วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดูหนัง : Black Swan ตัวตนและความต้องการอันแท้จริง


ในความรู้สึกส่วนตัวของฉัน นาตาลี พอร์ตแมน ในเรื่องนี้แสดงได้ดีมากๆ รับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ผิดหวัง ดีใจ สับสน กังวล

หนังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของนีน่าที่เก็บกดไว้อย่างรุนแรงภายใต้ใบหน้าที่จริงจังและผมที่รวบตึง พร้อมที่จะปลดปล่อยออกมาในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งก็คือช่วงคัดเลือกตัวแสดงเรื่อง Swan Lake ไปจนถึงตอนแสดงจริง

คงไม่อาจบอกได้ว่าใครเป็นคนผิด นีน่าอาจไม่เป็นเช่นนี้...
-ถ้าเพียงแต่แม่ของนีน่าผ่อนปรน และให้อิสระกับเธอบ้าง
-ถ้าตัวนีน่าเองรู้จักที่จะเถียงแม่หรือกบฏกับแม่เสียบ้าง ก่อนที่มันจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
-ถ้านีน่ารู้จักผ่อนคลายตัวเองลงบ้าง ออกไปสนุกกับชีวิต ไม่เคร่งเครียดตลอดเวลา
-และ...อีกหลายอย่าง

ดูไปนีน่าก็เป็นคนที่น่าสงสารไม่น้อย แม้ว่าในที่สุดเธอได้ปลดปล่อยตัวเองออกมา (จนได้) แต่ก็ดูเหมือนตัวเธอกลับถูกครอบงำด้วยหงส์ดำแทนที่จะเป็นตัวของนีน่าเอง

อ่านหนังสือ : กลับไม่ได้ไปไม่ถึง See Dave Run



กลับไม่ได้
ไปไม่ถึง
จึงหยุดหวัง

สามบรรทัดสั้นๆ ที่สะท้อนความรู้สึกอันสิ้นหวังของเดฟ เฮนดรี้ออกมาได้ตรงที่สุด เดฟเด็กหนุ่มที่พ่อแม่แยกทางกัน เขาอาศัยอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงที่เกลียดชังเขา แม่เองก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขาได้มากนัก นั่นก็เพราะยังต้องพึ่งพาอาศัยสามีคนนี้อย่างมาก

พ่อจริงๆ ของเดฟเป็นนักดนตรีตกอับซึ่งประสบอุบัติเหตุจนเล่นดนตรีไม่ได้อีก เขาอาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งทางตะวันตกของอเมริกา

ด้วยปัญหาที่เขาพบกับพ่อเลี้ยง เดฟจึงพยายามออกตามหาเพื่อไปอยู่กับพ่อ ติดแต่ว่าเขายังเป็นแค่เด็กวัยรุ่น ไม่มีเงิน และที่สำคัญไม่รู้ที่อยู่ของพ่อ ดังนั้นการหนีออกจากบ้านครั้งนี้จึงเหมือนกับการวิ่งไปข้างหน้าอย่างไรจุดหมาย

หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง See Dave Run เขียนโดย Jeannette Eyerly แปลเป็นไทยโดยกัณยรัตน์-ธารพายุ ฉันซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตั้งแต่สมัยที่งานจัดในเต้นต์ข้างคุรุสภา ในสมัยที่บรรยากาศเป็นงานขายหนังสือราคาถูกจริงๆ หลายร้านเป็นร้านแบบกองหนังสือสุมๆ ไว้ให้เลือกซื้อในราคา 10 บาท และ"กลับไม่ได้ไปไม่ถึง" เล่มนี้ราคา 10 บาท ซื้อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2532

"กลับไม่ได้ไปไม่ถึง" เป็นหนังสือที่ฉันชอบเอามากๆ ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใคร โดยให้ตัวละครหลากหลายคนที่เคยได้พบกับเดฟเล่าประสบการณ์ที่ได้รู้จักกับเดฟ เหมือนกับว่ามีนักข่าวสักคนกำลังตามรอยของเดฟไปในสถานที่ต่างๆ ที่เขาเคยไป เมื่ออ่านไปคุณก็จะได้รู้จักกับเดฟอย่างดีทั้งที่ไม่เคยมีการเล่าเรื่องจากมุมมองของเดฟเองเลย

แม้จะอ่านมาหลายครั้ง เรื่องราวของเดฟก็ยังคงจับใจไม่รู้เบื่อ สามปีต่อมาหลังจากเล่มแรก ฉันก็ได้พบ "กลับไม่ได้ไปไม่ถึง" ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองวางขายในงานสัปดาห์หนังสือ ฉันจึงซื้อกลับมาเพิ่มเข้ามาอีกเล่ม

ได้กลับมาอ่านอีกครั้งยังรู้สึกสะเทือนใจในชะตากรรมของเดฟ เด็กหนุ่มนิสัยดีที่ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายในชีวิต และไม่มีวันหวนคืน

เพิ่มเติม : จีนเน็ต ไอเยอรี่ เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1908-2008



วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : กล่องใส่ความสุข



กล่องใส่ความสุขกล่องนี้ซื้อมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2545 เกือบสิบปีแล้วสินะ ชอบตรงที่มันบอกเล่าถึงความสุขของคนหลายคน หลายเรื่องเป็นความสุขง่ายๆ ไม่ซับซ้อนหรือต้องเสียเงินทอง เช่น มีความสุขตอนเกยพุงแม่ดูทีวี, เห็นหมาเดินข้ามทางม้าลายในกทม., หลังขัดห้องน้ำเสร็จ, สุขตอนเริ่มจะเป็นไข้แล้วมีคนเอามือแตะหน้าผาก ฯลฯ น่ารักๆ ทั้งนั้น

จำได้ว่าสมัยก่อนอ่านหนังสือเปรียว ในคอลัมน์ริมสวน (ไม่แน่ใจว่าชื่อนี้หรือเปล่า) ของคุณคนเดิม มีกรอบข้อความที่ขึ้นต้นโดย "ความสุขของฉัน" แทรกตลอดทั้งเรื่อง เป็นความสุขที่ส่งมาแบ่งปันจากผู้อ่าน ชอบมากถึงจะจำไม่ได้ก็เถอะว่ามีความสุขอะไรบ้างในนั้น

สภาพของกล่องความสุขกล่องนี้ยังใหม่เชียวล่ะ เพราะพอซื้อมาก็แทบไม่ได้แกะมาดู มีช่วงนี้แหละที่กำลังหมกมุ่นกับการโละทิ้งข้าวของในบ้าน ก็เลยเอาเจ้ากล่องนี้มาดู

ภายในกล่องเป็นการ์ดขนาดเท่ากับไพ่ทั่วไป มีกี่แผ่นไม่รู้ไม่ได้นับ ด้านหนึ่งเป็นเรื่องเล่าของความสุข ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นภาพประกอบน่ารักเอามากๆ อย่างภาพด้านบน (ภาพหน้า-หลัง) เป็นความสุขทั้งของคนและหมา ที่เมื่อกลับมาบ้านเจ้ามีมี่จะเดินมารายงานตัวและให้จับตัว โดยเฉพาะวันจันทร์จะอยากให้เจ้านายจับตัวมาหอมเพราะเพิ่งอาบน้ำใหม่ๆ และทาแป้งเย็นเซ็นลุกซ์ ...เรื่องน่ารักซะ

เราเองก็คงมีเรื่องของความสุขเล็กๆ น้อยๆ ส่วนตัวกันอยู่มาก บางครั้งมันอาจเล็กมากจนเราอาจไม่ได้ตระหนักถึงมัน แต่มันก็สร้างความสุขให้กับชีวิตเราได้

สุขเล็กๆ สะสมรวมกันก็จะล้มยักษ์แห่้งความทุกข์ได้เหมือนกันนะ คิดๆ ดู...ลองหาสมุดมาเก็บบันทึกความสุขไว้อ่านย้อนหลังยามที่เกิดปัญหาชีวิตก็น่าจะดีเหมือนกัน


>> กล่องนี้จัดทำโดยสำนักพิมพ์แม่ขมองอิ่ม ราคา 100 บาท<<

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดูหนัง : Whip It สาวนักซิ่ง




หนัง Whip It เป็นหนังที่ออกมาตรงตามสูตรของฮอลลีวูดเป๊ะ เรื่องของเด็กสาวที่พยายามแสวงหาตัวตนของตัวเอง โดยมีความขัดแย้งกับความต้องการกับแม่ หลังจากนั้นตอนจบก็เข้าใจกันได้

แม้จะออกมาเป็นสูตรสำเร็จและดูงงๆ อยู่บ้างกับในเรื่องของกติกาการแข่งขัน ก็ยังดูสนุกได้ในระดับปานกลาง ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบมีบางอย่างประทับใจในเรื่อง

ตัวละครในทีม Scout ทีมฝ่ายดี หรือฝ่ายธรรมะ (เหมือนมวยปล้ำเลย) เป็นส่วนที่ฉันชอบล่ะ แต่ละคนดูเหมือนไร้สาระ ไม่มีเป้าหมายในการแข่งขันสูงล้ำ แค่ว่าขอให้ได้แข่งและรู้ดีว่ายังไงก็ไม่มีทางได้ชนะ และเมื่อไม่ชนะเข้าจริงๆ ก็ยังดีใจแทบเป็นแทบตายกับการเป็นที่ "สอง" ไม่ร้องไห้เสียใจ ถ้าให้เดาก็คงเป็นเพราะพวกเธอน่ะมีความสุขแล้วล่ะกับการได้แข่งสเก็ต

นักสเก็ตหลายคนอายุมาก บางคนมีลูก และสร้างสมดุลระหว่างชีวิตจริงกับชีวิตที่ชอบได้อย่างดี

อีกตอนหนึ่งที่ชอบมากในเรื่องก็คือตอนที่บลิซ (อัลเลน เพจ) เข้าไปสารภาพความจริงว่าเธอนั้นอายุแค่ 17 ปีและไม่มีสิทธิ์ลงแข่งเองโดยไม่มีผู้ปกครองอนุญาต แทนที่สมาชิกในทีมจะโมโหกับโกหกคำโตของบลิซ พวกเขากลับมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา และยังเฮฮาได้ต่อ แถมยังบอกว่ามาแข่งไม่ได้ก็มาเป็นตุ๊กตานำโชคแทนก็ได้ อย่างนี้ไม่น่ารักก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

หนังกำกับโดยดรู แบรี่มัวร์ (ดูจากเครดิตท้ายเรื่องว่าเธอกำกับ แต่ในเว็บ IMDB กลับบอกว่าเป็นแค่โปรดิวเซอร์) โดยที่ในเรื่องเธอก็เล่นด้วยในบทที่ไม่เด่นมาก แทบจะกลืนไปกับฉากหลังเลยก็ว่าได้ อัลเลน เพจ ก็มาในมาดสาวซ่าแบบติ๋มๆ น่ารักดีเช่นเดิม

ส่งท้ายด้วยคำว่า Whip it คำแปลจริงๆ ว่าอะไรไม่รู้ แต่ในหนังนั้นหมายถึงการใช้แรงเหวี่ยงของคนหนึ่งส่งให้นักสเก็ตลอยละลิ่วไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นงานนี้ทีมไม่รักกันคงทำไม่ได้อย่างนี้หรอก


แมวแสดง : แมวกับตำแยแมว




บางคนก็เรียกมันว่ากัญชาแมว คงเป็นเพราะมันช่างดึงดูดใจแมวได้อย่างนี้ล่ะมั้ง พวกนี้คือคณะแมวที่บ้านกำลังเมามันกับตำแยแมว

แมวแสดง : แมวบุญแต้มชอบกินอัญชัน



ไอ้ตัวนี้ชื่อบุญแต้ม ชอบกินอัญชัน เด็ดมาวางเมื่อไรเสร็จเมื่อนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดูหนัง : Morning Glory เรื่องของผู้หญิงบ้างาน



หนังน่ารักๆ และเรียกเสียงฮาได้หลายช่วงหลายตอน เรื่องของหญิงสาวบ้างานที่ทุกลมหายใจเข้าออกเป็นงาน งาน งาน แม้ขณะที่อยู่กับแฟนก็ยังคิดถึงแต่งาน

ภาพพวกนี้ปกติมักเห็นในตัวของผู้ชายที่บ้างานจนละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต สำหรับเบคกี้ ฟูลเลอร์ที่ฉันเห็น งานไม่ได้หมายถึงความก้าวหน้าในตำแหน่งหรือเงินทอง แต่เธอทำงานเพราะมันคือชีวิต และเป็นชีวิตที่มีสีสันและสนุกสนาน

หลังถูกไล่ออกจากงานอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แทนที่จะนั่งอมทุกข์อยู่ไปวันๆ เธอกลับกระตือรือร้นในการหางาน จนบางครั้งอาจดูเยอะเกินไปหน่อย แต่เรื่องพวกนี้ ถ้าไม่ตามจิกก็คงไม่ได้เหมือนกัน

และจากที่เห็น เธอเป็นคนที่เก่งจริงและไม่ท้อแท้กับการสู้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "คน" ที่ถือว่าเป็นปัญหาหนักอกที่คนทำงานทุกคนต้องเคยเจอมาอย่างแน่นอน แต่ด้วยกำลังใจที่มีอยู่ล้นเหลือของหญิงคนนี้ (คนที่วิ่งตลอดเรื่อง) ก็ทำให้เธอนั้นผ่านอุปสรรคมาได้อย่างงดงาม และได้พิสูจน์ตัวเองให้ใครๆ ได้เห็น

อีกอย่างหนึ่งที่ได้เห็นจากหนังก็คือ คนเก่งจริงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ร้ายหรือต้องเหยียบคนอื่นเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย แถมยังเป็นที่รักของคนได้อีกด้วย

หมายเหตุ 1 : ชอบจังเลยนางเอกคนนี้ ราเชล แมคอดัมส์ ถ้าให้คนอื่นเล่นก็คงไม่น่ารักเท่านี้
หมายเหตุ 2 : เหมือนเคยอ่านเจอที่ไหน มีคนบอกว่าดูแฮริสัน ฟอร์ดเรื่องนี้เหมือนคุณพิสิทธิ์ กีรติการกุลเลย เห็นด้วยเลยเชียว

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : Spotted In France หมาจุดท่องฝรั่งเศส

ระหว่างการค้นหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเรื่อง Spotted In France และนักเขียน Gregory Edmont ฉันก็พบกับหน้าเว็บที่บอกเล่าการจากไปของ JP เมื่อหลายปีก่อน

เรื่องราวของเจพี หมาจุดสีตับที่เล่าอยู่ในหนังสือ Spotted In France ช่างมีสีสันชวนติดตาม เพราะมันช่างเฉลียวฉลาดเกินหมา แถมยังมีสัญชาติญาณบางอย่างที่ช่วยเกรกให้รอดพ้นความยุ่งยากมาได้หลายครั้ง ผู้เขียนได้เล่าถึงเจพีที่เป็นคู่ซี้รู้ใจที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชอบจนมักมองข้ามตัวผู้เขียนไปซะ

หลายเรื่องในหนังสือช่างดูเหมือนกับเรื่องแต่งที่มีความสอดคล้องเหมาะเจาะ หรืออาจเป็นความมองโลกในแง่ดีของผู้เขียนที่ทำให้มองโลกรอบตัวออกมาได้สีสันสดใสถึงขนาดนี้

เกรกเกอรี่ เอ็ดมอนต์ ผู้เขียนเป็นชาวอเมริกันที่ไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส เขาได้เล่าเรื่องราวในช่วงที่เขากับเจพีต้องออกเดินทางจากปารีสเพื่อพาเจพีไปผสมพันธุ์ที่เมืองทางตอนใต้สุดของฝรั่งเศส นั่นคือโปรวองซ์ เขาจึงเลือกการเดินทางด้วยรถสกู๊ตเตอร์เวสป้า โดยมีเจพีนั่งใส่แว่นกันลมอยู่ตรงที่พักเท้า

ระหว่างทางเขาได้พบกับผู้คนมากมายหลากหลายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นชาวนิวเอจกลุ่มใหญ่ บาทหลวงเจ้าของคอกผสมพันธุ์หมา เจ้าของภัตตาคาร และอีกหลากหลายคนที่ให้การช่วยเหลือเขาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการเดินทางและเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว (รวมถึงความยุ่งยากบางประการจากตำรวจช่างจับผิด)



อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชวนให้อยากพาเจ้าเหมียวออกเดินทางบ้างเหมือนกัน ติดอยู่แต่ว่าแมวนพวกนี้ไม่ชอบเดินทางไปไหนน่ะสิ



(เจพีที่จากไปเมื่อวันที่ 9 เมษา 2009 สองวันก่อนวันเกิดปีที่ 14 ของมัน รายละเอียดดูได้ที่เว็บ http://edmont.com/blog/author/gregory-edmont)


(ภาพปกหนังสือฉบับภาษาอังกฤษ)


(นี่คือปกหนังสือฉบับภาษาไทยที่แปลโดยเจ้ป้อมกับหมูออมสิน พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วงกลม)

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : ตำรับรักฉบับลิลลา (Lilla's Feast)

หนังสือ "ตำรับรักฉบับลิลลา (Lilla's Feast)" เป็นหนังสือที่ประทับใจฉันมากๆ อีกเล่มหนึ่ง เรื่องราวในหนังสือเป็นชีวประวัติของผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ผ่านกาลเวลาและต่อสู้ชีวิตมาอย่างโชกโชน ถ่ายทอดออกมาโดยเหลนของลิลล่าเอง

เรื่องที่เล่าออกมาเป็นตัวหนังสือเป็นการคาดเดาออกมาจากหลักฐานแวดล้อมที่ผู้เขียนค้นคว้ามา ทั้งจากจดหมายเก่า บันทึกเก่า การพูดคุยหรือสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงการไปสัมผัสกับสถานที่จริง และนำมาบรรยายได้อย่างมีสีสันและน่าติดตาม แม้ว่าอาจมีบางส่วนแต่งเติมเสริมแต่งเข้าไปตามจินตนาการของผู้เขียน แต่ก็ช่วยทำให้เรามองเห็นภาพของลิลล่ากับโลกในยุคก่อนได้ชัดเจนจนเหมือนเราเข้าไปสัมผัสกับช่วงเวลาเหล่านั้นได้เลยทีเดียว

เรื่องราวของลิลล่าแฝดผู้น้องที่มีชีวิตเผชิญกับความทุกข์ยากแสนสาหัสมาตลอดชีวิต ชีวิตที่ตรงข้ามกับเอด้าซึ่งเป็นแฝดผู้พี่ที่มีชีวิตสวยหรูและสุขสบายจนวาระสุดท้าย

ลิลล่าเกิดเมื่อปี 1882 ในอาณานิคมของอังกฤษที่ประเทศจีน ชีวิตของเธอแม้จะไม่ได้เกิดมาร่ำรวย แต่เมื่อพ่อจริงๆ ของเธอเสียชีวิต แม่ก็ได้แต่งงานกับพ่อค้าที่ร่ำรวย ชีวิตจึงเหมือนกับเจ้าหญิง ลิลล่าเริ่มลิ้มรสชาติของความลำบากก็เมื่อต้องแต่งงานครั้งแรกกับนายทหารหนุ่มชาวอังกฤษที่มีฐานะไม่ดีนัก

ในช่วงชีวิตของเธอต้องผ่านทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 (ซึ่งพรากสามีคนแรกไป) มาจนต้องเผชิญกับชีวิตอันโหดร้ายในค่ายกักกันเชลยญี่ปุ่น (ที่จีน) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ซึ่งเธอร่วมทุกข์กับสามีคนที่สอง) จนแม้กระทั่งเมื่อสงครามสงบ ชีวิตในวัยชราของเธอก็ต้องกลับมาลำบากเช่นเดิม เหมือนเดินวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น

ต่างจากเอด้าแฝดผู้พี่ที่มีชีวิตร่ำรวยและสุขสบายตลอดมากับสามีคนเดียวของเธอ แม้เอด้าจะพบกับความทุกข์บ้าง แต่ก็ยังไม่สาหัสเท่ากับชีวิตของลิลล่า

ในช่วงที่อยู่ในค่ายกักกันเชลยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลิลล่าได้เขียนตำราอาหารไว้เล่มหนึ่ง ซึ่งภายหลังสงคราม ตำราเล่มนี้มีคุณค่าจนได้รับการยกย่องให้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของอังกฤษ ตำราอาหารเล่มนี้พิมพ์ขึ้นจากกระดาษทุกชนิดที่หาได้ในช่วงเวลานั้น

เครื่องปรุงและความพิถีพิถันในการปรุงที่ปรากฏในตำราเล่มนั้นเป็นเหมือนการปลอบประโลมใจจากความอัตคัดขัดสนในค่ายกักกันขณะนั้น คงเป็นสิ่งที่ทำให้เธอในวัยหกสิบยังมีหวังที่จะรอดชีวิตจากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาได้

ฟรานซิส ออสบอร์น ผู้เขียนได้เขียนเรื่องของลิลล่าไว้อย่างมีสีสัน โดยทุกช่วงชีวิตของลิลล่านั้นได้สอดแทรกภาพประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนั้นไว้อย่างน่าตื่นตา ติดอยู่แต่ว่าการแปลรวมถึงการเว้นวรรคตอนในหนังสือนั้นดูจะสร้างความสับสนให้กับเนื้อหาพอสมควร จนต้องอ่านทวนในหลายช่วงหลายตอน

ชีวิตของลิลล่าถือเป็นตัวอย่างของหญิงสู้ชีวิตตัวจริง


(ฟรานซิส ออสบอร์น ผู้เขียนและเป็นเหลนของลิลล่า)



(ภาพของลิลล่ากับสามีคนแรก)