วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ปีใหม่ก็แค่วันหนึ่งที่ผ่านไป

ในบรรยากาศรื่นเริงของปีใหม่ นับวันฉันยิ่งเฉยชากับมันมากขึ้น ออกจะเบื่อๆ ด้วยซ้ำในปีนี้ วันปีใหม่ก็แค่อีกวันหนึ่งที่ต้องผ่านไป แค่วันหนึ่งที่โลกเวียนวนกลับมาบรรจบครบรอบเดิม แค่อีกวันที่เรายังต้องดิ้นรน แค่อีกวันที่ต้องผ่านมันไปให้ได้

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสำหรับใคร เพราะหากใครคิดจะเปลี่ยนตัวเอง เขาก็ไม่จำเป็นต้องรอวันนั้นวันนี้ ก็แค่เริ่มต้นทำได้เลย ก็แค่วันหนึ่งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฝนยังคงตกพรำที่บ้านฉัน


วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ปีนรั้วบ้านคนอื่น

เมื่อวานตอนเย็นกำลังนอนสมาธิบนโซฟาชั้นล่าง ก็ได้ยินเสียงลูกหมาของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดๆ กันร้องลั่นพร้อมเสียงหมาตัวอื่นเห่ากันระงม ตอนแรกนึกว่าแม่หมากัดสั่งสอนลูกที่เกิดเป็นบางครั้ง แต่ร้องอยู่นาน เสียงก็ดังโหยหวน เลยตัดสินใจวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ภาพที่เห็นคือเจ้าลูกหมานอนตะแคง คอไปติดอยู่ใต้ช่องประตูเหล็กที่เจ้าของเขาทำไว้กั้นพื้นที่ในลานข้างบ้านเขา มันพยายามดิ้นสุดฤทธิ์เพื่อให้หลุด แต่ไม่เป็นผล

ผลก็คือฉันตื่นสนิทเลย วิ่งหัวฟูแบบไม่สนใจแมวไปหยิบบันไดมาพาดไว้ริมรั้ว แล้วหาขอเกี่ยวออกมาพยายามจะเกี่ยวดึงรั้วเหล็กให้ยกขึ้น เพื่อให้เจ้าตัวเล็กดิ้นหลุดออกมาเอง ดึงจนรั้วที่ทำไว้กั้นแมวเกือบจะหักหลุดแทน รั้วเหล็กนั้นก็ไม่เขยื้อน เอาไงดีวะเนี่ย

ภายในบ้านของเพื่อนบ้าน ฟากหนึ่งของรั้วเหล็กที่ลูกหมาไปติดอยู่ (ฝั่งหลังบ้าน) มีฮัสกี้ตัวเต็มวัย 2 ตัวกำลังกระโดดเห่าเสียงขรม อีกฝั่งที่เป็นส่วนของหน้าบ้านอันเป็นที่พำนักของแม่หมาโกลเด้นตัวบะเริ่ม กับลูกหมาตัวย่อมๆ อีก 4 ตัววิ่งวนเวียนอยู่ แม่หมาก็เห่า

หมาโตทั้งสามตัวเห่าฉันที่โผล่หน้าขึ้นเหนื่อรั้ว แต่หางก็กระดิกแกว่ง เดาอารมณ์ไม่ถูกว่าถ้าฉันปีนข้ามไปมันจะกัดหรือมันจะต้อนรับ

ถึงยังไงฉันก็ทิ้งลูกหมาไว้ในสภาพนั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรเจ้าของมันจะกลับ วิ่งเข้าบ้านไปหาเบอร์โทรของน้องบ้านหลังนั้น ไม่มี ไม่มี ทำไงดีเนี่ย ตัดสินใจปีนเข้าไปช่วย ไปเปลี่ยนกางเกงยีนหนาๆ เผื่อโดนกัดก็ยังพอช่วยได้ พกโทรศัพท์ไปด้วย ปีนขึ้นไปบนรั้วหาทางจะลง ก็ยังลังเล เจ้าแม่หมาโกลเด้นเริ่มวิ่งออกไปซุกใต้เก้าอี้แล้ว คงกลัว แต่ใครจะเดาได้ว่าพอมันกลัวเต็มที่มันจะไม่กระโดดขย้ำฉัน แถมยังมีฝ่ายสนับสนุนเป็นฮัสกี้อีก 2 ตัวด้านหลังประตู (ใช่แล้ว... ฉันต้องไปยกประตูเหล็กบานนั้นนี่หว่า แล้วไอ้หมามันจะกัดมั้ยเนี่ย หรือว่าต้องใส่ถุงมือหนังเข้าไปด้วย โอ้ย คิด คิด คิดสิ)

วิ่งออกมาหน้าบ้านเผื่อจะมีใครอยู่แถวนั้นอย่างน้อยก็มาเป็นกำลังหนุนอยู่นอกรั้ว เกิดว่าหมากัดจะยังมีคนคอยตามคนอื่นมาช่วยได้ ไม่มีใครเลย T__T

ลองเอาอาหารหมาไปโปรยให้เจ้าโกลเด้นเพื่อผูกมิตรแบบเฉพาะหน้า มันก็ยังเห่า ยิ่งมาทางหน้าบ้านมันยิ่งเห่า

ขณะกำลังจะวิ่งกลับไปปีนรั้ว พี่ผู้ชายอีกคนที่อยู่บ้านตรงข้ามถัดออกไป 1-2 หลัง ออกมาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วพาเขาไปดูลูกหมา เขาเลยตัดสินใจปีนเข้าไปเอง เขาเองก็กลัวหมา แต่ก็ปีนลงไป ฉันก็ออกมาหน้าบ้านพยามยามจะล่อแม่หมาไว้ที่หน้าบ้านแต่มันก็ไม่ยอม สักพักก็มีน้องผู้หญิงอีกคนที่บ้านถัดออกไปหลายหลังเดินมาช่วยดู พอรู้ก็ยืนเป็นกำลังใจอยู่หน้าบ้าน

มองไปเห็นพี่ผู้ชายพยายามยกอยู่นาน เลยตัดสินใจลงไปช่วยอีกคน เจ้าแม่หมาวิ่งวนไปมาร้องขู่ฮื่อๆ ในคอเสียงค่อยๆ (หางยังกระดิก) ฉันก็พยายามบอกมันว่า "อย่ากัดนะ มาช่วยลูกแก"  เจ้าฮัสกี้สองตัวก็ไม่ดุเลย เหมือนจะเข้ามาตะกุยมาเลียหน้าพี่ผู้ชายคนนั้น

พอมาดูรั้วไม่ขยับเลย มันแน่นมาก ถ้างั้นเจ้าลูกหมามันเข้าไปติดได้ไงเนี่ย พอสังเกตก็เห็นว่าไอ้ลูกหมาหัวมันติดอยู่ตรงปลายประตูที่ช่องใต้ประตูแคบมาก ส่วนตรงบริเวณบานพับดูจะช่องใหญ่กว่า สงสัยมันคงมุดหัวเข้าไปตรงนี้แหละแล้วดิ้นไปติดอยู่ตรงที่ช่องแคบลงๆ เลยต้องค่อยๆ ดันมันไปทางช่องใหญ่ สังเกตมันเริ่มน้ำลายฟูมปากแล้ว ดันไปเกือบสุดทางมันก็หลุดผลัวออกมา เย้

พี่ผู้ชายก็หันกลับไปมัดประตูเข้าที่ พอหันกลับมาเขาก็ถามว่าตัวไหนล่ะที่คอติดน่ะ ฉันก็หันไป มันกำลังวิ่งไปมาด้วยความดีใจที่รอดแล้ว

คราวนี้ปัญหาอยู่ตรงตอนออกจากบ้านเขา รั้วนี่สูงพ้นหัวฉันอีก ตอนลงมาฉันปีนบันไดจากอีกฝั่ง แล้วค่อยๆ เหยียบอ่างน้ำลงมาด้านล่าง ตอนกลับขึ้นมันไม่มีแรงแขนจะปีน พยายามจะปีนออกรั้วหน้าบ้านก็สูงพอกัน ก้าวข้ามไม่พ้น เลยไปหยิบเก้าอี้พลาสติกมาวางแล้วก็ค่อยๆ ยันตัวขึ้นรั้ว เย้... รอดแล้ว

พี่ผู้ชายเขาใช้วิธีปีนตรงรอยต่อรั้วไม้กับประตูรอดออกมาได้

ระหว่างชุลมุนนั้นมีรถของคนบ้านฝั่งตรงข้ามจอดอยู่ เขามาดูทาวเฮาส์ของเขา (ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เอาไว้ให้เช่า) คนในบ้านก็ยืนหลบดูอยู่ในบ้านตลอดเวลา พอเรื่องสิ้นสุดเขาถึงออกมากลับขึ้นรถขับไป อื่มมม

เช้านี้พอเจอน้องเจ้าของบ้านเลยไปบอกเขานิดหนึ่ง ให้รับรู้ว่าเมื่อวานฉันปีนเข้าไปช่วยหมานะ ไม่ได้ไปขโมยของ กับขอเบอร์โทรมาเก็บไว้

นานๆ จะมีเรื่องตื่นเต้นซะที จบด้วยดีแล้วค้าบบบ

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : Lastwatch



ในที่สุดก็อ่านจบเล่มสุดท้ายของหนังสือในชุด watch ของนักเขียนรัสเซีย sergei lukyanenko จบ 500 หน้าภายในเวลา 1 วัน เล่นเอาสายตาเบลอไปพอสมควร เพราะหลังจากนี้ต้องรับงานอีกยาวหลายวัน (หนังสือเช่ามาถึงในวันที่รู้ตัวว่าจะมีงานเยอะ :-p )

หลังจากผ่านมา 3 เล่ม เล่มสุดท้ายผู้เขียนก็เลิกการใส่บทสนทนาโต้เถียงกันในเรื่อง ความดี-ความชั่ว เข้าไปในหนังสือ และใส่ความเป็นแฟนตาซีเข้าไปอย่างเต็มรูปแบบ ที่มีเวทมนต์ว่อนไปทั้งเรื่อง และเน้นที่ตัวเอกที่สำคัญคือ อันทอน โกโรเดทสกี้ อย่างชัดเจนโดยไม่มีตัวละครอื่นมาขโมยซีนไปอีกด้วย

คงเป็นเพราะแบบนี้เลยทำให้ฉันย่นระยะเวลาการอ่านลงได้ครึ่งหนึ่งเชียวล่ะ

ในภาคหลังสุดเล่มนี้ Lastwatch ได้นำพาเราไปท่องเที่ยวและผจญภัยนอกประเทศรัสเซียกัน ทั้งในเอดินเบิร์ก ประเทศสก๊อตแลนด์ และในอุซเบกิซสถาน

และในภาคนี้เช่นกันที่มีบทเฉลยว่าด้วยการเดินทางเข้าไปในทไวไลท์ในระดับลึกสุด และได้พบความลึกลับที่ซ่อนอยู่ภายใน โดยที่อันทอนยังคงเป็นผู้ไขปริศนาครั้งนี้ได้อีกเช่นเคย

เมื่ออ่านจบทั้ง 4 เล่ม จึงได้รู้ว่า หนังที่สร้างจากหนังสือชุดนี้ได้ดัดแปลงเนื้อเรื่องไปเป็นบทภาพยนตร์โดยการดึงเอาส่วนต่างๆ มาใช้เป็นส่วนประกอบแล้วสร้างเรื่องขึ้นใหม่ให้สนุกในแบบของหนัง จึงถือว่าเรื่องนี้สนุกทีเดียวทั้งในส่วนของภาพยนตร์และหนังสือ


วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ดูหนัง : ซีรีส์ The River




เรื่องราวเริ่มต้นจากการหายตัวไปของพิธีกรสารคดีแนวธรรมชาติผู้โด่งดัง เขาคือ "เอ็มเม็ต โคล" เขามักพูดว่า There is magic out there. See you next week I hope so ในตอนปิดท้ายรายการเสมอ เขาพร้อมทีมงานหายตัวไปในใจกลางของปาอเมซอนระหว่างเดินทางด้วยเรือเข้าไปถ่ายทำสารคดี หลังจากการค้นหาล้มเหลว หกเดือนต่อมาเขาถึงถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่าเสียชีวิต

แต่จู่ๆ ก็เกิดสัญญาณบางอย่างบ่งบอกว่าเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ เทสต์ โคล ผู้เป็นภรรยาจึงลากตัวลูกชาย ลินคอร์น ออกไปลุยป่าตามหาสามี การเดินทางครั้งนี้ได้รับเงินทุนในการค้นหาจากสถานี โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการถ่ายทำสารคคีไปตลอดการค้นหา

ทีมงานคนอื่นในการค้นหาครั้งนี้นอกจากเทสส์และลินคอร์น ก็ยังประกอบด้วย คลาร์ค - โปรดิวเซอร์รายการสารคดีนี้, ลีน่า - ลูกสาวของตากล้องในทีมงานที่หายตัวไป, เคิร์ต - ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจอมโหด, แอนเดรส - ช่างกล้องผิวดำ, เอมิลิโอ - ช่างเครื่องประจำเรือ และ จาเฮล - ลูกสาวของเอมิลิโอที่เก่งเรื่องช่างไม่แพ้คนพ่อ และยังเป็นคนที่มีญาณวิเศษเรื่องเหนือธรรมชาติ ท่าทางของจาเฮลนี่เหมือนกำลังจะสติแตกได้ทุกเมื่อ

นอกจากนั้นก็ยังมีช่างภาพอีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตตั้งแต่ตอนแรก


พวกเขาพบเรือมากัสที่เป็นเรือของเอ็มเม็ตเข้าจนได้ เรือร้างว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงสิ่งลึกลับที่พวกเขาต้องเผชิญ อันเป็นเหตุให้ช่างภาพเสียชีวิตไปคนหนึ่ง หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางลึกเข้าไปในอเมซอนเพื่อค้นหาผู้สูญหาย ในระหว่างทางพวกเขาก็ได้พบกับเรื่องเหนือธรรมชาติมากมายหลายอย่าง

เราจะได้ดูซีรีส์เรื่องนี้เหมือนกับการดูภาพที่บันทึกไว้ด้วยกล้องจริงจากหลายมุม ทั้งด้วยกล้องที่ช่างกล้องแบกไปถ่ายทำ กล้องที่ติดไว้ตามมุมต่างๆ บนเรือ กล้องที่ติดตั้งไว้รอบแค้มป์พักบนพื้นดิน ภาพของทีมงานชุดนี้ตัดสลับไปกับภาพของทีมงานของเอ็มเม็ตผู้สูญหายที่พวกเขาเปิดดูเพื่อหาเบาะแสการหายตัวไปของเขา

จากประสบการณ์ที่พบพานเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติตลอดเวลา ทำให้เราไม่พบเจอบทสนทนาแนวโต้เถียงกันถึง "ความเป็นไปได้" ของสิ่งที่เกิดขึ้นดังเช่นที่มักจะพบในหนังหลายเรื่อง มันเหมือนกับว่าพวกเขาพร้อมที่จะเชื่ออะไรก็ตามที่ตนเองเห็นและไม่ได้เห็น แม้กระทั่งลินคอร์นที่เป็นหมอก็ยังเชื่ออย่างไม่โต้แย้งใดๆ



และในขณะที่พวกเขาเอาตัวรอดจากสิ่งลึกลับที่มุ่งชีวิต พวกเขาก็ได้ขุดคุ้ยตัวตนออกมาเพื่อทำความเข้าใจ ยอมรับ และ (อาจจะ) ปรับปรุง ดังนั้นการค้นหาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการค้นหาผู้ที่สาบสูญ แต่เป็นการค้นลึกเข้าไปในใจของตนเอง ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะลึกลับเสียยิ่งกว่าป่าอเมซอนเสียอีก




Handmade Notebook : สมุดจากกล่องขนม








กล่องขนมร้านนี้สีสันน่ารักสวยงามมากๆ กินเสร็จจะทิ้งก็เสียดาย ยังไม่เลอะอีกด้วย อย่ากระนั้นเลย เอามาตัดๆ พับๆ แล้วก็เย็บเป็นสมุดเล่มบางๆ ไว้จดโน้ตเล็กๆ น้อยๆ ได้

กระดาษเนื้อในก็เป็นกระดาษเก่าเก็บ กระดาษที่มีรอยปรุหนามเตยสำหรับเครื่องพริ้นเตอร์รุ่นเก่าที่ใช้ยังไม่ทันหมด พริ้นเตอร์รุ่นนั้นก็มีอันต้องเลิกใช้ ก็เก็บไว้นานเชียว แล้วก็มีประโยชน์จนได้นะ




สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ


อ่านหนังสือ : Daywatch และ Twilightwatch




หลังจากอ่าน Nightwatch จบไปฉันก็ทิ้งห่างการอ่านหนังสือเล่มต่อไปมานานราวครึ่งปี จนแทบต่อไม่ติด

จริงๆ หลังจากอ่านจบเล่ม Nightwatch ฉันก็เกิดอาการลังเลว่าควรอ่านต่อหรือไม่ ในร้าน หนังสือชุดนี้จัดอยู่ในหมวดของแฟนตาซี (ถ้าจำไม่ผิด) แต่เท่าที่อ่าน เนื้อหาออกจะหนักไปทางปรัชญาเสียมากกว่า ยิ่งต้องผจญกับภาษาที่แปลมาเป็นไทยฉันก็ยิ่งมึนงงหนักขึ้น อ่านแล้วหนักหัวเกินกว่าจะสนุก

แต่ทุกอย่างก็ต้องมีตอนจบ และฉันก็อยากรู้ตอนจบ ก็เลยเช่าหนังสือชุดนี้มาอ่านเพิ่มอีก 2 เล่ม

*****************

อย่างที่เกริ่นไปหนังสือเล่มนี้มีบทสนทนาในเชิงปรัชญามากมาย --ปรัชญาในเรื่องดี-ชั่ว ที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ความดีหรือชั่วนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งยุคสมัย สถานที่ สถานการณ์ มุมมอง ความตั้งใจ

หนังสือบอกเล่าว่าในโลกนี้ในกลุ่มมนุษย์ปกติอย่างเราๆ นั้นมีบุคคลอีกพวกหนึ่งที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ มีทั้งผู้ใช้มนตรา ผู้วิเศษ แม่มด พ่อมด แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า และอื่นๆ ในพวกเขายังแบ่งออกเป็นฝ่ายมืดและฝ่ายสว่าง เมื่อหลายพันปีก่อนทั้งมืดและสว่างทำสงครามจนเกือบทำลายโลกนี้ลง ดังนั้นจึงมีการลงนามในสัญญาเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดสันติ (แบบสงครามเย็น ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ) และเกิดความสมดุล โดยแต่ละฝ่ายก็จะจัดกองกำลังของตนเองในการจับตาดูอีกฝ่ายไม่ให้ทำผิดกฎ และมีอีกกลุ่มเป็นผู้ตัดสิน

คนของฝ่ายสว่างเรียกกองกำลังของตัวเองว่าไนท์วอทช์ (nightwatch) เนื่องจากเป็นการเฝ้าดูคนฝ่ายมืด มีหัวหน้านามว่า "เกย์ซา" และคนฝ่ายมืดก็ตั้งกองกำลังชื่อว่าเดย์วอทช์ (daywatch) ด้วยเหตุผลเดียวกัน มีหัวหน้าชื่อว่า "ซาบุลอน"

ในเล่ม Nightwatch ผู้นำฝ่ายสว่างได้วางหมากเพื่อทำบางสิ่งให้บรรลุจุดประสงค์ของตนเอง จนฝ่ายไนท์วอทช์ได้เปรียบและสมดุลของอำนาจเริ่มสั่นคลอน ซึ่งอาจนำไปสู่ความพินา่ศ

ในเล่ม Daywatch ฝ่ายมืดได้เริ่มการวางหมากเพื่อตอบโต้และอำนาจของทั้งสว่างและมืดก็กลับเข้าสู่สมดุลอีกครั้ง เราจะได้พบกับมุมมองของฝ่ายมืดผ่านสายตาของแม่มดสาวอลิสาที่เคยเป็นคนโปรดของซาบุลอนมาก่อน แม้ว่าฝ่ายมืดจะทำเรื่องชั่วร้าย แต่พวกเขาก็เหมือนกับพวกที่ตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีความพยายามจะปิดบังหรือทำเป็นอิดๆ เอื้อนๆ พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อบรรลุความต้องการของตัวเอง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตคนอื่นก็ตา่ม นอกจากนั้นเราก็ยังจะได้พบกับตัวละครอื่นจากด้านมืดและผู้สอบสวนที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคนกลางหรือผู้พิพากษาที่คอยดูแลให้เกิดความเรียบร้อยของทั้งสองกลุ่ม

และในเล่ม Twilighwatch เราก็ยังเห็นการเล่นเกมกันของหัวหน้าฝ่ายสว่างและฝ่ายมืด เพื่อชิงความได้เปรียบ แต่ในเล่มนี้เราจะได้รับรู้เป็นนัยๆ ถึงสิ่งที่ "คนอีกพวก" เป็น เรื่องราวในเล่มนี้ได้เกิดการค้นพบตำราเวทย์มนต์ลึกลับที่เชื่อกันว่าสามารถเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้เป็นคนอีกพวกได้ (ซึ่งตามปกติไม่ได้ ต้องเกิดมาเป็นเลย) มีคนพยายามจะนำมันไปเพื่อเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นคนอีกพวก ดังนั้นทั้งไนท์วอทช์ เดย์วอทช์ และฝ่ายสืบสวนจึงร่วมมือกันค้นหา

อันทอน โกโรเดทสกี้ ผู้ใช้มนตราระดับไม่สูงไม่ต่ำ เป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ เขาเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาในวอทช์และเป็นผู้ที่ยังคงกังขากับประเด็นเรื่องความถูก-ผิด ดี-ชั่ว ความสว่าง-ความมืด ในกลุ่มคนทำงานเขายังถือว่าเป็นผู้ที่มีพลังระดับต่ำ และมักเป็นสิ่งสะกิดใจทุกครั้งเืมื่อต้องเปรียบเทียบกับภรรยา (สเวตลาน่า) ที่เป็นแม่มดพลังระดับสูง แต่เขามักเป็นคนที่ทำงานได้สำเร็จ นั่นก็เพราะเขาใช้สมองมากกว่ากำลังเพียงอย่างเดียว

ในเล่มต่อไป Lastwatch จะเป็นเล่มสุดท้ายของหนังสือชุดนี้ ซึ่งฉันก็จะติดตามมันต่อไปเพื่อดูว่าผลสุดท้าย "คนอีกพวก" จะดำรงต่อไปกันอย่างไร

ย่อหน้าสุดท้ายนี้คงต้องบอกว่าความดี-ชั่วยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือไม่ชัดเจน คิดว่านั่นเป็นเหตุผลให้ผู้เขียนเรียกพวกเขาว่า ฝ่ายสว่างและฝ่ายมืด แทนที่จะเป็นฝ่ายขาวหรือฝ่ายดำ เพราะในความสว่างก็ยังมีเงามืด และในความมืดก็ยังมีแสงสว่าง ไม่มีอะไรที่สุดโต่งจนแยกไม่ได้




อ่างอิงบทความก่อนหน้าที่เขียนไว้  http://mizshorty153.blogspot.com/2012/07/nightwatch.html


วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Handmade Notebook : สมุดเล่มจิ๋ว







สมุดเล่มจิ๋วนี่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร ทำจากเศษกระดาษที่ริมขอบกระดาษ เสียดายไม่อยากทิ้ง เลยเอามาเก็บไว้จนได้ฤกษ์นำมาทำสมุดเสียที สมุดเล่มเล็กนี่เย็บยากกว่าสมุดเล่มใหญ่ ด้วยความเล็กของมันทำให้จับไม่ค่อยถนัดนัก มันคอยแต่จะปลิ้นไปซ้ายทีขวาที กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาเมื่อยนิ้วไปหมดเลย เล่มสีเทาๆ ซ้ายสุดเย็บด้วยไหมปักครอสติสที่เหลือใช้และเก็บไว้มานานกว่า 10 ปี เย็บยากมากๆ เพราะนอกจากเล่มจะเล็กจับลำบากก็ยังมีปัญหาไหมที่ลื่นเหลือเกิน กว่าจะเสร็จก็เข็ดไม่เอาแล้วกับการใช้ไหมครอสติสมาเย็บสมุด เย็บเสร็จยังต้องมัดไว้ก่อน ไว้ให้มันคงทีไม่กางออกแล้วค่อยเอาเชือกออกละกัน

---------------
สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ



วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : หลังรั้วร.ร.อนุบาล

ววรรณกรรมสืบสวนจากสวีเดนอีกเล่มที่ไปสอยมาจากงานมหกรรมหนังสือฯ ปี 55 เพราะเริ่มชินกับแนวสืบสวนของอเมริกันที่อ่านมาหลายเล่มจนเดาออก

เล่มนี้จะว่าไปก็เดาออกน่ะแหละ แต่เรื่องราวที่ดำเนินไปก็น่าติดตาม

เรื่องราวของผู้ใหญ่วัย 44 ปี กลุ่มหนึ่งที่ถูกตามฆ่าเนื่องจากสิ่งที่พวกเขาได้ทำเมื่อวัย 6 ขวบ ในวัยนั้นพวกเขาได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งทำร้ายคนที่อ่อนแอที่สุดในรุ่น อ่านวิธีการที่เด็กอนุบาลทารุณกรรมเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้วก็อึ้งว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นจริงๆ นะหรือ

หนังสือเล่าเรื่องราวของโธมัส ซึ่งเป็นชายคนหนึ่งที่่ตกเป็นเหยื่อของเพื่อนวัยอนุบาล เขาถูกทำ้ร้ายซ้ำซากจนเขากลายเป็นเด็กขี้กลัวหวาดระแวง บุคลิกนี้ติดตามเขามาจนกระทั่งเขาเติบโตเข้าสู่วัยกลางคน (44 ปี) เขาก็ยังถูกมองข้ามและไร้ตัวตน รวมถึงมีแนวโน้มจะถูกกลั่นแกล้งอีกเช่นเดิม

ในขณะเดียวกันคนที่เป็นหัวโจกในการกลั่นแกล้งเพื่อน บางคนก็เติบโตเป็นคนดี (ในเรื่องบรรยายว่าใครๆ ก็รักเขา) บางคนก็ตกต่ำ แต่ทุกคนเหมือนกันตรงที่ไม่มีใครจำได้เลยว่าตัวเองนั้นเคยกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมชั้นอย่างสาหัสขนาดนั้น

คนลงมือกระทำจำไม่ได้ แต่คนถูกกระทำจำได้แม่นยำในทุกรายละเอียด จวบจนเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี เหยื่อในอดีตก็กลับมาทวงแค้นคืน




หนังสือได้พูดถึงประเด็นว่า "การนิ่งเฉย" ไม่ยื่่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกทำร้าย ถือเป็นความผิดหรือไม่

อ่านแล้วก็นึกว่าตัวเองนั้นโชคดี แม้วัยเด็กฉันจะไม่งดงามจนเป็นที่จดจำอะไรนัก โตขึ้นมาก็ใช่จะเป็นคนที่มั่นใจในชีวิต แต่อย่างน้อยวัยเด็กของฉันก็ไม่ต้องพบเจอกับเรื่องร้ายๆ เหมือนกับโธมัส


หมายเหตุ : ไม่ได้กล่าวหาใคร ก็แค่อยากบ่นเท่านั้น อาจจะเป็นอย่างที่ฉันคิดหรือว่าฉันคิดไปเองก็เป็นได้ ตอนไปหาซื้อหนังสือในบูธของสันสฤตในงานมหกรรมหนังสือฯ พนักงานงานขายผู้หญิงดูท่าทางกระตือรือร้นตั้งใจขายหนังสือให้กับลูกค้าคนก่อนหน้าฉันมาก แต่ดูท่าทางเหมือนไม่ค่อยอยากขายให้ฉันเท่าไรนัก เหมือนตั้งใจเคลื่อนไหวให้เชื่องช้าเข้าไว้ หน้าตาก็บ่งบอกออกมาในทำนองเดียวกัน ก็สงสัยว่าฉันไปทำอะไรให้เธอคนนั้นไม่พอใจงั้นหรือ หรือว่าฉันหน้าตาไม่ยิ้มแย้ม สงสัยเป็นความผิดของฉันล่ะที่เป็นลูกค้าแย่ๆ ไม่ยิ้มแย้มให้พนักงานขาย 555

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ดูหนัง : the cabin in the woods

ห่างหายจากการอัพเดทบล็อคไปนาน อันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยทางอารมณ์ หรือเรียกง่ายๆ ก็คืออาการเบื่อของผู้เขียนนั่นเอง พอเกิดอาการนี้ ทุกอย่างในตัวก็จะค่อยๆ เฉื่อยลง ช้าลง จนกระทั่งหยุดนิ่ง จนต้องหาตัวช่วยมาแงะให้ฟื้นขึ้นมาทำกิจการงานของตัวเอง

ห่างหายไปเช่นกันกับการดูหนังอย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งก็หมายถึงการดูตั้งแต่ไตเติ้ลเริ่มเรื่องจนถึงรายชื่อนักแสดงท้ายเรื่อง ช่วงที่ผ่านมาจะมีโอกาสได้ดูก็จากโทรทัศน์ดาวเทียม ที่ไม่เคยได้ดูเต็มๆ เรื่องเลย ถ้าไม่เปิดช้าไปก็จะเป็นดูได้ไม่จบ หรือกระท่อนกระแท่นไม่ปะติดปะต่อ

มาเรื่องนี้ได้ดีวีดีมาดูจึงได้หวนคืนสู่สังเวียนอีกรอบ (ขนาดน้านนน)



เห็นโฆษณาเรื่องนี้จากป้ายที่เขาพิมพ์ไปติดไว้ตามตึกแถว (เหมือน) ร้างละแวกห้าแยกลาดพร้าว เห็นคำโปรยแล้วนึกอยากดูขึ้นมา จำไม่ได้แล้วว่าเขียนอะไร ทำนองว่าเป็นหนังสยองขวัญที่ฉีกแนวออกไปจากเดิม



เอาล่ะได้หนังมาล่ะก็เปิดดู



ดูจบ
...
...
...
...

(คำเตือน .....สปอยล์นิดๆ นะ)












อื่มมมม.... จะว่าฉีกแนวก็ใช่อยู่นะ แต่สนุกมั้ย เอ่อ...ขอคิดก่อนละกัน แต่แหมถ้าต้องคิดก่อนก็น่าจะหมายถึงไม่ค่อยสนุกสักเท่าไร

ถ้าจะว่าไปก็เหมือนกับปริศนาความสยองขวัญจะเฉลยไว้บางส่วนแล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยดำเนินไปพร้อมๆ กับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 5 คนที่ไปพักผ่อนในบ้านกลางป่า (ขอไม่ใช่คำว่าเหตุการณ์สยองขวัญนะ เพราะไม่รู้สึกว่าน่ากลัวเลยสำหรับฉัน ไม่ตื่นเต้นไม่ลุ้นเลยด้วยซ้ำไป)

แต่คำถามอยู่ที่ว่า "ทำไม" มากกว่า

ทำไมกลุ่มคนที่ (น่าจะ) เป็นพวกของรัฐบาลจึงได้ชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ประหลาดและเฝ้าดูการตายของวัยรุ่นกลุ่มนี้ทีละคนเหมือนกับคนเรานั่งดูหนังหน้าจอโทรทัศน์

คำตอบของ "ทำไม" มาอยู่ที่ตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งฟังดูแล้วธรรมดาเสียเหลือเกินสำหรับความคิดของฉัน อุตสาห์อดทนดูเพราะอยากรู้ตอนจบที่ดูแล้วพูดได้คำเดียวว่า "ผิดหวัง"







วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : ครั้งหนึ่งนั้นฉันคืออลิซ

โปรยปกของหนังสือเล่มนี้ช่างเย้ายวนให้น่าอ่าน มันได้บอกเล่าว่ามี "อลิซ" ที่มีตัวตนจริงๆ อยู่เบื้องหลังวรรณกรรมอมตะของโลกที่ชื่อว่า "อลิซในแดนมหัศจรรย์" หรือ Alice's Adventures in Wonderland

ด้วยความอมตะของวรรณกรรมเล่มนี้ แม้จะผ่านมาร้อยกว่าปี เรื่องราวของอลิซก็ไม่ได้เก่าแก่และตกยุคไปเลย ได้มีการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้หลายครั้ง หลายภาษา มีการนำเรื่องราวไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง แม้กระทั่งนำเอาชื่อ "อลิซ" ไปใช้ในความหมายของคนที่ตกลงไปในโพรงกระต่ายและพบกับเรื่องที่คาดไม่ถึงอีกหลายสถานการณ์ แม้กระทั่งภาพวาดประกอบของเรื่องราวก็ยังได้รับความนิยมเสมอมา

หนังสือ "ครั้งหนึ่งนั้นฉันคืออลิซ" แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า Alice i have been เล่าประวัติของเด็กหญิงอลิซที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น

ผู้เขียนคือเมลานี เบนจามินได้ค้นคว้าเรื่องราวของ อลิซ ลิดเดลล์ มาใส่ในหนังสือ แล้วแต่งแต้มเรื่องราวที่เป็นนวนิยายลงไปเติมในส่วนที่เป็นช่องว่างในประวัติของอลิซ ทำให้หนังสือเล่มนี้มีส่วนผสมทั้งที่เป็นเรื่องจริงและนิยาย

ตามประวัติที่ผู้เขียนค้นพบนั้นได้เกิดความบาดหมางกันระหว่างครอบครัวลิดเดลล์กับคุณดอจสัน (ชื่อจริงของลูอิส แครอล ผู้แต่ง Alice's Adventures in Wonderland) อย่างไม่รู้สาเหตุ ขณะนั้นอลิซอายุ 11 ปีและคุณดอจสันอายุ 31 ปี

เธอจึงได้ร้อยเรียงนวนิยายขึ้นเพื่อเติมช่องว่างนั้น เชิญชวนให้เราอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอลิซในวัย 11 ปี

ปัจจุบันอลิซตัวจริงและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในเหตุการณ์นั้นได้เสียชีวิตแล้ว ดังนั้นเรื่องราวนั้นจึงยังคงเป็นความลับ เป็นปริศนาหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของอลิซนั้นมีความน่าสนใจทีเดียว

อลิซในวัยชรา



ปกหนังสือภาคภาษาอังกฤษ

ปกหนังสือฉบับภาษาอังกษอีกเวอร์ชั่นที่ฉันชอบมากที่สุด

ปกหนังสือภาคภาษาไทย
 
ภาพถ่ายอลิซในวัยเด็ก 

ภาพถ่ายอลิซในวัยสาว




ภาพวาดประกอบในหนังสือ Alice's Adventures in Wonderland 



วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

Handmade Notebook : สมุดแสตมป์

หลายวันก่อนมีสมาชิกท่านหนึ่งขอให้แนะนำวิธีการทำสมุดแสตมป์ ก็เลยไปหาวิธีการมาพร้อมภาพแนะนำคร่าวๆ ในตัวอย่างเป็นวิธีการทำหน้ากระดาษที่มีช่องสอดโชว์แสตมป์ แต่ยังไม่ได้เข้าเล่ม ซึ่งวิธีการเข้าเล่มก็แล้วแต่ว่าใครอยากจะเข้าเล่มแบบไหนก็ตามใจชอบกันเลยค่ะ


เริ่มจากหากระดาษหนาๆ มาใช้ ที่บ้านมีกระดาษคราฟต์อยู่พอดีก็เลยเอามาใช้ 
หรือจะใช้เป็นโปสเตอร์แบบหนาก็ได้นะคะ


เอามาร่างดินสอเป็นรอยสำหรับตัดตามแบบ ให้ร่างด้านหลังกระดาษนะคะ


กรีดกระดาษให้มีร่องด้านล่างแบบนี้ค่ะ


แล้วก็สอดพลาสติกใสขนาดใหญ่กว่านิดหน่อยเข้าไป ให้สอดเข้าไปทางด้านหลังของกระดาษนะคะ


แล้วก็ติดกาวตรงขอบของพลาสติกที่ล้ำออกมาให้ติดกับกระดาษ
กาวที่ใช้ในตัวอย่างเป็นกาวลาเท็กซ์ค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะติดกับพลาสติกได้ดีหรือเปล่า 
แต่ที่บ้านไม่มีกาวอื่นน่ะค่ะ ถ้าเป็นไปได้ลองหากาวที่ระบุว่าติดพลาสติกได้นะคะ


เมื่อติดกาวด้านหลังเสร็จแล้ว พลิกกลับมาก็จะได้แบบนี้ค่ะ
หาของหนักๆ ทับ แล้วรอให้แห้ง


จากนั้นทากาวด้านหลังกระดาษ


แล้วนำไปแปะกับกระดาษหนาๆ อีกแผ่น ในตัวอย่างเป็นกระดาษทำปกรายงานหรือทำนามบัตร 
ขนาด A4 แล้วพับครึ่ง ไว้สำหรับเย็บเข้าเล่ม 
ในแบบนี้จะติดกระดาษคราฟต์เกือบเต็มแผ่น เว้นขอบตรงที่ติดกับสันปกไว้สำหรับเย็บค่ะ 
หรือใครอยากติดให้เต็มแผ่นเลยก็ได้ค่ะ ติดส่วนของซองใส่แสตม์ด้านหน้าหลังให้เต็มกระดาษ
ทำเสร็จก็จะได้ 4 หน้าสำหรับสอดแสตมป์ อาจทำสัก 8-10 ชุด แล้วนำไปเข้าเล่ม




เมื่อนำมาใส่แสตมป์ก็จะได้แบบนี้ค่ะ

ในภาพนี่เป็นระยะต่างๆ สำหรับสมุดขนาด A5 (ครึ่งของกระดาษ A4) ค่ะ



คุณอาจกำหนดระยะต่างๆ ด้วยตัวเองโดยวางแสตมป์ทาบกับกระดาษแล้ววัดค่าต่างๆ เองค่ะ


สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

DIY : แกะยางลบเป็นประภาคาร

ฉันน่ะชอบซะจังประภาคาร ของจริงไม่เคยได้เห็น เห็นก็แต่ในหนังสือท่องเที่ยว ในเว็บไซต์ หรือของจริงที่เคยเห็นก็คือแบบจำลองประภาคารที่ทำจากไม้ ไม่เคยซื้อมา เพราะมาเจอเอาช่วงที่เลิกซื้อเลิกสะสม แต่ก็ยังไม่วายมาสะสมรูปประภาคารหลากหลาย แล้วก็เอามาวาดเล่น ตอนนี้ลามมาถึงแกะเป็นยางลบกันล่ะ








ยางลบชุดนี้ได้มาจาก Daiso ทั้งหมด 8 ก้อน เล็กใหญ่ปนกันมา เนื้อยางลบค่อนข้างจะร่วน สำหรับฉัน (ในฐานะมือใหม่หัดแกะยางลบ) มันทำให้แกะง่ายขึ้นบ้าง เพราะตัดแล้วก็ขาดหลุดออกมาง่ายดี ยางลบอื่นๆ ที่เคยทำกว่าจะแซะออกมาได้ช่างเหนียวนัก

อีกอย่างก็เพราะลายนี้แกะได้ง่าย รายละเอียดไม่เยอะ แต่ก็ยังแอบเบี้ยวตรงหลังคาประภาคาร เป็นโรคแกะวงกลมเล็กๆ ไม่เก่งเอาซะเลย

แบบที่ใช้แกะนี่แอบดูจากเว็บไซต์ ไม่ได้คิดเองหรอก อิอิ