วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : เริ่มต้นการเดิน 1 กิโลเมตร

ถ้าไม่มีความจำเป็นบังคับ ฉันคงไม่ได้ออกกำลังกาย คงผลัดผ่อนไปเรื่อยๆ แต่ ณ วันนี้เพื่อแก้อาการปวดเข่าข้างซ้าย ฉันจำเป็นต้องออกเดินวนภายในหมู่บ้านเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร และพยายามเดินให้ได้ทุกวัน

เข่าฉันจู่ๆ ก็เริ่มปวดขึ้นมาในวันหนึ่งตอนที่ฉันนั่งพับเข่าข้างซ้ายข้างเดียวกับพื้นแล้วนั่งคุดคู้อ่านปรู๊ฟหนังสือเล่มสองของฉัน ช่วงระยะเวลาไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมง เมื่อลุกขึ้นก็ปวดแปลบ และปวดเรื่อยมาทุกครั้งที่ฉันนั่งขัดสมาธิ อาการปวดยืดเยื้อมาเป็นเดือน

เคยซื้อผ้ายืดรัดเข่ามาใช้ นอกจากไม่หายแล้วยังดูจะปวดหนักขึ้นกว่าเดิม บางครั้งอาการก็แย่ถึงขนาดต้องเดินกระเพลก ยิ่งถ้านั่งนานๆ แล้วลุกเดิน มันช่างปวดจี๊ดเลยทีเดียว ฉันไม่อยากไปหาหมอ ด้วยไม่ค่อยศรัทธากับการรักษาสักเท่าไรนัก ไม่เคยมีโรคไหนหายขาดจากฉันด้วยการรักษาแผนปัจจุบันสักที

ด้วยเหตุที่ปวดเข่าฉันยิ่งไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวหากไม่จำเป็น แต่วันนั้นฉันจำเป็นต้องออกไปเดินเรื่องงาน มันก็ลำบากอยู่เหมือนกัน เดินสักพักก็เริ่มล้า ปวดทั้งเข่าล้าทั้งร่างกาย เพราะเหมือนฉันต้องใช้พลังงานมากมายไปกับการลากขา

ฉันเดินแบบนี้ราว 2-3 วัน (ไม่ต่อเนื่องกันแต่ภายในสัปดาห์เดียวกัน) แทนที่เข่าจะปวดมากขึ้นในวันรุ่งขึ้น เข่ากลับดีขึ้น ดังนั้นฉันจึงต้องออกเดินในหมู่บ้านเพื่อว่าจะได้หายปวดเข่า

การออกเดินในหมู่บ้านเป็นสิ่งที่ฉันคิดไว้มานานแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้ลงมือทำเสียที เหตุผลหนึ่งคือฉันไม่กล้าไปเดิน กลัวสายตาคน กลัวหมาไล่ฟัด ฉันจึงใส่หน้าหนาๆ ลงไปและหาขนมหมาคิดตัวไปเผื่อจำเป็น

เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไร คนก็ไม่ค่อยจะสนใจฉันกันนัก แทบไม่ค่อยเจอผู้คนนัก หมาก็เจอนิดหน่อย มีสามตัวที่เป็นมิตรดี นอกนั้นก็มีเห่าและวิ่งหนี

ช่วงแรกยังไม่หักโหมนัก ฉันเลือกจะเดินรอบเดียวไปยังสวนสาธารณะในหมู่บ้านแล้วกลับ ซึ่งรวมระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร

งานนี้มีตัวช่วยในการวัดระยะทาง คือแอพ Endomondo บน Android ไม่ได้เอามาเป็นตัวช่วยอะไรมากมายหรอก แค่อยากรู้ว่าระยะทางการเดินของฉันแค่ไหน และตอนนี้ใช้ฉันมันเก็บข้อมูลการเดินรายวันไว้ด้วย

เคยลองติดตั้งไว้ 2-3 โปรแกรม แต่ตัวนี้ดีสุดตรงที่ไม่ต้องต่อเน็ตเพื่อล็อคอินก่อนใช้ แค่เปิด GPS ก็ออกเดินได้เลย

  
 

ภาพบนหน้าจอมือถือ


ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์


วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดูหนัง : หัวใจแทบสลายเพราะ Red Dog

คิดผิดเอามากๆ ที่ดูเรื่อง Red Dog เอาในวันที่หดหู่ เพราะมันทำให้จิตใจฉันแทบสลาย แม้ว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปอย่างเบาๆ ในแนวเหนือจริงเล็กๆ เนื่องจากเรื่องของเจ้าหมาเรดด๊อกนั้นส่วนหนึ่งเป็นเหมือนตำนาน เป็นเรื่องเล่า ดังนั้นจึงมีเรื่องที่เป็นเหมือน "เขาเล่าว่า" ที่หาหลักฐานมาอ้างอิงไม่ได้ เหมาะเจาะกับการแทรกเรื่องโม้ๆ เข้าไปในชีวิตของเจ้าเรดได้


Red dog เป็นหมาที่มีอยู่จริง และเป็นเหมือนตำนานของออสเตรเลีย เรื่องราวของเรดปรากฏอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ในเมืองพิบาล่า ทางตะวันตกของออสเตรเลีย ในตำนานว่าไว้ว่ามันเป็นหมาเดินทางที่มีคนพบเห็นทั่วแถบตะวันตกของออสเตรเลีย มันเคยมีเจ้านาย 2 คน และเมื่อเจ้านายคนที่สองเสียชีวิต มันก็ออกเดินทางไปทั่วจนเกิดเป็นตำนานของเรดด๊อก

ปัจจุบันก็ยังคงมีรูปปั้นของเจ้าเรดให้เห็นอยู่ สาเหตุที่มันชื่อเรดด๊อกก็เพราะว่าขนของมันเป็นสีแดงจากฝุ่นในพื้นที่แถบนั้น



มีนักเขียนหลายคนนำเรื่องราวของมันไปร้อยเรียงเป็นเรื่องราวในหนังสือ โดยฉบับของ Louis de Bernières เป็นฉบับที่นำเอามาทำเป็นหนังเรื่องนี้

เรื่องเล่าว่าเจ้าเรดมาอยู่ในกลุ่มของคนงานเหมืองที่อพยพมาจากต่างที่ต่างถิ่น  มันจะรับฟังคำพร่ำรำพันของคนงานเหล่านี้เพื่อแลกกับอาหาร (ในหนังดูเหมือนประเภทหลอกแดกน่ะเอง) แต่มันก็ไม่ยอมรับใครให้มาเป็นนายของมันสักคน ยกเว้น จอห์นนี่ บอย



เขาเป็นชาวอเมริกันที่มาเป็นคนขับรถบัสโดยสาร เป็นคนแรกที่ปฏิเสธเจ้าเรด และเจ้าเรดก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะใจเขา และได้เขาเป็นเจ้านายในที่สุด นั่นคือคนๆ เดียวที่มันยอมให้ และเป็นคนที่มันรักและซื่อสัตย์จนวันตาย






ต่อจากนี้เป็นสปอยล์นะคะ






















ตอนที่เวลาของหนังยังไม่ถึง 60 นาที หนังก็ทำให้จอห์นนี่ บอยเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แล้วเจ้าเรดก็นั่งคอยเจ้านายกับที่ที่เขาสั่งให้มันนั่งคอยอยู่นาน 2-3 สัปดาห์ แล้วออกตามหาเขาไปทั่วอีกหลายปี ช่วงนี้เองที่ฉันร้องไห้แทบขาดใจ ด้วยมันโดนจังๆ กับประสบการณ์การตายของแมวที่บ้าน เมื่อตัวหนึ่งตาย อีกตัวหนึ่งก็ออกตามหา


ตัวหนังไม่ได้เศร้ามากมายขนาดนั้น ช่วงหลังๆ ก็ไม่ได้เคร่งเครียดอะไร เนื้อหาออกจะเบาๆ ตามแนวของตำนานเสียด้วยซ้ำ แต่ฉันก็หยุดร้องไห้ไม่ได้อีกเลยนับจากนั้น

ดูหนัง : Larry Crowne ไม่มีใครแก่เกินเรียน

เนื้อหาหลักของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ส่วนตัวอย่างจัง ไม่หรอกฉันไม่ได้เริ่มเข้าเรียนมหาลัยตอนแก่ (ให้เรียนคงเอาตัวไม่รอด ขี้เกียจปานนั้น) หากแต่เป็นสามีฉันเองตะหากล่ะ เขาเข้ามหาลัยอายุก็ใกล้เคียงกับแลรี่ในเรื่อง เข้าไปเป็นผู้อาวุโสของห้อง มีเด็กๆ ชอบกันหลายคน แถมได้คะแนนในหลายวิชาแซงหน้าเด็กๆ ไปอีกด้วย

แลรี่ (ทอม แฮงค์) ในเรื่องนี้ตกงานในช่วงวัยกลางคน ด้วยข้ออ้างว่าเขาเรียนไม่จบปริญญา ทั้งที่เขาได้ตำแหน่งพนักงานดีเด่นมา 9 ครั้ง นี่คือเหตุผลให้เขาเริ่มต้นลงเรียนในมหาลัยและเริ่มหันมาใช้สกู๊ตเตอร์เนื่องจากมันประหยัดน้ำมันมากกว่า ด้วยองค์ประกอบทั้งสองอย่าง ดึงดูดเขาให้พบกับทาเลีย สาวน้อยในแก๊งค์สกู๊ตเตอร์ ที่มาทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพให้เขา จากตาลุงเชยๆ เป็นชายหนุ่มมาดเท่



เขาได้พบกับอาจารย์สอนการพูด คือเมอร์ซี่ ไทโน่ (น่าจะอ่านถูกนะ ฮ่า ในเรื่องเจ้าตัวก็ต้องอ่านชื่อให้นักเรียนฟังเพราะตัวสะกดพาลให้เข้าใจผิดตลอด) นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ต ที่ก็เกิดวิกฤติในชีวิตส่วนตัวด้วยเช่นกัน

แม้จะเบื่อการสอน แต่ดูเหมือนนักเรียนในชั้นเรียนของเธอจะตั้งใจเรียนกันดี และตลกอีกด้วย โดยเฉพาะเจ้าหนุ่มที่ชอบพูดโพล่งอะไรออกมาแบบไม่ค่อยคิด (จำชื่อไม่ได้แล้ว)

และอย่างที่น่าจะเดาออก แลรี่ก็เกิดปิ๊งกับเมอร์ซี่ ซึ่งฉันก็ออกจะตะหงิดๆ อยู่ตรงที่ว่าไม่เห็นมีช่วงไหนเลยที่ทำให้สองคนนี้น่าจะเริ่มชอบกันได้ แต่ก็เอาน่ะ หนังเขากำหนดมางี้นิ ไม่ได้ทำให้เรื่องโดยรวมเสียหายไปนัก


ตัวละครหลายตัวก็ตลก เช่น อาจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์ก็ตลกฝืดได้ตลกดี อธิการบดีที่ใส่ใจกับการจูงใจนักเรียนให้เข้าเรียนวิชาที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ เพื่อนร่วมห้องหลายคนของแลรี่ที่มีความเพี้ยนแตกต่างกันไป



สรุปว่าตอนต้นเรื่องฮากันตลอด ตอนท้ายก็เริ่มฮาน้อยลง แต่ก็ยังคงความสนุกไว้ได้เหมือนเดิมจนจบ เรื่องนี้ชอบมากก็คือสาวน้อยทาเลียที่นำแสดงโดย Gugu Mbatha-Raw (ขอไม่แปลล่ะ ดูท่าจะอ่านนามสกุลไม่ออก) ทำให้เรื่องนี้มีสีสันเยอะเลย

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Salmon Fishing in the Yemen

หนังทุกเรื่องที่ฉันเลือกมาดู ฉันมักเลือกจากหนังตัวอย่างที่เปิดดูจาก YouTube เพราะฉันแทบไม่ได้ติดตามข่าวสารบันเทิงมานานแล้ว บางเรื่องหนังตัวอย่างสนุกเร้าใจถึงขั้นบู๊แหลก แต่พอมาดูจริงถึงกับหาวแล้วหาวอีกก็ยังไม่จบเรื่องซะที ตอนนี้ปุ่ม FFW ก็มีประโยชน์ขึ้นมาทันที อยากรู้ตอนจบก่อนที่จะหลับ

สำหรับหนังตัวอย่างของ Salmon Fishing in the Yeman ดูแล้วน่าสนุกใช้ได้ น่าจะแทรกอารมณ์ขันให้ได้เพลิดเพลิน



เมื่อได้หนังมาแล้ว ก็ยังไม่ได้หยิบมาดูในทันที จนถึงวันที่จิตใจอยากหาเรื่องราวมาเป็นกำลังส่งให้เดินหน้าต่อไป

แกนหลักของหนังน่าจะเป็นประโยคสั้นๆ ว่า dream the impossible dream เรื่องราวเริ่มต้นที่หญิงสาวนามแฮเรียต (เอมิลี่ บลันต์) ที่ทำงานเป็นเหมือนผู้ประสานงานทั่วไปให้กับชีคโมฮัมเหม็ดในประเทศอังกฤษ ได้ส่งอีเมล์ไปขอให้ดร.โจนส์ (ยวน แมคเกรเกอร์) ทำโครงการตกปลาแซลมอนในประเทศเยเมน ซึ่งก็คือการนำปลาไปเพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำที่เยเมนนั่นเอง



ดร.โจนส์ทำงานในฐานะนักวิชาการให้กับรัฐบาล เขาก็คงเหมือนกับข้าราชการหลายคนที่ทำงานแบบขอไปทีและชอบงานสบายๆ พอเจอคำขอให้ทำสิ่งที่ดูจะเหลือเชื่อ สิ่งที่เขาทำก็คือหาข้ออ้างโน่นนี่นั่นเพื่อทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าโครงการนี้เป็นไปไม่ได้ เพ้อเจ้อ และเขาจะไม่ยอมทำอย่างแน่นอน แต่เมื่อโดนบีบจากผู้ใหญ่ในรัฐบาล แพตทริเซีย แมกซ์เวลล์ (คริสติน สก๊อต โธมัส) เขาก็ต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้

เขาได้พบกับชีคโมฮัมเหม็ดที่ดูจากในหนัง ถือว่าเป็นผู้ปกครองประเทศในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว แม้จะใช้เงินจำนวนมากในการเสวยสุข แต่ท่านก็ลงมือทำงานอย่างจริงจังเพื่อสร้างประเทศให้ก้าวหน้าและให้ประชาชนมีชีวิตที่อยู่ดีกินดี การสนทนาด้วยเหตุผลกับชีค ทำให้ดร.โจนส์เริ่มเอนเอียงเข้าหาโครงการนี้ และองค์ประกอบหลักที่ทำให้เขาทำอย่างเต็มตัวก็คือแฮเรียตนั่นเอง

นอกจากนั้นชีวิตผาดโผนที่เขากำลังทำอยู่นั้นทำให้เขาเริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าชีวิตเดิมๆ ที่เคยเป็นมา



ดูแล้วสนุกขำขันไปกับเนื้อเรื่องที่จิกกัดคนของรัฐบาลได้อย่างน่าเอ็นดู รวมทั้งลุ้นไปกับโครงการว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ลองไปชมกันได้นะคะ


ทิ้งท้าย

ตอนเข้าไปหารูปภาพสำหรับมาประกอบบทความก็ได้พบว่า เรื่อง Salmon Fishing in the Yemen จริงๆ แล้วเป็นหนังสือมาก่อน เขียนโดย Paul Torday ได้ลองอ่านรีวิวหนังสือที่ http://www.viewfromheremagazine.com/2007/11/mike-recommends-salmon-fishing-in-yemen_20.html 

ชักอยากอ่านหนังสือขึ้นมาแล้วสิ ที่เว็บนี่ยังมีลิงค์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเรื่องนี้ ลองเข้าไปดูได้นะคะ






เรียนภาษาอังกฤษ : เรียนครั้งที่ 9 กับอาจารย์คนที่ 3

ครั้งก่อนพูดถึงการเรียนครั้งแรก แล้วก็ไม่ได้เขียนยาวมาจนถึงวันนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่า อาจารย์คนแรกเป็นหนุ่มชาวแคนาดา สอนฉันไปได้ 2 วัน ก็ลาออกเพื่อไปทำงานอื่น

ก่อนเรียนวันที่ 3 ทางโรงเรียนก็โทรมาคุยเพื่อเลื่อนเวลาเรียน จากช่วงเช้าไปช่วงบ่าย พอเข้าไปโรงเรียนก็ได้เจอกับอาจารย์คนใหม่ เป็นหญิงชาวอัฟริกาใต้ ผิวดำ สำเนียงช่างแตกต่างจากภาษาอังกฤษใดๆ ที่ฉันเคยได้ยินมา บางครั้งคำง่ายๆ ฉันก็ฟังไม่ออกซะงั้น อย่าง "ค้าท" นั่นหรือคือ cat  ก็คิดนะว่าถ้าคนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษแล้วเขามาเริ่มต้นเรียนรู้ภาษาแบบนี้ เขาจะติดสำเนียงนั้นไปตั้งแต่ต้น เกิดเป็นปัญหาหรือเปล่า อย่างฉันไม่ค่อยเท่าไร เพราะพื้นก็มีอยู่ แค่ปรับ "ฟัง" นิดหน่อยเท่านั้น

แม้จะติดเรื่องสำเนียง แต่วันแรกๆ ก็ดูจะคุยสนุกดีนะ เรื่องเริ่มจะไม่ค่อยเข้าท่าก็ตรงที่มีอยู่วันหนึ่งสอนๆ อยู่พี่แกก็เอ่ยปากว่ามีปัญหาเรื่องเงินแล้วจะขอยืมเงินฉัน ฉันก็อึ้งล่ะสิ ใช้วิธีโยนกลองให้สามี บอกว่าต้องขอสามีก่อน แกก็เลยถอยทัพ และย้ำว่าอย่าไปบอกเจ้าของโรงเรียนล่ะ หลังจากวันนั้นพี่แกก็เริ่มมีท่าทีไม่ค่อยอยากสอนเราสักเท่าไร ความกระตือรือล้นหาย สอนแบบน่าเบื่อๆ แถมยังมีกดดูโทรศัพท์ตลอดเวลา 

พอผ่านไปสักพักฉันเริ่มอยากจะถอยซะเอง แต่ที่ยังฮึดอยู่ก็เพราะว่าเสียดายตังค์น่ะนะ

มีวันหนึ่งโชคดีเจอเจ้าของโรงเรียน เขาก็ถามว่ามีปัญหาอะไรมั้ย ฉันก็บอกไปว่า ฉันฟังสำเนียงของครูไม่ออก เพราะไม่คุ้นเคย นอกนั้นก็ดี ไม่มีปัญหา เขาเลยบอกว่าขออีกสักระยะจะเปลี่ยนอาจารย์ให้ แล้วจากนั้น...

ฉันก็ได้รับโทรศัพท์เลื่อนการเรียนครั้งถัดมา โดยไม่บอกเหตุผล ฉันเองก็กำลังติดงาน ก็เลยถือเป็นโอกาสอันดี และมีเหตุให้เลื่อนไปอีก 2 ครั้งถัดมา จนวันนี้ก็ได้ไปเรียนในที่สุด และได้รู้ว่าครูสาวผิวดำของฉันไม่ใช่ลาออก แต่หายไปเฉยๆ ซะงั้น ท่าทางเจ้าหน้าที่โรงเรียนก็เซ็งๆ อยู่

การเปลี่ยนแปลงรอบนี้ไม่เพียงอาจารย์คนใหม่ (คนที่สาม) แต่ยังเป็นสภาพแวดล้อมในการเรียนอีกด้วย

ครั้งนี้จากคอร์สส่วนตัวฉันก็ได้เพื่อนเรียน เป็นผู้หญิงวัยน่าจะราวยี่สิบต้นๆ สองคนกับเด็กม 5 หนึ่งคน ได้เรียนกับอาจารย์ชายซึ่งน่าจะมาจากอังกฤษ เพราะเขาสอนสำเนียงอังกฤษ ที่ตัวสะกด th ให้ออกเสียง f ง่ะ เซ็งอีกแว้วกรู

เพื่อนเรียนก็น่ารักดี บางเรื่องก็ตลกดี อย่างคำว่า collage น้องเขาอ่านไม่ออก พยายามออกเสียงไปมาจนกลายเป็น "คลอเร็ต" แทบหลุดหัวเราะออกมาเลย ฉันเลยต้องช่วยเป็นล่ามจำเป็นให้ ส่วนน้องม 5 ก็จะเรียกฉันพี่ก็ไม่กล้า จะเรียกน้าก็ไม่แน่ใจ กล้าๆ กลัวๆ เรียกแทนตัวฉันว่า "น้า" แผ่วๆ ฉันเองก็ไม่รู้จะให้น้องเขาเรียกฉันยังไงไม่รู้เหมือนกัน ขอคิดสักหลายคืนละกัน

พื้นฐานด้านภาษาของฉันกับเด็กอีก 3 คนต่างกันลิบเลย ก็แหงน้อ ฉันเรียนจบมหาลัยมาด้วยเอกภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าไปเทียบกับเพื่อนเก่า ภาษาของฉันห่วยที่สุด (เพราะเพื่อนๆ มันได้ทำงานกับบริษัทฝรั่งทั้งนั้น บางคนก็ได้ไปเรียนต่างประเทศ) แต่เมื่อเทียบกับน้องๆ กลุ่มนี้ ฉันก็ถือว่ามีพื้นด้านภาษาดีกว่า 

ได้แต่หวังว่าจะฝึกพูดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพูดได้เขียนออก (เฮ้ย ...) ที่แน่ๆ คือวันเรียนของฉันไม่ตรงกับอีก 3 คน น้องๆ เขาเรียนกันอังคารถึงศุกร์ สี่วันรวด ส่วนฉันเรียนพุธกับศุกร์ แต่ก็คงต่อกันติดแหละ อ่ะนะ 

จะได้เปลี่ยนอาจารย์คนที่ 4 หรือเปล่านะเนี่ย สงสัยจัง 


วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Total Recall (2012)

"มันจบอย่างนี้จริงๆ เหรอ" นั่งเอ๋อไปสักพักหลังจากหนังเรื่องนี้จบลง

Total Recall เวอร์ชั่นนี้นำแสดงโดยคอลิน ฟาร์เรลล์ เป็นการทำเอาหนังเก่ามาสร้างใหม่ โดยเวอร์ชั่นเก่าผู้แสดงก็คืออาร์โน ชวาเซเนเกอร์นั่นเอง



ขอบอกว่าจำไม่ได้แล้วว่าเวอร์ชั่นของอาร์นี่เนื้อเรื่องเป็นเช่นไร ...เป็นพวกความจำในรายละเอียดสั้น จำได้แต่เค้าโครงเรื่องภายนอก เหมาะสำหรับหนังสือจำพวกสืบสวนสอบสวนที่ลึกลับซ่อนเงื่อน เนื่องจากอ่านซ้ำอีกรอบก็ยังจำไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องมีว่าอย่างไร นั่นคือยังสนุกกับการนั่งเดาฆาตกรอยู่ได้เสมอน่ะเอง

นั่งดู Total Recall เวอร์ชั่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบมันกับหนังหลายเรื่อง เหมือนเป็นการรวมหนัง Metrix กับ (เจสัน) Bourn เข้าด้วยกัน พอดูจบก็ขอรวม Vanilla Sky เข้าไว้อีกเรื่องหนึ่ง เป็นอันครบถ้วน (คงจะไม่เป็นการ Spoiled มากเกินไปนะ)



เนื้อเรื่องไม่ค่อยซับซ้อนนัก ติดตามได้ง่าย ฉากบู๊รวดเร็วฉับไว้ในหนังก็กลายเป็นพิมพ์นิยมของฮอลีวู๊ดไปแล้ว และฉากที่ขาดไม่ได้ในหนังบู๊ก็คือฉากขับรถไล่กันบนถนน และเป็นการขับบนถนนแนวไซไฟเต็มที่ ถนนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแผ่นปริ้นอิเล็กทรอนิคส์ (รู้จักดีเพราะเห็นพี่ชายเล่นตั้งแต่ยังเด็ก โตขึ้นสามีก็เป็นช่างเทคนิคอีกตะหาก)

ดังนั้นจึงถือว่าหนังเรื่องนี้เป็นการดูเพื่อความเพลิดเพลินก็แล้วกัน


วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Looper เรื่องของกรรม

โดยส่วนตัวไม่เชื่อในเรื่องของการล้างกรรม ไม่เชื่อเรื่องอภินิหาร แต่เชื่อว่า "กรรม" หมายถึงการกระทำ เราจะเป็นอย่างไรในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบัน

อนาคตยังไม่เกิด มีเพียงปัจจุบันที่จะก่อร่างชีวิตของเรา

เรื่องราวของคำทำนายอนาคต การแก้ไขอนาคต เป็นสิ่งที่เห็นกันมากมาย ในเรื่องเล่าหรือหนังหลายเรื่องสิ่งต่างๆ กลับถูกกำหนดไว้ คำทำนายอนาคตเป็นเสมือนสิ่งที่จะกระตุ้นให้คนสักคนกระทำสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ตามที่ทำนายไว้ ในระดับมหากาพย์ก็คือรามเกียรติ์ที่มีคำทำนายว่าทศกัณฑ์จะเสียชีวิตโดยมีสาเหตุจากลูกของตนเอง เขาจึงนำลูกไปทิ้ง และด้วยเหตุนั้น นางสีดาจึงกลับมาเป็นสาเหตุให้ทศกัณฑ์เสียชีวิตจริงๆ

ในขณะเดียวกันนั้นก็มีอีกแนวคิดที่ว่าการเข้าไปเปลี่ยนแปลงอดีตนั้นจะส่งผลกับชีวิตในอนาคตนั้นต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย นั่นคือแนวคิดในเรื่อง Looper แนวคิดแบบนี้ก็ยังมีให้เห็นในอีกหลายเรื่อง เช่น  Back to the Future

คำว่า Looper ในหนังเรื่องนี้หมายถึงมือสังหารที่ได้รับค่าจ้างในการสังหารคนที่ถูกส่งมาจากอนาคต ภายในช่วงเวลาแวบเดียว คนในอนาคตจะถูกส่งมาตรงจุดเป๊ะ เวลาเป๊ะ เขาก็แค่ยิงปืนออกไป และกำจัดศพของคนเหล่านี้ แค่นี้ก็จะได้ค่าจ้างเป็นแท่งเงินที่ผูกติดตัวคนจากอนาคต

มีบางครั้งที่อนาคตจะส่งตัวเองในอนาคตมาให้มือสังหารในอดีตประหาร เมื่อนั้นวันตายในอนาคตของเขาก็จะถูกกำหนด พร้อมได้รับแท่งทองสำหรับการเกษียณจากการทำงานนั้นได้ทันที แต่ถ้าคนในอนาคตนั้นหลุดรอดไปได้ พวกเขาก็มีวิธีการจัดการที่โหดเหี้ยมเช่นกัน




จากนี้ไปจะมี Spoiled ใครที่ยังไม่ดู โปรดอย่าอ่านเชียว














ถ้าจะอ่าน Spoiled ให้ป้ายแถบนะจ๊ะ


ภาระกิจหลักของ Joe ที่มาจากอนาคต (แสดงโดยบรู๊ซ วิลลิส) ก็คือหนีการตามล่าจาก Joe คนหนุ่ม (โจเซฟ กอดอน-เลวิตต์) แล้วพยายามเปลี่ยนแปลงอดีต โดยการตามล่าคนที่ส่งตัวเขามาตาย เพื่อที่เขาจะได้ย้อนกลับไปหาภรรยาที่เขารักเช่นเดิม 

คนที่เขามาตามล่าเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่มีพลังจิตสูง เด็กที่อนาคตจะกลายเป็นคนที่ชั่วร้ายและทรงพลัง (สองอย่างนี่มารวมกันแล้วน่ากลัวจริงๆ) แต่ก็อย่างที่ฉันเดาได้ เด็กที่ในอดีตยังไม่เลือกที่จะเป็นคนชั่วหรือคนดี การตามล่าที่โจอนาคตทำนั้นส่งผลให้เขาต้องกลายเป็นคนชั่วไปในที่สุด





สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากในหนังก็คือ โจหนุ่ม กับโจแก่นั้นมีมุมมองของชีวิตที่ต่างกันออกไป ในช่วงเวลาที่ห่างกัน 30 ปี ได้ทำให้คนๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงความคิดได้มากมายทีเดียว 

อดไม่ได้ที่ฉันจะสงสัยว่า ที่ผ่านมาฉันเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากมายขนาดไหนกัน ดีขึ้นหรือเลวลง ฉันคงไม่อาจบอกได้ เพราะเรามักหลงลืมอดีตกันอย่างง่ายดายอยู่แล้ว 

ร้านอาหาร : โชคชัยแหนมเนือง สาขาลำลูกกาคลอง 3

ชื่อสาขาเป็นทางการก็คือ สาขา 2 แต่เนื่องจากมาเปิดบนถนนหลักลำลูกกา ก็เลยเรียกว่าสาขาลำลูกกาคลอง 3 สำหรับผู้ที่คุ้นเคยละแวกนี้ก็จะหาไม่ยาก อยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านเปรมฤทัยฟ้าหลวง ใกล้ๆ กับหมู่บ้านคัทลียานั่นเอง



สาขาแรกที่เห็นก็อยู่ตรงเส้นเสมาฟ้าคราม (หรือลำลูกกาคลอง 2) ที่ออกจะไกลบ้านฉันไปสักนิด ก็เลยดีใจอยู่บ้างที่ได้มี "อย่างอื่น" ให้ได้กินบ้าง นอกเหนือจากอาหารพื้นฐาน พวกข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ส้มตำ ฯลฯ

ตามป้ายของร้าน นอกจากอาหารเวียดนามแล้ว เขาก็ยังขายอาหารจีน ไทย อีสาน อีกด้วย ครบครัน แต่สำหรับฉันขอลองลิ้มอาหารเวียดนามละกันนะ

สองจานแรกฉันกับป๋าไปกินที่ร้าน ใช้เวลารอไม่นานก็ได้กิน แม้ว่าวันนั้นคนจะเข้าร้านมากพอสมควรก็ตาม (ผิดกับสองร้านแรกที่เคยเปิดตรงอาคารหลังนี้ แต่ละร้านกว่าจะเสิร์ฟอาหารได้ก็นานจนเราชักไม่แน่ใจว่าลืมหรือเปล่าเลยเถิดไปถึงไม่กล้ามากินอีกเลย และร้านก็อยู่ได้ไม่นานเสียด้วย)

เราสั่งก๋วยจั๊บเวียดนามกับปอเปี๊ยะสด ปอเปี้ยะมาเป็นจานแรก น่ากินมั้ยล่ะ บอกตามตรงว่าไม่เก่งนักกับการบรรยายความอร่อยของอาหาร เอาเป็นว่าเลือกกินในระดับหนึ่ง ถ้าชอบก็ว่าอร่อย ถ้าไม่ก็... นั่นแหละ ดูภาพเอาละกันค่ะ




จานต่อมาที่มาส่งก็คือก๋วยจั๊บญวณ ที่น้ำซุปร้อนได้ใจป๋าไปเต็มๆ (รายนี้เขาชอบน้ำซุปร้อนๆ ตรงข้ามกับฉัน) หมูยอลอยเด่น


2-3 วันต่อมาเราก็มาอุดหนุนอีก ครั้งนี้เป็นการซื้อกลับบ้าน แหนมเนืองชุดเล็กที่ขนาดกำลังพอดีสองคน ทุกอย่างแพ็คมาในถุงอย่างดี



พร้อมด้วยยำหมูยอที่รสชาติจี๊ดถูกใจฉันเลย


ในร้านยังมีอีกหลายเมนูที่น่าสนใจอยากลองกิน ไว้จะถ่ายภาพมาฝากกันนะคะ ตอนนี้ดูเมนูไปพลางๆ ก่อนละกัน






วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Dexter season 7

ฉากจบของภาคที่แล้ว มาเปิดฉากเปิดของภาคนี้

หลังจาก Dexter ซีซันก่อนจบไปแบบทิ้งท้ายได้โดนใจมาก ฉันถึงกับต้องรีบหามาดูโดยด่วน ซึ่งก็หาได้แบบออนไลน์ผ่านเน็ต จากนั้นการดู Dexter season 7 แบบกึ่งมาราธอนก็เริ่มขึ้น เมื่อดูจบตาฉันก็แทบอยากจะปิดซะให้ได้ 



ในภาค 7 นี้เด็กซ์พบปัญหามากมาย ทั้งฆาตกรที่มีเยอะขึ้น ทั้งตำรวจบางคนที่เริ่มสงสัยในตัวเด็กซ์ เรื่องราวของภาคนี้เหมือนเด็กซ์จะเริ่มเปิดเผยตัวตนให้หลายคนได้รับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ หลายเหตุการณ์เป็นเหมือนเรื่องของคนที่ชอบโกหก พอถูกจับได้ หรือมีคนสงสัย ก็เริ่มโกหกต่อไปอีก จนหลายเรื่องหันมามัดตัวคนพูดจนชักจะขยับไม่ออก

ประเด็นหลักในภาคนี้คือเรื่องของ "ความรัก" เด็กซ์ของเราที่เป็นพวกไร้ความรู้สึกรู้สา ก็เริ่มที่จะรู้จักรักครั้งแรก รวมถึงหลายคนก็มีความรักจนทำให้ต้องพาตัวเองเข้าไปสู่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโจอี้ ควิน, ลากัวร์ต้า, เด็บบร้า มอร์แกน, หรือแม้แต่มาเฟียหรือฆาตกรก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องนี้

คนรักของเด็กซ์ในภาคนี้

ภาคนี้ชอบมาเฟียจากยูเครนมากเลย ชื่อในเรื่องว่า ไอแซค เซอร์โก้ ที่แกโหดได้หน้าเรียบมากๆ รายนี้ได้กลายมาเป็นคู่ปรับสำคัญของเด็กซ์ในภาคนี้ (ไปหาดูเรื่องของพี่แก ชื่อจริงแกคือ เรย์ สตีเวนสัน เล่นหนังมาหลายเรื่องแล้ว ที่เคยดูก็คือ Punisher ภาค 2 แต่จำไม่ได้ ชอบมาดแกในภาคนี้มากกว่า)


 
เรย์ สตีเวนสัน ในบท ไอแซค เซอร์โก้


ในภาคนี้ ที่เขาว่าเป็นภาคก่อนสุดท้าย ใจก็อยากให้ซีรีย์เรื่องนี้จบซะที จะได้รู้ตอนจบ แต่ก็อดเสียดายอยู่ลึกๆ ไม่ได้ แล้วฉันจะหาอะไรมาดูต่อจากนี้ล่ะ

ว่าแต่เมื่อไร ซีซัน 8 จะมาซะที อยากดู

เด็กซ์เตอร์คือปีศาจหรือเทวดา

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Dexter season 6

จริงๆ ตั้งใจหยุดดู Dexter มาตั้งแต่ซีซัน 5 แล้ว คงเพราะเริ่มมีหลายเรื่องเยอะเกินไป แล้วขี้เกียจจะตามต่อ ไม่รู้ว่าอีกกี่ซีซันจะหมด ตอนนี้ Lost จบชุดไปแล้วก็โล่งไปเปลาะหนึ่ง ...แล้วก็หยุดได้ยาวเป็นปีเลย จู่ๆ ในช่วงที่เบื่อชีวิตสุดๆ ก็คิดว่าจะซื้อมาดูดีมั้ย ซื้อ-ไม่ซื้อ อยู่หลายเดือน จนในที่สุดก็ซื้อมาดูจนได้



แม้ว่า Dexter จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง แต่เนื้อเรื่องทุกตอนก็มีเรื่องให้ขำ ตั้งแต่ยิ้มธรรมดาจนถึงหัวเราะออกมาได้เลย คงเป็นเพราะแบบนี้ก็เลยทำให้ฉันยังคงติดใจอยากติดตามต่อไปจนกว่ามันจะจบชุด (ไปซะทีเถิด) เรามาว่ากันด้วยเรื่องของซีซันนี้กันดีกว่า

ซีซันนี้เด็กซ์เตอร์มีฉากน่ารักหลายฉาก โดยเฉพาะตอนที่ต้องเลี้ยงลูก ชีวิตของฆาตกรต่อเนื่องไม่น่าจะไปกันได้กับการเลี้ยงเด็กเลย

ในระหว่างที่เด็กซ์ของเราขมักเขม้นกับการหาเหยื่อมาขึ้นโต๊ะของเขา ก็เกิดมีฆาตกรต่อเนื่องปรากฎ ก็เหมือนๆ กับซีซันก่อนๆ ที่ต้องมีฆาตกรสักคนที่คู่ขนานมากับเด็กซ์ ให้เด็กซ์ได้ออกตามล่ากันจนจบซีซัน ในครั้งนี้ก็คือ Doomsday Killer ฆาตกรที่ฆ่าคนเพื่อมาบูชายันต์พระเจ้าในวันล้างโลก

ในภาคนี้ยังมีประเด็นของ "ศาสนา" และ "พระเจ้า" ที่ทำให้เด็กซ์สนใจและเอาไปใคร่ครวญถึงสิ่งนี้ จะว่าไปพระเจ้าได้ถูกนำไปเป็นข้ออ้างทั้งในด้านการทำความดีรวมถึงความชั่วของคนหลายอย่างทีเดียว

ฝ่ายน้องสาวบุญธรรม เด็บบรา มอร์แกน ภาคนี้ก็ได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้นและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ตัวละครอื่นๆ ก็มีเรื่องราวของการทำงาน ความขัดแย้ง การรอมชอม และอื่นๆ ที่เราจะพบในชีวิตจริง แสดงให้เห็นชีวิตจริงของคนที่เป็นสีเทา ไม่ได้เลวหรือดีไปสุดขั้ว ตัวละครเห็นได้ชัดเจนก็คือตำรวจหญิง ลากัวต้า จอมวางแผน ที่แม้ว่านิสัยออกจะเอนเอียงไปทางชั่วมากไปนิด แต่ก็ใช่ว่าจะเลวไร้ที่ติ สิ่งนี้เราจะไม่ได้เห็นแน่นอนจากหนังหรือละครไทย ที่มักจะชอบป้ายสีให้เป็นขาวหรือไม่ก็ดำสนิทไปเลย

ขอบอกว่าภาคนี้ทิ้งท้ายไว้อย่างเด็ดขาดจนฉันจะลงแดง อยากหาซีซันต่อไปมาดูให้ได้โดยเร็ว








วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

เต่าตัวโต : ลงมือทำสมุด โครงการ 2

ในที่สุดหลังจากเวลาผ่านไปบรรจบครบ 1 ปี ทาง "เต่าตัวโต" สำนักพิมพ์ถ่อมตัว ก็ได้ฤกษ์ออกหนังสือ "ลงมือทำสมุด โครงการ 2" แล้ว หนังสือเล่มนี้แนะนำวิธีการทำสมุดเพิ่มเติมอีก 9 แบบ

สนใจเข้าไปได้ที่ www.tortaobooks.com
หรือ facebook.com/tortaobooks