที่เห็นมันแปลกมากเลย แต่ตอนนี้เหมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ผมว่ามันเป็นผู้โดยสารที่ดีเยี่ยมรายหนึ่งเลยล่ะครับ มันนั่งเงียบๆ ไม่สนใจใคร แล้วก็ลงจากรถ"

ข่าวนี้มีมาตั้งแต่ปี 2550 แล้วค่ะ ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าเหมียวน้อย Macavity จะยังโดยสารรถบัสเป็นงานอดิเรกอยู่หรือเปล่า

ของแถมในครั้งนี้คือบทกวีของ ที เอส เอลเลียต เรื่องแมวลึกลับที่ชื่อว่า Macabity

Macavity - The Mystery Cat
a poem by T S Eliot

Macavity's a Mystery Cat: he's called the Hidden Paw--
For he's the master criminal who can defy the Law.
He's the bafflement of Scotland Yard, the Flying Squad's despair:
For when they reach the scene of crime--Macavity's not there!

Macavity, Macavity, there's no on like Macavity,
He's broken every human law, he breaks the law of gravity.
His powers of levitation would make a fakir stare,
And when you reach the scene of crime--Macavity's not there!
You may seek him in the basement, you may look up in the air--
But I tell you once and once again, Macavity's not there!

Macavity's a ginger cat, he's very tall and thin;
You would know him if you saw him, for his eyes are sunken in.
His brow is deeply lined with thought, his head is highly doomed;
His coat is dusty from neglect, his whiskers are uncombed.
He sways his head from side to side, with movements like a snake;
And when you think he's half asleep, he's always wide awake.

Macavity, Macavity, there's no one like Macavity,
For he's a fiend in feline shape, a monster of depravity.
You may meet him in a by-street, you may see him in the square--
But when a crime's discovered, then Macavity's not there!

He's outwardly respectable. (They say he cheats at cards.)
And his footprints are not found in any file of Scotland Yard's.
And when the larder's looted, or the jewel-case is rifled,
Or when the milk is missing, or another Peke's been stifled,
Or the greenhouse glass is broken, and the trellis past repair--
Ay, there's the wonder of the thing! Macavity's not there!

And when the Foreign Office finds a Treaty's gone astray,
Or the Admiralty lose some plans and drawings by the way,
There may be a scap of paper in the hall or on the stair--
But it's useless of investigate--Macavity's not there!
And when the loss has been disclosed, the Secret Service say:
"It must have been Macavity!"--but he's a mile away.
You'll be sure to find him resting, or a-licking of his thumbs,
Or engaged in doing complicated long division sums.

Macavity, Macavity, there's no one like Macacity,
There never was a Cat of such deceitfulness and suavity.
He always has an alibit, or one or two to spare:
And whatever time the deed took place--MACAVITY WASN'T THERE!
And they say that all the Cats whose wicked deeds are widely known
(I might mention Mungojerrie, I might mention Griddlebone)
Are nothing more than agents for the Cat who all the time
Just controls their operations: the Napoleon of Crime!


วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ดูหนัง : Six Feet Under ท้ายที่สุด ทุกคนก็ต้องตาย

Six Feet Under ค้นในเว็บเป็นสำนวนที่หมายถึง การถูกฝังไว้ใต้ดิน 6 ฟุต ไม่มีชีวิต ขาดชีวิตชีวา และตาย ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความตาย ทั้งนี้เวลาที่ชาวตะวันตกจะฝังศพพวกเขาจะขุดหลุมลึก 6 ฟุตเพื่อฝังศพ ครอบครัวฟิชเชอร์ที่เป็นแกนหลักของเรื่องนี้มีอาชีพที่เกี่ยวกับการตกแต่งศพและประกอบพิธีศพ หรือที่เรียกว่า Funeral Home
ตามปกติหากมีการพูดถึงคนในอาชีพเกี่ยวกับการทำศพ หนังฮอลีวู๊ดมักพูดถึงในเรื่องของภูติผี หรือคนที่ผิดเพี้ยนจากปกติ ในซีซันแรกที่ได้เริ่มดู เราก็รู้สึกถึงความผิดเพี้ยนของคนในครอบครัวฟิชเชอร์รวมถึงผู้คนที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป คุณก็จะพบว่าพวกเขาก็แค่คนธรรมดาที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง เช่นเดียวกับคนทั่วไป บางครั้งคนอื่นเสียอีกที่ดูมีชีวิตผิดเพี้ยนมากกว่าพวกเขาเสียอีก
แต่.. ชีวิตปกติคืออะไรกันล่ะ แล้วอย่างไรคือเรียกว่าผิดเพี้ยน


นอกเหนือจากความตาย สิ่งที่พบเห็นใน Six Feet Under แทบจะสม่ำเสมอก็คือยาเสพติดและเซ็กซ์ ยาเสพติดคือสิ่งผ่อนคลาย การหลุดพ้นจากปัญหาชีวิต ส่วนเซ็กซ์คือสิ่งที่เป็นสายใยเชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้ากับใครสักคน ฉากก็จะแสดงกันให้เห็นโจ่งแจ้งทั้งเรื่องซากศพ การเสพยา (ใช้บ้องกัญชากันบ่อยครั้ง) และเซ็กซ์ (แม้จะไม่เข้าขั้นติดเรท แต่ก็เปิดเผยเลยล่ะ)


พวกเขาต้องเกี่ยวข้องกับความตาย (แน่นอนล่ะ ก็เป็นบ้านทำพิธีศพนี่นา) ได้เรียนรู้ชีวิตผ่านความตายของผู้คนที่วนเวียนกันเข้ามาพึ่งพาเขาเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต เป็นที่พึ่งของคนที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อให้ยอมรับความตายของคนที่รักได้
ความตายที่เป็นในเรื่องมีหลากหลายแตกต่างกัน ทั้งถูกฆาตกรรม ฆ่าตัวตาย ตายอย่างโดดเดี่ยวลำพัง (ซึ่งกว่าจะมีคนมาพบก็ผ่านไปนับสัปดาห์) ตายในท่ามกลางผู้คนในโรงละคร ตายอย่างตลกร้าย (ถอยรถออกมาจากโรงรถ แล้วก้มหยิบหนังสือพิมพ์บนพื้น แต่กลับหล่นลงมาจากที่นั่งจนรถยนต์ของตัวเองไหลมาทับ)



บางครั้งในช่วงเวลาระหว่างการแต่งศพไปจนถึงพิธีศพ พวกเขาก็พูดคุยกับคนที่ตายไปแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือการพูดคุยกับสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเอง

ชีวิตของพวกเขาก็คือการเรียนรู้เพื่อดำรงชีวิตได้บนสังคมโลกที่บิดเบี้ยวขึ้นทุกวัน

ในซีซันแรกเริ่มต้นด้วยความตายของผู้เป็นพ่อ นาทาเนียล ฟิชเชอร์
และซีรีย์จบลงด้วยความตายของลูกชายเนท (นาทาเนียล) ฟิชเชอร์ จูเนียร์



บทสรุปในซีซันสุดท้ายเหมือนจะบอกว่าทุกคนต้องตายกันทุกคน แม้จะต่างเวลาและวิธีการ ไม่ว่าชีวิตที่ผ่านมาจะพบกับวิกฤติชีวิตอะไร แต่ในท้ายที่สุดมันก็จะผ่านไป เหลือไว้เพียงร่องรอยความทรงจำของผู้คนเท่านั้นเอง



เกร็ดเล็กๆ น้อยของการการฝังศพของชาวตะวันตก

ในต้นศตวรรษที่ 19 มีธุรกิจการโจรกรรมหลุมศพเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก บางคืนมีการขโมยขุดศพขึ้นมาถึง 4 หลุม เพื่อนำไปขายให้กับสถาบันการแพทย์ และทำได้เงินได้มากมาย แต่ที่น่าแปลกก็คือสมัยก่อนการทำเช่นนี้ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย และพวกขโมยเหล่านี้ทำงานได้ง่ายๆ ก็เพราะว่าศพนั้นถูกฝังไว้ต่ำกว่าผิวดินแค่ 6 นิ้วเท่านั้น ดังนั้นต่อมาจึงมีการยืนกรานให้ฝังศพคนที่ตนรักต่ำกว่าผิวดินลงไป 6 ฟุตเพื่อป้องกันการขโมยขุดศพนั่นเอง










วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แมวแสดง : ไอ้หมูแต้ม


ดูเหมือนว่ากลยุทธในการเปลี่ยนรสอาหารแมวจะใช้ไม่ได้ผลกับไอ้บุญแต้ม เพราะมันยังกินเหมือนแมวตายอดตายอยากอยู่เหมือนเดิม

จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยซื้ออาหารเม็ดรสปลาทะเลมาให้แมวกิน 2 ถุง พอเทให้แมว ไอ้แต้มรีบเดินไปหน้าถ้วยอาหาร ก้มมองอาหารอยู่สักครึ่งนาที แล้วก็เงยหน้ามองฉันพร้อมด้วยเครื่องหมายคำถามตัวโตเต็มใบหน้า ทั้งยังมีเครื่องหมายคำถามตัวเล็กตัวย่อยอีกเยอะกระจัดกระจายอยู่รอบๆ ตัว
แล้วมันก็เดินจากไป โดยไม่แตะต้องอาหารในถ้วย
เราจึงลองเปลี่ยนรสอาหารให้เป็นรสทูน่าและซาดีน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เทลงถ้วย ไอ้แต้มก็กินอย่างจริงๆ จังๆ โดยไม่เงยหน้าออกจากถ้วยอาหาร ซ้ำยังเวียนมากินอีกหลายรอบ จนกระทั่ง...
ไอ้แต้มเริ่มจะกลายเป็นหมู ลำตัวมันเริ่มอวบอ้วน ประกอบกับโครงสร้างที่ใหญ่ มันจึงทำน้ำหนักขึ้นมาเทียบชั้นเจ้าอ้วนบุญเต็มได้ในเวลาไม่นานนัก (เจ้าบุญเต็มตอนนี้น่าจะสัก 6 กิโลฯ ทั้งที่เพิ่งไปถอนฟันกรามมันออกเกือบทั้งแถบ) ถ้าดูกันดีๆ จะเห็นว่าหัวขนาดเล็กของมันไม่สมดุลกับขนาดลำตัวมันเลย
หลังจากผ่านรสทูน่าและซาดีนมา 2 ถุง ภายในเวลาอันรวดเร็วจนน่าตกใจ ฉันจึงวางแผนเปลี่ยนอาหารไปเป็นรสเดิมคือปลาทะเล เพื่อลดขนาดหุ่นของมันลง แต่ปรากฏว่าอัตราการกินของมันเริ่มคงที่ไม่ว่าอาหารเม็ดนั่นจะเป็นรสอะไรก็ตามที
ดูท่าว่าอนาคตของแมวบ้านนี้จะไม่พ้นกลายพันธุ์เป็นหมูไปได้