วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : อัพเดทสถานะของชีวิต

ดูราวกับว่าไม่ได้เขียนบล็อคเป็นชาติแล้ว ย้อนกลับไปดูเรื่องล่าสุด เอ..ก็แค่เดือนกว่าๆ เองเหรอ ช่วงนี้ชีวิตยุ่งเหยิงมากๆ

ยุ่งเหยิงและสนุกสนาน

เริ่มต้นด้วยการหัวปั่นไปกับการทำสมุดสำหรับหนังสือ "ลงมือทำสมุด โครงการ 3" หลังจากห่างหายจาก "โครงการ 2" ได้ราวครึ่งปี แต่ถ้าต้องการออกหนังสือให้ทันครบรอบ 1 ปีของเล่ม 2 ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะขั้นตอนนั้นมีตั้งแต่เลือกรูปแบบสมุด, ถ่ายภาพ, จัดหน้า, เขียนคำบรรยาย, พิสูจน์อักษรครั้งแล้วครั้งเล่า, ส่งโรงพิมพ์, ตรวจต้นฉบับพิมพ์ ไปจนสุดท้ายที่สายส่ง หลังจากนั้นจึงได้พักผ่อนเสียที

นอกเหนือจากหนังสือ "ลงมือทำสมุด โครงการ 3" ฉันยังมีหนังสือเกี่ยวกับแมวเหมียวอีก 1 เล่ม ที่เขียนมาสิบกว่าปีแล้วยังไม่เข้าที่เสียที ครั้งนี้น่าจะเสร็จ ขาดแต่ภาพประกอบที่ยังไม่ได้ทำซะที

ฝึกวาดจ้า


แค่นั้นยังดูเหมือนฉันจะยุ่งไม่พอ ยังหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปซื้อเตาอบไฟฟ้าขนาดเล็กพร้อมเครื่องตีไข่ 1 ชุดมาหัดทำขนม อีกทั้งยังมีจานชาม อุปกรณ์ใช้สอย หนังสือตำราขนมอีกหลายเล่ม และส่วนผสมเครื่องปรุงอีกมากมายก่ายกอง ทำออกมามีทั้งเริ่มกินได้และต้องทิ้ง

หน้าตาดี แต่กินไม่ได้เลย

ความสนใจในด้านทำสมุดเริ่มต่อยอดกลายเป็นการทำกระเป๋า มันเริ่มมาจากการที่ฉันไปเดินบนถนนเจริญรัถเพื่อหาซื้อหนังเทียมมาทำปก (สำหรับหนังสือเล่มแรก) ฉันใช้หนังเทียมทำสมุดก็ด้วยเหตุผลส่วนตัวว่าในเมื่อฉันไม่กินเนื้อวัว ก็ไม่ควรนำหนังวัวมาใช้งานด้วย สงสารวัว

จนเมื่อวันหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนได้ไปลุยบุฟเฟต์ฟรีในโรงแรมแห่งหนึ่ง ฉันจ้วงตักอาหารจานหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ น้องที่(เคยทำงานด้วยกัน)เดินตามมาถามว่าฉันกินเนื้อวัวด้วยเหรอ (คงจำได้ว่าฉันไม่กิน) ฉันบอกไม่กิน ทำไมเหรอ น้องก็บอกว่าไอ้ที่ฉันตักมาน่ะคือเนื้อวัว อ้าว... ก้มมองป้ายก็เห็นว่าใช่จริงด้วย ก็เลยบอกน้องว่าพอถึงโต๊ะได้ช้อนแล้วจะตักเนื้อวัวให้นะ

(หมายเหตุว่าฉันไม่ใช่บุคคลที่เคร่งครัดกับการกินมากมาย ไม่กินเนื้อวัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปลอดการปนเปื้อนจากเนื้อวัว ดังนั้นตักเนื้อวัวออกให้น้องแล้วกินที่เหลือก็ไม่เสียหายสำหรับฉัน)

แต่เมื่อถึงโต๊ะ เราต้องนั่งแยกห่างกัน คนที่นั่งข้างๆ เป็นใครก็ไม่รู้จัก จะตักเนื้อวัวให้เขาก็ไม่ได้แน่นอน  จะตักเอื้อมให้น้องก็เกรงจะเป็นที่รำคาญ และหากจะทิ้งให้เนื้อวัวกลายเป็นขยะในจานโดยไม่กินก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงสำหรับฉัน ในเมื่อมันสละชีวิตไปแล้ว จะทิ้งไปให้กลายเป็นขยะจะถือว่าทำร้ายมันยิ่งกว่า ดังนั้นวันนั้นจึงเป็นวันแรกในรอบกว่ายี่สิบปีที่ฉันกินเนื้อวัว (แต่ก็ไม่ได้เริ่มกลับมากินอีกนะ) กินให้มันหมด ไม่เสียของเสียเปล่าชีวิตวัว...ก็เท่านั้น

กลับมาเรื่องหนังวัว เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันจึงมองหนังวัวเปลี่ยนไป ฉันเลือกซื้อเศษหนังมาทำปกสมุด ซึ่งก็ทำได้สบายๆ สองสามเล่มต่อ 1 มัด และที่เหลือก็เก็บไว้ทำอย่างอื่นได้อีก ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากชีวิตของวัวให้คุ้มค่า (เป็นข้ออ้างหรือเปล่าฉันไม่รู้ แต่นั่นคือเหตุผลของฉันก็แล้วกัน) อีกเหตุผลที่ฉันต้องหันมาใช้หนังวัวแท้เนื่องจากหนังเทียมแบบหนาที่ฉันเคยซื้อมาใช้ไม่มีขาย มีขายก็แต่หนังเทียมแบบบางที่นำมาทำสมุดไม่ได้เลย

เศษหนังก็มีค่า มันคือชีวิตของวัวนะจ๊ะ

จากสมุดฉันก็เริ่มอยากลองทำกระเป๋าหนัง เลยไปลงเรียนไว้ (เห็นมั้ยว่ากลัวจะว่างเกิน) เรียนอาทิตย์ละวัน ถือซะว่าเป็นวันหนึ่งที่ได้เดินทางเข้าไปเปิดหูเปิดตาในเมือง ในระหว่างนั้นฉันก็เริ่มหลงเข้าไปในวงเวียนของเครื่องหนังอย่างเต็มตัว ด้วยการซื้อทั้งหนังสือสอนทำเครื่องหนัง (เป็นภาษาจีน อ่านไม่ออก ได้แต่ดูรูปแทน) หลายเล่มล่ะ ไปเดินหาเครื่องมือทำหนังบางชิ้นมาใช้งาน ซื้อเศษหนังมาเพิ่ม และระหว่างนี้ก็กำลังวางแผนที่จะไปเจริญรัถอีก

วางแผนเพื่อจะได้ไม่เคว้งคว้างเวลาไปเดินที่นั่น จะได้รู้ว่าต้องซื้ออะไร ไม่เสียเที่ยว

เรียนไปแล้ว 4 วัน 4 แบบ

วันนี้ก็นั่งเย็บกระเป๋าผ้าแคนวาส เย็บมั่ว แกะแบบจากกระเป๋าใบเก่า เดาเอาบ้าง มาสิ้นสุดลงตรงเย็บปากกระเป๋าด้วยมือ เนื่องจากหลายทบ หนาเกินกว่าจะใช้จักรเย็บผ้า เกรงว่าจักรจะพังซะก่อน จนได้ข้อสรุปว่า "ใบใหญ่เกินไป ผ้าหนาเกินไป คงต้องลดขนาดและเปลี่ยนไปใช้คอตตอนแบบหนาๆ แทน ใบนี้ก็รอไปซักก่อนแล้วดูว่าจะใช้ทำไรได้บ้าง" เรื่องก็คือฉันหากระเป๋าใช้ไม่ได้ซะที ใบที่มีอยู่ก็ไม่เหมาะด้วยหลายๆ เหตุผล (ทั้งที่เคยใช้มาก่อน แต่ตอนนี้จุดประสงค์บางอย่างเปลี่ยนไปนี่นา)

ทำซับในกระเป๋าจากผ้าเก่า

แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ อีกจิปาถะร้อยแปด บรรยายไม่หมด ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว คงต้องยุติการอัพเดทสถานะชีวิตไว้แค่นี้ก่อน

อ้อ...ถึงแม้ว่าจะฟังดูยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่ก็สนุกมากกว่าวันที่นั่งเฉื่อยไม่รู้จะทำอะไร วันๆ ก็นอน กิน ดูทีวี จะพยายามทำต่อไป และยังมีอีกหลายอย่างรอให้ทำอีก (เช่น ฝึกวาดภาพ ฝึกเปียโน หัดเย็บผ้า ฯลฯ) ชีวิตครึ่งสุดท้ายที่เหลือจะทำหมดมั้ยเนี่ย






วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

Handmade Notebook : สมุดไขว้ ไขว้

(ไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรแล้วค่ะ)

ลองดูวิธีทำดูนะคะ งานชิ้นนี้รื้อแล้วรื้ออีกกว่าจะได้ เหนื่อยมักๆ เลย

เป็นสมุดขนาดเล็กๆ ขนาด 1/4 ของกระดาษ A6 กระดาษเนื้อในน่าจะหนานิด 
เพราะครั้งนี้ต้องเย็บหลายทบมากๆ ปกแข็ง ไม่ได้แต่งอะไรเลยค่ะ

เริ่มต้นเหมือนกับเย็บ Coptic หรือลายเปียเลย เป็นเข็มคู่

แทงเข็มจากด้านนอกของปกเช่นเคย

ครั้งนี้มีมัดปมนิดหนึ่ง เพราะต้องการเพิ่มความแน่นหนา

ตอนขึ้นยกต่อไป แทนที่จะแทงเข็มเข้าไปบนรูด้านบนตรงๆ 
ก็ให้แทงทะแยงไปยังรูอีกด้านหนึ่งนะคะ ทำเหมือนกันทั้งสองด้าน

แล้วก็แทงเข็มสอดใต้ยกกระดาษด้านล่าง อ้อมหลักเข้าด้านใน 
(ทำสองด้านเหมือนกันค่ะ)

เสร็จก็แทงเข็มเข้าไปในกระดาษเนื้อในอีกรอบ

แล้วก็แทงออกสลับข้างกัน ดังนั้นในแต่ละยกตั้งแต่ยก 2 ถึงยกสุดท้าย
ก็จะมีเชือกด้านใน 4 เส้น เยอะอ่ะ ^__^"

ทำเหมือนๆ กันกับทุกยกเลยค่ะ ตอนปิดปกก็แทงจากด้านนอก 
เหมือนเย็บเปียทุกประการ เว้นแต่แทงเข็มสลับกัน

อย่าลืมทำเปียครั้งสุดท้ายด้วยนะคะ ใต้กระดาษยกบนสุด

จบด้วยการแทงเข็มเข้าไปในรูด้านข้างของยกสุดท้าย

มัดปม

เสร็จแล้วค่ะ สมุดเล่มนี้มีทั้งหมด 13 ยก ใช้เชือกยาว 4 เมตร 
พันกันยุ่งเหยิงเลยตอนเย็บ


สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ



วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Mama หนังผีเศร้าๆ

เริ่มต้นเรื่องราวด้วยการอ้างอิงถึงช่วงเศรษฐกิจตกต่ำของอเมริกา นักธุรกิจคนหนึ่งฆ่าเพื่อนร่วมงาน กลับบ้านมาฆ่าเมียตัวเอง แล้วหอบหิ้วลูกขึ้นรถฝ่ากองหิมะไปจากบ้าน รถเกิดอุบัติเหตุ และพวกเขาก็ได้เข้าไปในบ้านร้างหลังหนึ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสยองขวัญของเรื่องราวทั้งหมด

แล้วลูคัส ผู้เป็นพ่อ วิคตอเรีย วัย 5 ขวบ และลิลลี่วัย 1 ขวบก็หายสาบสูญไป

เมื่อดูถึงตอนนี้ฉันก็เริ่มเปลี่ยนใจ หยิบเรื่องอื่นมาใส่เครื่องเล่นแทนเรื่อง Mama แต่แล้วก็เปลี่ยนใจอีกครั้ง ย้อนกลับมาดูต่อ อยากดูหนังที่ไม่ต้องคิดมากนัก และไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย เนื่องจากหนังผีหลายเรื่องที่ผ่านมาก็ผิดหวังมาตลอด


หลังจากพี่ชายและหลานสาวสองคนหายตัวไปในวันนั้น เจฟฟ์น้องชายของลูคัสยังคงออกตามหาพี่ชายและหลานสาว จนเวลาผ่านไป 5 ปี เขาก็พบเด็กทั้งสองคนในสภาพเหมือนสัตว์ป่าในบ้านหลังนั้น เขาจึงพาเด็กกลับมาดูแลในบ้านหลังหนึ่ง ด้วยการสนับสนุนจากจิตแพทย์ที่ศึกษาเรื่องเด็กทั้งคู่ พวกเขาจึงต้องย้ายมาอยู่บ้านหลังใหญ่ชานเมืองแล้วดูแลเด็กภายใต้การกำกับของจิตแพทย์ผู้นั้น

หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยเหมือนหนังผีที่เกี่ยวกับเด็กทั่วไปนัก แอนนาเบลในเรื่องเป็นแฟนสาวของเจฟฟ์ที่ต้องมารับหน้าที่ดูแลเด็กไปพร้อมกับเขา ในเรื่องแอนนาเบลเป็นมือเบสของวงร๊อค แอนนาเบลไม่ใช่แม่บ้าน ไม่ได้เนี้ยบ ไม่ได้เคร่งครัดระเบียบ ไม่ได้อยากมีลูก (มีฉากแรกๆ ดีใจด้วยซ้ำที่ไม่ได้ตั้งท้อง) ไม่ได้อยากเลี้ยงเด็ก แต่ต้องเลิกเล่นดนตรี สูญเสียเสรีภาพ เพื่อมาเลี้ยงดูเด็กร่วมกับเจฟฟ์



แม้ว่าทั้งสองฝ่าย แอนนาเบลกับเด็ก เหมือนอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งหมดก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยดี ไม่มีขัดแย้งหรือทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ประการใด แต่ก็ไม่ได้พยายามจะเอาชนะใจอีกฝ่ายหนึ่ง แค่ทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นเอง

เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เริ่มเปิดเผยตัวตนของ "มาม่า" ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กมาตลอด 5 ปี วิคตอเรียตอนนั้นอายุ 5 ขวบ ยังคงสภาพของมนุษย์ได้มากกว่าลิลลี่ที่เติบโตมาเหมือนสัตว์ป่า เธอวิ่งสี่ขา นอนใต้เตียง กินอาหารด้วยมือ พูดจาได้จำกัด กลัวคน และเธอก็ผูกพันกับมาม่ามากอีกด้วย

ขอบอกว่าเด็กที่เล่นเป็นลิลลี่เก่งมากๆ หน้าตาท่าทางเหมือนกับสัตว์ป่า เด็กทั้งคู่แสดงได้ดีมากจนต้องขอชมเชยผู้กำกับ


เนื้อเรื่องของ MAMA ถือว่าทำได้สนุกทีเดียว ทำได้หลอนใช้ได้ แถมยังเป็นหนังผีที่เศร้าและเหงามากในตอนจบ


วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ร้านอาหาร : ก๊วยจั๊บสยองขวัญ

เขียนจากเรื่องจริง ...ณ ร้านอาหารในตลาดแห่งหนึ่ง เป็นลักษณะของบูธขายอาหารหลายๆ ร้านตั้งเรียงกันเหมือนฟาสต์ฟู้ดในห้าง

เป็นตลาดที่ไปกินบ่อย วันนั้นไปกินต้มเลือดหมูไม่ใส่เลือดหมู ("พี่ลำบากนักก็ไปกินร้านอื่นได้นะ"...คนขาย(คง)คิด) ระหว่างนั่งรอได้ยินเสียงจามดังจากร้านก๊วยจั๊บ มองไปเห็นเจ้าของร้านผู้ชายยืนเท้าสองมือกับเคาน์เตอร์เตรียมอาหาร คร่อมเขียงตรงหน้าเลย ไม่ปิดปาก...นี่คือช็อคแรก

หลังจากนั้นความสยองขวัญเป็นชุดก็บังเกิด

ขอเรียกเจ้าของร้านก๊วยจั๊บว่า "พี่" ละกันค่ะ

จากนั้นพี่เขาก็ถือชามไปตักเส้นก๊วยจั๊บ ในระหว่างที่มือซ้ายถือชาม มือขวากำลังจ้วงตัก พี่เขาก็จามอีกรอบ ลงไปตรงๆ ชามเป้าหมาย

แล้วพี่เขาก็เดินกลับมาหั่นเครื่องใส่ในชาม ด้วยเขียงที่มี "จาม" แรกติดอยู่ แล้วก็จามอีกรอบ ตรงเป้าหมายอีกเช่นกัน รอบนี้จาม 2-3 ครั้ง

จากนั้นพี่เขาก็เดินไปตักน้ำพะโล้ใส่ชาม ช่วงนี้พี่แกก็จามอีกเป็นชุด ทุกครั้งไม่ปิดปาก ไม่หันหน้าหนี แต่จามตรงๆ ลงเป้าหมาย

แล้วแกก็เดินกลับมาวางชามบนเขียง ช่วงนี้ชักจามถี่ขึ้น สงสัยกระแสจิตฉันจะส่งไปถึง (หรือเปล่า) เลยจามเพื่อตอบรับ

แกเลยหันไปที่มุมหนึ่งของร้าน เอามืออุดจมูกแล้ว "ฟืดดดดด" ลงไปบนพื้น สบัดมือข้างที่ใช้อุดจมูกนิดนึงแล้วเช็ดๆ ปาดๆ กับผ้ากันเปื้อน แล้วกลับมาทำ "ชามนั้น" ต่อจนเสร็จ

เป็นฉากสยองขวัญยิ่งกว่า Saw อีกนะนั่น T____T

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สารพัดสัตว์ : หมาอารมณ์ดี


เจ้าตัวนี้ชื่อว่า "ทองหยอด" แต่หลังๆ ได้ยินเจ้านายมันเรียกว่า "ไอ้อ้วน" (เหมือนไอ้แมวอ้วนบุญเต็มที่บ้านเลย) ก็เลยเรียกมันไอ้อ้วนเหมือนกัน

มันเป็นหมาอารมณ์ดีมากๆ เวลาเจอหน้ากันก็จะวิ่งหน้ายิ้มเข้ามา หางกระดิกดิ๊กดิ๊ก ส่ายดุกดิกไปซะทั้งตัว น่ารักจนอดจับขยำเล่นไม่ได้

แม่ของไอ้อ้วนนี่มักพามันออกมาวิ่งเล่นตอนเย็น มันก็เดินสำรวจดมโน่นนี่นั่นไปตามเรื่อง ขนาดช่วงน้ำท่วม เขายังขยันพายเรือพามันออกไปหาดินสำหรับปล่อยอึทุกวันๆ เขาเลี้ยงมันดีมากๆ เลย มันเลยกลายเป็นหมาอารมณ์ดีดี๊ดีจนน่าหมั่นไส้จริงจริ๊ง

วันไหนที่เห็นน้องเขาพามันออกมาเดิน เราสองคนกับป๋า (สามี) ก็จะรีบวิ่งออกไปเล่นกะมัน แรกๆ ที่เจอกัน เราก็เอาขนมหมาที่มีรูปร่างเหมือนกระดูกสีขาวให้มันกิน มันก็ทำท่าอิดเอื้อนบิดไปบิดมา แล้วค่อยๆ คาบขนมหมาวิ่งกลับบ้านไป

ท่าทางอิดเอี้อนของมันเหมือนจะบอกว่า "จะกินดีเหรอ กินดีหรือไม่กินดี จะดีมั้ยน้า อายจัง เอาไงดีเนี่ย อยากกินนะ แต่เขาจะว่ามั้ย อายนะเนี่ย เอาก็เอา" ดุกดิกๆ ในช่วงให้ขนมแบบทรงกระดูกมันก็จะทำท่าแบบนี้แหละ บางวันก็ไม่ยอมรับจากมือป๋า แต่จะรับจากมือฉัน บางวันคาบไปแล้วก็ไปคายทิ้งกับพื้น ต้องให้แม่มันตามเก็บไปให้มันที่บ้านอีกที น้อง (หรือแม่มัน) ก็เล่าว่าพอกลับบ้านมันก็แทะขนมอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ

ตอนหลังขนมรูปกระดูกหมด ก็เลยไปซื้อแบบที่เป็นแท่งเกลียวรสเนื้อ (หรือรสอะไรสักอย่างจำไม่ได้) วันแรกที่ไอ้อ้วนได้กลิ่น มันรีบคาบหมับจากมือแล้ววิ่งเผ่นแนบกลับบ้าน ไม่เก็บอาการกระมิดกระเมี้ยนอีกต่อไป

มันมาบ้านเราบ่อยๆ พอเราเห็นก็จะวิ่งออกไปหา ถ้าวันไหนที่เราไม่ได้ปล่อยแมววิ่งอยู่ตรงลานหน้าบ้าน เราก็จะปล่อยให้เจ้าทองหยอดเข้ามาสำรวจดมโน่นนั่นนี่ จนแม่มันต้องต้อนกลับบ้าน แต่ถ้าแมวอยู่ก็อดไป ช่วงที่ได้ขนมแท่งเกลียว พี่แกก็เลิกสำรวจ มุ่งมั่นแต่จะดมมือเพื่อมองหาขนม ขนาดว่าน้องเขาบอกว่าที่บ้านก็ซื้อไว้ แต่มันก็ยังชอบมากๆ กับการมาคาบจากมือเราแล้ววิ่งฉิวเข้าบ้านไป

ท่าทางมันก็ยังเหมือนเดิม วิ่งหน้าเปี้อนยิ้มเข้ามาพร้อมทั้งส่ายหางส่ายตัวดุกดิกๆ ไปมา

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มันไปผ่าตัดก้อนเนื้อจากสีข้าง กลับมาอีกครั้งมันก็มีผ้าพันแผลพันติดรอบตัว ถึงขนาดนั้นมันก็ยังดุกดิกๆ ยิ้มไปส่ายมาเหมือนเดิม แล้วเราก็จะเห็นภาพเจ้าทองหยอดใส่เสื้อวิ่งมาหาอย่างมุ่งมั่นทุกวัน

วันนี้ก็เหมือนกัน มันมาป้วนเปี้ยนตรงรั้วบ้านเรา น้องเขาก็พยายามต้อนมันกลับไป แต่ป๋าเห็นซะก่อน เราก็เลยเฮโลกันออกมา คำแรกที่น้องบอกทำให้ฉันถึงกับใจหาย น้องบอกว่าไอ้อ้วนเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ที่กำลังลามไปยังอวัยวะภายใน ด้วยความที่อายุมากแล้ว ทำคีโมคงทนไม่ไหว ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย จากท่าทางของมัน เรามองไม่ออกเลยว่ามันเป็นหมาที่กำลังป่วย ต่างกันตรงที่วันนี้แทนที่มันจะคาบขนมแท่งวิ่งกลับบ้านไปทันที มันกลับนอนแทะขนมอยู่ตรงหน้าระหว่างที่เราสอบถามอาการของมัน

ฉันได้แต่กอดแล้วเอาหน้าแนบกับขนของมันที่สะอาดเอี่ยมและไม่อยากให้มันจากไปไหนเลย ตอนที่นั่งพิมพ์ถึงบรรทัดนี้ฉันก็เริ่มร้องไห้ให้กับมันเป็นครั้งแรกหลังจากได้ยินข่าว ไอ้อ้วนเอ้ย...

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เต่าตัวโต : ส่งท้าย "เทศกาลหนังสือวันแม่ 56"

ด้วยความขอบคุณคุณจรัญ หอมเทียนทอง เจ้าของสำนักพิมพ์แสงดาวและนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และพี่มน ซือเจ้แห่งสำนักพิมพ์แสงดาว ทำให้ "เต่าตัวโต" ได้ไปเปิดตัวเปิดบูธเป็นครั้งแรกของสำนักพิมพ์ แม้ว่าคนจะน้อยแต่เราก็ขายได้ในระดับที่น่าพอใจ และได้ประสบการณ์ที่ดีๆ หลากหลายมากมายจากงานครั้งนี้





1. ได้ขายหนังสือ ได้เงิน ...แน่นอนซะเหลือเกิน มาเปิดบูธก็ต้องอยากขายหนังสือได้น่ะสิ วาดฝันไว้ก่อนเปิดงานว่าเอาหนังสือไปแค่อย่างละ 200 เล่ม ถ้าหมดค่อยขนตามไปทีหลัง ที่ไหนได้ ขายได้รวมทั้งหมด 52 เล่ม มีแต่ขนกลับน่ะสิ 5555
     ถึงแม้ว่าจะขายได้น้อยมากๆ แต่กลับรู้สึกพอใจในยอดขาย เมื่อเทียบกับบูธอื่นที่เขามีหนังสือหลายเรื่องมากกว่า ฉันขายได้แต่ละเล่มแทบจะปิดซอยเลี้ยงฉลองกันแล้ว

2. ได้ทำความรู้จักกับนักอ่าน ...มีบางคนมายืนดูแล้วพูดอย่างดีใจว่าอยากได้หนังสือสอนทำสมุดแบบนี้มานานแล้ว มีหลายคนบอกว่าไม่เคยเห็นหนังสือสองเล่มนี้ในร้านหนังสือเลย ง่ะ ได้พูดคุยกับหลายคน ได้รับคำแนะนำมาจากหลายคน ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้แนะนำหลายอย่างให้กับผู้สนใจ บางอย่างก็เรียนรู้ไว้สำหรับไว้ทำหนังสือเล่มต่อไป
     ที่สำคัญคือได้เรียนรู้ว่าคราวหน้าทำ "สมุด" ไปขายเยอะๆ ไม่ใช่เอา "สมุด" ไปโชว์แค่อย่างเดียว จริงๆ ในบูธมีขายสมุดทำมือหลายเล่มเชียวนะ แต่คนมักจะไปปิ๊งกับเล่มที่ฉันเอาไว้โชว์น่ะสิ ทำให้ลูกค้าผิดหวังไปหลายคน ครั้งหน้าทำไปขายอย่างเดียวแล้ว ไม่โชว์ล่ะ


3. ได้รู้จักกับนักขายหนังสือมืออาชีพ ...ก็คนขายอยู่บูธข้างๆ กันอ่ะนะ แม้จะเป็นสินค้าแบบเดียวกันแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคู่แข่งกัน ยิ่งคนเดินน้อยๆ พอมองไปมองมาเห็นหน้ากันก็ยิ้มให้กัน บางทีก็ช่วยๆ กันดูบูธยามที่เจ้าของไปเดินเล่นหรือไปทำธุระ ได้รู้จักหลายๆ คนถามชื่อเสียงเรียงนามกัน พูดคุยกัน บางทีก็มีคนจากบูธไกลๆ เดินมาเที่ยวชม บ้างก็เป็นเจ้าหน้าที่จัดงาน นานๆ เจอคนแปลกหน้าสักทีก็ดีเหมือนกัน

4. ได้พูดคุย ...ปกติฉันเป็นคนไม่ชอบพูดกับคนแปลกหน้ามาแต่ไหนแต่ไร ชอบนั่งฟัง (ยกเว้นแต่กับเพื่อนสนิทที่คุยได้เป็นคุ้งเป็นแคว) ยิ่งหลังๆ อยู่แต่บ้านคุยแต่กับแมว วันแรกๆ ที่จัดงานเป็นวันที่ลำบากที่สุดในชีวิตการพูด บางครั้งอยากพูดอยากบอกบางอย่างกับลูกค้า แต่สมองไม่ทำงาน พูดๆ ไปก็ค้างคำพูดไว้เป็นเครื่องหมาย ... (จุด จุด จุด) แล้วจบไม่ลง ลูกค้าก็คงลุ้นให้พูดต่อ แต่ฉันก็จบเอาดื้อๆ อย่างนั้นแหละ วันต่อๆ มาก็เริ่มปรับตัวปรับสมอง เริ่มหาคำพูดมาต่อให้จบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ดีขึ้นกว่าวันแรก
     พอถึง 2 วันสุดท้าย ฉันก็เกิดอาการเบื่อการพูดขึ้นมาซะอย่างนั้น ไม่อยากพูดคุยกับใครเลย รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่พอมีลูกค้ามาสอบถามก็พูดต่อ วิญญาณนักขายเข้าสิง (สิงแค่ครึ่งตัว 5555)
     มีลูกค้าคนหนึ่งมาซื้อเป็นรายสุดท้าย ซื้อไปฉันก็เก็บของไป เขาซื้อหลายอย่าง มาจบที่กระดาษปกรายงานที่เขายืนดูเป็นอย่างแรกแต่ยังไม่ได้เลือก ระหว่างเลือกอย่างอื่นเขาก็มองๆ หากระดาษปกรายงานที่ฉันเก็บแล้ว เขาก็บอกว่า "อ้าวเก็บแล้วเหรอ" ฉันก็บอกว่า "ดูได้นะคะ เดี๋ยวไปหยิบให้" เขาก็บอกว่า "ไม่ต้องก็ได้ครับ" ระหว่างเขาเดินดูฉันก็ยังถาม "หยิบให้ดูได้นะคะ" เขาก็ยิ้มบอกว่า "ไม่เป็นไรครับ" สักพักฉันก็ไปยืนเกาะโต๊ะมองหน้าเขา ยิ้มแล้วถามอีก "ซื้อกระดาษได้นะคะ" เขายิ้มแล้วบอกว่า "ไม่เป็นไรครับที่ห้องยังมีกระดาษอีกหลายแผ่น" ฉันก็ตลกตัวเองเหมือนกัน ปกติเป็นคนไม่ตื้อคน แต่วันนั้นอารมณ์อยากขายจริงๆ ขี้เกียจแบกกลับเยอะ ที่สุดก็ขายกระดาษปกรายงานไม่ได้ แต่ได้ฮาตัวเองอ่ะ

5. ได้เรียนรู้การเตรียมตัวเพื่อไปซื้อของมาขาย ...แม้จะทำรายการซื้อของในแต่ละครั้งติดตัวไป แต่ด้วยความที่ไม่ได้วางแผนถึงจำนวนสินค้าที่ต้องสต๊อกในบูธ ทำให้ฉันต้องเวียนไปหาซื้ออยู่บ่อยๆ อย่างเข็มก็ซื้อหลายรอบ ก็พอซื้อมาเสร็จมานั่งนับๆ พบว่าขายได้กับลูกค้าแค่ไม่กี่คน ต้องออกไปหาซื้ออีก เหตุการณ์เดียวกันเกิดกับเหล็กเจาะกระดาษที่ซื้อจากสำเพ็งมาน้อยเกินไป เลยต้องตระเวนออกหาซื้อแถวบ้านในราคาขายปลีก ครั้งหน้าต้องวางแผนดีๆ ก่อนซื้อล่ะ





6. ได้สอนในเวิร์คชอปทำสมุด ...แม้ว่าจะเย็บสมุดเป็น แม้ว่าจะทำหนังสือทำสมุดมาถึงสองเล่ม แต่การสอนกันตัวต่อตัวเป็นยิ่งกว่ายาขมสำหรับฉันเลยทีเดียว ไม่รู้จะพูดอะไรให้เขาเข้าใจ ไม่รู้ว่าต้องบอกอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าต้องลำดับเรื่องราวอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องใช้คำพูดยังไง ต้องขอบคุณสมาชิกจริงๆ ที่อดทนฟังและพยายามทำความเข้าใจ เหนื่อยสาหัสเลยกว่าจะสอนเสร็จแต่ละคน

7. ได้ซื้อหนังสือหลายเล่ม ...คนชอบหนังสือเมื่อจับไปอยู่ในงานเทศกาลขายหนังสือ มีหรือจะพลาดเรื่องซื้อหนังสือกลับมาเป็นของตัวเอง นี่ขนาดหักใจไม่ซื้อหลายเล่ม ก็ยังได้มาหลายเล่ม หมดไปอีก 1500 บาท (โดยประมาณ) แล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะได้อ่านเมื่อไร จนวันนี้วันที่ 3 หลังปิดงานก็ยังเก็บข้าวของเข้าที่ไม่หมด พอว่างก็หลับอย่างเดียว ง่วงสะสมมาตั้งแต่จัดงาน ตอนนี้ขอนอนซะให้เข็ดเลย หนังสงหนังสือยังไม่อยากอ่านเลย


8. ได้รู้ว่าถ้ามีบูธครั้งใหม่จะจัดยังไงและทำป้ายอะไรไปติดบ้าง ...ตลอดเวลา 10 วันฉันต้องปรับปรุงบูธอยู่ตลอดเวลา ทั้งการจัดวางของ ทั้งการทำป้ายแนะนำสำนักพิมพ์ ป้ายสอนทำสมุด และอีกจิปาถะที่จัดกันใหม่ได้ตลอด 10 วันของการจัดงาน
     ที่สำคัญที่เรียนรู้จากงานนี้ก็คือ ถ้ามีครั้งหน้าฉันต้องให้ป๋าทำโปรแกรมคิดเงินอัตโนมัติมาใช้ในงานขาย ในงานครั้งนี้ฉันใช้เครื่องคิดเลขกดคิดตังค์ที่คิดไปก็ไม่แน่ใจว่าคิดตังค์ให้เขาถูกหรือเปล่า มีเหมือนกันที่กดคิด 2 ครั้ง ตัวเลขออกมาไม่ตรงกัน แทบกรีด โชคดีที่ครั้งนี้ลูกค้าไม่เยอะ แค่ 2 รายมาพร้อมกันฉันก็แทบแย่แล้ว ตกใจตื่นเต้น นึกอะไรไม่ถูก
     เหตุตลกครั้งหนึ่งคือช่วงนั้นมีคนมาเดินดูหลายคน ขณะกำลังวุ่นๆ ตอบคำถามลูกค้า ก็มีลูกค้ารายหนึ่งมาซื้อกระดาษปกรายงาน เขาจ่ายเงินเสร็จฉันก็ทอนเงินแล้วกล่าวขอบคุณ น้องเขาก็มองหน้าฉัน ฉันก็มองกลับแบบสมองกลวง สักพักก็กรี๊ด ...กระดาษปกที่เขาซื้อยังอยู่ในมือฉันเลย รีบใส่ถุงให้เขาแทบไม่ทัน น้องเขาก็ยังงงๆ กับฉันอยู่เลย ขอโทษขอโพยอีกเยอะ เอ๋อสุดๆ

9. ได้รู้ว่าแอร์พอร์ตลิงค์ สถานีมักกะสันเป็นสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากมาก ...วันแรกไปทางราชปรารภ รถติดอยู่ 1 ชั่วโมงในระยะทางไม่ถึง 1 กม. กว่าจะหลุดเข้าไปในถนนเลียบทางรถไฟได้
     วันต่อมามาทางรัชดา ผ่านฟอร์จูนก็ขับเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรบุรี ไปหาทางกลับรถแล้วเลี้ยวกลับมาทางรัชดาอีกครั้ง เพื่อเลี้ยวเข้าสถานีมักกะสัน
     วันต่อๆ มาก็เลี้ยวขวาเข้าเพชรบุรีไปหาทางกลับรถกลับมารัชดาอีกรอบ เพื่อเลี้ยวเข้าสถานีมักกะสัน
     วันต่อมาเลี้ยวขวาเข้าเพชรบุรี ขับไปเลี้ยวขวาที่แยกมักกะสัน เลี้ยวขวาเข้าถนนกำแพงเพชร 7 ขับออกมาทางรัชดาอีกรอบ เพื่อเลี้ยวเข้าสถานีมักกะสัน
     อีกหลายวันที่มาทางรถตู้ รถเมล์ รถไฟฟ้าใต้ดิน เดินกันลิ้นห้อยกว่าจะถึงบูธ
     วันศุกร์ เอารถมาและพบว่ารถติดสาหัสก่อนเข้าเพชรบุรี ฉันเห็นช่องว่างตรงทางรถไฟที่มีป้ายห้ามกลับรถ ไม่กล้ากลับ กลัวตำรวจซ่อนตัวรอดักจับ ปวดฉี่มากๆ ได้แต่นั่งมองสถานีมักกะสัน แต่เข้าไม่ได้ รถติดอยู่ 1 ชั่วโมงกว่าจะพ้นแยกเลี้ยวเข้าเพชรบุรีได้ โชคดีที่หลังจากนั้นรถไม่ติด เกือบตาย
     สองวันสุดท้ายขอแหกกฎหน่อยเถอะ ตรงรางรถไฟนั่นแหละ มีหลายคันกลับรถตรงนั้น เอาก็เอาวะ
     วันที่ปวดฉี่น่ะ ได้แต่นั่งคิดว่ามันใช่เรื่องมั้ยนั่น สถานีก็อยู่ตรงนี้ แต่ต้องไปกลับรถไกลๆ เพื่อจะต้องมาออกถนนเส้นเดิมแล้วเลี้ยวเข้าสถานีน่ะ ตอนทำสถานีทำไมไม่วางแผนให้คนเข้าไปได้ง่ายๆ กว่านี้สักหน่อย เราต้องมานั่งรถติดมองสถานีตาปริบๆ เปลืองทั้งเวลาและน้ำมัน


งานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้โดยต้องขอขอบคุณน้ำใจของหลายท่าน ทั้งพี่สาว+พี่เขยที่อุตสาห์ขนโต๊ะพับมาให้ยืมถึงที่ เพราะเราไม่มีรถใหญ่ไปขน พี่มนแห่งแสงดาว ที่ให้ยืมโต๊ะทั้งหมด 3 ตัว และอาหารกลางวันจากหลานสาว และอีกหลายๆ คนที่ไม่ได้เอ่ยถึง (อิอิ เหมือนไปพูดรับรางวัลออสการ์บนเวทีเลย)



วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Handmade Notebook : เตรียมเวิร์คชอป งานหนังสือวันแม่

พอได้รู้ว่าจะได้บูธขายหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ของสำนักพิมพ์เต่าตัวโต ก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ เป็นครั้งแรกที่จะออกบูธเป็นของตัวเอง พอรู้ว่าได้พื้นที่มา 3x3 เมตร เอ่อ... แล้วจะเอาอะไรไปวางให้เต็มดีล่ะ มีหนังสือแค่ 2 เล่มเอง สมุดทำมือก็มีแค่หยิบมือ แล้วก็นั่งคิดปั่นป่วนสมอง เพราะต้องเตรียมของทั้งโต๊ะทั้งผ้าคลุมทั้งป้ายและอื่นๆ อีกมากมาย


ต่อมารู้ว่าต้องทำเวิร์กชอปสมุดทำมือด้วยนะ ...แทบช็อค (หนึ่งคือ)ฉันเป็นคนไม่ถนัดเอาเลยเรื่องการสื่อสารตัวต่อตัว ประมาณว่าเป็นพวกประสาทช้า เคยไปสอนพี่สาวทำสมุด ยังไม่รู้จะพูดสื่อสารยังไงเลย แล้วนี่จะต้องไปสอนคนอื่น จะทำได้มั้ยเนี่ย (สองคือ)นอกจากต้องเตรียมของจัดบูธ ก็ยังต้องเตรียมของทำเวิร์กชอป ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน

ตาแตกเลยฉัน o_O'

ช่วงนี้เลยสมองหมุนติ้ว ทำโน่นนี่นั่นมานั่นโน่นนี่ ซื้อของกันเป็นว่าเล่น เดินทางไปนั่นมานี่ สะพายเป้ไปด้วยเพราะต้องแบกของกลับ บางทีกลับบ้านก็พบว่าลืมนั่นนี่โน่น โอย...ชีวิตตอนแก่นี่ทำไมมันแย่จังฟระ ขออัพเกรดได้มั้ยเนี่ย เป็น CPU ตัวใหม่ล่าสุด เสียบ RAM เพิ่ม เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์พร้อมถ่ายโอนข้อมูลไปตัวใหม่ อ้อ... เปลี่ยนเคสได้ก็ดีนะ ขอเคสสวยๆ แจ่มๆ หน่อย 55555

ตกเย็นกลับมาก็มาเตรียมของ เตรียมเย็บสมุดเพิ่ม สารพัดจะวุ่นวาย



เมื่อวานซื้อของชุดเกือบสุดท้าย เป็นเชือกที่ร้านประจำ เราน่ะไปก็ซื้อประจำแต่คนที่ร้านเขาไม่รู้จักเราหรอก เพราะไม่เคยซื้อครั้งละเยอะๆ เมื่อวานไปกะจะซื้อเยอะหน่อยมาทำเวิร์กชอป ไปด้วยเสื้อยืดกางเกงยืน รองเท้าหุ้มส้น สะพายเป้ (ใบเก่ง) ไปยืนมองๆ แล้วถามว่า "ซื้อเยอะลดมั้ยคะ"

คนขายชี้ไปที่เชือกม้วนเล็ก "small small 60 baht"
ชี้ไปที่ม้วนกลางและใหญ่ตามลำดับ "medium... baht, big ...baht"
ตอนแรกฟังไม่ออก ถามอีกครั้งว่า "ยังไงนะคะ"
เขาก็ยังมี small medium big พลางชี้ไปที่เชือกแต่ละกอง

อ่อ...ฟังออกละตรู ง่า... นึกไม่ออกเลยว่าจะพูดไร ตอนหลังถามเขาไปเรื่อยเรื่องสี เรื่องเชือก โน่นนี่นั่น ให้เป็นภาษาไทยชัดๆ สักพักเขาก็เริ่มกลับมาสื่อสารภาษาไทยกะเรา เฮ้อ... หน้าเราเหมือนต่างชาติขนาดนั้นเชียวเหรอเนี่ย -_-'



ซื้อมาเยอะมากเลยนะเนี่ย ตั้ง 7 ม้วนแน่ะ เยอะสุดเท่าที่เคยซื้อเลย 55555
(ปกติไปครั้งละ 1-3 ม้วน ซื้อครั้งเดียวหลายม้วนแล้วใจแป้ว เสียดายตังค์อ่ะค่ะ ไม่น่าเชื่อเน้อว่าจะเป็นคนทำหนังสือสอนทำสมุดทำมือ)


ใครว่างมากันได้นะคะ มีเปิดสอนตลอด มีเครื่องมือต่างๆ ขายด้วยค่ะ ไม่ซื้อก็มาดูได้ หรือจะหอบหิ้วสมุดมาสอบถามวิธีทำก็ได้นะคะ (หวังว่าจะตอบได้)



สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ


วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Handmade Notebook : สมุดหลากสีสัน

กระดาษพิมพ์คอมพิวเตอร์สมัยก่อนที่มีหนามเตยปรุด้านข้าง 
ใช้ไม่หมดเขาก็เลิกใช้กันซะก่อน ตอนนี้เลยนอนกองในบ้าน 
เป็นอีกสิ่งที่ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี เลยเอามาทำสมุดดีกว่าเน้อ
 อิอิ ก็เลยมาแนะนำวิธีทำไปพร้อมๆ กันเลยนะคะ


มาดูที่อุปกรณ์กันก่อน 
เพื่อสร้างสีสันก็เลยหากระดาษสีมาพับซ้อนไว้ด้านนอกของกระดาษแต่ละยก
เนื่องจากกระดาษคอมฯ มีขนาดกว้างกว่า 
ก็เลยจะเห็นกระดาษเหลื่อมออกไปนิด ทำให้สวยไปอีกแบบ 

อุปกรณ์อื่นๆ ก็คือแถบเชือก (เขาเรียกว่าไรไม่รู้) หรือริบบิ้นก็ได้ 
ตอนทำมีทั้งแถบเชือกกับผ้าลูกไม้ / เชือกคอตตอนสีเดียวกับกระดาษสี / 
เข็ม / กาว / กระดาษแข็งทำปก ใช้กระดาษเปลือยๆ 
นี่แหละไม่ต้องหุ้มลาย (หรือถ้าชอบก็หุ้มลายอื่นก่อนก็ได้นะคะ



เย็บสันด้านข้างเหมือนกับวิธี "สมุดเย็บบนริบบิ้น" ของ โครงการ 2 หน้า 27 ค่ะ



เย็บเสร็จแล้ว มีทั้งหมด 3 สี



ตรงปกขนาดไม่พอดีเป๊ะกับขนาดสมุด แต่เล็กกว่านิดหน่อย เพื่อโชว์ขอบสันปก แต่เพราะกระดาษสีมีขนาดความกว้างเล็กกว่าสมุด การจะติดปกก็เลยต้องขีดเส้นเพื่อกันส่วนที่ไม่ต้องทากาว 

(งงมั้ยเนี่ย พูดเองยังงงเองเลยค่ะ)



 
เอากระดาษปิดขอบตรงเส้นที่ขีดไว้แล้วทากาว




เอากระดาษหน้าแรกปิดไปตรงตำแหน่งที่ทากาว



ขอบสีน้ำตาลจะเลยออกมาจากกระดาษสีแบบนี้ค่ะ ทำเหมือนกันทั้งปกหน้าปกหลัง



เชือกที่เหลืออยู่ก็ตัดให้เสมอกัน ทากาว แล้วแปะติดกับปก




ก็จะได้สมุดแบบนี้แล


สำหรับผู้สนใจการทำสมุด หาซื้อหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ได้ตามร้านหนังสือ เช่นนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคูนิยะ  หรือที่เว็บของสำนักพิมพ์ www.tortaobooks.com ซึ่งจะจำหน่ายในราคาพิเศษค่ะ