วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

ดูหนัง : The Art of Getting By อาจไม่ใช่แค่หนังวัยรุ่น

เฟรดดี้ ไฮมอร์ หน้าตาคุ้นเอามากๆ แต่ไม่ใช่ในเวอร์ชั่นวัยรุ่นแบบนี้ คิดว่าน่าจะดูหนังเด็กที่หนุ่มคนนี้แสดง เป็นคนที่มีหน้าเหมือนยิ้มตลอดเวลา ไปค้นในเน็ตก็พบว่าเคยดูหนังที่หนุ่มคนนี้แสดง Charlie and the Chocolate Factory, The Golden Compass และ The Spiderwick Chronicles



ที่เลือกดูหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะหนุ่มน้อยคนนี้ แต่เป็นเพราะหนังตัวอย่างที่ดูแล้วน่าสนใจ และก็ไม่ผิดหวัง

The Art of Getting By เป็นหนังเกี่ยวกับวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวตนของตัวเอง เปิดฉากด้วยคำถามที่ "จอร์จ ซินาวอย" ถามตัวเองว่าคนเราจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรในเมื่อวันหนึ่งก็ต้องตาย ทำไมถึงต้องมาตะเกียกตะกายเรียนตรีโกณให้ยุ่งยาก

เขาเลิกทำการบ้าน เลิกทำรายงาน ไม่สนใจจะเรียนให้จบ ได้แต่ใช้ชีวิตวาดรูปไปวันๆ สร้างความกังวลให้กับแม่และครูใหญ่เป็นอย่างมาก จากเนื้อเรื่องเหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าว่าจอร์จของเราน่าจะเป็นเด็กเรียนและเด็กดีมาตลอด คงจะเพิ่งมาเกิดความกังขาในชีวิตเอาเมื่อไม่นานมานี้ และเริ่มก่อการกบฎขึ้นเล็กๆ ในตัวเอง จนดูเหมือนคนต่อต้านสังคม

จู่ๆ เขาก็ได้พบกับเพื่อนสาวร่วมชั้นเรียน "แซลลี่" ที่พาเขาเข้าไปรู้จักโลกอีกด้านหนึ่ง และรู้จักกับความรัก

ในท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจมีชีวิตอยู่ตามกระแสสังคมต่อไปเพื่อคนที่เขารัก ทั้งแม่และสาวแซลลี่



การตั้งคำถามถึงเป้าหมายชีวิตอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กวัยรุ่นเท่านั้น เพียงแต่ในวัยนั้นความรับผิดชอบต่อชีวิตและคนรอบข้างอาจยังไม่มากมาย ทั้งปัญหาชีวิตก็ยังไม่สุมทับมามากเท่ากับผู้ใหญ่ ที่มีภาระหน้าที่หลายอย่างจนต้องปล่อยวางคำถามนั้นไว้หรือแกล้งทำเป็นลืมเลือนไป จนกว่าเขาจะเริ่มหันกลับมามองชีวิตอีกครั้งอย่างใคร่ครวญ

ดังนั้นปัญหาว่า "เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร" จึงไม่ใช่เรื่องเด็กๆ ที่ไร้สาระเลย

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

drawing : เช็งเม้งที่พระประแดง

ภาพวาดฮวงซุ้ยในวันไหว้บรรพบุรุษ
ที่ฝังศพของอากงกับอาม่า (ปู่กับย่า)

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

Handmade Notebook : ฝึกฝนต่อไปทาเคชิ


ช่วงที่ผ่านมาเริ่มละเลยการเย็บสมุด อยากแบ่งตัวได้เหมือนนินจาฮาโตริ คนนั้นเขียนหนังสือใหม่ คนนี้ไปทำงานจัดหน้า คนโน้นไปเย็บสมุด อ้าว...แล้วคนไหนไปฝึกเปียโนล่ะท่าน ไหนจะฝึกวาดภาพ ออกกำลังกาย โปรโมทหนังสืออีก แล้วยังจะ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ 

มันเยอะไปมั้ยเนี่ย!!!!

เฮ้อ... เอาเป็นว่า กลัวคนมาถามวิธีเย็บแล้วตอบไม่ได้ เสียหายหมด ทำหนังสือลงมือทำสมุด แต่ลืมซะ เลยต้องหันมาทบทวนและฝึกฝนฝีมือ รอบนี้มีปก 3 แบบ ปกผ้าลายปลาวาฬที่ลงสีอะคริลิก ปกผ้าลายปักรูปนกฮูก กับปกพัสดุไปรษณีย์ 

ไว้จะเอามาแจกสมาชิกในหน้าแฟนเพจของ FB กันนะคะ อดใจรออีกนิ๊ดดดดด ขอเวลาหายใจหายคอกันก่อน เหนื่อยยยยยย

(ว่าแต่จะมีใครอยากได้มะเนี่ย?????)


ปกพัสดุไปรษณีย์ ติดแสตมป์ แล้ววาดเป็นลายปั้มของปณ. เบี้ยวๆ แบบแฮนด์เมดน่ะ (แก้ตัวน้ำขุ่นๆ) 

ดูซะก่อน ฝีมือปักผ้า ดูออกมะเนี่ยว่าเป็นนกฮูก อยากไปฝึกปักผ้านะ แต่ต้องแบ่งตัวอีกร่างหนึ่งก่อน

นี่เลยปลาวาฬสีสดใส พอไหวนะคะแบบนี้ ฝีกวาดภาพมาสักระยะ 
ปกผ้าสองแบบนี้ ตรงปกหลังเป็นปกหุ้มกระดาษทั้งสองเล่มค้าบบบ 

------------------
สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : เรียนครั้งที่สองกับการบ้านสี่แผ่น


อาทิตย์ก่อนเริ่มต้นเรียน คุณปอบอกว่าเราเรียนได้เร็ว ก็ดีใจอ่ะนะ ได้การบ้านมาฝึก 1 แผ่น รู้สึกเหมือนกันว่ามันน่าเบื่อ

แต่...

เมื่อวานได้กลับมาอีก 4 แผ่น อันเนื่องจากคุณปอบอกว่าเราเรียนได้เร็ว ชักรู้สึกว่าฝึกแค่ 1 สัปดาห์ คงไม่พอแล้วล่ะ เพราะเมื่อวานเย็นกับเช้านี้ลองเล่น รู้สึกสมองมันตีกันยุ่งเหยิง

ขอกลับไปเรียนช้าๆ ได้มั้ยเนี่ย T___T

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

ดูหนัง : The Pianist

"ดนตรีช่วยชีวิตคนได้" ข้อความนี้ไม่ได้มีความหมายในทางนามธรรมหรือในทางเปรียบเทียบอะไรทั้งนั้นเมื่อพูดถึงหนังเรื่อง The Pianist

หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่สะท้อนภาพความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง ในเหตุการณ์กวาดต้อนและสังหารหมู่ชาวยิวจำนวนหลายล้านคนในหลายประเทศ วาลดี้ สปิลแมนเป็นนักเปียโนชาวยิวในโปแลนด์คนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้ และเอาชีวิตรอดมาได้ด้วยความอึด ความสามารถส่วนตัว และโชคช่วย


พอได้รู้ว่าหนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง ความรู้สึกแรกคือไม่อยากดู หลังๆ มานี่แทบไม่อยากดูหนังที่ตึงเครียดหรือหดหู่ เพราะชีวิตจริงก็เครียดพออยู่แล้ว อีกอย่างก็คือพักหลังมานี่ พอได้ดูหนังแนวนี้ก็มักจะนับเวลาถอยหลังว่าเมื่อไรจะจบซะที เบื่อมากๆ

ตัดสินใจมาดูก็ตอนได้ดูคลิปใน youtube ฉากที่วาลดี้ (รับบทโดยเอเดรียน โบรดี้) เล่นเปียโนแบบไร้เสียง ในยามที่ต้องหลบซ่อนตัว และฉากที่เขาเล่นเปียโนให้ทหารเยอรมันฟัง

ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ ก็แค่ชอบเปียโน กำลังเรียนเปียโน และเขาก็เล่นเปียโนได้ไพเราะเหลือเกิน


หนังเรื่องนี้ผิดคาดตรงที่ไม่น่าเบื่อ และน่าติดตามตลอดเรื่องจนลืมเวลาไปเลย เรื่องราวดำเนินไปจากชีวิตของวาลดี้ที่มองโลกในแง่ดี เข้มแข็ง มีครอบครัวขนาดใหญ่ จนเมื่อทหารนาซีบุกเข้าโปแลนด์ ชีวิตของเขาก็เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ ตั้งแต่การต้องย้ายไปอยู่ในชุมชนชาวยิว การถูกส่งตัวไปแคมป์เพื่อกำจัด โดยมีวาลดี้รอดจากขบวนรถไฟแห่งความตายมาได้เพียงคนเดียว

ด้วยสภาพของนักเปียโน การทำงานหนักจึงไม่ใช่เรื่องถนัด แต่เขาก็พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด จนได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวโปแลนด์ที่ไม่ใช่ยิวในการซ่อนตัวเขาไว้ จนกระทั่งเพื่อนๆ เองก็ถูกกำจัดหรือไม่ก็หลบหนีออกจากเมืองไป


ในที่สุดเมื่ออยู่ตัวคนเดียว เขาก็ต้องกระเสื่อกกระสนเอาชีวิตรอดในทุกวิถีทาง ทั้งอดอยากหิวโหย บาดเจ็บ โดดเดี่ยว 

ในช่วงท้ายของเรื่อง เขารอดชีวิตจากความตายมาได้เนื่องจากเสียงดนตรีที่เขาเล่นให้กับนายทหารเยอรมันคนหนึ่งฟัง เสียงเพลงนั้นทำให้เขาผ่านช่วงเวลาแห่งสงครามโลกครั้งที่สองมาจนสำเร็จ ทั้งที่ชีวิตช่วงท้ายของเขามันช่างลำเค็ญและหดหู่จนน่าจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด 

ฉันไม่ใช่คนที่เก่งกาจเรื่องของดนตรีอะไรนักหนา แต่ถ้าได้ดูฉากที่เขาเล่นเปียโนช่วยชีวิต เพลงนั้นช่างพริ้วไหว ได้อารมณ์มากๆ ไม่ใช่คนสักแต่เล่นให้ถูกต้องตามโน้ต แต่ไร้อารมณ์ในเสียงเพลง จนฟังกระด้าง ไม่เพราะแม้แต่น้อย 

จนบัดนี้ยังประทับใจกับฉากนั้นอยู่เลย 








วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

วาดภาพ+แมวแสดง : มาจากในครัว

ตั้งแต่ซื้อบ้านก็วางแผนจะต่อครัวออกไปอีกหน่อย ระหว่างรอก็เลยจัดสรรมุมเล็กๆ หลังบ้านเป็นครัวชั่วคราว จนบัดนี้หลายปีผ่านไป ความคิดจะต่อครัวก็เป็นอันยกเลิก เพราะแค่นี้ก็ทำความสะอาดกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ข้าวของก็ไม่เยอะ ไม่รู้จะต่อเพิ่มไปทำไม

ครัวชั่วคราวก็เลยกลายเป็นครัวถาวรแบบเล็กๆ พออยู่พอกินสำหรับคนไม่ชอบทำอาหารอย่างฉัน ที่นานๆ จะเฮี้ยนลุกขึ้นมาทำครัวแบบจริงๆ จังๆ ซะที (จริงๆ จังๆ กว่าอาหารประเภทไข่ทอด ไข่ตุ๋น ไข่ต้ม มาม่า)

แม้ครัวมีขนาดเล็ก แต่ก็มีเครื่องปรุงครบนะ วานนี้ก็ไปหาแบบมาวาดภาพจากในครัวนี่แหละ เป็นขวดเครื่องปรุงในครัว ทั้งน้ำปลา น้ำมัน และซีอิ๊วขาว จับมาตั้งวางไว้บนเก้าอี้กลม แล้วก็วาด

สำหรับครั้งนี้มีผู้นำเสนอเรื่องราวการวาดภาพ เป็นแมวรับเชิญจากในบ้านนี่เองค่ะ ชื่อนางสาวบุญตาม ^__^


ไอ้ตาม "วันนี้หม่าม้าเฮี้ยนลุกขึ้นมาวาดภาพอีกแล้ว"

ไอ้ตาม "จริงๆ นะ

ไอ้ตาม "ประเภทวาดไม่สวยไม่เป็นไร ขอให้ใช้เครื่องมือดีๆ ไว้ก่อน จริงๆ นะเนี่ย ^___^"

(ไอ้ตาม แกนินทาฉันเหรอ)



วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : เรียนวันแรก

เรียนวันแรกคุณปอก็ได้ให้ทำความรู้จักกับโน้ต 5 ตัวกับเครื่องหมาย 5 แบบ เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับเปียโนจริงๆ ที่ไม่ใช่แบบดิจิตอลที่บ้าน เสียงมันจะดังแหลมกว่าตัวที่บ้าน และคีย์จะกดง่ายกว่า


คุณปอบอกว่าโน้ตที่จะเรียนนั้นจะเป็นแต่กุญแจซอลอย่างเดียว ซึ่งเป็นส่วนของโน้ตที่เล่นด้วยมือขวา สำหรับมือซ้ายนั้นจะเล่นคอร์ดที่จะเขียนไว้เหนือตัวโน้ต

ก่อนหน้าที่จะมาเรียนที่นี่ ก็เคยได้จับๆ กระดาษโน้ตมาบ้าง ได้รู้จักกับกุญแจฟา (เพิ่งรู้ชื่อเนี่ย) เป็นส่วนของโน้ตเสียงต่ำที่จะเล่นด้วยมือซ้าย

คุณปอบอกว่าการเรียนแบบลัดสำหรับคนอายุมาก และเรียนไปเพื่อเล่นเพลงป๊อบนั้น จะไม่ใช้โน้ตในส่วนของกุญแจฟา ดังนั้นจึงไม่สอน แต่หากต้องการเรียนก็ได้ เพียงแต่ก็จะยากขึ้นและนานขึ้นเท่านั้นเอง

นอกจากเรื่องโน้ต ก็ยังได้เล่นพร้อมนับจังหวะด้วยการเคาะเท้าซ้าย (เท้าขวาไว้สำหรับเหยียบ pedal ที่จะเรียนในภายหลัง) ยังคงงงและสับสนกับการแยกประสาททั้งมือซ้ายขวาและเท้าอีกหนึ่ง

คุณปอให้โน้ตแผ่นหนึ่งกลับมาหัดที่บ้าน คีย์ของเปียโนที่บ้านมันแข็งมากจนวางนิ้วได้ไม่เหมือนกับที่เรียน และสับสนในการประสานสามอย่างเข้าด้วยกันอย่างมาก เล่นพักเดียวเจ็บนิ้วก้อยซ้ายมือ จนต้องเลิก เอาไว้ซ้อมต่อพรุ่งนี้ละกัน

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

Handmade Notebook : บางส่วนจากหนังสือ ลงมือทำสมุด











---------------
สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

Handmade Notebook : สมุดกับริบบิ้น







ได้ลองทำสมุดอยู่เรื่อยๆ จากครั้งก่อนที่ทำสมุดแบบใช้แถบกระดาษร้อยยกกระดาษ ครั้งนี้ด้วยแนวคิดเดิมแต่เปลี่ยนวัสดุ ไปใช้ริบบิ้นร้อยยกกระดาษเข้าด้วยกันเป็นเล่ม และใช้เชือกปอยึดตรงแกนกลางของแต่ละยกกระดาษ  สมุดวันนี้จึงรกรุงรังอุตังเป็นพิเศษ ^__^

ยังคงทดลองทำต่อไปเรื่อยๆ นะคะ

--------------------
สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

drawing : งานคอลาจอีกชิ้น


ยังไม่ค่อยคล่องเท่าไรสำหรับงานคอลลาจ สมุดวาดเล่นเล่มใหม่นี่เริ่มต้นด้วยภาพกล้องดิจิตอลเล็กๆ บนหน้ากระดาษกว้าง มันว่างโล่งเกินไป เลยหาโน่นนิดนี่หน่อยมาติดปะ แปะกาวเข้าไปตอนแรกดูจืดชืดซะไม่มีดี จนต้องหยิบปากกาสีดำมาวาดเส้นเติมเข้าไป ได้ดังนี้แล


++++++++++++++++++++++++




เพิ่มเติม

++++++++++++++++++++++++
col·lage  (k-läzh, k-)
n.
1.
a. An artistic composition of materials and objects pasted over a surface, often with unifying lines and color.
b. A work, such as a literary piece, composed of both borrowed and original material.
2. The art of creating such compositions.
3. An assemblage of diverse elements: a collage of conflicting memories.
v. col·laged, col·lag·ing, col·lages
v.tr.
To paste (diverse materials) over a surface, thereby creating an artistic product.
v.intr.
To create such an artistic product.
[French, from coller, to glue, from colle, glue, from Vulgar Latin *colla, from Greek kolla.]

ที่มา : http://www.thefreedictionary.com/collage


++++++++++++++++++++++++


A collage (From the French: à coller, to glue, French pronunciation: [kɔ.laːʒ]) is a work of formal art, primarily in the visual arts, made from anassemblage of different forms, thus creating a new whole.
A collage may sometimes include newspaper clippings, ribbons, bits of colored or hand-made papers, portions of other artwork or texts,photographs and other found objects, glued to a piece of paper or canvas. The origins of collage can be traced back hundreds of years, but this technique made a dramatic reappearance in the early 20th century as an art form of novelty.
The term collage derives from the French "coller" meaning "glue".[1] This term was coined by both Georges Braque and Pablo Picasso in the beginning of the 20th century when collage became a distinctive part of modern art.[2]


http://en.wikipedia.org/wiki/Collage

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

เต่าตัวโต : บันทึกแนบท้าย ลงมือทำสมุด

วิตกจริตกับการทำหนังสือ "ลงมือทำสมุด" มานาน จิตตกหลายครั้งหลายคราว ยิ่งใกล้เป็นรูปเล่มยิ่งเครียด กลัวว่าจะออกมาดีมั้ย คนอ่านจะรู้เรื่องหรือเปล่า เขาจะชอบกันมั้ย ฯลฯ

โครงการเล่มนี้เริ่มมานานเกือบปี จุดเริ่มต้นจริงๆ ก็คืออยากฝึกเย็บสมุดทำมือ ครูคนแรกที่ไปเรียนก็คือคุณปู พิณประภา ขัณธวุธ กลับจากเรียนครั้งนั้นก็แทบไม่ได้แตะงานด้านนี้เพราะติดงานอื่น จนในที่สุดก็กลับมาจับงานเย็บสมุดอีกครั้ง คราวนี้จริงจังขึ้น ไปหาซื้ออุปกรณ์ที่สำเพ็ง (เดินกันจนปรุ) ได้ไปเข้าคอร์สกับคุณรีฟ 2 ครั้ง และได้ลองหาทางเรียนรู้เองจากเว็บกับหนังสือต่างประเทศที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย ทั้งยังสงสัยว่าทำไมไม่มีหนังสือภาษาไทยในเรื่องนี้บ้าง คุยกับแฟนเรื่องนี้จนพัฒนากลายเป็นการทำหนังสือสอนการเย็บสมุดกับเขาสักเล่ม ที่อยากพิมพ์เองเพราะอยากตั้งสำนักพิมพ์มานานแต่ไม่รู้จะทำหนังสือเรื่องอะไรดีน่ะสิ



พอได้ลงมือทำหนังสือแล้วจึงได้รู้ว่าทำไมจึงไม่มีหนังสือภาษาไทย จากนั้นความเครียดจึงเริ่มต้นจากระดับน้อยๆ จนถึงระดับใหญ่ๆ

ฉันเริ่มด้วยการลองทำตาม How To ของหนังสือหรือเว็บต่างๆ จนแน่ใจว่าทำได้แน่ จึงเก็บแบบสมุดนั้นไว้ในรายการที่จะทำลงหนังสือ พร้อมเขียนบันทึกและหมายเหตุต่างๆ เกี่ยวกับการทำสมุดเล่มนั้นไว้กันลืม จากนั้นก็มาลงคะแนนว่าเล่มไหนจะได้ไปโชว์ตัวในหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์ "เต่าตัวโต" และกำหนดหัวข้อของหนังสือกัน



ก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพฉันก็ต้องทดลองทำสมุดแบบนั้นจนคล่อง แล้วจึงถ่ายภาพ แต่ถึงอย่างนั้นปัญหาก็ยังมีมา ในระหว่างถ่ายภาพหรือหลังจากนั้นฉันอาจไปค้นพบวิธีการอื่นที่ง่ายกว่าหรือน่าสนใจกว่าในการทำสมุด ฉันก็ต้องย้อนกลับมาถ่ายภาพใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น




เนื้อหาอีกเช่นกัน มีการแก้ไขปรับปรุงหลายครั้ง ในเรื่องของปกสมุดที่ทำจากกระดาษแข็งหุ้มปก ตอนแรกก็ตั้งใจจะทำเป็นหัวข้อพื้นฐานการทำงาน แต่เมื่อทำๆ ไปก็พบว่าปกสมุดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ตายตัว อย่างในหนังสือก็มีทั้งปกกระดาษแข็ง ปกกระดาษแข็งหุ้มด้วยผ้า ปกหนังเทียม ปกผ้าสักหลาด จริงๆ แล้วในเรื่องของปกนั้นผู้ทำมีอิสระเต็มที่ในการเลือก คุณอาจทำเป็นปกพลาสติกจากแฟ้มเก่า ทำจากกระดาษลัง ทำจากไม้ ทำจากขากางเกงยีนส์เก่า หรืออะไรต่างๆ หลากหลาย ดังนั้นฉันจึงไม่ได้แยกการทำปกไว้เป็นหัวข้อต่างหาก เพราะสิ่งที่ต้องการเน้นในหนังสือเล่มนี้คือวิธีการเข้าเล่ม ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นการเย็บด้วยการใช้เชือก



การตกแต่งหน้าปกจึงเป็นการสร้างสรรค์ส่วนบุคคลที่มีอิสระในตัวเอง



เมื่อถึงตอนนำมาเขียนประกอบเป็นขั้นตอน เนื่องจากฉันเป็นคนจัดหน้าหนังสือเอง จึงเป็นการจัดหน้าไปพร้อมๆ กับการเขียนขั้นตอนพร้อมหาภาพประกอบ มีบ้างเหมือนกันที่ภาพที่ถ่ายมาตกหล่นขั้นตอนสำคัญไป หรือไม่ชัดเจนนัก ฉันก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่งกับสมุดอีกเล่ม

บางทีมาดูภาพที่ถ่าย มืดไป สว่างไป ฉากไม่สวย ก็ต้องลงมือทำเล่มใหม่เพื่อถ่ายภาพ ภาพที่ถ่ายมารวมๆ กันจึงมีขนาดหลายสิบ GB กันเลยทีเดียว

ที่ยากที่สุดของงานนี้ก็คือการใส่คำอธิบายให้กับแต่ละขั้นตอน นั่นคงเป็นเหตุผลที่ไม่มีหนังสือแนวนี้ออกมาในตลาด ทั้งเนื้อหาที่ยังใหม่ ศัพท์แสงบางอย่างก็ต้องคิดขึ้นกับน้องปลายน้ำ (พิสูจน์อักษร) ว่าเขียนอย่างนี้จะรู้เรื่องมั้ย บางทีน้องเขาก็จะบอกว่าน่าจะเพิ่มหมายเหตุหรือคำอธิบายตรงไหนอีกดี เพื่อให้อ่าน "รู้เรื่อง" และลงมือทำได้จริง

มีช่วงที่งานหยุดชะงักไป นั่นก็คือตอนที่น้ำท่วมใหญ่ปี 54 บ้านฉันก็อยู่ในจุดน้ำท่วมที่สำคัญด้วยเช่นกัน แม้จะไม่รุนแรงเท่ากับอีกหลายที่ แต่ก็ทำให้ต้องวุ่นวายกับการหนีน้ำกับดูแลแมว พอน้ำลดได้กลับบ้านก็เกิดอาการต่อไม่ติดไปพักหนึ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงของการพิสูจน์อักษรของ การแต่งหน้าหนังสือเพิ่ม การส่งงานก็ต้องส่งผ่านบริการไปรษณีย์



ช่วงที่เหนื่อยกับการทำความสะอาดบ้านแทบไม่อยากแตะงานอย่างอื่น แต่ก็เรียกแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ เมื่อแน่ใจว่าเนื้องานเรียบร้อย (แต่ก็ยังประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ในใจว่าจะมีอะไรผิดพลาดในจุดไหนของเนื้อหาหรือไม่) ก็ติดต่อโรงพิมพ์เพื่อขอราคาค่าพิมพ์ และติดต่อสายส่งที่อมรินทร์

ช่วงรอผลจากสายส่ง ก็เป็นช่วงเครียดเงียบๆ เกิดความผิดพลาดขึ้นในระหว่างนี้ ทำให้เกิดอาการหมดความมั่นใจในอีเมล์กันไปเลย เมื่ออมรินทร์ตอบรับจะเป็นสายส่งให้ก็แทบเลี้ยงฉลองกันสามวันสามคืน ^^

จากนั้นก็เริ่มอาการเครียดใหญ่ๆ อีก ตอนขอ ISBN จากหอสมุดแห่งชาติ เขาแจ้งว่าเราใช้คำว่า "สำนักพิมพ์" ไม่ได้เนื่องจากไม่มีการจดทะเบียน อ้าว...ก็ที่เคยรับรู้มาเขาบอกว่าไม่ต้องจดทะเบียนก็ได้นิ งั้นจดก็จด คงไม่จดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เพราะนิติบุคคลพวกนี้มีข้อยุ่งยากในเรื่องของการจ่ายภาษีที่จะต้องมีการจ้างนักทำบัญชีมาทำเรื่องให้ สำนักพิมพ์เต่าตัวโตอาจได้ออกหนังสือเพียงแค่ปีละ 1-2 เล่ม ถ้าทำแบบนั้นจะใหญ่โตเกินกว่าจะรับไหว

ตอนนั้นบ่าย 3 กว่า เช็คในเว็บหาข้อมูล เขาว่าจดเป็นทะเบียนพาณิชย์ก็ได้ เลยลองโทรไปที่อบจ กับอบต ไม่มีคนรับ -_-' หลังจากนี้เหมือนจะโทรไปที่หน่วยงานเกี่ยวกับการจดทะเบียนการค้าอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ เพื่อขอคำแนะนำ คนรับโทรศัพท์เหมือนไม่อยากทำงาน เขาบอกด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเต็มใจนัก เขาบอกว่าถ้าจะจดสำนักพิมพ์ต้องไปถามกระทรวงวัฒนธรรมก่อน

กรี๊ดดดดดดด อะไรกันเนี่ย มันชักจะไปกันใหญ่โต แค่สำนักพิมพ์เนี่ยนะ แทบอยากไขก๊อกคลายเครียดด้วยการร้องไห้



พอตกเย็นปรึกษาแฟน นึกออกว่าน้องแถวบ้านเคยบอกว่าเขาจดทะเบียนสำนักพิมพ์นิ เลยไปถาม เขาบอกว่าจดเป็นทะเบียนพาณิชย์ที่ อบจ ก็พอ เช้าขึ้นขับรถไปกับแฟน (ที่ลาหยุดหนึ่งวัน) ไปที่ อบจ จังหวัดที่เราอยู่ ขับหลงวนไปวนมากว่าจะเจอ พอเข้าไปถึงเขาบอกว่เพิ่งจะย้ายการจดทะเบียนพาณิชย์ไปให้กับ อบต จัดการเมื่อเดือนมกราฯ ที่ผ่านมานี่เอง (ตอนไปติดต่อเดือนกุมภาฯ) ปาดเหงื่ออีก 1 ปืด

..แล้วก็ขับรถไปที่ อบต พอเข้าไปแจ้งว่าจะจดทะเบียนสำนักพิมพ์ คำแรกที่เขาบอกแทบจะล้มตึง เขาบอกว่าไม่ต้องจดทะเบียนก็ได้เพราะเราไม่ได้มีหน้าร้าน ถ้าไปเองคนเดียวฉันคงขอบคุณเขาแล้วกลับบ้าน แต่แฟนก็ย้ำแบบเรียบๆ ว่าหอสมุดฯ เขาให้จด จนในที่สุดทางเจ้าหน้าที่ก็โทรปรึกษาคนอื่นแล้วก็จดให้เรา ค่าจดทะเบียน 50 บาท

ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกลับบ้าน จะได้เริ่มขั้นตอนอื่นซะที

แล้วก็เป็นการจัดการเรื่องเอกสารสัญญากับอมรินทร์ที่ไม่ค่อยมีปัญหานักเนื่องจากโทรไปปรึกษากับคุณตั้มกับคุณปลา (ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะคะ) เขาก็ให้คำแนะนำเป็นอย่างดี

ที่เครียดอีกอย่างก็ทางโรงพิมพ์ เนื่องจากต้องมีการตรวจปรู๊ฟแบบดิจิตอลรอบสุดท้ายก่อนส่งพิมพ์จริง ช่วงนี้เครียดเป็นส่วนตัว เพราะหากว่าพิมพ์เป็นเล่มแล้ว เกิดมีเนื้อหาผิดพลาดอะไรมันก็จะผนึกแน่นอยู่ในเล่มแบบแก้ไม่ได้ จนกว่าจะมีการพิมพ์ครั้งใหม่ (ถ้าขายดีนะ :-) พยายามอ่านอีกรอบ พยายามหาข้อบกพร่องให้เจอ แล้วก็แก้อีกนิดหน่อย

หนังสือเล่มนี้รูปภาพเยอะมากกกกก เครื่องคอมที่ใช้ก็แค่โน้ตบุ๊คเล็กๆ เครื่องหนึ่งที่แม้จะเป็น Core i5 แต่การทำงานช่างเชื่องช้าเอามากๆ กว่าจะ export ไฟล์เป็น pdf ได้ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง ดังนั้นเมื่อมีแก้ไขก็ต้อง export ใหม่

ทางโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ที่ติดต่อด้วยเขาก็ใจดีส่งเมสเซนเจอร์มารับส่งงานไกลถึงชายแดนกรุงเทพฯ อย่างเราหลายครั้ง ช่วงนี้เครียดอีกตอนรอหนังสือไปส่งที่อมรินทร์ ตอนโอนเงินค่าพิมพ์ครึ่งแรกให้ก็ใจหายวาบ

มาถึงตอนนี้ เมื่อหนังสือวางแผง ก็ยังคงเครียดอีกเช่นเดิม ไม่กล้าไปเดินร้านหนังสือ กลัวจะเห็นปกหนังสือของตัวเอง กลัวคนอ่านจะไม่ชอบ กลัวโน่นนี่นั่นอีกมากมาย

ที่สำคัญคือกลัวว่ายังมีข้อผิดพลาดที่เรามองข้ามไป แล้วไปเห็นอีกครั้งตอนนี้


จริงๆ นะ แทบไม่อยากเปิดหนังสือตัวเองออกดูเลย >___<


หมายเหตุส่งท้าย : แต่ก็ยังไม่เข็ด ช่วงนี้กำลังลองทำสมุดแบบใหม่ๆ อยู่ถ้าได้ผลดีก็อาจมีเล่ม 2 ตามมา อาจมีปรับปรุงการนำเสนอ และอาจเป็นอะไรอีกหลายอย่าง








วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : The Creative License



ซื้อหนังสือเล่มนี้จาก Kinokuniya สาขาสยามพารากอน ชอบตรงที่มีภาพวาดแบบที่ชอบอยู่ทั้งเล่ม หนังสือชื่อ The Creative License ผู้เขียนและวาดภาพคือ Danny Gregory เป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่ช่วยกระตุ้น ผลักดัน และแนะแนวทางให้เราลุกขึ้นมาวาดภาพ

เขาบอกว่าการเริ่มต้นวาดภาพนั้นไม่จำเป็นต้องใช้อะไรที่มันมากมายเลย แค่กระดาษกับปากกาที่มีอยู่ในบ้านก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัสดุอุปกรณ์แพงๆ ไม่ต้องไปเข้าคอร์สเรียน ขอแค่ความช่างสังเกตและการลงมือปฏิบัติทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

ฉันเองเริ่มฟื้นฟูความสามารถด้านการวาดภาพมาสักระยะหนึ่ง ยังไม่ค่อยก้าวหน้าสักเท่าไร แค่ว่ามือไม้มันเริ่มขยับได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้นกว่าตอนเริ่มต้น พอได้อ่านคำแนะนำบางอย่างจากหนังสือก็เริ่มลองทำบ้าง โดยเปลี่ยนจากดินสอมาใช้ปากการ่างแบบทันที ฉันใช้ปากกาแบบหัวสักหลาด ซึ่งมีข้อดีตรงที่มันฝืด ไม่เลื่อนปรู๊ดปร๊าดเหมือนกับดินสอ ทำให้การวาดแม่นยำขึ้นอีกระดับหนึ่ง

เขาสอนให้เริ่มต้นจากการสังเกตโครงสร้างรอบนอกของสิ่งที่จะวาด แล้วลากเส้นตามไป จากนั้นจึงค่อยใส่รายละเอียดภายใน

แบบที่ใช้วาดจะเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน อาหารที่กำลังจะกิน (เขาว่าวาดในสิ่งที่กิน:-) สิ่งของในกระเป๋า เครื่องสำอางค์ ขวดน้ำ ขวดเครื่องปรุงในครัว ฯลฯ พร้อมรายการสิ่งของที่แนะนำในเล่ม

ช่วงเวลาที่วาดรูปก็ดึงเอามาจากช่วงที่ว่างหรือไร้ประโยชน์ เช่น แทนที่จะนั่งดู TV แบบไร้จุดหมายก็ให้เอาเวลานั้นมาฝึกวาดรูป ถ้าไม่รู้จะวาดอะไรก็วาดฉากในทีวีนั่นซะเลย ใช้เวลาวันละเล็กละน้อยค่อยๆ ฝึกฝน ทำไปทุกวัน วาดลงสมุดสักเล่ม ภาพที่เราวาดก็จะกลายเป็นบันทึกประจำวัน (journal) ที่น่าสนใจ

รายละเอียดมีอีกเยอะแยะมากมาย จำไม่หมด บอกให้ฟังไม่ไหว หลังจากปิดหนังสือก็ได้มาดูคลิปวิดีโอของคุณแดนนี่ที่วาดภาพสิ่งที่เขากิน เยี่ยมมากๆ เลย

คลิกเพื่อชมวิดีโอคลิปการวาด

ต้นไม้ : เพาะเมล็ดพันธุ์

วันก่อนซื้อเมล็ดพันธุ์พืชต่างประเทศมา 3 พันธุ์ ทั้งโรสแมรี่ คาโมไมล์ และแคทนิป ด้วยความที่เมล็ดมันเล็กมากกกกกก ลองเพาะไปรอบนึงในกระถางใหญ่ เพราะเป็นพวกขี้เกียจ กะว่างอกเสร็จก็โตในกระถางนั้นเลย แต่ไม่เป็นผล ผ่านมาได้เดือนนึงแล้วมั้ง กระถางยังว่างเปล่า มีแต่ดิน

ก็เลยลองใหม่ใช้กระถางเล็กๆ เพาะให้มันงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนก่อนแล้วค่อยย้ายลงกระถางใหญ่ กระถางเพาะก็ใช้วัสดุเหลือใช้น่ะแหละ เสร็จแล้วติดป้ายไว้เพื่อดูความก้าวหน้า

สาธุ งอกทีเต๊อะ


drawing : กระถางต้นไม้เก็บเครื่องเขียน





วิธีในการฝึกวาดภาพจากหนังสือ the creative license คุณแดนนี่ เกรเกอรี่ บอกว่าให้วาดสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เมื่อคืนนี้ มองไปมองมาหาของมาวาด ก็เลยลองวาดกระถางใบนี้ละกัน ซื้อมาจากจตุจักรเมื่อนานมาแล้ว ด้วยลายที่น่ารักน่าชังของควายสีเทาทัดดอกไม้สีแดง น่ารักจนเสียดายไม่กล้าเอาไปใส่ต้นไม้ ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานควายน้อยก็จะสลายสูญไปกับความชื้นของน้ำ ดังนั้นจึงนำเอามาใส่เครื่องเขียนแทน

ดูๆ จากแบบก็น่าจะยากพอสมควรเพราะรายละเอียดเยอะมากๆ วาดแบบลงปากกาหัวสักหลาดไปเลย ไม่มีร่างด้วยดินสอ เบี้ยวไปพอสมควรตรงสัดส่วนกระถาง แต่ความอดทนใช้ได้ (อิอิ) อดทนตรงที่ต้องค่อยๆ แต่งเติมรายละเอียดเข้าไปทีละน้อย ทั้งไม้บรรทัด ปากกา คัทเตอร์ เสร็จแล้วก็ลงสีอีกนิดหน่อย เป็นอันใช้ได้

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ไปสมัครเรียนกับคุณปอ

ซื้อเปียโนมานานโข จิ้มนิ้วก๊อกๆ แก๊กๆ ได้มาแค่ 1 เพลง แบบน่าจะพอฟังได้ (มั้ง) คงถึงเวลาต้องไปเรียน ไม่งั้นเปียโนก็จะกลายเป็นของเก็บสะสมที่สูญเปล่าอีกชิ้น

หลังจากเลือกอยู่หลายครูหลายโรงเรียน ส่วนใหญ่มักนิยมสอนเด็กมากกว่า บางแห่งสอนผู้ใหญ่แต่ไกลเกินและรถติดเกินกว่าจะไปไหว จนได้มาเจอกับคุณปอที่ส่วนใหญ่สอนผู้สูงอายุ (เช่นข้าพเจ้า อิอิ) สถานที่ก็ไม่ถือว่าไกลเกินไปนัก พอขับรถไปไหว ที่ชินเขต 2 ถนนงามวงศ์วาน

วันนี้ได้ไปลงเรียนพร้อมนั่งคุยกับคุณปอ จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นคุณปอเป็นฝ่ายคุย เราเป็นคนฟัง ชอบฟังอยู่แล้วล่ะ ดีจัง

ห้องที่คุณปอเปิดเป็นสถานที่สอนเปียโนก็คือห้องเช่าใต้อพาร์ตเมนต์ชื่อว่า เควี ห้องเล็กๆ สะอาด มีของตกแต่งตามความจำเป็น ที่สำคัญคือเปียโนแบบอัพไรท์สีน้ำตาล (นะ ...ถ้าจำไม่ผิด) ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้สำรวจสังเกตมากนักเพราะนั่งฟังคุณปอคุยซะเป็นส่วนใหญ่

คุณปอบอกว่าคำถามยอดฮิตที่นักเรียนมักถามคืออายุมากแล้วเรียนยากไหม โดยสรุปจากคำตอบก็คือคนอายุเยอะๆ ก็เรียนได้ เพียงแต่ต้องฝึกตามที่เขาสอนเท่านั้นเอง และไม่ต้องห่วงว่าเราจะเรียนช้า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการฝึก

โดยส่วนใหญ่ขั้นต้นที่ปูพื้นฐานเปียโนนั้นมักใช้เวลา 3 เดือน แล้วจึงไปที่ขั้นต่อไปซึ่งอาจกินเวลาราว 1 ปี ส่วนใหญ่มาด้วยความต้องการแค่ "เล่นเป็น" แต่พอเล่นๆ ไปก็มักจะอยากเล่นต่อไปจนเก่งและเชียวชาญ อื่มมม ตอนนี้ฉันก็ขอแค่เล่นเป็นล่ะมั้ง และหวังว่าจะยืดเยื้อได้ยาวนานจนเล่นเป็นนะ

รู้ๆ อยู่ว่ายัยขี้เบื่ออย่างฉันน่ะมันทำอะไรได้ไม่ค่อยนานนัก