วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

DIY : ทำปกสมุด

สมุดนี่เป็นเล่มเก่า ถ้าจำไม่ผิดเหมือนปกจะไม่สวยก็เลยฉีกปกออก แล้วเอากระดาษทำปกรายงานมาหุ้มแทน ข้างในเป็นกระดาษถนอมสายตา เอาไว้วาดรูป หน้าปกถือไปถือมาเริ่มเยิน เมื่อวานเลยมานั่งหารูปโน่นนี่นั่นตัดแปะ จนได้ออกมาเป็นที่พอใจของเจ้าของและคนทำ (ซึ่งก็คือคนเดียวกันน่ะแหละ)

ส่วนสิ่งของโน่นนี่นั่นที่บ้านมีเยอะ ของไร้สาระน่ะชอบเก็บนักเชียว





ส่วนอีกเล่มก็ใช้วาดรูปเหมือนกัน เป็นปกแข็ง สภาพยังดี แต่เรียบไปหน่อย และหน้าปกลืน ก็เลยเอาโน่นนี่นั่นมาแปะอีกเหมือนกัน แต่แปะน้อยกว่า



ทำๆ ไปก็สนุกดีเหมือนกัน อาจเป็นโครงการต่อไปสำหรับการทำงานฝีมือ เพราะสมุดเต็มบ้านแล้ว ต่อไปนี้จะเอาโน่นนี่นั่นมาแปะลงกระดาษแทน เป็นการนำของสะสมและทิ้งไม่ลงมาใช้ประโยชน์ซะที


วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วาดภาพ : บทรำพึงจากรถเมล์


เดิน เดิน เดิน เดินร้อนใต้แสงแดดแผดแรง มาจนถึงป้ายรถเมล์
ไร้กิ่งก้านสาขาต้นไม้เป็นร่มบัง
รอ ร้อ รอ รอแทบขาดใจ กว่ารถเมล์จะเยื้องกรายมา
เบียดกันเข้าไป ผลักกันเข้าใน
แล้วฉันก็ยืนหยุดนิ่งบนรถที่หยุด...นิ่ง
เพ่งมองไปนอกหน้าต่าง สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว
ไม่มีรถคันไหนเลื่อนไปข้างหน้า 
จวบจนสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง

แล้วรถก็ขยับ ขยับไปนิดหนึ่ง
เหวี่ยงจนคนเอนไปข้างหลัง
คนขับเหยียบเบรค กระแทกซะเต็มตีน
เหวี่ยงจนคนเอนกระเด็นไปข้างหน้า

คนยืนบนรถเมล์โยกตัวไปด้วยจังหวะเดียวกัน
ตามแต่คนขับจะจับเหวี่ยง เหวี่ยง เหวี่ยง

เจอจังหวะเบี่ยงรถไปเลนขวา
คนบนรถเมล์ก็ขวาตาม
เจอป้ายรถเมล์ กริ่ง กริ๊ง กริ่ง คนจะลงป้าย
พี่ก็ปาดไปทางซ้าย
คนโดยสารก็ซ้ายตาม
เสียงเบรคดังสนั่นปนกันกับเสียงแตรดังจากภายนอก
รวมเข้ากันเป็นจังหวะบนท้องถนน ถนน ถนนยามเช้า
หาว... น่าง่วงนอน

เหลือบมองนาฬิกาบนรถเมล์ เข็มบอกเวลาบ่ายสองสิบชั่วนิรันดร์
โยกย้ายไปตามจังหวะชีวิตบนรถเมล์ทุกเช้าค่ำ
ได้แต่ฝากชีวิตไว้ใต้ตีนพี่คนขับ
หยุดการรับรู้โลกภายนอก 
ไม่เห็นแม้การขุด ขุด เจาะ เจาะ บนท้องถนนกรุงเทพฯ
หาความสุขจากฝันกลางวัน...ส่วนตัว

หากไม่ถูกเหวี่ยงกระเด็นไปกองบนพื้น 
ฝันนั้นก็จะยืดยาวต่อไป.. ต่อไป...
กับชีวิตที่ย้ายโยกไปบนรถเมล์



เขียนขณะที่เสียสติไปแล้วกับรถที่อยากบอกว่า "มันจะติดอะไรกันนักหนาวะเนี่ย" แม้จะได้นั่ง แต่ยังคงจำบรรยากาศเมื่อตอนก่อนที่เคยทำงานในกรุงเทพฯ ที่ต้องเบียดเสียดกันในช่วงเร่งด่วน เดี๋ยวนี้รถติดได้ติดดีตลอดทั้งวันเลย

Handmade Notebook : เย็บสมุดด้วยแถบกระดาษ

วันนี้นำเอาสมุดอีกแบบมาแนะนำวิธีการทำกันนะคะ หลังจากที่ไปยืนแอบดูในหนังสือภาษาอังกฤษมา เห็นว่าสวยดีเลยมาลองทำดู ไม่ยากอีกด้วย


อุปกรณ์ทั้งหมด เป็นกระดาษปกรายงาน 16 แผ่น จะได้กระดาษ 8 ยก 
ยกละ 2 แผ่น
กระดาษทำแกนกลางของแต่ละยก
กระดาษแถบยาวไว้ร้อยแต่ละยกเข้าด้วยกัน


กรีดกระดาษที่สันขอบยาวเท่าๆ กับความกว้างของแถบกระดาษ


ร้อยแถบกระดาษเข้าไปแล้วเอากระดาษแกนกลางคั่นไว้ด้านใน แล้วสอดแถบกระดาษออก


แล้วก็พับแถบกระดาษให้พอดีกับกระดาษแกนกลาง



แล้วก็ร้อยยกต่อไป พอเสร็จแล้วก็เอาปลายแถบกระดาษติดกับสมุดด้วยกาว


ยกกระดาษก็จะถูกยึดเข้าไว้ด้วยกันด้วยแถบกระดาษ 


ดูๆ ไปวิธีนี้น่าจะเอาไปใช้ในการเย็บการ์ดอวยพรต่างวาระที่เราสะสมไว้นะคะ
โดยจะต้องเพิ่มความยาวของแถบกระดาษด้วยการใช้กาวติด 




วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : ความลับแห่งคฤหาสน์ริเวอร์ตัน

อ่านเรื่องนี้จบก่อนนอน ...ไม่ได้ดูว่าเวลาเท่าไร รู้ว่าค่อนข้างดึกทีเดียว... รู้แน่ว่าต้องฝันถึงเรื่องนี้ แล้วก็จริง จำไม่ได้หรอกว่าฝันอะไร รู้แต่ว่าฝันนั้นวนเวียนอยู่กับปริศนาที่เปิดเผยในตอนท้ายเรื่อง และประโยคสุดท้ายก่อนปิดเล่ม


ลักษณะของคฤหาสน์ในยุคเก่าที่น่าจะพอเทียบเคียงกับบ้านริเวอร์ตันได้



เกรซ แบรดลี่ หญิงชราอายุ 98 ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพักคนชราเพื่อรอเวลาตาย ...ซึ่งก็คือการตายไปพร้อมกับความลับที่เธอเก็บไว้เป็นเวลานับสิบๆ ปี เธอได้พบกับเออซูล่า ผู้กำกับสาวที่กำลังสร้างหนังเกี่ยวกับบ้านริเวอร์ตันและมาขอคำปรึกษาในฐานะที่เธอเคยทำงานเป็นสาวใช้ในบ้านหลังนี้ ตอนนั้นเองที่ความทรงจำเก่าๆ ก็กลับคืนมาจนเธอต้องปลดปล่อยมันออกมาเป็นอิสระ

ในบ้านริเวอร์ตันต้นศตวรรษที่ 20 ทุกคนต่างมีบทบาทของตัวเอง มีชนชั้นที่แบ่งแยกกันเด่นชัด ชีวิตต่างมีระบบระเบียบในแบบของตัวเอง บรรดาเจ้านายต้องเข้าสังคมด้วยมารยาทที่ฝึกฝนมา เหล่าคนรับใช้ต้องทำหน้าที่ตามชื่อ คือรับใช้คนเป็นเจ้านายไม่ให้ขาดตกบกพร่อง พวกคนรับใช้เองก็มีหลักปฏิบัติและความภาคภูมิใจในตัวเองด้วยเช่นกัน  ผู้ชายเป็นผู้ที่เป็นใหญ่ในสังคม ผู้หญิงมีหน้าที่ต้องเป็นภรรยาใครสักคน

เกรซ (ซึ่งในขณะนั้นมีนามสกุลว่า) รีฟ ได้เข้ามาเป็นสาวใช้ของบ้านหลังนี้เมื่ออายุได้ 14 ปี เด็กสาวอ่อนต่อโลกได้พบและผูกพันกับฮันนาห์ ฮาร์ดฟอร์ด หลานสาวของเจ้าของบ้านหลังนี้ และได้ทำหน้าที่เป็นผู้รู้เห็นเรื่องราวโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นกับคนในตระกูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วยซ้ำ

เดวิด ฮันน่าห์ และเอมเมอลีน ฮาร์ดฟอร์ด สามพี่น้อง ลูกของเฟรเดอริค ต่างมีชะตากรรมที่รันทดไม่ต่างไปจากพ่อของพวกเขา

เดวิดเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในวัยหนุ่ม เขาเป็นผู้ชักนำให้น้องสาวทั้งสองคนรู้จักกับ รอบบี้ ฮันเตอร์

ฮันน่าห์ เป็นหญิงสาวหัวใหม่ที่ต้องการเสรี เธอพยายามก้าวขาข้างหนึ่งไปยังโลกของสิทธิสตรี ในขณะที่ขาอีกข้างยังคงยืนอยู่ในโลกเก่าที่เต็มไปด้วยธรรมเนียมปฏิบัติและข้อห้ามต่างๆ นานาสำหรับผู้หญิง ฮันนาห์อาจจะเกิดเร็วเกินไป ยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เธอจึงยังค้างเติ่งอยู่ระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ เป็นคนที่ไร้ความสุข

เอมเมอลีน น้องสาวที่ขาดรัก ที่แม่เสียชีวิตตอนคลอดเธอ เธอจึงพยายามไขว่คว้าหาความรัก และพยายามยึดฮันนาห์ไว้ให้อยู่ข้างกาย จนทำลายโอกาสที่ฮันนาห์จะเป็นอิสระ เอมเมอลีนยังเด็กเกินกว่าจะรู้ว่า เมื่อถึงเวลาทุกคนต่างก็ต้องเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง ไปมีชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็เหนี่ยวรั้งฮันนาห์ไว้ไม่ได้ กระนั้นเอมเมอลีนกลับก้าวข้ามจากโลกเก่าเข้าสู่โลกใหม่ได้อย่างดี

รอบบี้ ฮันเตอร์ กวีหนุ่มหัวขบถที่ก้าวเข้ามาระหว่างหญิงสาวทั้งสอง และดูเหมือนจะเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดรักสามเส้าขึ้น



ในตอนต้นของเรื่องราว เราได้รับรู้ว่าเกิดโศกนาฏกรรมกับรอบบี้ที่ฆ่าตัวตายในวันแต่งงานของเขากับเอมเมอลีน เรื่องราวนี้ได้ถูกแต่งเติมและนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โรแมนติค แต่เรื่องราวจริงๆ ล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่???

ทุกครั้งที่พลิกหน้ากระดาษ ก็เหมือนกับเราดึงคลี่ผ้าที่คลุมปิดความลับนั้นออกมาทีละชั้นๆ จนในที่สุดเราก็ได้รับรู้ถึงความจริงที่ไม่มีคนนอกได้รับรู้ และมันอาจจะตายไปพร้อมกับเกรซ หากเธอตัดสินใจจะไม่เปิดเผยมันออกมา

ผู้เขียนได้ร้อยเรียงเรื่องราวชีวิตต่างๆ ที่วนเวียนอยู่ในบ้านริเวอร์ตันได้เหมือนกับมีตัวตนอยู่จริง และมีประโยคปิดท้ายเล่มได้อย่างอึ้งทึ่งกันทีเดียว


พร้อมๆ กันนั้น ฉันก็พยายามทำความเข้าใจกับยุคนี้ โดยการไปเปิดเว็บหาดูแฟชั่นที่มาจากยุค 1920 เพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่านมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยการเชื่อมโยงมันเข้ากับภาพที่เคยเห็นจากในหนังฮอลีวู๊ดนั่นเอง

และนี่คือภาพที่ได้พบเห็นมา







ยังไงตอนอ่านกันก็อย่านิสัยเสียแอบเปิดอ่านหน้าสุดท้ายล่ะ คุณอาจจะหมดสนุกไปเลยก็ได้


วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดูหนัง : BANDSLAM

ไม่คิดว่าจะสนุก คิดว่าแค่หนังวัยรุ่นที่ค้นหาตัวตนอีกเรื่องที่ตลาดดาดดื่น จริงๆ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ หนังตลาด แต่สนุกเกินคาด ยิ่งได้ดูในวันเครียดๆ ถึงกับหายเครียดได้ชั่วคราว แถมนั่งหัวเราะได้คนเดียว เฮฮามาก



วิลล์ เบอร์ตัน สารานุกรมด้านดนตรีเดินได้ วันๆ ชอบส่งอีเมลเล่าเรื่องชีวิตประจำวันไปหาเดวิด โบวี่ โดยไม่เคยได้รับการตอบกลับ เป็นเด็กขี้แพ้อีกคนที่มักโดนคนโน้นคนนี้กลั่นแกล้งประจำ จู่ๆ เขากับแม่ก็ได้ย้ายออกจากเมืองที่เขาเกลียดเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองใหม่ ในโรงเรียนใหม่ จากที่ตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบเด็กล่องหน กลับถูกดึงเข้าไปเป็นผู้จัดการวงดนตรีของโรงเรียน เพื่อเข้าประกวดในรายการ Bandslam อันเป็นที่ไฝ่ฝันของเด็กมัธยม เพราะหากใครชนะจะได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงทันที 

เขารวบรวมคนมีฝีมือมาตั้งวงชือเท่เชียว ว่า *I can't go on, I'll go on* น่าจะแปลเป็นไทยว่า "ถึงไม่ไหวแต่ใจยังสู้" ประมาณนั้น แต่ซับไตเติลแปลมาซะน่าเกลียดเชียว 

หนังเล่าเรื่องได้ฮามากๆ ในช่วงการตั้งวง ด้วยความที่มีสัมผัสในด้านดนตรี เขาจึงรู้ว่าควรชวนใครมาร่วมวง รู้ว่าควรปรับตรงไหน เพิ่มตรงไหน จนทำให้วงดนตรีออกมาได้ยอดเยี่ยม 

ในช่วงนี้เองที่เขาได้สานสัมพันธ์กับหญิงสองคน คนหนึ่งเป็นหัวหน้าวงดนตรีและนักร้องนำ อีกคนเป็นเพื่อนร่วมชั้น โดยมีผู้หญิงอีกคนคอยเป็นห่วงอยู่ในระยะใกล้ชิด นั่นคือแม่ของเขานั่นเอง

ลิซ่า คูโดร รับบทแม่ และส่วนใหญ่ที่ฮาก็ตรงฉากที่มีลิซ่านี่แหละ ชอบจังผู้หญิงคนนี้ อายุขนาดนี้ยังดูดี



ถึงจะเป็นหนังตลาดของวัยรุ่น แต่เนื้อเรื่องก็ถือว่าใช้ได้เชียวแหละ โดยเฉพาะกับบางประโยคที่ตัวละครพูด เช่นตอนที่ชาร์ลอตต์ หัวหน้าวงดนตรีบอกกับวิลล์ว่า "บางครั้งคนเราก็ต้องทำสิ่งที่กลัวกันซะบ้าง" ก็จริงนะ บางครั้งเรื่องที่เรากลัวๆ มันอาจเป็นแค่เรื่องที่คิดไปเองว่าน่ากลัว พอได้ลงมือทำแล้ว ก็อาจพบว่าไอ้ที่คิดว่าเสือน่ะก็แค่แมวน้อยๆ นี่เอง (กระนั้นแมวก็ใช่จะไร้พิษสงนะ แค่ตัวเล็กเท่านั้น ;-) 

นอกจากนั้นชื่อวงก็บ่งบอกถึงบางอย่างที่อยู่ในใจของวิลล์ แม้ดูเหมือนจะเป็นคนขี้แพ้ แต่ก็ซ่อนความสามารถ หากมีใครขุดสิ่งนี้ขึ้นมาได้ก็จะเริ่มมีกำลังก้าวออกจากดักแด้ได้เอง 

หนังมีแทรกน้ำเน่าอยู่บางส่วน เช่น คู่แข่งเป็นหนุ่มดาวเด่นประจำโรงเรียน ความรักที่ก่อเกิดและการเข้าใจผิดกันระหว่างวิลล์กับแซม ไม่ออกเสียงเลข 5 (ชื่อคุณเธอเขียนว่า SA5M)  ความบาดหมางกันระหว่างวิลล์กับชาร์ล็อตต์ หลังจากรู้ว่าเขาถูกเธอหลอกใช้ จนได้ปรับความเข้าใจกัน และความสำเร็จที่ได้มาในตอนจบ แต่แทรกไว้อย่างไม่น่าเกลียด

สรุปว่าดูมาหลายเรื่อง กลับมาชอบเรื่องที่ไม่ได้คาดหวังไว้ วันก่อนดู The Runaway ส่วนตัวคิดว่าหนังน่าเบื่อมาก เน้นเปิดดนตรีกับภาพเล่าเรื่องการติดยาของนักร้องที่นำพาให้เธอตกต่ำลง หนังไม่มีทั้งความสนุกและแง่คิด แต่ก็นะ นั่นก็แค่ความรู้สึกส่วนตัว คนเราชอบไม่เหมือนกันนี่นา




วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แมวแสดง : แมวเจ้าของบ้าน นำแสดงโดยบุญเต็ม

นอนสบายใจจัง แต่แคบไปหน่อยม้างเนี่ย 


งั้นเหยียดตัวหน่อยละกัน อื้ดดดด 


ตรงนี้แหละเหยียดได้สบายๆ หน่อย


นอนตรงนี้มีปัญหาเหรอม่าม๊า เดี๋ยวไม่รักซะหรอก


"รักป๋าป่าว?"
รักมั้ง เกาคางไปอย่าบ่นนะป๋า กำลังเคลิ้ม

มันนุ่มพุงดีน้อม่าม้า 
(โปรดสังเกต ใต้พุงมันคือคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊คของฉ้านนน T___T)


อิจฉาแมวจัง 
ตามลำดับจากบนลงล่าง บุญแต้ม บุญเต็ม บุญตาม
-----

ปิดท้าย


อยากใกล้ชิดม่าม้า (ภาพนี้นำแสดงโดยบุญแต้ม) 
แต่ม่าม้าไม่มีที่วางเม้าส์น่ะจิ

อ่านหนังสือ : พระอาทิตย์เที่ยงคืน

หนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นที่เล่มหนามากๆ วัดโดยประมาณหนังสือหนา 5.5 ซม. จำนวนหน้า 1042 หน้า ราคาก็หนักเอาเรื่อง โปรยปกไว้ว่า "วรรณกรรมแปลชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นที่ติด Bestseller ยาวนาน และมียอดจำหน่ายกว่า 2 ล้านเล่มทั่วโลก"

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบก็เห็นด้วยกับคำโปรยปกว่าเป็นหนังสือดีจริงๆ แต่มาเสียหายจากฉบับแปลภาษาไทยซะละมั้ง

เรื่องราวเริ่มจากการเสียชีวิตของเจ้าของโรงรับจำนำ คิริฮาระ โยสุเกะ ที่ถูกฆ่าตายในตึกร้างแห่งหนึ่ง การสืบสวนเพื่อหาตัวคนร้ายล้วนพบกับทางตัน จนคดีต้องปิดลงโดยหาคนร้ายไม่ได้ หลังคดีนี้มีผู้ต้องสงสัยอีก 2 รายเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากอุบัติเหตุ นั่นคือนิชิโมโตะ ฟุมิโยะและเทราซากิ ทาดาโอะ

จากนั้นก็เป็นการเล่าเรื่องราวของคนหลายคนที่ชีวิตมีอันต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับ เรียวจิ (ลูกชายของผู้ตาย)  กับ ยูกิโฮะ (ลูกสาวของ นิชิโมโตะ ฟุมิโยะ) ผ่านช่วงเวลาอันยาวนานถึง 19 ปี ทุกคนล้วนเข้าไปเกี่ยวพันกับอาชญากรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ผู้เขียนได้ถักทอเรื่องราวให้เข้ากันได้อย่างลื่นไหล มีการเปิดประเด็นที่น่าสงสัยและเฉลยมันออกมาในช่วงต่อมาโดยไม่กระโตกกระตาก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนอ่านจะจับความสำคัญเรื่องนั้นได้หรือไม่

ในระหว่างการอ่านหนังสือได้รับคำเตือนจากเจ้าของหนังสือที่ให้ยืมมาว่า "ตัวละครเยอะมาก" ด้วยความที่ชื่อตัวละครภาษาญี่ปุ่นนั้นจำได้ยากนัก ฉันจึงต้องอาศัยตัวช่วยเป็นสมุดโน้ตเล่มเล็กและปากกาที่ต้องวางไว้ใกล้มือยามอ่านหนังสือ เมื่อมีตัวละครใหม่ปรากฏก็จดลงไป เมื่อมีการอ้างอิงตัวละครเดิมก็เปิดดู ไม่งั้นก็คงงงเอาเรื่องทีเดียวล่ะ

เมื่ออ่านไปได้เกือบครึ่งเล่มก็พอจะเดาได้ว่าคนร้ายคือใคร แต่นั่นไม่ใช่เนื้อหาสำคัญของเรื่องราว ความสนุกของนิยายเรื่องนี้อยู่ที่ความสงสัยว่าเรื่องจะดำเนินไปอย่างไรมากกว่า นอกจากนั้นหนังสือยังสะท้อนปัญหาสังคมที่ไม่ใช่จะเกิดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่น่าจะถือเป็นปัญหาสากลไปแล้ว




แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ฉบับแปลไทยเล่มนี้ทำออกมาได้แย่มากๆ ทั้งในเรื่องตัวสะกดที่ผิดจนต้องเปิดหาว่าใครเป็นคนพิสูจน์อักษร (และพบว่าไม่มี!!) ไปจนถึงเนื้อเรื่องที่แปลอย่างพิกลพิการ แรกๆ อ่านแล้วต้องอ่านซ้ำว่าฉันอ่านถูกหรือเปล่า จนตอนหลังก็เริ่มปล่อยๆ ให้มันผ่านไป (ไม่วายต้องสงสัยว่าแล้วไอ้ที่แปลมานี่ถูกต้องหรือเปล่า)

เช่น เรียกแม่สามีว่า "แม่ยาย" หรือการแปลชื่อตัวละครซ้ำกันในสองตำแหน่ง ทั้งที่น่าจะเป็นคนละชื่อกัน และอีกหลายต่อหลายอย่างจนจำไม่หมด

คงจะโทษคนแปลคนเดียวไม่ได้หรอกสำหรับความผิดพลาดเช่นนี้ คนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็สมควรต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดด้วย ด้วยราคาหนังสือที่ 525 บาทก็น่าจะทำให้คนซื้อต้องเสียดายไม่มากก็น้อย แม้ว่าเนื้อเรื่องจะสนุกแค่ไหนก็ตาม





ต่อไปนี้สำหรับคนที่อ่านจบแล้วนะคะ Spoiled 

























ชีวิตของเรียวจิหลังจากที่เขาฆ่าพ่อตัวเองเสียชีวิตแล้ว ได้ทุ่มเทให้กับการพยายามปกป้องและผลักดันยูกิโฮะให้ก้าวขึ้นสูงไปในสังคมตลอดเวลา เราไม่อาจรู้ได้ว่านั่นเนื่องจากเขาถูกยูกิโฮะแบล็คเมล์หรือเป็นไปเพื่อการชดใช้ให้กับสิ่งที่พ่อของเขาทำ 

ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่สอง 

ผลจากสิ่งที่พ่อของเรียวจิทำกับเด็กน้อยยูกิโฮะ เรียวจิจึงใช้ทั้ง "ชีวิต" ชดเชยให้กับยูกิโฮะ แต่ก็มีบางครั้งที่ความสงสัยบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจฉัน 

หากดูจากการที่เธอพยายามเข้าไปตีสนิทลูกพี่ลูกน้องของพ่อตนเองล่วงหน้าเนิ่นนาน ก็ทำให้ดูเหมือนว่ายูกิโฮะจะเป็นผู้ที่วางหมากให้เรียวจิทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ อาจรวมถึงการฆ่าพ่อของเขาเองด้วยเช่นกัน 

ยูกิโฮะเป็นผู้ที่ยืนเจิดจรัสอยู่ในด้านสว่าง โดยมีเรียวจิคอยโอบอุ้มอยู่ในซอกมุมมืด แต่ไม่ว่าอย่างไร นับแต่เด็กทั้งคู่ต่างก็ไม่เคยมีความสุขกับชีวิตอย่างแท้จริง 



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

drawing : ภาพตัวเอง


มีโอกาสไปยืนหน้ากระจก แล้ววาดรูปตัวเอง ลองลงสียังมั่วๆ มัวๆ ยังต้องปรับปรุงฝีมือการวาดอีกเยอะ 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บ้าน : เริ่มต้นปรับปรุงบ้าน --ลานหลังบ้าน

นานแล้วที่ไม่ได้ออกมาดูแลลานหลังบ้านเลย ตั้งแต่ตอนก่อนน้ำท่วมด้วยซ้ำไป ยิ่งพอหลังน้ำท่วมแล้วก็แทบไม่ได้ย่างกรายออกมา เหนื่อยนักหนากับการทำความสะอาดบ้าน 

หลังบ้านมีมะเฟืองอยู่ต้นหนึ่ง ลูกดกมาก ปีแรกที่ปลูกได้กินลูกเยอะจนเบื่อ เก็บแจกเพื่อนบ้านก็เยอะ แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้กินอีกเลย ตัวแมลงเจาะเข้าไปในลูกตั้งแต่ยังลูกเล็กๆ พอเก็บมากินก็ต้องเจอกับหนอนที่ซ่อนตัวอยู่ในผลมะเฟือง ขยาดไปเลย คนยิ่งกลัวหนอนอยู่

บางลูกก็มีรอยเจาะกิน ตอนแรกคิดว่าเป็นพวกค้างคาว แต่ก็ได้เห็นว่าเป็นหนูกลุ่มหนึ่งที่มักปีนต้นไม้มาเกาะกินมะเฟืองสบายใจเฉิบ 

หลังน้ำท่วม มะเฟืองก็เริ่มออกลูก ดกเช่นเดิม และทยอยร่วงลงพื้นดิน สะสมจนตอนนี้เดินผ่านแทบไม่ได้แล้ว มีแต่กับดักมะเฟืองเต็มไปหมด


เสียดายจัง แต่กินไม่ได้สักลูก ถ้าไม่โดนหนอนเจาะ ก็โดนหนูแทะ


วันนี้ได้ฤกษ์เก็บกวาดลานหลังบ้าน ก็เลยจัดการกับมะเฟืองกองนั้น กวาดไปสุมไว้ริมรั้วแล้วเอาเศษใบไม้แห้งที่ร่วงเต็มพื้นที่ปิดทับอีกชั้นเพื่อกันแมลงหวี่ที่ตอนนี้มีเยอะมาก


หลังทำงานได้ราว 2 ชั่วโมงก็หยุดการทำงาน การปรับปรุงบ้านครั้งนี้คงต้องทยอยทำไปวันละนิดวันละหน่อย วันนี้ได้กวาดลานหลังบ้านจนเรียบกริบ เก็บงานไว้เป็นการออกกำลังกายรายวันแทนการไปขี่จักรยานเล่น


DIY : ภาพสกรีน ต้นแคคตัส


ลองทำงานพิมพ์ ไม่รู้ว่าเรียกอะไรอ่ะ ทำเหมือนกับงานซิลสกรีน ที่เหลือช่องไว้สำหรับป้ายสีลงบนกระดาษ แต่เพราะไม่มีอุปกรณ์ทำซิลสกรีน เลยใช้วิธีเจาะกระดาษเป็นช่องตามรูปที่ต้องการแทน 
เรียกสเตนซิลได้หรือเปล่านะ


แล้วใช้พู่กันระบายสีน้ำลงในช่อง ได้มาเป็นแบบนี้ ยังออกแบบไม่ดี (ยังงงอยู่) ผลเลยออกมาได้แค่นี้



แต่ก็ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง ไม่เป็นไร ไว้ลองใหม่ 



ส่วนอีกแบบเป็นการแกะยางลบเป็นรูปแคคตัส แกะยางลบนี่ยากจริงๆ 
ที่ยางลบเป็นสีเพราะพยายามใช้สีอะคริคระบายแทนแท่นปั้มตรายาง ไม่ได้ผลแฮะ สีไม่ติดบนกระดาษ แต่ไปติดบนตัวยางลบแทนซะ ล้างไม่ออกอีกตะหาก ^__^

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เต่าตัวโต : หนังสือสอนทำสมุด 12 แบบ



มีวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วไป
และในเว็บไซต์ของร้านหนังสือ 

ปกจริงสีจะเข้มกว่านี้นิดนึงค่ะ
ราคาเต็ม 297 บาท 

drawing : อยู่บ้านก็วาดแต่ของในบ้านน่ะแหละ

อยู่บ้านแทบจะตลอดเวลา ตอนวาดเล่นก็เลยต้องหาของในบ้านมาเป็นแบบ เลือกแบบที่ใกล้มือมาใช้









ภาพแมวนอนจะมีมากเป็นพิเศษ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่เจ้าพวกนี้นอนกันอุตุทั้งวัน





ตอนนี้สมุดเล่มเก่าใกล้จะหมดแล้ว กำลังจะขึ้นเล่มใหม่ เป็นสมุดแจกฟรี กระดาษไม่หนามาก แต่เป็นแบบไม่มีเส้น เหมาะมากสำหรับการฝึกวาดภาพ ปกตอนแรกเป็นโลโก้ของผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างที่ไม่รู้จัก ก็เลยหาเศษมุมกระดาษที่เหลือจากทำสมุดมาแปะๆ เลียนแบบลายผ้า patchwork




ด้านนอกเป็นปกพลาสติกแข็งปิดทับอีกชั้น พร้อมสายยืดรัดที่้ด้านขวา และที่เสียบปากกา/ดินสอ



จะฝึกต่อไปเรื่อยๆ

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

drawing : สิ่งรอบตัว




ยังคงพยายามฝึกวาดภาพอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็นตอนเช้า วาดจากสิ่งที่อยู่รอบตัว บางวันก็วาดดี บางวันก็ไม่ดี ฝึกๆ กันไป