วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : extremely loud and incredibly close

หนังสือเล่มนี้มีชื่อภาษาไทยว่า "อะไรกันเนี่ย" ขอบอกว่าไม่ชอบชื่อนี้เอามากๆ ในชื่อภาษาอังกฤษ extremely loud and incredibly close ดูแฝงความหมายอะไรต่ออะไรไว้มากมายกว่าคำว่า "อะไรกันเนี่ย"

ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้มาจากร้านหนังสือ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากเคยเห็นหนังสือเล่มนี้ในภาคภาษาอังกฤษที่ร้าน Amazon.com และอีกส่วนมาจากโปรยปกหลังของหนังสือภาษาไทย ถ้าให้เลือกจากชื่อภาษาไทยคงไม่ซื้อล่ะ

อ่านไปได้ช่วงแรกๆ แทบอยากโยนหนังสือทิ้ง

ฉันเป็นคนชอบเรื่องราว ...เรื่องราวที่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องราวที่ดำเนินไปเรื่อยๆ เมื่อพลิกหน้ากระดาษ แต่กับหนังสือเล่มนี้ พูดแต่สิ่งที่อยู่ในใจของหลายคน ที่อ่านแล้วดูจะวนเวียน เหมือนดูมดเดินวนเป็นวงกลมบนปากแก้วน้ำ

จริงๆ ฉันก็เอาเล่มนี้ไปวางไว้ในกองหนังสือรอขายแล้วล่ะ มาเปลี่ยนใจอีกครั้งเมื่อได้มาดูหนังตัวอย่างใน youtube แค่สงสัยว่าหนังสือเล่มนี้จะนำไปทำเป็นหนังได้อย่างไรกัน ฉันจึงกลับมาอ่านต่ออีกครั้ง



หนังสือเล่าเรื่องชีวิตของออสการ์ เชลล์ เด็กชายที่สูญเสียพ่อไปในเหตุการณ์ 911 เมื่อตีกเวิร์ลเทรดถูกเครื่องบินชนและถล่มลงมา เขาออกตามหาบางส่วนของพ่อที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่เขาบังเอิญพบกับกุญแจดอกหนึ่งในห้องทำงานของพ่อ

ลูกกุญแจลึกลับ ในซองที่มีเพียงคำที่เขียนไว้ว่า "แบล็ค"

นอกเหนือจากความในใจของออสการ์แล้ว หนังสือยังพาเราไปทำรับรู้เสียงที่อยู่ในหัวของปู่และย่าของออสการ์

ผู้เขียนทำได้ดีมากในการบอกเล่าความเจ็บปวดของเด็กชายคนหนึ่งออกมา โดยไม่ได้บอกออกมาตรงๆ  แต่มันสื่อออกมาทางคำพูดและความคิดที่เขาแสดงออกมา อ่านไปถึงกับร้องไห้ออกมาในบางตอนเลยด้วยซ้ำ

เมื่อสูญเสียคนที่รัก ทุกคนย่อมต้องเผชิญหน้ากับหลุมกลวงๆ ในใจ ทุกคนต่างหาทางรับมือกับความเศร้าโศกแตกต่างกันไป และในที่สุดเขาก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะถูกกลบฝังอยู่ในหลุมนั้นตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ รวมถึงอาจดึงเอาคนที่รักเขาลงไปในหลุมดำนั้นด้วย


วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

drawing : หลายวันมานี่...





ช่วงนี้มีโอกาสฝึกวาดภาพทุกวัน ได้วันละนิดวันละหน่อยเก็บไว้ เมื่อเปิดย้อนมาดูรู้สึกโอ้โห..ไม่ใช่คิดว่ามันสวยหรอกนะ แต่คิดว่าฉันอดทนวาดรายละเอียดจนจบอย่างนี้ได้ยังไงนะ (แม้บางภาพรายละเอียดจะมั่วๆ ไปหน่อยก็เถอะ) ก็ฉันน่ะเป็นพวกความอดทนต่ำ ทั้งที่ไม่ได้เกิดมาในยุคแดกด่วนก็ตามที

แต่ยอมรับว่าการลงสียังอดทนไม่เพียงพอ ตามภาพแรกที่ได้เห็นน่ะแหละ



====================
I have practiced to draw everyday. When I looked back in my drawing book, i surprised with them, not because i think they are so great, but i surprise with my patient to draw the detail of each picture. I am a low patient person that's why. Though my coloring still show the intolerant of me.



วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

ดูหนัง : Up




มานั่งฟังเพลงประกอบอนิเมชั่นเรื่อง UP ก็ย้อนคิดถึงการ์ตูนเรื่องนี้ มันมีทั้งความหวัง ความผิดหวัง และความเศร้า

เรื่องของคาร์ลชายชราที่เฝ้ารอวาระสุดท้ายของชีวิตในบ้าน ความทรงจำที่มีกับบ้านหลังนี้เป็นความทรงจำที่ผสมรวมกับเอลลี่ ภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว

ความทรงจำตั้งแต่แรกพบกันในวัยเด็ก มีความฝันร่วมกันนับแต่นั้น พยายามสร้างฝันจนแต่งงาน และจนแก่เฒ่า ผ่านความผิดหวังมากมายมาได้ด้วยความรักและอาทรต่อกัน ...กระนั้นหลายความฝันก็ยังเป็นแค่ฝันที่ไปไม่ถึง

...กระนั้นชีวิตของทั้งคู่ก็ยังสวยงาม ด้วยความรักที่มีให้แก่กันจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

แมวแสดง : นางสาวบุญเต็มนอนเลียปาก


อ่านหนังสือ : หยุดให้เป็น Enough


เป็นเวลานับปีมาแล้วที่ฉันพยายามจัดการกับสมบัติบ้าของฉัน ด้วยการกำจัดมันออกไปจากชีวิต ฉันรู้สึกว่าสัมภาระต่างๆ ประดามีในบ้าน ทั้งเสื้อผ้า ตุ๊กตา ของประดับตกแต่ง สมุด เครื่องใช้ไฮเทค ต้นไม้ ไปจนถึงของไร้ค่าเช่นเศษกระดาษแผ่นสวย เศษผ้าแหว่งวิ่น เส้นเชือกหลากหลาย โบว์ประดับที่มาจากของขวัญ และอื่นๆ ล้วนเป็นสิ่งที่คอยถ่วงให้ฉันอุ้ยอ้าย

ในวัยที่ไฟยังแรงกว่านี้ สิ่งของเหล่านี้ไม่เป็นภาระ ไปไหนไปด้วยกัน ย้ายบ้านก็หอบหิ้วไปด้วย ขยันจัดเรียงให้เข้าที่ หมั่นซื้อหามาเติมเพิ่ม

มาบัดนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป ฉันเริ่มเหนื่อยหน่ายกับภาระทั้งหลายนี้ รวมถึงเมื่อคิดถึงอนาคตข้างหน้าว่ามันจะไปอยู่ที่ไหน เพราะฉันไม่มีลูกไว้ส่งมอบ ถึงจะมีก็ไม่รู้ว่าลูกจะอยากเก็บหรือไม่

ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งฉันจึงเริ่มกำจัด ทั้งขาย บริจาค จ่ายแจก และทิ้ง แต่มันไม่ง่ายเลยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ตัดสินใจซื้อ

--------

ในยุคที่เราพยายามรณรงค์เรื่องโลกสีเขียว เรากลับทำลายโลกไม่โดยไม่ใส่ใจ โดยการไขว่คว้าหามาครอบครอง ในหนังสือ Enough นี้เราจะเห็นภาพของมนุษย์ผู้บริโภคที่กำลังดึงทึ้งทุกหยาดหยดจากทรัพยากรโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ที่ไร้ความจำเป็น แม้กระทั่งเรื่องที่เป็นนามธรรมยังดูเหมือนมนุษย์จะบริโภคแบบไม่ยั้งคิด นั่นก็คือข่าวสาร ทางเลือก และความสุข

ทั้งหมดก็เนื่องมาจากคำว่า "การตลาด" ที่คอยกล่อมแกมบังคับให้คน ซื้อ ซื้อ และ "ซื้อ" เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในหนังสือบอกเล่าถึงธุรกิจให้เช่าโกดังเก็บสินค้าส่วนบุคคลที่เติบโตดีมากๆ ในอังกฤษและสหรัฐฯ เนื่องจากผู้คนซื้อของกันจนไม่มีที่จะเก็บ จนต้องไปหาเช่าที่เก็บนอกบ้านกัน

พูดได้คำเดียวว่า โอ้โห...

เราถูกการตลาดจูงใจให้เกิดความอยากได้ อยากทัดเทียมผู้อื่น อยากเป็นเหมือนๆ กับคนในโฆษณา สร้างค่านิยมที่ทำให้เราต้องตกเป็นทาสของความอยาก

เมื่อหันกลับมามองดูตัวเอง ฉันเองก็เคยเป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่อยากแต่งตัวตามแฟชั่น ให้เหมือนกับคนอื่นๆ และเมื่อประเมินดูคร่าวๆ สิ่งของที่ฉันซื้อหามาตลอดชีวิตที่ผ่านมา น่าจะมีมูลค่าหลายแสนบาท โดยที่มีหลายอย่างถูกวางทิ้งไว้เป็นที่เก็บฝุ่นและเป็นของรกๆ ในบ้าน

นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำงานมานับสิบปีแต่ไม่มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่บนโลกนี้

บางทีหนังสือเล่มนี้อาจช่วยกระตุ้นเตือนให้เรารู้ตัว และเท่าทันเล่ห์กลของการตลาดได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณนั่นเอง หลายเรืองที่อ่านแล้วก็ต้องเห็นจริงตามที่เขาเขียน

(จะหงุดหงิดกับการอ่านอยู่บ้างก็ตรงสำนวนการแปลที่ช่างอ่านยากจริง ด้วยการแปลแบบตรงภาษาอังกฤษทำให้อ่านบางประโยคก็งงจนต้องอ่านทวนหลายรอบ บางประโยคก็เหมือนขัดแย้งกันเอง สรุปว่าแปลออกมาถูกตามต้นฉบับหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ)

ตอนนี้ฉันเองก็ยังซื้ออยู่ตามความจำเป็น แต่พยายามคิดและชั่งใจก่อนซื้อ ฉันยังเป็นมือใหม่ในการทำตัวให้ "พอเพียง" และยังต้องพยายามต่อไป

--------

แม้ถึงตอนนี้ฉันได้กำจัดข้าวของไปมากมาย ก็ยังมีอีกมากที่รอการกำจัด เพียงแต่รอให้ฉันตัดใจได้เสียก่อน แม้จะล่วงเลยมาในวัยนี้ แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่รู้ตัวและเลิกหาซื้อสิ่งของมาสะสมเพิ่ม อย่างน้อยตอนนี้ข้าวของก็จะไม่เพิ่มขึ้นเกินจำเป็นอย่างแน่นอน



อ่านหนังสือ : โอลีฟ คิตเตอร์ริดจ์ (Olive Kitteridge)



เมื่อตอนอายุน้อยกว่านี้ ในวัยยี่สิบต้นๆ นึกภาพตัวเองตอนอายุ 30-40 ไม่ออก คิดแต่ว่าน่าจะฉลาดกว่านี้ รอบรู้กว่านี้ กล้าหาญกว่านี้ จัดการชีวิตได้ดีกว่านี้ มีความสุขมากกว่านี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ดูไม่ค่อยต่างจากเดิมสักเท่าไร ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ ขลาดกลัว ใจร้อนเหมือนเดิม และมีร่างกายอ่อนล้ามากขึ้น

หนังสือเล่มนี้เหมือนหนังสือรวมชีวิตคนแก่ชรา ที่ดูเหมือนว่าชีวิตก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนหนุ่มสาว



หนังสือเล่มนี้เหมือนหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีตัวละครเอกชื่อว่า โอลีฟ คิตเตอร์ริช ที่ปรากฏตัวเป็นทั้งตัวเอกของเรื่อง เป็นตัวประกอบ และเป็นตัวละครที่ทำหน้าที่เป็นฉากหลังเดินไปมาโดยไม่มีบทพูด

ฉากของเรื่องคือเมืองเล็กๆ เมื่องหนึ่งในสหรัฐฯ ที่มีความขัดแย้งกันระหว่างความเก่าและความใหม่ ทุกชีวิตแก่ชราและหมองหม่นหดหู่ ไม่เว้นกระทั่งชีวิตของเด็กและหนุ่มสาว ทุกคนถูกห้อมล้อมด้วยชีวิตที่มืดมนไร้ความหวังในอนาคต 

ตัวละครเอกของแต่ละตอนล้วนเข้าสู่วัยกลางคนหรือวัยชรา ที่ต้องผจญกับความอ่อนล้าของร่างกาย จิตใจเองก็ถูกบั่นทอนจากปัญหาที่รุมเร้า สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดส่งต่อไปยังลูกหลานอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ตัวละครทุกคนเหมือนมีชีวิตจริง ผู้เขียนบรรยายได้ลึกเข้าไปถึงในจิตใจของแต่ละคน ทั้งความรู้สึก ความใฝ่ฝัน ความหวัง ความรัก และสัมผัส เนื้อเรื่องสอดประสานกัน อ่านแล้วชวนให้คิดติดตาม

มนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว กลางคน ชรา ทุกคนต่างต้องดิ้นรนไปในเส้นทางของชีวิตที่มีแต่ขวากหนามตลอดเส้นทาง ดังนั้นเราจึงควรยอมรับมันในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่มีวันจะสูญหายไปจากเราจนกว่าเราจะสิ้นลมนั่นแหละ




...เธอ (โอลีฟ) อยู่กับลูกชายที่ต้องการเธอ ความแตกร้าวใดๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว  ซึ่งเริ่มต้นอย่างไร้พิษภัยเหมือนผื่นบนแก้มแอนด์และได้แพร่กระจายไปจนแยกเธอจากลูกชาย ความแตกร้าวนั้นสมานได้ อาจมีรอยแผลเป็นทิ้งไว้ แต่คนเราสะสมรอยแผลเป็นเหล่านี้และดำเนินชีวิตต่อไป เหมือนที่เธอทำอยู่กับลูกชายในตอนนี้...
--ตัดตอนมาจากหน้า 207



วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

ดูหนัง : Water for Elephant

แรกเริ่มตั้งใจจะไม่ดูหนังเรื่องนี้ หลังจากอ่านหนังสือแล้วชอบเรื่องราวในหน้ากระดาษมากทีเดียว โดยเฉพาะการนำเอาตอนจบมาเขียนเปิดเรื่อง แล้วไปเฉลยปมที่ซ่อนไว้ได้อย่างแนบเนียนจนคิดไม่ถึง

การนำเอาบทประพันธ์มาสร้างเป็นหนัง มีน้อยรายที่ทำได้แบบดีเทียบเท่ากับหนังสือ เนื่องจากข้อจำกัดของกลวิธีการเล่าเรื่อง สำหรับเรื่องที่ทำได้ดีกว่าหนังสือ (เท่าที่เคยดู) น่าจะเป็นเรื่อง Dexter ที่พอเป็นซีรีย์แล้วรู้สึกว่าสนุกมากจนต้องติดตามเข้ามาถึง Season 5 เข้าไปแล้ว ในขณะที่หนังสือนี่ไม่สนุกเอาซะเลย

เรื่อง Water for Elephant ได้มีการตัดและดัดแปลงเรื่องราวหลายอย่างที่แตกต่างออกไปจากหนังสือ ทั้งที่ไม่เป็นไรและทำให้ผิดหวัง

เรื่องราวของเจค็อบ ชายหนุ่มที่เรียนเกือบจะจบสัตวแพทย์จากฮาร์วาร์ด แต่พ่อแม่เกิดมาเสียชีวิตกะทันหัน ทิ้งให้เขาอยู่กับความล้มละลายของครอบครัว กลายเป็นคนไร้บ้านในพริบตา

เขาแอบขึ้นรถไฟของคณะละครสัตว์และกลายมาเป็นสัตวแพทย์ประจำคณะฯ ไปอย่างเฉียดฉิว เขาเริ่มรักกับมาเลน่า ภรรยาของออกัส เจ้าของคณะฯ และได้เป็นผู้ดูแลช้างชื่อโรซี่ซึ่งเพิ่งถูกซื้อมาเข้าคณะหลังเขาไม่นาน

ออกัสเป็นคนอารมณ์ร้อนที่มักลงไม้ลงมือกับสัตว์ในคณะฯ หรือไม่ก็กับมาเลน่าอยู่เสมอ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากว่าเขารู้ว่าเจค็อบกับมาเลน่ารักกัน

หนังเน้นที่เรื่องของสัมพันธ์รัก 3 เส้า แต่ในหนังสือจะให้ความสำคัญกับเรื่องราวของคณะละครสัตว์ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐฯ ผ่านเรื่องราวความรักของ 3 ชีวิต


ต่อไปนี้จะเป็นการพูดถึงหนังและหนังสือ ถ้ายังไม่ได้ดูอย่าอ่านเชียวล่ะ Spoiled !!!!!!!!!







เตือนแล้วนะ!!!!!










ในการดัดแปลงเพื่อสร้างเป็นหนัง ได้มีการตัดตัวละครสำคัญออกไปหนึ่งตัวคือลุงอัลที่เป็นเจ้าของคณะละครสัตว์ แล้วปรับให้ออกัสมาเป็นเจ้าของคณะแทน ก็ถือว่ารับได้ หากตัวละครเยอะเกินก็อาจจะแบ่งบทให้ได้ไม่ทั่วถึง ทั้งที่จริงๆ แล้วลุงอัลถือว่าเป็นตัวถ่วงความอารมณ์ร้ายของออกัสที่สำคัญเชียวล่ะ

สำหรับเรื่องราวเบื้องหลังของมาเลน่า นักแสดงนำของคณะฯ จากที่ถูกพ่อแม่ตัดออกจากครอบครัวโทษฐานที่มาแต่งงานกับนักแสดงของคณะละครสัตว์ ก็กลับกลายเป็นเด็กกำพร้าไร้บ้าน ...เอ่อ... ถ้าไม่คิดอะไรมากก็คงรับได้อ่ะนะ เพราะการที่เปลี่ยนจากเด็กสาวที่มีครอบครัวมาเป็นเด็กไร้บ้าน กลับทำให้เหตุผลเบื้องหลังการแต่งงานกับออกัสดูจะเปลี่ยนไป จากที่หลงรักออกัสจริงๆ (ในตอนแรกพบ) กลับกลายเป็นน่าสงสัยว่าเธอต้องการเลื่อนฐานะ ยิ่งถ้าดูจากปัจจุบันที่เธอไม่ได้รักออกัสอีกต่อไปแล้ว

และที่รับไม่ได้สุดๆ ก็คงจะเป็นตอนจบ

ตอนจบของหนังเรื่องนี้ถือเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันดูหนังเรื่องนี้มาได้ตลอดทั้งเรื่อง ถือเป็นตอนที่คาดหวังมากที่สุด แม้จะไม่ได้คาดหวังถึงขนาดที่เจอในหนังสือ แต่ก็นะ...สักนิดหนึ่งก็ยังดี อย่างน้อยก็ขอให้มีฉากสัตว์หลุดจากกรงแบบอลังการงานสร้าง

ที่บอกไว้ว่าหนังสือเปิดตัวด้วยตอนใกล้จบของเรื่อง ถือเป็นช่วงที่ไคลแมกซ์ที่สุด ตอนที่เหล่าสัตว์ร้ายในคณะละครสัตว์หลุดออกจากกรงในขณะที่คนจำนวนมากกำลังดูการแสดงอยู่ในเต้นท์ใหญ่ สร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั่ว

ในช่วงนี้เอง "เธอ" ก็ได้ใช้ท่อนเหล็กตีหัวของไอ้ชั่วสักคนจนล้มลง โดยที่เจค็อบเห็นเหตุฆาตกรรมนี้อยู่ตลอด

ก่อนจะอ่านถึงช่วงนี้ที่ท้ายเล่ม ก็เดากันไปว่าน่าจะเป็นมาเลน่าลงมือฆ่าออกัสเนื่องจากทนความโหดร้ายของเขาไม่ได้

แต่...ตัวการจริงๆ ที่สังหารออกัสกลับเป็นโรซี่ ช้างแสนรู้ที่รู้จักแต่ภาษาโปแลนด์




ตามหนังสือนั้น ตั้งแต่โรซี่ได้มาอยู่ในคณะละครสัตว์ ก็ถูกออกัสทารุณมาโดยตลอด และเมื่อวันแห่งความโกลาหลเกิดขึ้น เธอจึง "จงใจ" ที่จะใช้งวงคว้าท่อนเหล็กที่เสียบไว้กับพื้นขึ้นมาทุบหัวออกัสตายคาที่ (ขอเน้นว่าอย่างใจเย็นอีกตะหาก)  แล้วเสียบเหล็กกลับเข้าที่เพื่อซ่อนอาวุธอย่างแนบเนียน โดยที่มาเลน่าไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เลย

แต่ในหนัง (คาดว่าเพื่อสร้างบรรยากาศตื่นเต้น) ได้สร้างช่วงนี้ให้เป็นฉากบู๊ระหว่างพระเอกกับผู้ร้าย และจากนั้นผู้ร้ายคือออกัสอาศัยความได้เปรียบจากการมีผู้ช่วย ก็หันไปพยายามจะฆ่ามาเลน่า โดยไปชุลมุนกันอยู่ข้างๆ ตัวโรซี่ แล้วจู่ๆ โรซี่ก็เข้าช่วยโดยเอาท่อนเหล็กตีหัวออกัสจนตาย

เรื่องนี้สร้างความต่างในด้านอารมณ์อย่างมาก จากช้างที่ฆ่าเพื่อ "แก้แค้น" เป็นการส่วนตัว กับเพื่อ "ช่วยเหลือ" คนที่เธอรัก

ถ้าถามฉันชอบแบบในหนังสือมากกว่า มันทำให้โรซี่ดูลึกลับ เจ้าเล่ห์ และฉลาดเกินกว่าจะคาดเดา แทนที่จะเป็นแค่ช้างซื่อๆ ตัวหนึ่ง

ดังนั้นฉันจึงผิดหวังทั้งจากฉากสัตว์ดุร้ายหลุดจากกรงที่ดูไม่ค่อยอลังการนักและผิดหวังจากบทสรุปตอนจบ

แต่ก็นะ... ตอนจบของหนังช่างสมเป็น "ฮอลลีวู๊ด" จริงๆ




วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

แมวแสดง : ดูมันทำ



ช่างไม่เกรงใจกันมั่งเลยนะไอ้อ้วน

ดูหนัง : Millennium series กับนางเอกไม่สวยพระเอกไม่หล่อ

ช่างเป็นนางเอกที่หน้าตาไม่สวยเอามากๆ เลยในหนังชุด Millennium ของสวีเดน ที่ประกอบด้วยสามภาค ได้แก่ The Girl with the Dragon Tattoo, The Girl who Played with Fire และ The Girl Who Kicked the Hornets' Nest

(ในรูปนี้ยังดูสวยนะ แต่ในหนังแทบไม่มีแบบนี้)

ตัวเอกเรื่องนี้เป็นหญิงสาวต่อต้านสังคม แต่งตัวเหมือนพวกพังค์ ชุดหนัง เจาะจมูก สักตัว แต่งหน้าสีดำเข้มๆ ไว้ผมโมฮอก เป็นแฮกเกอร์มือฉมัง นามว่า ลิซเบธ ซาลันเดอร์

ตลอดทั้งสามภาคฉันพยายามมองหาความสวยงามของสาวคนนี้ ช่างหาได้ยากมากๆ โดยเฉพาะภาคสามที่ใส่ชุดเน้นๆ ร่างกาย ที่ฉันเห็นคือผู้หญิงตัวเตี้ย ล่ำ อกแบนโดยสิ้นเชิง หน้าตาเคียดขึ้ง และไร้ความงาม

เมื่อลองมาค้นหารูปภาพอื่นนอกจากบทบาทในหนัง โดยผู้รับบทลิซเบธนี้คือ Noomi Rapace ฉันก็ได้พบว่า เธอเป็นคนสวยมากๆ เลย






ช่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว!!!

หนังในชุดนี้สร้างจากนวนิยายของ Stieg Larsson ชาวสวีเดน

เนื้อเรื่องของภาคแรก  The Girl with the Dragon Tattoo เป็นเหมือนการปูพื้นเรื่องราวชีวิตของลิซเบธ และความสัมพันธ์ที่เธอมีกับมิเคล บลอมควิซ นักเขียนประจำนิตยสาร Millennium แนวเปิดโปงทุจริต ที่ต้องมาทำงานร่วมกันเพื่อคลี่คลายคดีการหายตัวไปของเด็กสาว 16 ปี ที่หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาถึงสี่สิบปี


การคลี่คลายคดีครั้งนั้นได้สร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง และนำมาสู่เรื่องราวของหนัง (หรือหนังสือ) อีกสองภาคต่อมา

ฉันดูหนังภาคแรกหลังจากที่เพิ่งอ่านนวนิยายฉบับแปลไทยจบไปไม่นาน ในความรู้สึกก็คือมันเป็นหนังที่ไม่ค่อยสนุกสักเท่าไร อืดเอื่อย เฉื่อย คงเป็นเพราะรู้บทสรุปในตอนท้ายมาแล้ว (นอกจากนางเอกจะไม่สวยแล้ว พระเอกยังไม่หล่ออีกตะหาก จะอะไรขนาดน้านนน)

แต่ด้วยความที่ซื้อหนังมาแล้วครบทั้งสามภาค ฉันจึงขอพิสูจน์ความสนุกของเรื่องนี้ด้วยอีกสองภาคที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ แล้วฉันก็รู้สึกว่าเป็นหนังที่สนุกใช้ได้เลยล่ะ

ในสองภาคหลังคือ  The Girl who Played with Fire และ The Girl Who Kicked the Hornets' Nest เป็นเรื่องราวที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวลิซเบธ ...ปมปัญหาที่เธอผูกขึ้นในวัยเด็กเมื่อเธอสาดน้ำมันใส่หน้าของชายคนหนึ่งแล้วจุดไฟเผา

การกระทำครั้งนั้นส่งผลให้เธอต้องถูกส่งตัวไปอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตและต้องอยู่ในการปกครองของรัฐอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องปกติของเด็กมีปัญหาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

แต่เรื่องราวนั้นกลับลึกยิ่งกว่าและลับในระดับรัฐบาล ในภาคนี้เธอกลับมาเพื่อจัดการเรื่องราวในอดีตที่ยังค้างคา และส่งผลให้หลายคนต้องรับกรรมที่ตนเองก่อขึ้นในที่สุด

บางคนอาจกำลังรอดูหนังเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นฮอลีวู๊ด แต่สำหรับฉันคิดว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับน่าจะสนุกกว่า อย่างน้อยก็สนุกกับการพยายามเลียนแบบเสียงพูดที่แปลกหูในภาษาสวีเดน ที่พอฟังไปสักพักก็เริ่มจะชินหูไปซะแล้ว

ดูแล้วคุณอาจจะชอบหนังยุโรปไปเลยก็ได้



วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

drawing : แมวหมูพุงห้อย



เมื่อคืนนั่งวาดรูปเล่น แมวหมูบุญเต็มก็ขึ้นมานอน แถมนอนทับสมุดวาดรูปฉันซะอีก เลยวาดรูปมันซะเลย



Last night when i was drawing, Boon-Tem my very fat cat jumped on my desk and laid on my notebook. So i drew her too.