วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

ดูหนัง : September Issue ในสายตาคนไร้แฟชั่นอย่างฉัน

สารคดีตามติดการทำงานของนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนกันยายน ปี 2007 โดยเน้นไปยังผู้มีอิทธิพลในการชี้ทิศทางของนิตยสารก็คือแอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour)
เธอได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของนางมารร้ายในนวนิยายชื่อดัง The Devil Wears Prada ของลอเร็น ไวส์เบอร์เก้น ดังนั้นผู้ที่คิดว่าจะได้เห็นภาพของมารร้ายที่เราเห็นในหนังที่สร้างจากนวนิยายเรื่องนี้ล่ะก็ คงจะผิดหวัง สิ่งที่ผู้ชมจะได้พบก็คือผู้หญิงทำงานคนหนึ่งที่ใครๆ ต่างก็เกรง อันเนื่องจากคำพูดสั้นๆ ของเธอจะเป็นตัวตัดสินว่างานที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายใจทำนั้นจะผ่านหรือไม่ผ่าน
ตลอดเวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง คนดูก็จะเห็นแต่ภาพของแอนนาในมาดนิ่งๆ แทบไม่ค่อยได้ยิ้มแย้มเว้นแต่กับผู้บริหารหรือกับลูกสาว เธอตัดสินงานของลูกน้องด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ และ... นั่นคือคำตัดสินเด็ดขาด ไม่มีการประท้วงหรือโต้เถียง คำบ่นจะเกิดขึ้นนอกห้องของแอนนาเท่านั้น แต่ก็เปลี่ยนแปลงคำพิพากษานั้นไม่ได้
ในสารคดีเราจะได้พบกับบรรณาธิการแฟชั่นอีกคนชื่อว่าเกรซ คอดดิงตั้น (Grace Coddington) ทีทำงานร่วมกับแอนนามาถึง 20 ปี และเข้ามาทำงานให้กับ Vogue ในเวลาไล่เลี่ยกัน ภาพที่เห็นก็เหมือนว่าทั้งคู่เป็นทั้งคู่หูรู้ใจกันและไม้เบื่อไม้เมากัน งานที่เกรซนำมาเสนอให้แอนนาถูกปฏิเสธแทบทั้งหมด เกิดเป็นเงาอันหม่นหมองบนใบหน้าของเกรซอยู่บ้างในบางช่วง
(เกรซกับแอนนา)
เกรซเคยเป็นนางแบบชื่อดัง ในช่วงที่เธอยังโด่งดังอยู่ก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องทำศัลยกรรมใบหน้า เธอไม่ได้เป็นนางแบบอีกต่อไปแต่กลับคืนสู่วงการแฟชั่นด้วยการทำงานให้กับนิตยสาร Vogue แทน
(ภาพของเกรซสมัยเป็นนางแบบ)
(เกรซปัจจุบัน)
เมื่อดูไปฉันรู้สึกชอบเกรซเยอะขึ้น ใบหน้าเธอปรากฏร่องรอยของวันเวลาที่ผ่านมา ผมเผ้ายุ่งเหยิง รูปร่างไม่ได้ผอมเพรียว กระนั้นเธอดูจะเป็นคนร่าเริงและสมองของเธอยังคงแจ่มชัด ถึงแอนนาจะปฏิเสธงานของเธอไปแทบจะทุกชิ้น แต่เธอก็ยังคงอดทนและสร้างสรรค์งานออกมาได้ในที่สุด แม้แต่แอนนาเองก็ยังยอมรับในความเป็นอัจฉริยะของเกรซ ฉันเชื่อว่าเกรซต้องทำงานด้วยใจและรักงานที่ทำอย่างแน่นอน
ย้อนกลับมาที่แอนนา แม้เธอจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในโลกแฟชั่น จริงๆ แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น เธอเองก็มีด้านอ่อนไหวอยู่เช่นกัน (ที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเสแสร้ง) เธอพูดถึงพี่น้องที่มองว่างานของเธอนั้นเป็นเรื่องน่าขำ เหมือนว่าการไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัวดูจะทำให้เธอเจ็บปวดไม่น้อย
ในความคิดของฉัน ผู้หญิงคนนี้ (และเกรซ) จะยังคงอยู่สร้างสรรค์งานให้กับ Vogue ได้อีกนานทีเดียว เพราะดูเหมือนว่าทั้งสองยังคงมีพลังอยู่ในตัวอย่างเหลือเฟือทีเดียว
(แอนนา วินทัวร์)

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ดูหนัง : Fahrengeit 9/11 เพิ่งได้ดู



เปิด IMDB.com พบว่าหนังสารคดีเรื่อง Fahrengeit 9/11 นั้นเป็นหนังของปี 2004 แต่ฉันเพิ่งได้ดูเอาวันนี้เอง ดูแบบไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แค่อยากฆ่าเวลาไปกับอาการมึนหัวไม่ค่อยสบายตัวที่เป็นมาตั้งแต่เมื่อวานนี้

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นหนังสารคดี แต่ตลอดสองชั่วโมงนั้นกลับเป็นการดูที่น่าติดตาม นายไมเคิล มัวร์ได้สร้างหนังสารคดีที่ที่เสียดแกมขบขันในหลายๆ เรื่องราว โดยเฉพาะในตอนต้นเรื่อง และอีกหลายฉากที่เศร้าจนแทบร้องไห้ (จริงๆ ก็ร้องไห้น่ะแหละ)

ประเด็นของหนังมุ่งเป้าโจมตีไปที่อดีตประธานาธิบดีอเมริกันนามจอร์จ ดับเบิลยู บุช รวมถึงกัดจิกผู้บริหารประเทศระดับสูงอีกหลายคนพ่วงเสริมไปด้วย

นายมัวร์คนนี้ช่างทำให้สารคดีเรื่องนี้มีสีสัน โดยใช้อาวุธเป็นคำให้สัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์สงครามอิรัค คลิปหนังเก่าๆ และเพลงที่สนุกสนานที่ช่วยเน้นด้านมืดของเรื่องราวได้อย่างดี

สารคดีเล่าเรื่องราวตั้งแต่ที่บุช (คนลูก) ชนะเลือกตั้งแบบที่ (นายมัวร์อ้างถึงในสารคดีว่า) โกงเขามาอย่างถูกกฎหมาย ไปจนถึงการทำงานของบุชที่มักเป็นการเดินทางเที่ยวเกือบตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง

ฉากเด็ดก็คือฉากที่เขานั่งนิ่งไม่ทำอะไรเลยตอนที่รู้ข่าวว่าเกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิร์ดเทรดในวันที่ 11 กันยายน แล้วเรื่องราวก็เริ่มขยายยาวไปในเรื่องความสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจที่สองพ่อลูกตระกูลบุชมีกับคนในตระกูลบินลาเดน เรื่องราวตอนนี้ฉันค่อนข้างสับสนอยู่บ้างเนื่องจากข้อมูลที่นำเสนอแบบต่อเนื่องออกมาไม่ขาดสาย ทำให้สมองเล็กๆ ของฉันประมวลผลไม่ทันกับข้อมูลที่นำเสนอ แต่ก็จับประเด็นกว้างๆ ได้

จากนั้น มัวร์ได้แสดงให้เห็นภาพที่บุชกับฝ่ายบริหารพยายามสร้างความหวาดกลัวการก่อการร้ายให้เกิดขึ้นกับผู้คนประเทศอเมริกาไม่เว้นแม้แต่ในชุมชนเล็กๆ ไล่เรื่อยไปจนก่อให้เกิดการโจมตีอิรัคที่มัวร์บอกว่าเป็นประเทศที่ไม่เคยทำร้ายคนอเมริกันเลยแม้แต่คนเดียว

ภาพที่มัวร์นำเสนอคืออิรัคที่มีความเป็นปกติสุขต้องถูกทำลายลงในค่ำคืนเดียว หลายคนต้องตายไปโดยไม่รู้เห็นอะไรเลย หากเป็นเรื่องจริงก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนอิรัคจะเกลียดชังอเมริกัน

ช่วงสุดท้ายของสารคดี มัวร์บอกเล่าเรื่องราวของทหารที่ถูกส่งไปทำสงครามในอิรัค ทหารพวกนี้ก็คือคนชั้นล่างของอเมริกาที่ตกงาน และงานเดียวที่มีให้ก็คือเป็นทหาร

ภาพพลเรือนอิรัคและทหารอเมริกันบาดเจ็บและตายในสงครามครั้งนี้ถูกนำไปเทียบเคียงกับความผาสุขของผู้ปกครองประเทศอเมริกาและการแบ่งสรรค์ผลประโยชน์กันในกลุ่มธุรกิจต่างๆ

ตอนท้ายของสารคดี มัวร์พาเราไปพบกับการสูญเสียลูกๆ ของพลเมืองชั้นล่างของประเทศในการไปเป็นทหารที่อิรัค และเราก็ได้ไปพบกับเหล่าวุฒิสมาชิกที่ไม่ยอมให้ลูกของตัวเองไปเป็นทหารในอิรัคอย่างแน่นอนเพราะรู้ว่าไปก็มีโอกาสตายซะมาก

ไม่ว่าประเทศไหนต่างก็มีชนชั้นกันทั้งนั้น (และมีบางประเทศที่อยากตามก้นอเมริกันเพราะเห็นว่าเขาดีนักหนา) และสารคดีนี้ก็ตีแผ่ประเทศอเมริกาได้อย่างเจ็บแสบโดยคนอเมริกันที่ชื่อว่าไมเคิล มัวร์


แถมสำหรับเว็บไซต์ของนายไมเคิล มัวร์ http://www.michaelmoore.com/

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : เกร็ดดวามคิดบนก้าววิ่ง



หนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงความลุ่มหลงในการวิ่งมาราธอนของมูราคามิ เขาเทียบเคียงการวิ่งกับการเป็นนักเขียนทั้งในเรื่องของความตั้งใจและกระบวนการทำงาน ที่ทำให้เรามองเห็นถึงความทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขารักอย่างเต็มที่โดยไม่มีการผ่อนผันตัวเอง

เขาบอกว่าไม่ได้ต้องการเขียนอัตชีวประวัติของตนเอง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่เขาจำเป็นต้องเล่าเรื่องราวชีวิตบางส่วนคู่ขนานไปกับตัวหนังสือ

หากใครได้อ่านเรื่อง Norwegian Wood ผลงานของเขามาก่อนหน้านี้ก็คงจะมองเห็นว่าตัวละครหนุ่มในเรื่องนั้นแทบจะถอดแบบมาจากตัวจริงของเขาในหลายๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องของการเป็นคนเก็บตัว การชอบฟังเพลง การชอบอ่าน The Great Gatsby แบบลุ่มหลงเอามากๆ

เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับเราเข้าไปนั่งอยู่ในหัวของมูราคามิ ฟังเขาคิด ฟังเขาวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว รับรู้ถึงความรักความชัง ความทุ่มเท และสารพัดอย่างที่ผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง

เขาวิ่งมานานนับสิบปีและบอกว่ายังคงวิ่งต่อไปแม้จะเข้าสู่วัยชรา นั่นคงบอกได้ว่าเขาเป็นมนุษย์ที่มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง


ดูหนัง : paranormal activity ภาค 2 (น่าจะสปอยล์นิดหน่อย)


ได้ดูภาคแรกของ paranormal activity ก็เลยติดตามมาดูภาคสองอีก จำได้ว่าตอนดูภาคแรกหนังมันเริ่มหลอนๆ ให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นๆ เรื่อง ในภาคสองนี่อาการหลอนมีน้อยมาก มาเริ่มสะดุ้งเอาก็ตอนที่จู่ๆ คนแม่ถูกจู่โจมเอาแบบไม่ตั้งตัว แต่นั่นก็เริ่มเข้าสู่ท้ายเรื่องแล้ว

ความรู้สึกส่วนตัวเหมือนกับว่าภาคแรกสนุกกว่า แต่อาจเป็นว่าช่วงหลังๆ ฉันเองดูหนังไม่ค่อยสนุกสักเท่าไร (หรือเปล่า) เน้นอ่านหนังสือเป็นหลักในตอนนี้ พอได้ดูในช่วงต้นๆ เริ่มรู้สึกว่าอยากจะหลับ

ด้วยความที่จำหน้ากับชื่อของคนแสดงภาคแรกไม่ได้ กว่าจะมาเชื่อมโยงภาค 1 กับภาค 2 ได้ก็ตอนใกล้ๆ จบของเรื่อง ที่มีการส่งมอบปีศาจตนนี้ให้กับคนเป็นน้องสาวรับไปแทน อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาค 1 นั่นเอง

โดยรวมถือว่าเป็นหนังผีที่น่าขนลุกเอาเรื่องเลยทีเดียวถ้าได้ดูตอนค่ำมืดดึกดื่น ตอนที่ฉันดูเป็นช่วงกลางวันทำให้ไม่ค่อยน่ากลัวแม้จะดูคนเดียวที่บ้าน แต่ตอนที่พิมพ์อยู่นี่เป็นเวลาสามทุ่ม บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงแมวเป็นเพื่อนเช่นเคย ก็ชักให้รู้สึกหลอนๆ ได้พอสมควร สงสัยต้องเปิดทีวีช่วยแล้วล่ะ ไม่ให้มันวังเวงมากไปกว่านี้


วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : วันนี้ที่กลางเมือง

เหนื่อยมากจริงๆ กับการใช้ชีวิตในฝูงชน วันนี้ต้องไปงานศพของพ่อเพื่อน เนื่องจากกะเวลาไม่ถูกก็เลยออกไปก่อนเวลานานมาก การเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าถือเป็นวิธีฆ่าเวลาสำหรับคนกรุงโดยแท้จริง

พอเดินเข้าไปฉันก็เจอเข้ากับฝูงชนจำนวนมากที่เดินกันขวักไขว่ และเสียงของพริตตี้ (ของสินค้าอะไรสักอย่าง) กำลังแผดเสียงสูงแหลมแบบไม่มีช่วงเว้นวรรค

ปฏิกิริยาแรกคือ มึนงง ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเดินไปทางไหน การจับทิศทางล้มเหลว ทำให้เดินชนกับคนข้างหน้าบ่อยครั้ง เนื่องจากเดินไปพลางเหลียวมองไปรอบตัวตลอดเวลา มึนกับสิ่งที่มองเห็นและงงกับเสียงที่แผดอยู่ในหู

จนในที่สุดต้องตั้งสติบอกตัวเองว่าเดินไปข้างหน้า ไปที่ไหนก่อนก็ได้ ไปหาที่ที่มันสงบๆ ก่อนที่จะถูกรุมเหยียบจากผู้คนรอบข้าง

นี่ไม่ใช่อาการที่เป็นแต่กำเนิด ฉันเกิดในกรุงเทพ คุ้นกับห้างสรรพสินค้ามาตั้งแต่เด็ก เดินไปไหนมาไหนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้จะเป็นห้างที่ไม่เคยไปก็จับทิศทางได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่นี่เป็นอาการของฉันในอีกเกือบสิบปีหลังจากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษภายในบ้านนอกเมือง หรือที่เรียกว่าเขตปริมณฑล วันๆ ก็วุ่นแต่กับแมว 4 ตัว กับสามีอีก 1 คน ไปไหนมาไหนแถวนี้ก็ไม่เคยต้องเจอคนเยอะแยะมากมายอะไร ก็แค่เดินสวนกันปกติ ไปห้างก็เลือกวันที่ไม่ใช่วันหยุด ขนาดงานสัปดาห์หนังสือฯ ก็เลือกไปตอนเช้าๆ ของวันทำงาน จะได้ไม่วุ่นวาย

ได้ดูคลิปหรือภาพบนเน็ตที่แสดงให้เห็นกลุ่มคนหนาแน่นจนเดินเบียดกันไปมาช่วงสงกรานต์ในแหล่งดังๆ แล้วนึกสยองว่าเขาสนุกกันตรงไหน

ตอนนี้ฉันกลับมานั่งสงบๆ ที่บ้านด้วยความสบายใจ ไม่อยากฟังเพลงหรือพูดคุย ขอแค่ความสงบกลับคืนมาสู่ชีวิตเท่านั้นก็พอ

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

แมวแสดง : บุญเต็มกับของเล่น <นินทาแมว>




บุญเต็ม เต็มสมชื่อ เต็มซะจนตัน เวลานอนตะแคงทำให้นึกภาพถึงปลาวาฬเกยตื้นยังไงยังงั้น ตรงกลางป่องนูนขึ้นมาเด่นเกินหน้าส่วนอื่นๆ

มันเป็นแมวตัวเมียที่เจ้าระเบียบ หน้าตาที่ถอดแบบป้าเหมียวมาเลย ก็เลยได้ฉายา "คุณนาย" ไปด้วยซะเลย ถือเป็นคุณนายตัวที่สองของบ้านถัดจากเจ้าเหมียว

ที่บอกเจ้าระเบียบคือชอบรักษาความสะอาดให้กับน้องๆ ทั้งสองตัวจนบางครั้งน้องๆ ก็รำคาญ เวลามันเลียหูให้น้องๆ มันจะซุกปากกับจมูกเข้าไปในหูแล้วเลียซะสะอาด บางครั้งก็ทำหน้าที่พี่ใหญ่ปกป้องน้องๆ ที่ซุกซนไร้ระเบียบ

เวลาคนชวนเล่นต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษเพราะปลุกให้เกิดความสนุกยากมาก พอเริ่มเล่นได้ก็วิ่งเหมือนหมู คนอย่างเราก็นึกว่ามันไม่ค่อยเล่น ก็เห็นอ้วนอย่างนี้คงไม่ค่อยได้เล่นนัก ที่ไหนได้ เกมโปรดของมันก็คือการคาบของเล่นมันไปหย่อนไว้ในถ้วยน้ำ เพื่อที่จะเขี่ยเล่น

ของเล่นที่ชอบเอาไปหย่อนน้ำก็พวกพู่ขนนกที่ตอนนี้ไม่เหลือสภาพของขนนก เวลาเราเรียกขานของเล่นชิ้นนี้ก็จะเรียกว่า "ไอ้พู่เน่าๆ ของมันน่ะ" เป็นอันเข้าใจได้ มันทั้งลีบลู่ ทั้งเหี่ยวเฉา และสกปรกมอมแมมออกอย่างนั้น

ของอย่างอื่นที่บุญเต็มชอบคาบไปหย่อนในถ้วยก็เช่น ถุงพลาสติกก๊อบแก๊บที่เราผูกเป็นปมให้มันไว้ตบเล่น ชิ้นพลาสติกที่เอาไว้ใช้ในงานตากผ้า (เอาไว้ยึดไม้แขวนเสื้อไม่ให้เคลื่อน แต่ใช้ไม่ได้ที่บ้านนี้) นั่นคือของเล่นที่รู้ว่ามันชอบเอาไปหย่อนไว้ในถ้วยน้ำ

วันนี้เจอของใหม่ เป็นหนูปลอมตัวเล็กๆ ที่ร้านขายอาหารสัตว์เจ้าประจำบอกว่าแมวชอบ เรากลับรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเล่นเลย สงสัยแมวผิดปกติ เช้านี้ไปกวาดห้องแมว หยิบเอาเจ้าหนูสีเหลืองนี่ขึ้นมารู้สึกว่ามันชุ่มโชกไปด้วยน้ำ ตอนแรกนึกว่าเลอะอ้วกแมวที่เพิ่งเก็บออกจากตรงนั้น (มันอ้วกกันเป็นอาชีพ ...อาหารที่ซื้อมาน่ะ กินครึ่ง อ้วกครึ่ง) ปรากฏว่าไม่ใช่ มันเป็นน้ำชุ่มๆ

ฉันถึงกับหัวเราะ แม๊ ทำเป็นไม่สนใจนะ พอเผลอก็เอาไปเล่น นึกว่าไม่รู้หรือไงไอ้อ้วนว่าใครเอาไปเล่น มีแกตัวเดียวล่ะที่ทำแบบนี้

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : จักรยานมหัศจรรย์

ได้ดูคลิปของ Danny MacAskill แล้วรู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ในการเคลื่อนไหวบนจักรยานได้เหมือนกับติดปีกบิน ไม่น่าเชื่อว่าคนกับจักรยานจะไต่ ปีน กระโดด อะไรได้ถึงขนาดนี้

เห็นแล้วนึกถึงว่ามันคงต้องเป็นสิ่งที่เขารักเอามากๆ และลงมือทำมาจากส่วนลึกของจิตใจ ขอคารวะ


อ่านหนังสือ : Norwegian Wood ในโลกของคนแหว่งวิ่น



เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของมูราคามิ เนื่องจากชื่อเสียงที่เคยได้ยินมา แต่ผลก็คือไม่ชอบเลยเรื่องนั้น มันอืดเอื่อยจนเฉื่อยชาที่จะอ่านให้จบ หลังจากนั้นก็ไม่เคยคิดว่าจะมาอ่านงานของมูราคามิอีกเลย


จนได้ยินเรื่องราวเล่าขานของเขาอีกหนาหู ประกอบกับมีหนังที่สร้างจากเรื่อง Norwegian Wood ก็เลยคิดว่าจะลองดูอีกสักตั้ง ถ้าไม่หนุกอีกจะขอเลิกราไปเลย

ไปเดินงานหนังสือครั้งล่าสุด (เมษา 54) ตั้งใจว่าจะไปหยิบบันทึกนกไขลาน (น่าจะชื่อนี้) มาจากบูธมติชน เห็นว่าลดครึ่งราคา เพื่อมาทดลองอ่านอีกรอบแต่ไม่เจอ ลังเลกับเรื่อง Norwegian Wood อยู่จนกลับบ้านก็ยังไม่ได้ซื้อ มันเหมือนค้างคาใจ ก็เลยตัดสินใจสั่งซื้อจากเว็บของซีเอ็ด ได้หนังสือภายใน 1 วัน (สุดยอด ...ไปรับที่ร้านซีเอ็ดใกล้บ้าน) ที่ต้องสั่งจากเว็บเพราะเคยพยายามมองหาจากร้านหนังสือละแวกบ้าน ก็ไม่เคยเจอหนังสือของมูราคามิเลยแม้แต่น้อย

หลังจบจากเรื่องที่อ่านค้างไว้ก่อนหน้านี้คือ ดอนกิโฆเต้ กับ มูรี่ ก็ถึงคราว Norwegian Wood พบว่าชอบมากเลยเรื่องนี้ ติดตามอ่านติดหนึบตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ไม่ขอเขียนถึงเนื้อหาข้างในเพราะคิดว่าคงไม่มีความสามารถมากพอในการบรรยายสิ่งที่อ่านได้จากหนังสือ

จะว่าไป หนังสือหลายเล่มที่ฉันชอบมักเป็นเรื่องของคนที่ไม่สมบูรณ์ คนที่ไม่ได้ดีพร้อม มีข้อบกพร่อง คนที่แปลกประหลาดของสังคม คงเป็นเพราะฉันเองก็คงเป็นคนหนึ่งในอีกหลายๆ คนในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง พยายามกันอย่างเต็มที่ที่จะทำตัวกลมกลืนกับคนปกติ พอได้รับรู้ว่ามีคนแบบนี้ด้วยเหรอ มีคนแบบเราด้วยเหรอ ก็ต้องแปลกใจว่าจริงๆ แล้วนั่นคือเรื่องปกติในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

บางทีสิ่งที่เราควรทำก็คือยอมรับข้อบกพร่องของตนเอง และไม่ต้องพยายามหาอะไรมาเติมให้มันเต็ม



Norwegian Wood ถือเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง คู่ควรกับกระดาษที่เสียไปกับกระบวนการพิมพ์หนังสือสักเล่มจริงๆ

สนใจหนังสือดูได้ที่ http://www.gammemagie.com/content/view/49/120/lang,thai/




วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : มูรี แมวป่วนโลก


หนังสือ way of murrie หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อว่า 'มูรี แมวป่วนโลก' นั้น เป็นวรรณกรรมรัสเซียที่ใช้เวลาในการเขียนนานถึง 10 ปี เล่าเรื่องราวของนักเดินทางหลากหลายชีวิต ทั้ง แมว ปลาวาฬ (อภิ)มหาเศรษฐีของโลกอาหรับ กุ้งมังกร นักวิชาการพิการ หญิงชรา คนหนุ่ม มนุษย์ต่างดาว และ ...

ต่างชีวิตต่างมีเป้าหมายการเดินทางของชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ต่างทั้งเป้าหมายและวิธีการ ที่เหมือนกันคือความมุ่งมั่นในใจที่จะไปยังสถานที่นั้น ความมุ่งมั่นนั้นสร้างให้พวกเขาเป็นคนพิเศษแม้จะดูราวกับคนบ้าหรือเสียสติก็ตามที
แมวน้อยมูรี หลังจากที่ต้องสูญเสียมุมส่วนตัวไปกับสงครามกลางเมืองของบอสเนีย ครอบครัวที่(มันบอกว่า)รับใช้มันมาก็อพยพย้ายถิ่นไปโดยทิ้งมันไว้ตัวเดียว มันจึงออกเดินทางไปตามเส้นทางเพื่อหา "ชามใส่อาหาร ผ้าห่มผืนเล็ก และพวกสองขาที่คอยดูแลฉัน" แม้มันจะพบกับหลายครอบครัวที่พร้อมจะดูแลมันอย่างดี มันก็ไม่แยแส และยังคงเดินทางต่อไปเพื่อตามหาจุดหมายนั้น
ชีคอับดุลลา นาดารี อัคสาอิด อิบน์ ฮาลิม ทุ่มเทเงินทองอย่างไม่อั้นไปกับการสร้างเครื่องบินที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อการเดินทางรอบโลก
เฮเลมเค อาจารย์ชราและพิการจากการตกหน้าผาในขณะพยายามปีนเขาที่มองเห็นลิบๆ จากหน้าต่างบ้าน เขายังมีความฝันที่จะพิชิตยอดเขานั้นด้วยการออกแบบรอกและคานเพื่องานครั้งนี้
วาฬหัวทุยที่ออกว่ายข้ามมหาสมุทรจากเหนือจรดใต้นับสิบๆ รอบ และได้ผจญกับหมึกกระดองตัวใหญ่และเรือหาปลาที่โหดร้าย
และอีกหลายชีวิตที่ยังคงเวียนว่าย เดินทาง ค้นหา ไปตามเส้นทางของตนเองอยู่บนโลกใบนี้