วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แมวแสดง : ไอ้อ้วนชอบหนุนหมอน


ไอ้อ้วนบุญเต็ม... มันชอบหนุนหมอน ดูมันจิ
วันก่อนเย็บหมอนใบบางๆ กะเอามาวางพิงหลังบนเก้าอี้
แต่มันเล็กเกินไป เลยวางไว้บนโซฟาแมว



วันก่อนตอนกลางวัน นั่งทำงานอยู่ หันมาเห็นมันกำลังหลับสบาย หนุนหมอนเหมือนคนเลย




ดูสิ หลับสนิทเอามากๆ




ดูท่าจะชอบ ก็เลยยกให้มันเลยแหละหมอนใบนี้

แต่พอตกเย็น มาดูอีกครั้ง....











ไหงทำงี้ล่ะลูก เอาตูดหนุนหมอนแทนเลย >_<


เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ตัดผมด้วยตัวเอง



ฉันเป็นคนที่เข้าร้านตัดผมน้อยมาก ยิ่งหลายครั้งที่เจอร้านที่ตัดผมตามใจช่าง ฉันก็เกิดอาการหวาดผวาเล็กๆ ก่อนที่จะย่างเท้าเข้าร้าน แต่ถึงยังไงฉันก็หนีไม่พ้นต้องเข้าร้านตัดผม เพราะผมก็ยาวขึ้นทุกวัน ล่าสุดเข้าตัดผมก็คือเมื่อช่วงราวๆ ปีใหม่ของปีนี้ (2554) ที่พอตัดแล้วก็ตัดซะประบ่า จะได้ยืดเวลาเข้าร้านได้อีกนาน

มาตอนนี้ก็เริ่มยาวแล้ว

ในระหว่างรอน้ำท่วม ก็ช่างรู้สึกว่าผมมันยาวเกินไป อาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกระหว่างที่น้ำท่วม กลางสัปดาห์ก่อนฉันก็เลยขี่จักรยานตั้งใจจะไปตัดผมร้านประจำในหมู่บ้าน

ร้านนี้ดีที่สุุดเท่าที่เคยตัดมา เขาตัดแบบง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตรองมากนัก แค่ให้เขาตัด เขาก็ตัดให้ ราคา 50 บาท ส่วนอีกร้านก่อนหน้านี้ ด้วยความที่ช่างทำผมเขาหวังดีกับเรามากเป็นพิเศษ จึงมักจับฉันสระผม ตัดซอยผมทรงวัยรุ่น (ทั้งที่หน้าตาออกจะตรงกันข้าม) จบด้วยการรีดผมให้ ทั้งดึงทั้งทึ้ง และร้อนหัวเป็นอย่างมาก ผ่านพิธีกรรมทรมานหัวตัวเองอยู่กว่าชั่วโมง หลังกลับถึงบ้านได้ 15 นาที ผมที่เรียบตรงก็กลับคืนสู่สภาพยุ่งเหยิงไร้ระเบียบอีกเช่นเคย เคยบอกเขาว่าไม่ต้องทำก็ไม่เชื่อ พี่เขาบอกว่า "เห็นแล้วทนไม่ได้" 555

แถมฉันยังต้องอยู่กับทรงผมทรงวัยรุ่นที่เมื่อมาอยู่บนใบหน้าฉันมันน่าเกลียดมากเป็นเวลาอีกนานนนนนน

เหตุที่ไม่ชอบก็น่าจะเป็นเพราะมันเสียเวลามาก ฉันเป็นพวกใจร้อน ทำอะไรฉับไว อาบน้ำรวดเร็ว อาบเสร็จกดโลชั่นทาแขนขาปื๊ดปื๊ดสองครั้งเสร็จ หวีผมสามครั้งก็พอ ไม่มานั่งพิถีพิถันอะไรมากนัก ที่บ้านไม่เคยมีไดร์เป่าผมเหมือนชาวบ้านเขา มีก็คงไม่ได้ใช้ มันเสียเวลา หน้าเหน้อก็ไม่เคยแต่ง เคยลองแต่งแต่มันไม่ทันใจเลยเลิกซะ ฉะนี้เองแล

กลับเข้าเรื่องต่อ วันนั้นไปร้านประจำ ปรากฏว่าร้านปิด จึงกลับบ้านด้วยความผิดหวัง แล้ววันอังคารที่ผ่านมานี่เองฉันก็ลองไปร้านตัดผมอีกรอบ คราวนี้พี่เขากำลังเก็บของหนีน้ำอยู่ จนไม่มีเวลาออกมาคุย ตะโกนถามว่าพรุ่งนี้เปิดหรือเปล่าก็ไม่ได้รับคำตอบ จึงกลับบ้านอย่างค่อนข้างหงุดหงิด

ถึงบ้านก็ต่อเน็ต เปิดเว็บ หาคำว่า ตัดผมให้ตัวเอง แล้วก็ได้มา 2-3 เว็บที่พอจะมีประโยชน์บ้าง จากนั้นก็เริ่มการตัดผมให้กับตัวเองทั้งกรรไกรและมีดโกน ผมด้านหน้าเคยตัดให้ตัวเองบ่อยมากอยู่แล้ว เหลือแต่ด้านหลัง งานนี้ลองเสี่ยงดวงดูล่ะกัน

ตัดออกไปประมาณ 2 นิ้วได้ ตัดฉึบฉับ ตามรูปแบบความใจร้อนของฉันอีกเช่นเคย ไม่พิถึพิถันเท่าไรกับการแต่งปลายผม ไม่รู้ล่ะว่าขวาซ้ายเท่ากันหรือเปล่า ตัดเสร็จลองส่องดูด้านหลัง ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ ฮ่า ฮ่า นี่แหละข้อดีของการมีผมกระเซิงไร้ทิศทาง ตัดเบี้ยวยังไงก็ดูไม่ออก

จะตัดผมให้ตัวเองแล้วล่ะหลังจากนี้ เบื่อร้านตัดผม ฮ่าฮ่า

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

DIY : กล่องลูกฟูกแปลงร่างเป็นของเล่นแมว

ในที่สุดวันนี้ก็ได้มีโอกาสแปลงสภาพขยะให้เป็นของที่ใช้การได้ไปอีก 1 อย่าง

เรื่องก็มาจากเตรียมรับน้ำท่วม รื้อของแล้วก็คัดแยกของที่จะทิ้ง ลังกระดาษลูกฟูกพวกนี้ก็เป็นของที่เก็บไว้นานแล้ว ตั้งใจว่าจะทำที่ฝนเล็บแมว แต่จนแล้วจนรอด ความขี้เกียจชนะเสมอมา มาวันนี้รู้สึกว่าคงต้องจัดการมันซะที อย่างน้อยก็เพื่อลดความรกของข้าวของไปอีก 1 จุด (จากอีกหลายจุดจุดจุด นับไม่ถ้วน)

วันนี้เสร็จไปภารกิจหนึ่งจนได้ ยังมีอีกหลายอย่างให้กำจัด พร้อมๆ กับบอกตัวเองว่า "อย่าซื้อนะ"



กระดาษลูกฟูกจากหลายแหล่ง มาตัดแปลงเป็นสี่เหลี่ยมเท่าๆ กัน แล้วจัดเรียงใส่ในกล่อ



กล่องเก่าจำเป็นต้องกำจัด เพราะแหล่งสะสมฝุ่นและขนแมว



วางให้เจ้าบุญเต็มดู

และแล้วก็ได้ที่ฝนเล็บใหม่ซะที ยังต้องอัดกระดาษเข้าไปอีกสัก 4-5 แผ่น ไม่งั้นจะหลวมไปนิด

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : บันทึกไว้เมื่อน้ำ (ใกล้) ท่วมบ้าน

ตอนนี้สถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทยปี 54 ใหญ่โตเกินกว่าจะเคยคิด และใกล้ตัวมากกว่าจะคาดเดา เมื่อหลายปีก่อนน้ำท่วมใหญ่ที่จันท์ ฉันก็เคยต้องแบกของหนีน้ำท่วมมาแล้ว ไม่หนักหนามากนัก แค่ 1 วัน 1 คืนก็ลด (ถ้าจำไม่ผิดนะ) แต่ตอนนั้นภาระ หรือสมบัติ (ฟางๆ) ยังไม่เยอะมากนัก กระนั้นก็ยังเหนื่อยสาหัส

มาครั้งนี้ข่าวน้ำท่วมมาจากหลายกระแส ทั้งจากข่าวทีวี ข่าวในเว็บ และข่าวลือ จนสมองชักแกว่งไกวไม่สมประกอบ (ใช้คำนี้ได้มั้ยเนี่ย) ประกอบกับพี่ๆ ที่โทรมาถามข่าวคราว พอรู้ว่าที่บ้านยังไม่มีวี่แววน้ำท่วม น้ำเสียงของทุกคนประหลาดใจ ("ทำไมมันไม่ท่วมฟระ" ...น้ำเสียงออกแนวนี้แหละ) สมองก็ยิ่งแกว่ง รีบเปิดทีวี เปิดเว็บ ที่เพิ่งปิดไปขึ้นมาเช็คข่าวอีกครั้ง (นั่นสิ ...ทำไมมันไม่ท่วมฟระ) แล้วก็จ่อมจมอยู่กับมันอีกนานเนิ่นนานกว่าจะแกะตัวเองออกมาได้

หลายอาทิตย์ก่อนเพิ่งได้อ่านหนังสือของ Jimmy Liao ที่สนพ.นานมี จัดพิมพ์ในภาษาไทยว่า "โปสการ์ด แทนความรู้สึก...ถึงเธอ" มีหน้าหนึ่งเข้ากับสถานการณ์ทีเดียว เป็นข้อความที่ "นักปรัชญาผู้ประสบอุทกภัย" ในเล่มเขียนถึงน้ำท่วมใหญ่ ที่พัดพาเขาออกนอกทะเลโดยที่ไม่มีข้าวของติดตัวไปด้วยเลย

ขออนุญาตทางสำนักพิมพ์นานมีตัดตอนมาแค่บางข้อความนะคะ

"...ฝนห่าใหญ่ซึ่งไม่เคยมีในรอบร้อยปีนี้ ก่อน้ำท่วมกลืนกินทุกสิ่งอย่างไม่ไยดี ทำให้ฉันเข้าใจว่าเราไม่ควรถือครองทรัพย์สิ่งใดเลย เพราะสิ่งต่างๆ สูญสิ้นไปได้

แบบนี้ก็ดี แบบนั้นก็ดี จริงๆ นะ
ได้มาก็ดี เสียไปก็ดี
ขอให้ทุกสิ่งล้วนดี"

เมื่อน้ำจากธรรมชาติของครั้งนี้จากไป คนเราก็จะเริ่มตั้งตัวกันได้ใหม่อีกครั้ง เพราะคนเราสู้มาตลอดและจะสู้ต่อไป ฉันเชื่ออย่างนั้น แล้วเรื่องราวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า

รวมถึงหลังจากนี้ฉันเองก็ตั้งใจว่าจะลดอาการ "บ้าหอบฟาง" ลงให้เหลือน้อยที่สุด เพราะของยิ่งเยอะ ก็ยิ่งห่วงเยอะ ขออ้างอิงตัวละครจากหนังเรื่อง Up In The Air ที่ไรอันละทิ้งสิ่งของทุกอย่างเหลือแค่กระเป๋าเดินทางใบเดียว ดูแล้วจะเป็นชีวิตเรียบง่ายดีจังเลย แม้จะทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ก็จะทำให้ได้มากที่สุด (ตอนนี้ก็จัดการคัดแยกของที่จะขาย บริจาค หรือมอบให้คนอื่นไว้หลายกองแล้ว ^___^)

(อ้างอิงบล็อค http://mizshorty153.blogspot.com/2010/07/up-in-air.html)