วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ไล่จับคางคก

ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยได้คลุกคลีสัมผัสกับพวกสัตว์เลื่อยคลานนัก จนกระทั่งได้มาเลี้ยงแมว ทั้งกิ้งก่า จิ้งจก งู ตุ๊กแก คางคก กบ และอีกสารพันที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ฉันเริ่มคุ้นเคยกับการจับสัตว์พวกนี้ บางชนิดก็จับได้ด้วยมือเปล่า บางอย่างก็ขอถุงมือสักหน่อยเถอะ และบางอย่างก็มีพลาสติกบางๆ คั่นระหว่างมันกับมือของฉันก็ยังดี

หลายอาทิตย์ก่อนเห็นคางคกตัวหนึ่งหลังบ้าน ป๋าเดินจะไปหาเสียมหากระป๋องมาจับ ฉันเห็นแล้วว่าคงไม่ทันกิน (เอ้ย...ไม่ทันจับ) มันจะหนีซะก่อน เลยอาสาจับด้วยการใช้มือสวมถุงพลาสติกจับตัวมันเพื่อพลิกครอบจับมันใส่ถุงในคราเดียวกัน แต่แล้วมันก็หายไปตรงไหนสักแห่งแล้วก็ไม่เคยได้เจอมันอีกเลย ป๋าทำหน้าสยองเมื่อเห็นวิธีการของฉันในการจับคางคก ฉันบอกว่า "ทนสยองสักนิดเดียวเองน่า"

(ป๋าเป็นเด็กทุ่งนาแท้ๆ กลับสยองยิ่งกว่าฉันเด็กในตึกแถวซะอีก -_-')

เรื่องของเรื่องก็คือเคยจับมาแล้ว ครั้งก่อนอยู่บ้านคนเดียว พยายามหาเสียมหากระป๋องเหมือนกัน แต่มันกระโดดหนีเร็วมาก จนต้องตัดใจเอามือใส่ถุงพลาสติกจับ (เพื่อแมวจริงๆ นะนั่น กลัวมันไปเล่นแล้วชักตาตั้งตาย)

ความรู้สึกตอนนั้นสุดจะบรรยาย มันดิ้นขลุกขลักในมือ แม้จะมีถุงพลาสติกกันไว้แต่ก็รู้สึกได้ว่าตัวมันหยุ่นๆ ปนสาก รีบครอบถุงกับตัวมันแล้วมัดปากถุงเพื่อไปปล่อย กึ๋ยยยย

++++++++++++++

มาวันนี้....

เมื่อเช้าเห็นเหล่าแมวไปมุงอยู่รอบกระบวยรดน้ำที่วางคว่ำไว้ เลยออกไปส่องดูมั่ง แต่ในระยะไกล กลัวว่าจะเป็นงู

แล้วก็เห็นเจ้าคางคกตัวอวบอ้วนกำลังหลบอยู่ตรงปากกระบวย เลยกลับมาหยิบถุงพลาสติกหูหิ้ว จะเอามาจับ แต่ปรากฏว่ามันหนีแมวเข้าไปข้างในแล้ว เลยหิ้วกระบวยไปวางไว้หน้าบ้าน รอเวลาเอาไปทิ้งที่ทุ่งนาร้างนอกบ้าน เจ้าคางคกก็กระโดดกุกกักอยู่ในกระบวยพยายามหาทางหลบหนี

ทำธุระในบ้านเสร็จจึงออกมาจัดการสูบลมยางจักรยาน เตรียมเสื้อและหมวกกันแดดเสร็จสรรพ ก็หันกลับไปจะไปเอาเจ้าตัวน้อยใส่ถุงพลาสติกโดยการเทมันออกจากกระบวย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นยากกว่าที่คิดไว้นัก ปากกระบวยรดน้ำมีขนาดใหญ่กว่าตัวคางคกไม่เยอะนัก พอพยายามจะเทมันลงถุงพลาสติก มันฝืนสู้สุดชีวิตไม่ยอมออกมา (ทีตะกี้อยากออกนะเจ้าตัวดี)

พยายามเขย่าให้มันออกมา เห็นขาโผล่มาหน่อย ก็ผลุบกลับเข้าไปใหม่ ทั้งเขย่าทั้งเคาะ มันก็ไม่ยอมหล่นออกมาซะที แทบจะยอมแพ้ รอให้ป๋ากลับบ้านมาเอามันไปปล่อยแทน

ก่อนยอมแพ้ก็ขอลองอีกวิธี วางกระบวยนอนไว้แล้วเอาน้ำฉีดใส่ข้างใน

ได้ผลแฮะ มันโผล่หน้าออกมามองหน้าฉันอยู่พักนึง ฉันก็ยังฉีดน้ำเข้าไปข้างในเพื่อบีบให้มันออกมา มันกระโดดผลุงออกมาในทันทีและรีบกระโดดหนีอย่างรวดเร็ว ฉันสวมวิญญาณนักล่า หยิบถุงพลาสติกหูหิ้วมาสวมมือแล้วก้าวตามไปจับมาขึ้นมา

กว่าจะจับตัวมันได้ก็ตะครุบอยู่หลายที จนถุงที่สวมอยู่ในมือเกือบๆ จะหลุด ในที่สุดก็จับมันขึ้นมาจนได้ ครั้งนี้ไม่รู้สึก "กึ๋ยยยย" สักเท่าไร เริ่มชินแล้ว ทั้งที่จับเป็นครั้งที่สอง นี่ถ้าบนผิวมันไม่มีพิษล่ะก็ อาจจะจับสดๆ ได้ด้วยมือเปล่า (ว่ะฮ่ะฮ่า) เหมือนกับที่จับจิ้งจกอยู่ทุกวันนี้

เช้านี้ปล่อยคางคกไปอีกหนึ่งตัว พร้อมความบันเทิงสนุกสนานช่วงไล่จับมันอีกอย่าง ^_____^

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : จิ้งจกน้อยต้านแรงลม

เมื่อวันก่อนขับรถไปทำธุระ โดยใช้เส้นทางลัดเลาะในซอยเพื่อไปออกถนนใหญ่อีกฟากหนึ่ง ระหว่างขับไปเกือบออกถนนใหญ่ก็เหลือบไปมองกระจกข้าง เห็นจิ้งจกตัวน้อยตัวหนึ่งค่อยๆ คลานต้านแรงลมออกมาจากแถวๆ ด้านล่างของประตู มาเกาะอยู่ด้านข้างของกระจกมองข้าง

ตัวมันสั่นไหวไปมาด้วยแรงลม แต่ยังเกาะแน่นไม่ยอมหลุด

ฉันถึงกับเหวอ ...ด้วยความแปลกใจ และเป็นห่วงถึงชะตาชีวิตของมัน... นี่พอออกถนนใหญ่ รถจะต้องแล่นเร็วกว่านี้อีก มันจะรอดหรือ คิดไปพลางชลอความเร็วของรถลง แล้วจะไปปล่อยมันที่ไหนล่ะเนี่ย เฮ้อ...น้อ

พอเลี้ยวซ้ายเข้าถนนใหญ่ เห็นมีไหล่ทางที่มีรถจอดอยู่ 1-2 คัน ฉันเลยหยุดรถ พลางคิดว่าจะทำยังไงกับมันดี ถ้าเปิดกระจกไปมันต้องหนีแน่ คงไม่ปล่อยให้จับหรอก

นั่งอยู่สักพักก็ลดกระจกลง พอเอื้อมมือไปจะจับ ก็เป็นอย่างที่คาด มันวิ่งปรู๊ดหายลงไปด้านล่าง เอาล่ะสิตรู แล้วมันหายไปไหนกัน เอามือเคาะตามมันไป หวังแต่ว่ามันจะกระโดดออกจากรถไปที่พงหญ้าข้างทาง

รออีกสักพักก็ออกรถ ก็ได้แต่หวังว่ามันจะไปดีนะเจ้าจิ้งจกน้อย

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

ร้านอาหาร : ร้านอาหารอร่อยย่านลำลูกกา Little Dream



ด้วยความที่ป๋าชอบซอกแซกมอร์ไซค์ไปตามซอกซอยในละแวกบ้าน ทำให้เราได้รู้จักซอยลัดเลาะมากพอที่จะเลี่ยงรถติดของถนนใหญ่ไปได้ ซอยนี้ชื่อว่าอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นซอยหนึ่งของซอยลัดในสารบบของเรา

หลังจากโฉบผ่านไปมาตั้งแต่ร้านเปิดมาได้นับปี ตั้งใจว่าจะมากินอาหารที่นี่ให้ได้ เพราะเห็นรายการอาหารที่เขียนไว้หน้าร้าน มันช่างเชิญชวนนัก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นข้าวผัดปลาสลิด แต่ก็ไม่เคยได้แวะเข้าไปชิม

จนในที่สุดเมื่ออาทิตย์ก่อนก็ได้ฤกษ์มากินซะที ด้วยการชักชวนกึ่งบังคับ จนป๋าต้องยอมมาเป็นเพื่อน ในที่สุดก็ได้แวะเข้าไปในร้าน Little Dream นี้จนได้ และป๋าก็ติดใจรสชาติอาหารและยอมมากินรอบสองโดยไม่ต้องบังคับอีกต่อไป (อิอิ)


ร้านนี้ทำได้สวยมากเลยเชียว เป็นบ้านหลังเล็กและเล็กกว่าที่สร้างอย่างสวยสดใส (แต่อย่าถามว่าสไตล์อะไร ...ไม่มีความรู้เรื่องนี้) แต่งรอบร้านด้วยต้นไม้ไม่รกเกินไป ที่นั่งก็มีทั้งนั่งรับลมหน้าร้านและติดแอร์ในบ้านหลังข้างๆ

ที่เด็ดสุดก็คือ...



รายการอาหารที่น่ากินไปซะทุกอย่าง ทั้งฝรั่ง ไทย และไทยปนฝรั่ง วันก่อนกินผัดเห็ดกับกุ้งสดราดข้าว อร่อยมากๆ วันนี้ก็เลือกสปาเก็ตตี้ผัดฉ่าปลา ก็อร่อยอีกเช่นกัน อร่อยโดยไม่ต้องปรุง


ดูสิ...น่ากินจริงๆ


ส่วนป๋าก็เลือกสเต็กเป็นวันที่สอง วันก่อนสเต็กปลาย่าง วันนี้เป็นสเต็กไก่ เห็นภาพก็น่ากิน ของจริงก็อร่อยค่ะ


ป๋าตั้งอกตั้งใจมากเชียวล่ะ


ยังมีอาหารอีกมากมายที่น่ากินไปซะทุกอย่าง ต้องตัดใจเลือกมาแค่กินไหว ที่เหลือไว้วันหลัง จานข้างบนนี่เป็นผัดหมี่ปลาทอด ที่มียำมะละกอเป็นของแกล้ม ที่ร้านเขาบอกว่าเป็นลักษณะของ "ยำ" ไม่ใช่ส้มตำ เพราะไม่มีทั้งปลาร้า ปู กุ้งแห้ง หรือถั่ว ให้เลือก

และอร่อยอีกเช่นกัน


ผลก็คือ กวาดซะเรียบ ราคาอาหารก็ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพและรสชาติ อย่างที่เห็น 3 จานกับน้ำเปล่าทั้งหมด 209 บาท

พนักงานเสิร์ฟก็น่ารักค่ะ


ที่หน้าร้านเขามีแปลงปลูกผักไฮโดรโปนิคส์ด้วย ร้านเขาเข้าซอยไปค่อนข้างซับซ้อน ไม่รู้จะอธิบายยังไง ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ของเขาดูแล้วกันค่ะ http://www.littledreamcoffeerestaurant.com/index.php เผื่อสนใจอยากดั้นด้นไปชิม ขอบอกว่าอร่อยจริงๆ ไม่ผิดหวัง

(มีแผนทีหนึ่งในบล็อคของคุณ tum_sroy ที่ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=englishcountry&month=14-03-2010&group=2&gblog=1 ซึ่งก็เข้ามาแนะนำร้านเช่นกันค่ะ)

อ้อ... แล้วยังมีเครปเค้กกับกาแฟ ชา อีกด้วย ซึ่งเรายังไม่ได้ลอง เอาไว้ลองวันหลัง ตอนนี้ขอกลับไปหยอดกระปุกไว้กินครั้งหน้าละนะ