วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : 19 นาที หรือ Nineteen Minutes

พักหลังมานี่ เวลาเจอนวนิยายที่มีความหนามากเกิน 1 นิ้ว (โดยประมาณ) ฉันมักจะเลี่ยงไม่ยอมซื้ออ่าน เพราะอาการติดพันยามได้อ่านมันช่างทรมานจริงๆ พยายามหยิบมาอ่านทุกเวลาที่หาเจอ อ่านกันดึกดื่นเที่ยงคืน ตื่นมาแบบไม่สดใส ยิ่งถ้าเป็นตอนที่มีงานต้องทำ ก็ยิ่งต้องอาลัยตัดใจจากมันชั่วคราว

เห็นหนังสือ 19 : นาที มานานแล้วในร้านหนังสือ ราคาเอาเรื่องอยู่ ถ้าอ่านไม่สนุกก็คงเสียดายเงินอีกแล้ว ไปพบหนังสือเล่มนี้ที่งานสัปดาห์หนังสือฯ ครั้งล่าสุด ในราคาครึ่งเดียว ก็หอบหิ้วกลับบ้านมาดองไว้อีกเกือบเดือน

หนังสือเล่มนี้นำเอาฉากของการกราดยิงนักเรียนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งขึ้นมาเป็นหลัก แล้วแจกแจงเล่าเรื่องราวของผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้ออกมาทีละนิด 

ปีเตอร์ ฮัฟตัน คือมือปืนผู้สังหารเพื่อนร่วมโรงเรียนไป 10 คนและทำร้ายไปอีกหลายสิบคน บางคนถึงขั้นพิการไปชั่วชีวิต เบื้องหลังเหตุการณ์คือเรื่องราวของปีเตอร์ที่อาจทำให้คุณทั้งสงสารและเกลียดชังในเวลาเดียวกัน

เขาใช้เวลาไปกับการสังหารหมู่นี้เป็นเวลา 19 นาที

เชื่อว่าเราแทบทุกคนคงเคยได้ดูหนังวัยรุ่นอเมริกันที่มักมีพวกนักกีฬาที่ชอบรังแกคนอ่อนแอ และในท้ายที่สุดคนอ่อนแอนั้นก็พิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่พวกขี้แพ้ได้สำเร็จในตอนจบของเรื่อง หนังสือเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องราวเดียวกัน แต่เป็นด้านที่รันทดของ "พวกขี้แพ้" ที่ไม่มีวันจะได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ได้

ในชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่มีความเปราะบางทางด้านอารมณ์ เมื่อมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแบ่งกลุ่มคนเป็นหลายระดับ ทั้งเด็กเรียน เด็กพิเศษ นักกีฬา คนเด่นดัง พวกขี้แพ้ พวกเขาจึงมีวิธีการรับมือและปกป้องตัวเองในรูปแบบที่ต่างกันออกไป 


แม้แต่ในกลุ่มของเด็กที่เด่นดังเองก็ยังมีจุดเปราะบาง ที่หากเขาไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม เขาก็จะถูกกีดกันออกไป ดังนั้นหนทางหนึ่งก็คือหาเหยื่อเพื่อเป็นที่รองรับ ซึ่งพวกขี้แพ้ก็เป็นคนที่ถูกเลือกเพราะมักไม่มีกำลังกายและใจที่จะปกป้องตัวเองได้ หากไม่ต้องการเป็นพวกขี้แพ้เขาก็ต้องลุกขึ้นมากลั่นแกล้งผู้อื่นเพื่อเปลี่ยนหมวดหมู่ของตัวเองเสียใหม่

ซ้ำร้าย ครูที่น่าจะเป็นผู้ที่รู้เห็นและช่วยเหลือกลับทำตัวล่องหน ไม่รับรู้ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้น

ดังนั้นเมื่อปีเตอร์ถูกกลั่นแกล้งจนถึงจุดที่ไม่อาจทนได้ต่อไป เขาจึงเลือกที่จะลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองด้วยปืน เปลี่ยนสถานะจากเหยื่อมาเป็นผู้ล่า และชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป 

ปีเตอร์ไม่ใช่คนเดียวและคนสุดท้ายที่ถูกกลั่นแกล้งจากสถานะที่สมมติขึ้นในสังคมเล็กๆ นี้ ยังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อเช่นเขา 

และเมื่อมองในสังคมที่ใหญ่ขึ้น เราก็ยังคงมองเห็นบุคคลเช่นปีเตอร์อีกมากมาย บางทีอาจเป็นคนใกล้ตัวหรืออาจเป็นตัวเราเอง 






วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ขับรถหลงทาง

วันนี้ขับรถหลงทางไปไหนต่อไหนด้วยความชะล่าใจ เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตอนเข้าก็ไม่ได้ดูทางไว้ พอจะออกก็ออกไม่ถูก ไปเจอลุงคนหนึ่งเลยจอดรถถาม ถามไถ่เสร็จ เขาบอกว่างั้นขับตามผมมา จะไปทางนั้นเหมือนกัน แต่ไปแยกกันตรงอุโมงค์ 

ระหว่างขับตามเขาไป เขาก็หมั่นชลอรถให้เราตามไปให้ทัน จนถึงอุโมงค์ เขาก็ชี้บอกว่าตรงนี้แหละ ฉันเลยเปิดกระจกไปตะโกนบอกขอบคุณ ไม่รู้ได้ยินหรือเปล่า

ขอบคุณมากๆ ค่ะ ^__^

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : ฆาตกรรมช้ำสวาท

บางทีคำว่าศีลธรรม กฎหมาย กับสิ่งที่ควรทำ อาจเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันได้ยากลำบาก ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากมุมไหน ประเด็นปัญหาในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของการทำแท้ง คนที่มองในด้านของศีลธรรมอาจจะเห็นว่าการฆ่าเด็กที่ยังไม่เกิดถือเป็นความผิดบาปอันยิ่งใหญ่

หมอคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เห็นว่าการทำแท้งบางกรณีถือเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเขามองว่าหากปล่อยให้ผู้หญิงไปทำแท้งกับหมอเถื่อนที่ไร้ฝีมือ โอกาสที่พวกเธอจะเสียชีวิตมีอยู่สูงมาก ในมุมมองนี้เขาไม่ได้มองว่าการฆ่าเด็กที่ยังไม่เกิดถือเป็นบาปหรือทำไมผู้หญิงพวกนั้นถึงตั้งท้องโดยไม่เหมาะสม แต่มองไปถึงการรักษาชีวิตของผู้หญิงเอาไว้

สำหรับในมุมของผู้หญิงที่ต้องการทำแท้งล่ะ

เธอคนนั้นอาจเป็นพวกรักสนุกแต่ไม่ระวัง เธออาจถูกข่มขืนหรืออาจถูกผู้ชายหลอก เธอคนนั้นอาจไม่พร้อมในด้านวัยวุฒิหรืออยู่ในสังคมที่เข้มงวด หรือว่าเธออาจมีโรคร้ายที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก

ด้วยเหตุผลหลัง เราจึงลองหันไปมองในมุมของเด็กที่อาจจะเกิดมาล่ะ เด็กน้อยอาจเกิดมาด้วยความพิการหรือมีโรคที่ร้ายแรงที่รักษาไม่หาย เขาอาจเกิดมาแล้วถูกทิ้งขว้าง และอื่นๆ อีกมากมายหลายเหตุผล


อาร์เธอร์ ลี เป็นหมอที่แอบทำแท้งให้กับผู้หญิงที่มีความจำเป็น แม้จะผิดกฎหมาย และขัดกับหลักศีลธรรมในใจของชาวบอสตัน เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่เพราะห่วงใยชีวิตที่เป็นอันตรายหากปล่อยให้พวกเธอไปทำแท้งกับหมอเถื่อนที่ไร้ฝีมือ หลายคนสงสัย หลายคนรู้ มีบางคนร่วมมือด้วย แต่ทุกคนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

จนกระทั่งสาว 18 คนหนึ่ง คาเรน แรนดอล เสียชีวิตจากการทำแท้ง เธอเป็นสาวใจแตกผู้มีปัญหาทางบ้าน ลูกสาวของศัลยแพทย์ผู้สืบทอดการเป็นหมอมาหลายชั่วอายุคน มีชื่อเสียง และมีอิทธิพลในวงการแพทย์ ดังนั้นจึงต้องมีการหาตัวผู้ร้ายมาลงโทษ หมออาเธอร์ ลีกลายมาเป็นแพะในคดีนี้

จอห์น เบอร์รี่ อายุรแพทย์เพื่อนของอาร์เธอร์ มีส่วนรู้เห็นในการทำแท้งลับๆ ของเพื่อน เขาเริ่มออกสืบหาความจริงจากเรื่องนี้เพื่อช่วยเพื่อนให้พ้นผิด

หนังสือเดินเรื่องฉับไว ไม่เยิ่นเย้อยืดยาด อ่านแล้วสนุก ตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีอยู่จำนวนมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการแพทย์ จึงมีศัพท์แสงทางวิชาการมากมาย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการอ่าน เนื่องจากผู้เขียนได้อธิบายด้วยถ้อยคำที่เข้าใจได้ง่าย และยิ่งทำให้เราได้รับความรู้ในเรื่องพวกนั้นไปด้วย

+++++++++++++++++++

ดูเหมือนเรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ยังต้องมีการถกเถียงกันไม่สิ้นสุุดทั้งในแง่ของ ศีลธรรม กฎหมาย และความจำเป็น บางทีคนในสังคมอาจต้องเริ่มหันมาพิจารณาเรื่องราวต่างๆ จากหลายมุมมอง เพราะชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Handmade Notebook : สมุดปกหนัง









ได้ทำสมุดเองถือเป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่งของฉัน เพราะได้ลองทำในสิ่งใหม่ๆ หลากหลาย ส่วนใหญ่ก็ไปดูวิธีการทำจากแหล่งต่างๆ แล้วมาลองทำเอง แล้วมาดัดแปลงทำเป็นแบบที่ไม่เหมือนเขา ตอนทำเล่มนี้ก็เพลิดเพลินจนลืมร้อนไปเลย

เล่มนี้เป็นสมุดที่มีลักษณะเหมือนสมุดปกหนังแบบคลาสิก ไปได้ผืนหนังเทียมแบบบางมา 1 เมตรหลายวันแล้ว กะว่าจะมาลองฝีมือ วันนี้ได้โอกาสทำซะที

ไปเปิดดูวิธีการทำใน youtube แล้วก็มาลองทำ อื่มมม ยากเหมือนกันแฮะ ถือว่านี่เป็นเล่มแรกละกันในสไตล์นี้ มีหลายอย่างที่ต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขในการทำงานครั้งต่อไป ต้องจดไว้ก่อนกันลืม อิอิ

-------------------
สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

Handmade Notebook : สมุดแบบ 6 เข็ม สำหรับน้องที่น่ารัก






ทำสมุดตามคำขอของน้องหญิงแห่งแสงดาว โทษฐานที่ช่วยเชียร์ขายหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ในวันงานสัปดาห์หนังสือจนหมดเกลี้ยง (ไม่เยอะหรอกค่ะ) คำขอมาก็คือเป็นสมุดเล่มยาวๆ เลยทำยาวๆ มาให้ เย็บแบบคอปติก 6 เข็ม แทรกกระดาษสาสีน้ำเงินไว้ 2 คู่

ลายสวยหวานสมกับน้องหญิง ^^

--------------
สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ

อ่านหนังสือ : วานวานเที่ยวยุโรป




"เที่ยวยุโรปทุกวันได้ไหมเนี่ย" เป็นการ์ตูนทีเล่าประสบการณ์ของวานวานที่ได้ไปท่องยุโรปตามคำเชิญของ EU ผลงานเล่มนี้ถือว่าสนุกใช้ได้ ไม่ค่อยฮานักเพราะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศในกลุ่ม EU แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดังใช้ได้ เช่น ฟังภาษาอังกฤษผิดพลาดตรงจุดตรวจร่างกายที่สนามบิน วานวานจึงได้ลงมือทำเรื่องให้ตัวเองหน้าแตก (อีกแล้ว)

ครึ่งหลังของหนังสือเป็นภาพถ่ายของวานวาน เฮียฟอกซ์ กับเจ้าสำนัก ที่ไปถ่ายกันในสถานที่ต่างๆ ทั่วยุโรป เห็นแล้วอิจฉาหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่นำพาเอาตัวการ์ตูนวาดง่ายๆ ไปสู่ความสำเร็จจนขนาดที่อียูยังมาเชิญไปเที่ยว

การพาเที่ยวยุโรปของสามชีวิตเป็นแบบหลุดโลก ดูได้จากภาพถ่ายที่แต่ละคนโพสต์ท่ากันหลุดโลกทั้งน้าน ไม่เว้นแม้แต่สาวสวยอย่างวานวาน






drawing : วาดเมื่ออยากวาด











หลายวันมานี่วาดภาพมาหลายภาพ วาดเพราะอยากวาด อยากฝึกให้วาดได้เก่งๆ ผลออกมาดีมั่งแย่มังไปตามเรื่อง

บ้าน : ทำประตูหน้าบ้านใหม่

อันสืบเนื่องจากน้ำท่วม ประตูแช่น้ำจนผุ ซ้ำยังโดนปลวกกินซะยับเยิน ถึงอย่างนั้นศรียังทนได้ค่า ทนใช้ไปก่อน เงินทองหายาก ไว้ค่อยทำวันหลังละกัน

แต่...

ช่วงหลังๆ นี่เลื่อนเปิดประตูแต่ละครั้งจะมีบางส่วนของรังปลวกร่วงหล่น บางโอกาสยังมีตัวปลวกร่วงลงมาดิ้นบนพื้นอีกตะหาก ไม่ทนแล้ว วันนี้ยอมเจียดเงินมาทำประตูหน้าบ้านเสียใหม่ แจ่มแจ๋วไปเลย

กำลังรื้อประตูเก่าออก จ้างคนงานแถวบ้านมาทำให้

ป๋าตามเก็บงานอีกรอบ

กวาดให้เรียบ 

สู้ตายก๊ะ เอ้ย คับป๋ม

โล่งมากๆ ตอนนี้รอช่างอลูมิเนียมมาติดประตู

นี่คือประตูเหล็กดัดบานเก่า แกนยาวๆ นั่นคือด้านบนของประตู 
ที่เห็นเป็นสีน้ำตาลคือตรงส่วนที่ปลวกสร้างเส้นทางทำกินของมัน 
มันกินเลยเถิดเข้าไปในรางเลื่อนเหล็กเลยนะนั่น 
พอเลื่อนประตูปลวกก็ร่วงแหมะลงหัวทุกครั้ง 

ไอ้เต็มตื่นตาตื่นใจมากกับช่องโล่งๆ

นั่งรอเวลา ถ้าช่างไม่มาติดประตูให้วันนี้ล่ะตายเลย ประตูไม่มีจะทำไงดี 

เย้...มาแล้ว พี่คนที่หันหน้ามาเป็นเจ้าของร้าน เป็นคนไทยแต่พูดติดสำเนียงจีนเอามากๆ
ตอนไปติดต่อทำประตูกว่าจะสื่อสารกันได้ก็เล่นเอาเหนื่อย เราน่ะฟังเขาไม่ค่อยออก
แต่พูดจาสุภาพดีนะ และตั้งใจทำงานดีด้วยล่ะ

ในที่สุด หลังจากนั่งลุ้นคอยแอบดูวิธีทำตลอดงาน 
(เพราะไม่รู้จะไปทำอะไร) ประตูก็เสร็จเสียที  

ที่ขาดไม่ได้ก็คือประตูสำหรับเจ้านายตัวน้อย 
ประตูแมวน่ะค้าบบบบ 

(รอยน้ำท่วมยังอยู่เลย สีใหม่ยังไม่ทา รอไปก่อน ตอนนี้ทำแต่ที่สำคัญๆ เป็นพอ)

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : กระซิบจากวัยเยาว์

ล่าสุดได้ยืมหนังสือจากน้องคนหนึ่งมาอ่าน เป็นหนังสือชุด "กระซิบ" สามเล่มของสำนักพิมพ์ JBook ในเครือ Bliss ที่เพิ่งประกาศเลิกกิจการ เนื่องเพราะป่วยมาหลายวัน ช่วงเวลาหลายวันมานี่เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากอ่านหนังสือ จนในที่สุดก็อ่านครบหมดทั้ง 3 เล่มจนได้


กระซิบสีเลือด กระซิบแห่งเงามืด กระซิบจากสนธยา ไม่มีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แต่มีความเหมือนกันตรงที่ทุกเรื่องมักมีเสียงกระซิบดังมาจากส่วนลึกในจิดใจถึงเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก

อายะซึจิ ยูกิโกะ ผู้เขียนได้นำเอาความทรงจำขวัญผวาในวัยเด็กมาเป็นแกนหลักของเรื่องราวแต่ละเล่ม โดยตัวละครหลักในเรื่องมักมีวัยเด็กที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายและจิตใจได้ซุกซ่อนเรื่องเหล่านี้ไว้ในก้นบึ้ง ที่มักกระโดดออกมาสะกิดเมื่อยามมีบางอย่างมาสะกิดใจ

ในเล่มกระซิบสีเลือดและกระซิบจากเงามืด ผู้เขียนได้ให้สร้างฉากที่ผู้ใหญ่บางคนต้องการกดดันให้เด็กอยู่ในกรอบ ตีเส้นให้เด็กเดิน สิ่งเหล่านั้นผิดวิสัยความสนุกสนานร่าเริงของเด็ก ดังนั้นเด็กหลายคนจึงเติบโตขึ้นมามีจิตใจที่บิดเบี้ยวไม่สมประกอบ และก่อให้เกิดปัญหาในวัยผู้ใหญ่ได้

(เมื่อก่อนฉันเองก็เคยชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอามากๆ แต่เมื่อได้รับรู้หลายด้านของเขาในเวลาต่อมา ความรู้สึกบางอย่างก็เปลี่ยนไป จริงอยู่ว่าวัฒนธรรมในเรื่องระเบียบวินัยหลายอย่างเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ได้ยินได้ฟังในช่วงสึนามิในปีก่อน กระนั้นบางทีบางเรื่องที่ดูจะตีกรอบมากเกินไปก็ดูจะทำให้ชีวิตนั้นขาดสีสันไปบ้างเหมือนกัน

การตีกรอบก็ควรตีแต่พอควรไม่มากจนแทบขยับไม่ได้ เหมือนกับที่หลายคนพยายามจะทำในไทยขณะนี้  แต่ไม่ขอยกตัวอย่างแล้วกันนะ)

ผู้เขียนเก่งในการค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวออกมาทีละน้อยจนในที่สุดก็ได้รับรู้ถึงเบื้องหลังอันบิดเบี้ยวของหลายคน รวมถึงการวาดคำพูดให้เห็นภาพของสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศได้เป็นอย่างดี



วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : สมุนไพรสด ดีอย่างคาดไม่ถึง

ป่วยอีกแล้ว พอดีกับช่วงสงกรานต์เลย เริ่มจากระคายคอพัฒนามาเป็นเจ็บ ต่อด้วยน้ำมูกไหล คันไปหมดทั้งจมูกทั้งตา นอกจากน้ำมูกไหลแล้วยังน้ำตาไหลพรากตลอด ไข้ก็เหมือนจะเป็นนิดหน่อย พร้อมๆ กันก็เพิ่มอาการไอเข้ามาอีกอย่าง คงกลัวไม่หนักพอ

ด้วยความที่ไม่อยากกินยาเม็ด ไม่ใช่เพราะกินไม่เป็นหรืออะไรหรอก กินยาเม็ดหรือฉีดยามาแต่เด็กจนชินแล้ว ที่ไม่อยากกินยาเม็ดเพราะยาพวกนี้มักมีฤทธิ์กดอาการไม่ให้มันแสดงออกมา โดยไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุของมัน ยิ่งหลังๆ เหมือนตัวยาจะแรงเอาการ กินเข้าไปแทนที่จะดีขึ้น กลับรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรงลงทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นยาแก้หวัด แก้ไอ แก้ท้องเสีย แก้ไข้

ดังนั้นฉันเลยเริ่มต้นลองใช้สมุนไพรสดในการรักษาตัวเอง เริ่มที่ตอนตุลา 54 เป็นครั้งแรกที่เริ่มใช้ยาแก้เจ็บคอที่ปรุงเองจากมะนาว น้ำตาล เกลือ จิบจนหายในเวลาไม่กี่วัน สูตรก็ได้มาจากในเว็บน่ะแหละ หลังจากนั้นก็ใช้สูตรเดิมนี่แหละรักษาจนหายทุกครั้งที่เริ่มออกอาการ จนล่าสุดกลับลืมไปซะได้ รอจนอาการหนักถึงค่อยคิดออก

พอเริ่มนึกออกก็ลองไปค้น google หาสูตรยาสมุนไพรแก้หวัดอีกขนาน ได้ขิงมาอีก 1 สูตร ต้มกินแบบไม่ใส่น้ำตาลนี่แหละ ต้มแต่พอแก้ว ดื่มเช้าเย็น ไม่ถึงสองวันก็หายหวัด ทั้งที่ปกติเป็นคนที่หวัดหายช้าสุดๆ

ส่วนอาการไข้ก็กินยาขมชงน้ำเต้าทอง สูตรของแฟน และเพิ่มอีกวิธีคือเลิกผึ่งพัดลม แต่ปล่อยให้เหงื่อออกตามตัว ไหลเป็นน้ำเลย

ผลก็คือหายเร็วมาก (แต่คงไม่เร็วถ้าเทียบกับยาเม็ด) และไม่มีผลข้างเคียงประเภทง่วงซึมหรืออื่นๆ แถมราคาถูกอีกตะหาก



สูตรยาแก้เจ็บคอ : ใช้น้ำต้ม 1/4 ถ้วย ละลายน้ำตาลประมาณ 1 ช้อนชา เติมเกลือนิดหน่อย รอให้น้ำอุ่นๆ แล้วบีบมะนาวลงไป 1 ลูก จิบทีละน้อย เช้า กลางวัน เย็น

สูตรยาแก้หวัด : ตัดขิงมา 1 ส่วนขนาดพอประมาณ ทุบให้แตก แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ต้มกับน้ำประมาณ 1 แก้ว หลังน้ำเดือดให้ต้มต่ออีกราว 5 นาที แล้วดื่มตอนยังอุ่นๆ เช้า กลางวัน เย็น หรือเช้าเย็นก็ได้

จริงๆ สูตรแบบเป๊ะๆ ก็มีในเว็บนะคะ ลองเข้าไปค้นหาได้

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : แผนพลอยชั่ว หรือ A Simple Plan

บางคนบอกว่าความชั่วทำได้ง่าย ก็น่าจะจริง แต่การปกปิดไว้ไม่ให้ตัวเองถูกลงโทษดูจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนสาหัส จากเหตุการณ์ธรรมดาๆ เมื่อลองก้าวขาเข้าสู่การทำความชั่ว ก็ต้องมีก้าวต่อไป ต่อไป แต่ละย่างก้าวจะยิ่งพาคุณถลำลึกเข้าสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้น

ใครจะรู้ว่าแค่การพบถุงเงินกว่าสี่ล้านดอลลาร์ในเครื่องบินที่ตกในทุ่งร้างท่ามกลางหิมะ จะนำไปสู่ลูกโซ่ของเหตุการณ์ที่พันตัวผู้เกี่ยวข้องจนดิ้นไม่หลุด ถ้าเพียงแต่ทั้ง 3 คนนั้นรู้อนาคต พวกเขาอาจนำถุงเงินนั้นไปส่งให้กับตำรวจเพื่อส่งคืนเจ้าของที่แท้จริง

แต่...อำนาจเงินนั้นหอมหวานนัก พวกเขาจึงเลือกที่จะเก็บไว้


บางครั้งเราอาจมองว่าคนชั่วเพราะความโลภ แต่เบื้องหลังนั้นอาจมีหลายอย่างซุกซ่อนอยู่ บางอย่างที่น่าเวทนา

"ถ้าไม่มีเงินไม่มีใครมาคว้าฉันหรอก ฉันอ้วน-" เขา (จาค็อบ) ตบท้องตัวเองเบาๆ "-และจน ฉันคงจะแก่และตัวคนเดียว แต่ตอนนี้ฉันรวยแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไป ใครสักคนจะมาเลือกฉันเพื่อเงิน"
"พี่ต้องการให้ใครมารักพี่เพราะเงินของพี่เท่านั้นเหรอ"
"ฉันไม่เคยมีใครแฮงค์ ตลอดชีวิต ถ้าตอนนี้ฉันหาใครได้สักคนฉันจะไม่แคร์ว่าเธอยอมอยู่กับฉันเพราะอะไร"

คัดลอกจากหน้า 209 ของหนังสือ

อ่านแล้วเราน่าจะมองเห็นธรรมชาติลึกๆ ของมนุษย์ได้ บางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้จากเปลือกที่ฉาบอยู่ภายนอก หากเราลองใช้สายตามองผู้คนแบบนั้นในชีวิตประจำวัน นั่นอาจทำให้เราได้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้นบ้าง

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

drawing : ข้าวของในบ้าน 1


ตั้งใจไว้ว่าจะหาเรื่องวาดภาพให้ได้ทุกวัน วันนี้ก็เช่นวันก่อนๆ ที่อยู่แต่ในบ้าน พอฟ้าฝนใกล้ตกก็ต้องปิดคอม ถึงได้เวลาไปวาดภาพซะที หยิบจากของที่อยู่ในบ้านนี่แหละ

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : รักซ้อนซ่อนรส

หนังสือรักซ้อนซ่อนรสเล่มนี้ซื้อมานานหลายปีแล้ว ประมาณสิบกว่าปี จำไม่ได้ว่าตอนนั้นอ่านแล้วความรู้สึกที่มีกับความรักของธีดากับเปโดรนั้นเป็นอย่างไร เมื่อมาอ่านในวัยปูนนี้ ก็ให้รู้สึกว่าบางทีแค่ความรักมันก็ไม่เพียงพอหรอก

ความรักที่เปรโดมีให้กับธีดานั้นมันสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับธีดาอย่างใหญ่หลวง เขาไม่ได้คิดถึงใจคนอื่นจนยอมแต่งงานกับพี่สาวของธีดาเพียงเพื่อให้ใกล้ชิดกับธีดา ขี้ขลาดที่ไม่ยอมต่อสู้เพื่อหญิงที่ตัวเองรัก เห็นแก่ตัวที่หวังจะเก็บธีดาไว้ทั้งที่ตัวเองก็มีพันธะที่ไม่อาจตัดขาดได้ ทั้งหมดนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับธีดาอย่างที่สุด และสร้างรอยแผลให้กับหลายๆ คนที่อยู่รอบข้าง


ธีดาน้อยถือกำเนิดขึ้นมาในครัวของบ้านชาวเม็กซิกัน ชีวิตของเธอจึงเหมือนถูกลิขิตให้ผูกพันอยู่กับอาหาร ห้องครัวคืออาณาจักรของเธอที่ไม่มีใครเอาชนะได้

ธีดาไม่อาจแต่งงานกับชายที่รักได้เนื่องจากกฎของตระกูลที่กำหนดให้ลูกสาวคนสุดท้องต้องอยู่รับใช้แม่จนชั่วชีวิต ดังนั้นเมื่อเปรโดมาสู่ขอ มาม่าเอลิน่าผู้เป็นแม่ของเธอจึงเสนอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวคนโตแทน เขายอมรับข้อเสนอนั้นด้วยเหตุผลว่าต้องการเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับธีดา เรื่องราวอันเป็นโศกนาฏกรรมของครอบครัวนี้จึงดำเนินต่อเนื่องไปอีกนานนับปี

ด้วยแนวของนวนิยายที่เป็นแมจิคัลเรียลลิสซึม ทุกครั้งที่ธีดาเกิดอารมณ์อันรุนแรงใดๆ ขึ้น ทั้งเศร้าโศก ดีใจ รักใคร่ โกรธเคือง มันจะไปส่งผลกับอาหารที่เธอลงมือทำ ผู้ที่กินอาหารเหล่านั้นก็จะได้รับผลจากอารมณ์เหล่านั้นไปด้วย มันเหมือนกับเธอทำอาหารด้วยวิญญาณ

ในที่สุดความเจ็บปวดของครอบครัวนี้ก็ยุติลงเมื่อหมดยุคของมาม่าเอลิน่า ลูกสาวคนโต ธีดา และเปรโด ซึ่งสิ้นสุดไปพร้อมกับคฤหาสน์แห่งนั้น เหลือไว้เพียงตำราอาหารอันเลิศล้ำของธีดาที่ไม่มีใครเทียบได้


"รักซ้อนซ่อนรส" แปลมาจากหนังสือเรื่อง Como agua para chocolate ของเลารา เอสกิเวล แปลเป็นไทยโดย จิตราภรณ์  

ชื่อภาษาอังกฤษของเรื่องนี้คือ Like Water for Chocolate

drawing : จักรยานสีฟ้าหลังบ้าน


จักรยานสีฟ้าคันนี้ซื้อตอนมาอยู่บ้านหลังนี้ไม่นาน เป็นจักรยานธรรมดาที่สุด ราคาถูกเท่าที่จะทำได้ เพราะเรายังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกตามมาหลังจากซื้อบ้าน 

แฟนบอกว่าจักรยานคันนี้ไม่ได้ศูนย์เท่าไร แล้วก็จริง ไม่นานนักมันก็พาฉันหกล้มลงไปคลุกดินกลางถนนในซอย หลังจากที่ฉันเหลียวหลังไปมองรถข้างหลังเพียงแวบเดียว ผลก็คือเข่าถลอกปอกเปิก หลังจากแผลถลอกหาย ใต้ผิวหนังตรงเข่ายังเกิดเป็นเหมือนผังผืดหนาจนรู้สึกได้อยู่นานหลายปี เพิ่งจะมาหายไปเมื่อไม่นานมานี้เอง

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แฟนเอามันไปใช้งาน ก็หลังมอร์ไซค์คันเก่าหายไป แฟนก็เลยขี่จักรยานไปจอดไว้ที่แถวป้ายรถเมล์ เพื่อต่อรถไปทำงาน จนซื้อมอร์ไซค์ใหม่เขาเลยเลิกขี่จักรยาน


ตอนนี้จักรยานคันนี้จึงจอดนิ่งไว้ไม่ได้ใช้งานจนกระทั่งยางแบนแต๋ เพราะฉันมีจักรยานพับมือสองอีกคันหนึ่งไว้ใช้งานแล้ว อยากเอาไปใช้เหมือนกัน แต่ยังฝังใจกับตอนล้มครั้งก่อน เห็นว่าแฟนจะยกให้พี่สาวไปใช้งานแทน ฉันก็เลยออกมาวาดรูปเก็บไว้ซะก่อน 

ไอ้แมวแต้มมานั่งเป็นเพื่อน 




ภาพแถมหลังจากวาดจักรยานเสร็จก็เหลือบไปเห็นรองเท้าแตะ ลองใช้ปากกาหัวพู่กันที่ลองซื้อมาวาดรูป รู้สึกว่าหมึกไม่ค่อยเข้มเท่าที่อยากให้เป็น แต่เรื่องเส้นก็ใช้ได้ เอาไว้ฝึกใช้งานพู่กันไปในตัว


วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

อ่านหนังสือ : ปริศนาฆาตกรรมหั่นศพ


เรื่องราวในหนังสือเปิดตัวด้วยการพบเห็นชิ้นส่วนของศพคนวางอยู่หลายจุดในย่านเมืองเก่าชานกรุงโตเกียว ปนด้วยข่าวลือในด้านลบของจิตรกรชราที่อาศัยอย่างลึกลับตามลำพังในบ้านหลังหนึ่ง

การสืบสวนดำเนินไปโดยตำรวจ คู่ขนานไปกับการสืบสวนของจุน ลูกชายนายตำรวจคนหนึ่งที่รับผิดชอบในคดีนี้

เนื้อเรื่องในช่วงนี้ก็ถือว่าสนุกน่าติดตาม

ตามปกติสำหรับนักอ่านหนังสือสืบสวนในแนวนี้ มักต้องอ่านไปพร้อมกับพยายามเดาว่าใครน่าจะเข้าข่ายของฆาตกรตามแนวทางของหนังสือสืบสวน ที่ฆาตกรมักเป็นคนที่อยู่รอบกายที่เรานึกไม่ถึง

หนังสือเล่มนี้ผิดธรรมเนียมนี้ไปนิดหน่อย คงเป็นเพราะเนื้อหาไม่ได้เน้นหนักอยู่เพียงว่า "ใครคือฆาตกร" แต่ยังต้องการถ่ายทอดชีวิตของคนในสังคมอีกด้วย สังคมที่วิปริตผิดเพี้ยนมากขึ้นทุกวัน โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าอะไรคือสิ่งที่ผิด เด็กรุ่นใหม่จะเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคนในครอบครัวว่าสั่งสอนเขามาแบบไหน