วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : แคร์รอตบนดวงจันทร์



"งานแรกที่ทำเป็นพนักงานแมคโดนัลด์ค่ะ แล้วก็ไปเป็นเด็กเสิร์ฟลานเบียร์ ดีเจ ก๊อปปี้ไรเตอร์ ผู้ดูแลศิลปิน ช่วยเพื่อนทำงานในกองถ่ายหนัง เป็นพริ้ตตี้เชียร์สินค้า เขียนสารคดี ผู้ช่วยไกด์ ผู้ช่วยกุ๊ก แต่ไม่เคยขับแท็กซี่นะคะ"  (คัดลอกจากหน้า  122) 

นี่เป็นเหมือนนิยามความเป็นมาบางส่วนของผู้หญิงชื่อ โอเปิ้ล ผู้เขียนหนังสือ "แคร์รอตบนดวงจันทร์" ที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยบนโลกใบนี้อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวคนเดียวจะทำได้

ไปได้หนังสือเล่มนี้มาจากงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์เมื่อเดือนตุลาคม 54 (ก่อนที่น้ำจะท่วมบ้าน) เป็นหนังสือ 1 ใน 2 เล่มที่ซื้อกลับมาจากงาน เพราะว่าเปิดอ่านบทหนึ่งแล้วเห็นถึงวิธีการเล่าเรื่องด้วยสำนวนที่ผ่ามากลางใจ

เมื่อกลับบ้านหลังจากหนีน้ำท่วม จึงได้มีโอกาสได้อ่าน "แคร์รอตบนดวงจันทร์" ที่เก็บดองไว้ที่บ้านซะที

หนังสือเล่มเล็กๆ อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้บนโลกกว้างเพื่อดำรงชีพและแสวงหาความรักจากคนอื่น แม้ว่าเรื่องราวหลายเรื่องจะน่าเศร้าแต่โอเปิ้ลก็เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาด้วยสำนวนที่ชวนอ่าน มีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร สำนวนที่ตรงไปตรงมา และเล่าเรื่องได้อย่างไม่เกรงใจใคร

นอกจากนิยามที่เธอกล่าวถึงตัวเองแล้ว เธอก็ยังทำอีกหลายๆ อย่างที่น่าประทับใจหลายคน เช่น เปิดร้านขายหนังสือที่ต่อมาแปลงสภาพเป็นห้องสมุด Book Garden และต้องปิดตัวลงในที่สุด, เปิดร้านกาแฟ  Pai Best Friend's Coffee ที่ปาย หลังเร่ร่อนไปที่นั่นอย่างไร้จุดหมายที่แน่ชัด, เลี้ยงกระต่ายที่น่ารักชื่อเบนนี่ และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่ออ่านจบเล่มก็อยากให้กำลังกับโอเปิ้ลในการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข (อย่างพอเพียง)  และมีผลงานเขียนออกมาให้นักอ่านได้ชื่นชมกันอีก


เพิ่มเติมเล็กน้อย :
แวะไปเยี่ยมชมแฟนเพจของหนังสือเล่มนี้ได้ที่ http://www.facebook.com/pages/%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C/160046590754262?sk=wall&filter=1
และอย่าลืมหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันนะคะ ของสำนักพิมพ์มติชน


วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : ปิดตาย The Darkest Room


ซื้อเล่มนี้ก่อนจะกลับมาติดเกาะที่บ้านซึ่งคาดว่าน่าจะนาน ตั้งใจว่าจะไว้อ่านยามค่ำคืน แต่การณ์กลับเป็นว่าอ่านไปได้ไม่กี่หน้าต้องปิดหนังสือแล้วไปนอน แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อตอนฟ้าสว่าง

นั่นก็เพราะว่าเนื้อหาของหนังสือสืบสวนเล่มนี้แฝงบรรยากาศหลอนๆ ของวิญญาณไว้ด้วยตลอดทั้งเล่ม

หนังสือเล่าเรื่องราวการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุของแคทลินและครอบครัวที่ยังคงฝังใจกับตัวเธอ สลับกับเรื่องเล่าของบ้านอีลพอยต์ คฤหาสถ์โบราณที่สร้างไว้สำหรับผู้ดูแลประภาคารแฝดที่ชายฝั่งทะเล

ตัวบ้านสร้างขึ้นจากไม้ของเรือที่อับปางลงริมชายหาด วิญญาณชุดแรกที่สถิตอยู่ในบ้านหลังนี้จึงเป็นของเหล่ากะลาสีที่เสียชีวิตในเรือลำนั้น เมื่อเวลาผ่านไป บ้านหลังนี้มีผู้ครอบครองสลับสับเปลี่ยนกันไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีวิญญาณที่สถิตอยู่ในบ้านหลังนี้จำนวนมาก

วิญญาณเหล่านี้พากันกระซิบกระซาบเล่าเรื่องราวของตัวเองออกมาจากส่วนต่างๆ ของตัวบ้าน

แคทลินกับโยอาคิม และลูกสองคน เป็นผู้ครอบครองล่าสุดของบ้านอีลพอยต์ เมื่อแคทลินเสียชีวิต วิญญาณของเธอจึงยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้

The Darkest Room หรือ "ปิดตาย" นวนิยายสืบสวนสัญชาติสวีเดนอีกเล่มที่น่าอ่าน เขียนโดย โยฮัน ธีโอรีน เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นที่การสืบสวนสอบสวน แต่วนเวียนอยู่กับการเล่าเรื่องของผู้คนที่แวดล้อม จนแทบกลายเป็นนวนิยายชีวิตปนวิญญาณ แล้วจู่ๆ ก็วกกลับมาสู่การฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในที่สุด

ดูเหมือนตอนนี้ชักจะติดนวนิยายสืบสวนของสวีเดนเสียแล้วล่ะ เคยอ่านนวนิยายอีกเล่มของนักเขียนเดียวกัน ชื่อเรื่อง "เหยื่อ" (ของสำนักพิมพ์สันสฤต เช่นเดียวกันทั้งสองเล่ม) จำเนื้อเรื่องโดยละเอียดไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าเรื่องนั้นก็สนุก ไว้ค่อยย้อนกลับไปอ่านใหม่อีกครั้ง

เป็นคนขี้ลืมก็ดีเหมือนกันนะ อ่านนวนิยายสืบสวนซ้ำได้โดยไม่เสียอรรถรส ^___^




วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือ : The Girl with the Dragon Tatoo


อ่านเล่มนี้จบในช่วงอพยพหนีน้ำท่วมบ้าน เป็นการอ่านที่ทรมานมาก เนื่องจากความหนาและหนักของหนังสือ และบ้านที่ไปอาศัยอยู่ก็ไม่มีเก้าอี้หรือโต๊ะให้นั่งอ่าน จึงมีหลากหลายท่าทางในการอ่าน ทั้งนั่งกับพื้นแล้วกางหนังสืออ่าน เมื่อยคอเมื่อยหลัง, นอนคว่ำหนุนหมอนแล้วอ่าน เมื่อยหลังตอนลุกขึ้นยืน, นอนหงายแล้วยกหนังสือไว้กับมือซ้าย ช่างเป็นหนังสือที่หนักมากจนกลัวจะหล่นมาทับหัว -_-'

แม้จะลำบากลำบนกับการอ่านขนาดนี้แต่หนังสือเขาก็เขียนมาให้สนุกสนานน่าติดตามใช้ได้อยู่ เรื่องราวการไขปริศนาการหายตัวไปของแฮเรียต หลานสาวนักธุรกิจผู้ร่ำรวย ที่หายตัวไปอย่างเป็นปริศนานานหลายสิบปี

เนื้อหาไม่ได้เทไปในเรื่องของการสืบสวนมากนัก ในระหว่างหน้าหนังสือเราจะได้เรียนรู้ชีวิตของตัวละครหลักๆ ของเรื่อง มิเคล บลูมควิส เจ้าของนิตยสารมิลเลนเนียม และนักเขียนผู้เป็นจอมวิพากษ์วิจารณ์และเปิดโปงเรื่องราวการฉ้อฉลในแวดวงธุรกิจ จนต้องติดคุกเนื่องจากนำเสนอเรื่องที่ไม่มีหลักฐาน เขาได้รับการว่าจ้างให้ไปสืบสวนหาการหายตัวไป (และเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว) ของแฮเรียต จนได้รับรู้เรื่องราวความเน่าเฟะในของครอบครัวใหญ่และมีชื่อเสียงของประเทศ

และได้เรียนรู้ชีวิตและมุมมองของสาวเจ้าของลายสักมังกร ลิซเบธ ซาเลนเดอร์ ที่มีเรื่องราวชีวิตที่น่าเห็นใจไม่น้อย ด้วยความเป็นคนที่ออกจะต่อต้านสังคม เธอจึงกลายเป็นพวกไร้ความสามารถ ทางการต้องมีการตั้งคนมาเป็นผู้ปกครองคอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ ทั้งๆ ที่เธอจัดว่าเป็นพวกที่สมองอัจฉริยะเลยทีเดียว มีการตั้งข้อสังเกตของมิเคลว่าลิซเบธน่าจะเป็นออทิสติกประเภทหนึ่ง

อ่านไปอ่านมาชักสงสัยว่าเป็นนวนิยายชีวิตหรือสืบสวนกันแน่ ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็เขียนออกมาได้กลมกล่อม สนุกสนานไม่ใช่เล่น (ไม่งั้นคงไม่ยอมเมื่อยมือถือให้หนักแน่ๆ)

จึงถือเป็นนวนิยายสืบสวนแนวใหม่จากที่เคยอ่านมา นวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายจากประเทศสวีเดน แนวทางการเล่าเรื่องก็คงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา วงการหนังสือแปลของไทยน่าจะลองหานวนิยายจากหลากหลายประเทศมาแปลให้อ่านกันบ้างก็น่าจะดี ไม่งั้นเราคนอ่านก็จะย่ำอยู่กับการอ่านแนวเรื่องซ้ำๆ เดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่

ยิ่งฉันเป็นพวกเบื่อง่าย พออ่านไปสักพักก็จะเริ่มจับไต๋ได้ และก็จะเริ่มไม่ค่อยสนุกแล้ว

รออ่านเล่มต่อไปว่าจะสนุกมากขึ้นหรือเปล่า ระหว่างนี้ว่าจะไปหาหนังที่สร้างจากเรื่องนี้มาดูไปพลางๆ เห็นว่าสนุกตื่นเต้นจนฮอลีวู๊ดซื้อมาสร้างใหม่

ฉันคงจะหาเวอร์ชั่นต้นฉบับมาดูกันล่ะ