วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ดูหนัง : Notorious Betty Page อย่าตัดสินคนจากมาตรฐานตัวเอง



ระยะหลังๆ เข็มวัดความดีเลวของฉันเริ่มรวนเร ไม่ใช่เพราะไม่รู้หรอกว่าอะไรดีหรือเลว ยังไงก็รู้แหละว่าฆ่าคนไม่ดี ขโมยของก็เลว ช่วยคนตาบอดข้ามถนนเป็นเรื่องดี

ระยะหลังๆ ในโลกไซเบอร์ที่ใครเป็นใครไม่รู้มักออกมาด่าประนามคนโน้นคนนี้ว่าเลว ทำให้ฉันเริ่มเสียศูนย์ เริ่มหันกลับมามองตัวเองบ่อยๆ และพบว่าตัวเองก็ไม่ได้ดีอะไรนักหนา มีหลายเรื่องเลวๆ ที่ทำไว้แล้วซุกเก็บไว้ (แม้จะไม่ถึงกับฆ่าคนหรือขโมยของก็เถอะน่า)

บางเรื่องเมื่อได้ย้อนกลับมามองดูแล้วคิดว่าอะไร -ดี-เลว-ผิด-ถูก-ชั่ว-ดี- เกณฑ์การวัดมันอยู่ตรงไหน
> เราช่วยนกไม่ให้แมวข้างถนนจับไปกิน เราทำบุญหรือบาปเนี่ย แมวก็หิวนะ
> คนเปิดเพลงในรถยนต์ดังสนั่นถนน (แถมเปิดหน้าต่าง กลัวคนได้ยินไม่ถนัด) คนเปิดน่ะคิดว่าดีแบ่งปันเสียงเพลง คนชอบฟัง (คอเดียวกัน) ก็คิดเออดี มีเพลงฟัง แต่ฉันได้แต่แช่งชักให้หูมันหนวกไม่ชั่วชีวิต (รำคาญมัน)
> เด็กเต้นโชว์เปิดอกที่สีลม อื่มมม ด่ากันใหญ่เลย แต่ไอ้คนด่าน่ะเที่ยวได้ค้นหาคลิปนี้กันให้วุ่นวาย
> ตอนโจรไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ใครก็ไม่รู้กระโดดเข้ามาถีบ เผลอๆ แค่ผ่านมา ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเล้ย
> ไอ้บ้านี่มายืนสูบบุหรี่หน้าบ้าน เพราะในบ้านมีลูกเล็ก แต่ฉันเป็นมะเร็งแทนลูกแกนะโว้ยเพราะควันมันลอยเข้าบ้านฉัน
> แต่ก่อนต้องสวมเสื้อผ้ามิดชิด หญิงชายห้ามจับมือกันในที่สาธารณะ เดี๋ยวนี้ล่ะเป็นไง
> และอีก ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

มาตรฐานความดีเลวจึงขึ้นอยู่กับบุคคล สถานที่ สภาพแวดล้อม ยุคสมัย อารมณ์และอคติ (โดยเฉพาะสองอย่างหลัง ขอเถียงหัวชนฝาหากใครบอกว่าไม่มีอคติ) และอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง ฉันจึงเริ่มมองเห็นหลายอย่างเป็นสีเทา เทามาก เทาน้อย หรือเทาจางๆ แต่ก็นั่นแหละ มันก็ขึ้นอยู่กับสภาพสายตาในช่วงนั้นอีกด้วย

ชีวิตมันไม่ง่ายจนถึงขนาดตัดสินได้ว่าอะไรดีหรือเลวเพียงแค่ปรายตามอง ยิ่งกว่านั้นยังอาจบอกไม่ได้ว่าดีหมดจดหรือเลวบริสุทธิ์


กลับมาเรื่องหนังดีกว่า เพิ่งได้ดู Notorious Betty Page ที่นำเสนอเรื่องราวของนางแบบหนังสือโป๊ที่โด่งดังมากในยุค 1950 ของอเมริกา

อ้างอิงจากเนื้อเรื่องของหนังละกัน เพราะเข้าไปอ่านประวัติของเบ็ตตี้ เพจตัวจริงแล้วเยอะมาก ถ้าจะให้อ่านก็ดูจะไปไม่ถึงไหน เบ็ตตี้เกิดในครอบครัวที่เป็นคริสเตียนเคร่่งครัด แต่ในช่วงต้นของเรื่องเหมือนจะมีบางอย่างแสดงให้เห็นว่าคนในครอบครัว (น่าจะเป็นพ่อ) บังคับมีเพศสัมพันธ์กับเธอตอนที่เธอเริ่มเข้าวัยรุ่น

แล้วหนังก็ตัดมาเล่าเรื่องราวของเบ็ตตี้อย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องแต่งงานและหย่า การออกมาใช้ชีวิตตามลำพัง ถูกกลุ่มผู้ชายล่อลวงไปข่มขืน และการก้าวย่างเข้ามาเป็นนางแบบหนังสือโป๊เนื่องจากรูปลักษณ์ที่ดึงดูดผู้ชายหื่นและไม่หื่นได้ในทันที

เบตตี้ประสบความสำเร็จในอาชีพนางแบบโป๊เนื่องจากความโดดเด่นเป็นธรรมชาติในการโพสต์ท่าของเธอ ไม่ว่าจะให้แสดงท่าอะไรก็ทำได้ไม่มีกั๊ก ขอบอกว่าคนที่แสดงเป็นเบ็ตตี้น่ะน่ารักจริงๆ ตอนโพสต์ท่าถ่ายภาพ

(อ้อ...ภาพโป๊สมัยก่อนน่ะ นางแบบสวมเสื้อในหรือชุดว่ายน้ำน่ะ ไม่ได้เปลือยทั้งหมด)

แม้ว่าสังคมจะบอกว่าเธอทำเรื่องเลว แต่เธอกลับมองว่านั่นไม่ใช่เรื่องผิด ในตอนหนึ่งของบทสนทนากับชายคนหนึ่ง เบตตี้บอกว่า "เธอไม่รู้ว่าที่ทำน่ะผิดหรือเปล่า ก็ยังสงสัยอยู่ แต่ถ้าพระเจ้าคิดว่ามันผิดก็น่าจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่างมาบอกบ้าง"

แล้วสัญญาณก็บอกออกมาในรูปของการพิพากษาคดีของรัฐที่บอกว่าสื่อที่ถ่ายภาพโป๊ส่งผลกระทบต่อชีวิตอันดีของสังคม ดังนั้นเธอจึงหันกลับเข้าสู่ศาสนา

และอีกฉากที่ชอบก็คือตอนก่อนจบที่เบ็ตตี้ไปยืนอ่านคัมภีร์ (ด้วยเสื้อผ้ามิดชิด) ในสวนสาธารณะ แล้วมีชายคนหนึ่งเข้ามาทักว่าใช่เบ็ตตี้ เพจหรือเปล่า เธอก็บอกว่าใช่ ชายคนนั้นบอกว่าไม่ต้องอายไปหรอก เบ็ตตี้บอกว่า --เธอไม่ได้อับอายกับสิ่งที่เธอเคยทำ ก็อดัมกับอีฟยังเปลือยเลยก่อนที่จะรู้ว่ามันเป็นบาป---

ด้วยความเห็นของฉัน พวกคนที่ชอบออกมาประณามนางแบบเหล่านี้แต่ใต้เตียงกลับซุกหนังสือโป๊พวกนี้ไว้น่ะ น่าจะสมควรถูกประนามมากกว่าเสียอีก (นั่นอีก ฉันไปตัดสินคนอื่นอีกแล้ว ไม่ดีนะเนี่ย)

(นี่คือภาพของเบ็ตตี้ เพจตัวจริง เธอเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2008 นอกจากนั้นยังมีเว็บไซต์เป็นทางการ สนใจเข้าไปดูกันที่ http://www.bettiepage.com/)

(นี่คือ เกรตเชน โมล - Gretchen Mol ผู้แสดงเป็นเบ็ตตี้ในเรื่อง และเธอแสดงแบบไม่กั๊กเลย เปลือยทั้งตัว และน่ารักอีกด้วย)
ขอส่งท้ายด้วยความเบื่อของฉันเองที่กำลังสำลักความดีที่มาในรูปของการอ้างอิงธรรมะ ทั้งในแผงหนังสือล้วนเต็มไปด้วยหนังสือธรรมะและถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยใน Social Network หรือใน blog ล้วนแต่เป็นคำพระ ปรัชญาชีวิตที่ฟังดูดี หรือคำที่คล้ายๆ กัน

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : คำให้การของคนเปื้อนเหงื่อ



อาจเป็นด้วยสภาพสังคมของเรา ยามที่เรามองคนจน เรามักแสดงออกมาว่าเรานั้นเห็นอกเห็นใจพวกเขา แต่ในเวลาเดียวกันหลายคนก็อดที่จะเดียจฉันท์คนกลุ่มนี้ไม่ได้ คนที่แสดงออกเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนรวยที่ดูถูกคนจนเท่านั้น คนที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันน่ะแหละที่ดูระแวดระวังคนจนเอาไว้ก่อนก็มีเยอะ

จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนไปอยู่ต่างจังหวัดกับแฟน ยอมรับว่าไม่มีงาน เงินก็ไม่มี จึงต้องออกแนวประหยัด ประกอบกับเป็นคนไม่ค่อยแต่งเนื้อตัว สภาพภายนอกจึงอาจไม่สวยหรูนัก

วันนั้นฉันเบื่ออยู่บ้านเลยขับรถออกไปเดินเล่นในตลาดและห้างสรรพสินค้าเล็กๆ เสื้อผ้าที่ใส่ออกจากบ้านก็คือชุดที่ใส่อยู่บ้าน ตอนอยู่บ้านก็หยิบจับทำงานบ้านโน่นนิดนี่หน่อยจนมอมแมมไปบ้าง คิดว่าตัวเองก็ไม่ได้แต่งตัวต่างอะไรกับตอนที่อยู่กรุงเทพมากนัก

ด้วยนิสัยของคนกรุงเทพที่ชอบเดินเล่นในห้าง ที่จังหวัดนี้มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่สองแห่ง แต่ถึงขนาดใหญ่แล้วก็ยังเล็กมากๆ เช่นกัน เป็นห้างในต่างจังหวัดที่เดินทั่วห้างได้ภายในครึ่งชั่วโมง

ฉันก็ไปเดินเล่นเพื่อ "ดู" สินค้าตามชั้นวางของในแผนกเครื่องเขียน เงยหน้าขึ้นเห็นยามรักษาความปลอดภัยของห้างมองมา พอเขาเห็นฉันมองก็หลบหน้าทันที แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ยังคงเดินดูต่อ สักพักรู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม ก็หันไปดู ยามฯคนเดิมรีบหันหน้าหลบทันที ฉันก็ลองเดินต่อไปอีกสักพัก ยามฯคนเดิมก็ยังเดินตามฉัน

ทั้งฮาทั้งเซ็งเลยฉัน เหลือบดูเสื้อผ้าตัวเอง ก็คงมอมแมมซะล่ะมั้ง เขาเลยระแวงว่าจะมาขโมยของ หลังจากนั้นหากว่าต้องไปเดินห้างฉันก็เลยต้องแต่งตัวให้ดีขึ้น

คนที่ไม่เคยเจอคงไม่รู้ซึ้ง

ก็เหมือนกับแนวคิดของบาร์บาร่า เอห์เรนไรซ์ ผู้เขียนหนังสือ "คำให้การของคนเปื้อนเหงื่อ" (หรือ Nickel and Dimed) การจะเขียนเรื่องของคนใช้แรงงานที่ยากจนให้ได้ลึกจริงก็จำเป็นต้องลงไปคลุกวงในด้วยตัวเอง ดังนั้นเธอจึงแฝงตัวลงไปใช้ชีวิตเหมือนคนจน (ในอเมริกา) โดยจำกัดจำนวนเงินเริ่มต้นชีวิต หาที่พักอาศัยราคาถูก และหางานเหมือนที่ผู้หญิงใช้แรงงานจะทำกัน

เธอจำเป็นต้องสร้างความสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่ายเพื่อให้เอาตัวรอดได้

ชีวิตการทำงานของเธอมีทั้งการเป็นพนักงานเสิร์ฟ พนักงานทำความสะอาด พนักงานขายในห้างวอลมาร์ต แต่ละงานนั้นเธอจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง ด้วยการกวดขันและจับผิดโดยพนักงานด้วยกันเอง (แต่มีตำแหน่งสูงกว่า) การควบคุมก็มีทั้งระเบียบกฏเกณฑ์ การหลอกลวงด้วยคำพูดสวยหรู และอื่นๆ

แรงงานเหล่านี้ถูกใช้งานทางกายอย่างหนักหนาสาหัส ในขณะเดียวกันก็พยายามกดค่าแรงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไร้สวัสดิการที่พอเพียง

ข้อแตกต่างของผู้เขียนและแรงงานตัวจริงก็คือ เมื่องานหาข้อมูลของนักเขียนสิ้นสุดลง เธอก็จะได้กลับเข้าสู่ชีวิตอันสุขสบายเช่นเดิม ในขณะที่แรงงานตัวจริงก็ยังคงต้องมีชีวิตจมอยู่กับความทุกข์ยากตลอดไป (นี่คือสิ่งที่นักเขียนตระหนักถึงเช่นกัน)

บาร์บาร่าจึงเปรียบเสมือนคนที่ลงไปสัมผัสและส่งเสียงเรียกร้องขึ้นมาจากก้นหลุมของสังคม ให้คนที่อยู่เบื้องบนได้มองเห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิต ด้วยหวังว่าคนที่ควบคุมอยู่ชั้นบนสุดของสังคมจะได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อพวกเขาบ้าง


อ่านหนังสือ : ไม่มีอะไร...อยากจะให้เป็นของขวัญ

หนังสือการ์ตูนที่ลายเส้นเรียบง่ายและน่ารัก จุดเด่นอยู่ตรงเนื้อเรื่องน่ะแหละ เป็นเรื่องของแมวเหมียวที่พยายามหาของขวัญให้กับหมาน้อยเพื่อนรัก พยายามค้นหาจนได้สิ่งที่เขาคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดสำหรับเพื่อนรัก

ของขวัญนั้นคือ... (ต้องอ่านเองค่ะ)

การ์ตูนที่ดูจะวาดง่ายๆ จริงๆ แล้วกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้คนวาดก็ต้องฝึกฝนการวาดภาพยากๆ มาก่อน เนื้อเรื่องก็เหมือนกัน แม้จะดูง่ายๆ แต่กว่าจะคิดจนได้มาถึงอย่างนี้ก็คงต้องผ่านการคิดมาหลายตลบ จนได้เรื่องที่เรียบง่ายกินใจอย่างนี้

ฝีมือการแปลของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะ จากต้นฉบับชื่อ The Gift of Nothing งานของ Patrick McDonnell

หนังสือมีอยู่ไม่กี่หน้า แต่อ่านได้บ่อยๆ



วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : ฝันสลายที่ปลายฟ้าของหญิงอู๊ด...ชีวิตรันทดแบบฮาๆ ของนักเรียนนอก


หนังสือการ์ตูนน่ารักๆ อีกเล่มหนึ่งจากฝีมือนักวาดชาวเอเชีย การ์ตูนแนวเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองผ่านทางลายเส้นง่ายๆ ไม่ซับซ้อนยุ่งเหยิงดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากจนมีหนังสือแนวนี้แปลออกมาจำนวนมาก ทั้งวานวาน, ซานะ, ทากากิ นาโอโกะ (ในชุดสาวเตี้ย 150 ซม.) และอื่นๆ

การ์ตูนพวกนี้เน้นถ่ายทอดเนื้อหาที่เบาๆ ฮาๆ และที่สำคัญ อ่านง่ายสำหรับฉัน ตอนนี้ให้กลับไปอ่านการ์ตูนพวกมังงะ ที่แบ่งเป็นช่อง มีเนื้อเรื่องยาวๆ ก็ทำไม่ได้แล้ว อ่านแล้วมึนไปหมด

ในเล่มนี้สาวอู๊ดของเรามีชื่อว่าคงคงนะ เป็นสาวไต้หวันที่ไปร่ำเรียนแบบยาจกที่แคนาดา แม้ว่าหัวเรื่องจะบอกว่า "ฝันสลาย" แต่ฉันว่าน่าจะเปลี่ยนเป็นชีวิตรันทดมากกว่านะ เพราะเนื้อหาจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอันยากลำบากในต่างแดนที่ลำเค็ญ เทียบกับชีวิตอันสุขสบายยามอยู่บ้าน

คงคงนะเล่าเรื่องการไปใช้ชีวิตกับครอบครัวชาวแคนาดาที่ใจดี ปัญหาในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ การประทังชีวิตด้วยอาหารราคาประหยัดสุดฤทธิ์ ชีวิตเมื่อต้องตามหาเช่าแฟลตอยู่เพื่อลดค่าใช้จ่าย และสอนการทำอาหารง่ายๆ

ช่วงชีวิตที่ยากลำบากถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำมากที่สุด และเมื่อเราผ่านมาได้ เราจะรู้สึกภาคภูมิใจ เก็บมาเล่าได้ไม่รู้เบื่อ ...ก็เช่นเดียวกับคงคงนะ สาวหมูที่น่ารักคนนี้ไงล่ะ



วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : บันทึกนกไขลาน ...และความด้อยปัญญาของคนอ่านอย่างฉัน



(หมายเหตุ :ในรูปนี่เป็นฉบับภาษาอังกฤษ แต่ที่อ่านเป็นฉบับภาษาไทยของมติชน)

จากความชอบที่ได้อ่านเรื่อง Norwegian Wood ของมูราคามิ ทำให้ฉันไปควานหาหนังสือเล่มอื่นของนักเขียนคนนี้มาอ่านอีก ที่หาได้เจอในร้านหนังสือช่วงนี้ก็คือ "บันทึกนกไขลาน" หรือ The Wind-Up Bird Chronicle หนังสือหนา 720 หน้า หนักทั้งตัวหนังสือและเนื้อหา (รวมถึงราคา)

เริ่มต้นเรื่องก็เหมือนเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปของชายหนุ่มนามโทรุ โอกาดะที่สมัครใจออกมาว่างงาน สลับบทบาทกับภรรยา โดยเขาทำงานบ้าน แล้วให้ภรรยาเป็นผู้ทำงานหาเงิน ต่อมาคูมิโกะผู้เป็นภรรยาได้หนีออกจากบ้าน ทิ้งให้เขาอยู่กับความสับสนและสงสัย

เมื่อเรื่องราวดำเนินไป โลกของคนปกติก็ผสมปนเปกับโลกแห่งความเหนือจริง ตัวละครหลากหลายเริ่มปรากฏตัวขึ้นมาแสดงบทบาทในรูปของเรื่องเล่าที่ผ่านกาลเวลาและหลากเนื้อหา

เมื่ออ่านมาเลยครึ่งเล่ม ก็พบว่าในหัวฉันเต็มไปด้วยเรื่องราวของคนอื่นที่แทรกเข้ามาในระหว่างการตามหาภรรยาของโทรุ ทำเอาฉันออกอาการมึนงงและเริ่มจะเหนื่อยกับการติดตามอ่านให้จบ

เมื่อถึงท้ายๆ เรื่องฉันก็เริ่มเร่งความเร็วในการอ่าน ไม่ค่อยจะซึมซับอะไรอีกแล้วจากเรื่องเล่าที่ทยอยกันผุดโผล่ขึ้นมาระหว่างกลาง หลายเรื่องฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องราวหลักของหนังสือ เริ่มรู้สึกว่าหลายเรื่องไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเล่ม แต่เป็นเหมือนฉากตัดสลับไปเรื่องอื่นชั่วคราว

หรือว่ามันเป็นเหมือนชีวิตจริงที่เรามองออกไปนอกหน้าต่างบ้าน แต่ละคนที่เดินสวนกันผ่านไปมาต่างก็มีโลกที่แยกต่างหากเป็นของตนเอง ทุกคนไม่เกี่ยวข้องกันยกเว้นเพียงอย่างเดียวนั่นคือทุกคนรู้จักโทรุ โอกาดะ หรือ "ผม" ในเรื่อง

ตัวละครแต่ละตัวล้วนมีความแปลกพิลึกของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายของภรรยา-โนโบรุ วาทายะ, พี่น้องสองสาว- มอลต้ากับครีต้า คะโน, ทหารจากยุคสงคราม -ผู้หมวดมิยามะและคุณฮนดะ, แม่ลูก- ลูกจันทร์และอบเชย อาคาซากะ และเพื่อนบ้านต่างวัย- เมย์ คาซาฮาระ และแมวที่หลงหายจากบ้านไปราวหนึ่งปี

"นกไขลาน" ที่ไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นในเรื่อง มีแต่เสียงที่ร้องเหมือนไขลาน มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ยิน เป็นเหมือนสัญลักษณ์อะไรสักอย่างที่เชื่อมโยงตัวละครเหล่านี้เข้าด้วยกัน อาจเป็นการไขลานในชะตาชีวิตมนุษย์?


สมองของฉันคงประมวลผลไม่ทัน และความอ่อนด้อยในด้านวรรณกรรม จึงทำให้ฉันเริ่มเนือยเฉื่อยและข้นหนืดไปกับเรื่องราวในตอนใกล้จบ และแรงผลักดันเดียวที่ทำให้ฉันอ่านจนจบก็คือเผื่อว่าตอนจบอาจมีเฉลยปริศนาทั้งหมด ว่าทุกคนมาโยงใยกันอย่างไร... เท่านั้นเอง






วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : หมวกขอทาน


เมื่อเช้าปั่นจักรยานไปซื้อของกิน (ข้าวเหนียวหมู) ในตลาดแถวบ้าน ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร ก็เพราะว่าออกแต่เช้า แดดยังไม่ออก เลยเอาหมวกใบเก่งเหน็บไว้กับสายเบรคหน้ารถ เอาไว้เผื่อขากลับแล้วแดดออกจะได้มีหมวกไว้กันแดด แล้วก็ออกปั่นอย่างเพลิดเพลิน พลางคอยหวาดเสียวกับเหล่ารถยนต์ที่เหยียบกันมิดคันเร่ง ถนนในซอยก็เล็กแค่นี้จะเร็วกันไปถึงไหนน้อ

มารู้สึกอีกทีก็อีกนิดถึงร้านข้าวเหนียวแล้ว เหลือบไปเห็นว่าหมวกไม่อยู่แล้ว ตกใจมาก เกือบจะหันหัวรถกลับไปหาหมวกทันที แต่อีกนิดก็เกือบถึง เลยแวะซื้อก่อนแล้วเร่งรีบปั่นย้อนกลับทางเดิมเพื่อค้นหาหมวกใบสีเขียว

หมวกใบนี้ซื้อมาด้วยราคาแค่ 50 บาทจากกองหมวกมือสองในตลาดนัดเมื่อหลายปีมาแล้ว จากนั้นฉันก็ใช้หมวกใบนี้มาตลอด เพื่อกันแดดเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็เพราะรูปทรงที่คลุมปิดใบหน้าได้เป็นอย่างดี กับใส่กันลมตีเส้นผมให้พันกันตอนซ้อนมอร์ไซค์ได้ดีอีกด้วย

แต่แม่ฉันสิกลับไม่ค่อยชอบ เคยใส่ตอนแวะไปเยี่ยมแม่ที่บ้านพี่สาว แม่บอกว่าใส่แล้วเหมือนขอทาน ฮ่า ฮ่า ดีสิ จะได้ไม่มีใครมาปล้น (เงิน 500 บาทในกระเป๋า นั่นคือเท่าที่มี ;-) แฟนก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบในตอนแรกแต่หลังผ่านมาหลายปี ก็คงทำใจให้ชินได้แล้วล่ะ

ถึงจะราคา 50 บาท แต่ถ้าเทียบแล้ว เงินหาย 50 บาทยังไม่เสียดายเท่ากับหมวกใบนี้ ต่อให้มีเงินอีก 50 บาทก็หาซื้อมันกลับมาไม่ได้แล้วนี่นา

ปั้นย้อนกลับข้ามสะพานไม้แคบๆ มาได้หน่อยเดียวก็มองเห็นสิ่งของกองอยู่ริมถนน ต้องใช่หมวกฉันแน่ ว่าแล้วก็บ่ายหน้าจักรยานมุ่งไปทางนั้น ใช่จริงๆ น่ะแหละ ดีใจมาก จอดจักรยานแล้วก้มลงเก็บหมวกขอทานที่วางอยู่ข้างๆ ต้นหญ้าริมถนน มีดอกหญ้าเจ้าชู้ติดอยู่นิดหน่อย

คนขายไก่ย่างที่ห่างไปนิดคงคิดว่าฉันเก็บของหล่น (ของคนอื่น) ได้ล่ะมั้ง แล้วก็หันกลับไปสนใจกับการย่างไก่ต่อ

กลับบ้านด้วยความดีใจที่ของสำคัญไม่หาย