วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อ่านหนังสือ : บ้านหลอน เด็กประหลาด

ฉันเป็นคนที่ไม่กลัวผี

ในสมัยที่เด็กกว่านี้ฉันน่าจะเชือนะว่ามีผี และมักจะบอกว่า "กลัวคนมากกว่ากลัวผี" มาในวัยนี้ฉันเลิกเชื่อเรื่องผีไปแล้ว จริงๆ ก็เลิกเชื่อหลายๆ อย่างที่เป็นอภินิหาริย์หรือบุญกรรมอะไรพวกนี้ไปทั้งหมด ไม่เชื่อสวรรค์นรกหลังความตาย

ฉันเชื่อว่าเมื่อฉันตายก็หมายถึงร่างกายหยุดการทำงาน มันจะเปื่อยสลายตัวลงเหมือนกับชีวิตของทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ แล้วตัวฉันก็จะสูญสิ้นไป ไม่มีวิญญาณล่องลอยคอยรับการตัดสินผลกรรม



แม้จะไม่เชื่อเรื่องผี แต่ฉันกลับชอบนักล่ะกับการหาหนังผีมาดูและหาหนังสือผีๆ มาอ่าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ถ้าให้วิเคราะห์ก็น่าจะเป็นเหมือนกับคนที่ชอบเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวในสวนสนุก มันทำให้ร่างกายและสมองได้ตื่นตัวจากสภาวะซ้ำซากจำเจจากโลกรอบตัวล่ะมั้ง

ฉันอยากดูหนังผีแบบที่หลอนให้กลัวได้เหมือนที่เคยดูมาในตอนเด็ก ทั้งเรื่อง Exorcist ทั้ง Poltergeist และอีกบางเรื่องที่จำชื่อไม่ได้ หรือจะเป็นเพราะตอนนั้นยังเด็ก ดูอะไรก็น่ากลัว อื่มม ตอนดูเรื่องศุกร์ 13 กับเพื่อนๆ ฉันก็ไม่กลัวนะ แต่เพื่อนที่ดูด้วยกันกลับกลัวกันจนไปหลบหลังประตูกันเลยทีเดียว สงสัยจะกลัวยากเอาการล่ะฉัน

"เรื่องหลอนอันดับ 1 แห่ง New York Times Bestseller" คือสิ่งที่ดึงดูดให้ฉันหยิบหนังสือเล่มนี้้ไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์ แถมหนังสือเล่มนี้ยังชื่อเรื่องว่า "บ้านหลอน เด็กประหลาด" หน้าปกก็ดูน่าจะใช่แนวที่ฉันชอบเชียวล่ะ



หลังจากอ่านไปได้ครึ่งเรื่องฉันก็พบว่าเนื้อเรื่องเป็นการเอาหนังเรื่อง X Men มาผสมรวมกับ Harry Potter  (พลาดไปไม่ได้สังเกตเห็นคำว่า "แพรวเยาวชน") เอาล่ะแม้ว่าหนังสือจะไม่ตรงใจแต่เนื้อเรื่องก็ถือว่าสนุกได้ในระดับหนึ่ง มาเริ่มน่าเบื่อเอาก็ตอนเกือบจบเล่ม ตรงบทบู๊เด็กๆ ดูจะชืดๆ ไปนิด (คงเป็นเพราะ "ไม่ใช่เยาวชน" แล้วก็เลยอ่านไม่หนุกล่ะมั้ง) และอ่านจนจบเล่มได้ในที่สุด

ก็อย่างว่าล่ะที่มันเป็นหนังสือเยาวชนจะให้มาหลอกหลอนขนหัวลุกกันมากมายก็กระไรอยู่ ถึงยังไงก็ยังมีสิ่งที่ชอบในหนังสือเล่มนี้อยู่บ้าง ตรงที่เขาเอาภาพถ่ายโบราณมาประกอบเนื้อหา เป็นภาพของเด็กประหลาด เช่น เด็กลอยได้ เด็กทรงพลังยกก้อนหินได้ เด็กล่องหน เด็กผึ้ง และอื่นๆ








ภาพถ่ายพวกนี้ไม่ใช่ภาพที่นำมาทำใหม่เพื่อประกอบหนังสือเล่มนี้ แต่เป็นภาพเก่าจริงๆ ที่ผู้เขียนไปรวบรวมมาได้จากร้านขายของเก่าแล้วนำมาผูกเข้ากันเป็นเรื่องราวได้แนบเนียน ภาพเหล่านี้พิเศษตรงที่เป็นภาพที่เขาทำหลอกคนโดยใช้เทคนิคเก่าๆ ทำให้ภาพถ่ายดูเหมือนแนวอภินิหาริย์เหนือจริง ท้ายเล่มจะมีรายละเอียดชื่อผู้ถ่ายภาพทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในเล่มอีกด้วย

ดังนั้นฉันก็เลยผิดหวังอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เข็ดนะคะ จะยังเพียรพยายามค้นหาหนังและหนังสือที่จะทำให้ฉันหลอนจนขนหัวลุกให้ได้


เก็บตก

ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษคือ Miss Peregrine's Home for Peculiar Children เขียนโดย แรนซัม ริกกส์ (Ransom Riggs) ปกหนังสือภาคภาษาไทยเหมือนกับภาคภาษาอังกฤษ

ถ้าต้องการดูภาพถ่ายอื่นๆ ที่ปรากฏในหนังสือก็ลองใช้ google หาชื่อหนังสือภาษาอังกฤษ ที่จะเจอเยอะมากๆ ค่ะ


และมีข่าวนานแล้วที่บอกว่าทิม เบอร์ตันสนใจจะสร้างเรื่องนี้เป็นหนัง สงสัยว่าหนังของพี่เบอร์ตันน่าจะหลอนกว่าต้นฉบับอีกนะ ข้อมูลใน imdb.com ระบุว่าท้ายชื่อหนังว่าปี 2015 แต่จริงๆ ไม่รู้ว่าจะเสร็จจริงเมื่อไร ไว้จะรอดู









วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Bachelorette

เหตุผลหนึ่งที่ฉันชอบดูหนังฝรั่งมากกว่าหนังไทยก็ตรงที่เหตุผลในเรื่องราวและการแสดงที่ดูเหมือนจริงมากกว่าที่พบเจอในละครหรือหนังไทย

ฉากแรกในเรื่อง Bachelorette ก็โดนใจเอามากๆ เลย นั่นคือฉากของรีแกนซึ่งนำแสดงโดยเคิร์สเทน ดันส์ เมื่อได้รับฟังข่าวว่าเบคกี้เพื่อนสนิทร่างอ้วนตุ้ยนุ้ยกำลังจะแต่งงานกับหนุ่มหล่อและรวย สีหน้าของเธอนั้นมันสื่อออกมาเลยว่า "รับไม่ได้" แต่ก็ยังต้องฝืนหัวเราะและยินดีไปกับเพื่อน

เรื่องราวต่อจากนั้นก็ยืนยันสนับสนุนสิ่งที่ได้เห็นจากสีหน้าแวบนั้นได้อย่างชัดเจน


ในแก๊งค์เพื่อนสนิทสมัยเรียนไฮสคูล 4 คน ประกอบด้วยสาวสวย 3 และสาวร่างตุ้ยนุ้ย 1 ดูเหมือนว่าสาวสวยทั้งสามที่ต้องมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวต่างมีชีวิตที่ซ่อนทุกข์ไว้ภายใต้ใบหน้าที่ร่าเริงยินดี

คืนก่อนวันแต่งงานที่ถือว่าเป็นงานเลี้ยงสละโสด ถือเป็นฉากการเปิดเผยตัวตนที่ซ่อนเร้นไว้ของสาวแต่ละคน ทุกคนเชื่อว่าตัวเองนั้นสวยและดีกว่าเบคกี้-ว่าที่เจ้าสาว และน่าที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า ในคืนนี้พวกเธอก็เลยทำตัวเหมือนเด็กขี้อิจฉาที่แอบล้อเลียนความสำเร็จของเบคกี้จนเกิดเรื่องราวผิดพลาดใหญ่โต

แต่ไม่ว่าจะมีความอิจฉาและขมขื่นกันขนาดไหน ทุกคนก็ยังทุ่มเทแรงใจแก้ไขทุกอย่างจนงานแต่งงานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี มันก็เหมือนกับชีวิตจริงของคนเรา ไม่มีใครที่ดีล้ำเลิศเลอจนไร้ที่ติ (เหมือนนางเอกในละครไทยที่ดีจนหาที่ติไม่ได้) ทุกคนมีตำหนิที่อาจไม่ถึงกับเรียกว่า "เลว" ก็แค่อารมณ์ปกติของมนุษย์ที่มีทั้งรักโลภโกรธหลง เป็นธรรมดา

บางทีถ้าเรามองโลกแบบสีเทาๆ ก็อาจทำให้เรามีความสุขได้นะ

อ่านหนังสือ : Office Sista

เนิ่นนานมาแล้วนับตั้งแต่เคยทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ช่วงนี้เกิดอารมณ์อยากกลับไปเป็นพนักงานออฟฟิศอีกสักครั้ง เป็นการร่ำลาชีวิตวัยทำงาน แต่บริษัทไหนน้อจะรับพนักงานใหม่อายุขนาดฉันนี่

วันก่อนเกิดอารมณ์อยากทำงานออฟฟิศมากๆ จนไปเซิร์ชหาข้อมูลเรื่องนี้ทางเน็ต โดยระบุว่า "หางาน อายุมาก" กลับไปเจอเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่มีคนอายุ 40 ขึ้นมาระบายอารมณ์เรื่องการหางาน ว่ามันช่างยากลำบากแสนเข็ญ เพราะบริษัทในไทยมักจะมีจำกัดอายุในการรับสมัครพนักงาน อ่านไปก็ชักสยองเรื่องการไปสมัครงานพอสมควร บางคนก็น่าเห็นใจทีเดียว พยายามหางานมาหลายปีแต่ก็ไม่ได้ซ้าที เนื่องจากอายุเกิน หรือถ้าอยากทำจริงก็ต้องเป็นอาชีพพวกแม่บ้านหรือคนสวนประมาณนี้ ง่ะ งานบ้านยังไม่ค่อยอยากทำ จะไปทำงานบ้านให้ที่อื่นงั้นเหรอฉัน

ทำไมนะบริษัทในไทยถึงต้องจำกัดอายุของพนักงานกันด้วย หรือจะเป็นเพราะคนไทยอ่อนไหวเรื่อง "อาวุโส" มันเลยส่งผลกระทบไปถึงการรับพนักงาน เพราะหากรับพนักงานอายุเยอะไปมาทำงานก็จะทำให้สอนงานลำบาก ...หรือเปล่า ...ก็ได้แต่คิดไป

จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดกับสามี ฉันรับงานฟรีแลนซ์จนอดอยากเอามากๆ เลยพยายามหางานประจำทำ ไปเจอป้ายหน้าร้าน 7-11 ว่ารับสมัครพนักงาน ไม่มีระบุเรื่องอายุ ตอนนั้นอายุแค่ 28-29 ปี ก็เลยเข้าไปถาม น้องในร้านพอเห็นหน้าฉันก็ถามอายุ เสร็จก็พูดอ่อยๆ ว่าอายุเยอะจัง วันต่อมาฉันก็เห็นป้ายรับสมัครงานใบใหม่ ครั้งนี้ระบุอายุไม่เกิน XX ปี


ตัดภาพกลับมาในวันนี้ในวัย 40 กลางๆ (บางคนอ่อนไหวเรื่องอายุกันจัง ปิดโน่นนิดนี่หน่อย ส่วนฉันถ้าใครอยากถามก็บอก ไม่ใช่เรื่องโลกแตกซะขนาดนั้น) วันก่อนไปเดินดูหนังสือในร้าน หยิบจับหนังสือขึ้นมาพลิกอ่านคร่าวๆ อยู่เล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้เคยเห็นมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ วันนั้นหยิบมาอ่านบางหน้า เหมือนเป็นการย้อนอดีตสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ เลยซื้อติดกลับมาอ่านต่อที่บ้าน

Office Sista เป็นหนังสือออกแนวเล่าเรื่องด้วยการ์ตูน เรื่องราวของน้องใหม่ที่เริ่มเข้าไปทำงานออฟฟิศ เล่าทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องของพนักงานอื่นๆ ที่อ่านไปก็ขำ เรื่องที่เอามาเล่าเป็นเรื่องพื้นๆ ของสาวออฟฟิศทั้งเรื่องการหาที่กิน การช็อปปิ้ง การแต่งตัว การทำงาน ฯลฯ คนเขียนเขาเล่าเรื่องได้สนุกสนานทีเดียว การ์ตูนที่วาดก็เหมาะกับคำบรรยาย

อ่านไปก็ยิ่งอาลัยชีวิตวัยทำงานช่วงนั้นซะจริง ถ้าขอไปสมัครงานตำแหน่งธุรการทั่วไปจะมีใครรับฉันเข้าทำงานบ้างมั้ยเนี่ย อารมณ์นี้อยากทำงานบริษัทอีกครั้งจริงๆ นะ

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ซื้อกระเป๋าทางเน็ต

นับตั้งแต่ลาออกจากงานมาดำรงตำแหน่งฟรีแลนซ์อยู่กับบ้าน ชีวิตส่วนใหญ่จะย้ายจากโลกจริงลงสู่โลกเสมือน ที่ดูเหมือนจะดึงดูดเวลาในชีวิตฉันไปจนหมด (รวมถึงดึงดูดเงินไปด้วยอีกเยอะ) เว็บหลักที่เขาประจำก็คือ facebook อยู่ได้ทั้งวันกับมัน รองลงมาก็คือหน้าเว็บเปะปะที่ส่วนใหญ่เป็นเว็บขายของบนเน็ต

ที่สำคัญก็คืองานที่ฉันทำแทบทั้งหมดต้องเปิดคอมพิวเตอร์ แต่พอเปิดก็มักจะท่องเน็ตเป็นสิ่งแรก จนเวลาผ่านไป 3-4 ชั่วโมง ยังไม่ได้เริ่มทำงานสักกะติ๊ดก็เหนื่อยล้าจนต้องพักทั้งคนทั้งเครื่อง

สักพักมาแล้วล่ะที่ฉันเริ่มไม่รู้จะดูอะไรบนเน็ต เฟซบุ๊คเริ่มกลายเป็นทั้งเรื่องน่าเบื่อและน่าติดตามในเวลาเดียวกัน พอหมดเรื่องที่จะดูก็สั่งตัวเองให้ปิดคอมพิวเตอร์แล้วไปหาอะไรทำ เพราะถ้ายังเปิดคอมพ์ไว้ก็จะไม่พ้นต้องท่องเน็ต

และพอปิดคอมพ์เพื่อไปหาอะไรทำ ไอ้อะไรที่ว่านั้นมักไม่เกิดขึ้น ฉันได้แต่ไปนั่งบื้อตื้ออยู่หน้าทีวีต่อ ทีวีดาวเทียมที่กดดูครบทั้ง 400 กว่าช่องก็ยังไม่มีอะไรที่ชอบ พอปิดทีวีก็นั่งบื้ออีก สงสัยเป็นอาการข้างเคียงของการติดเน็ต

อะไรๆ ที่ตั้งใจจะทำ ทั้งฝึกวาดรูป อ่านหนังสือ ฝึกเปียโน ทำสวน ฯลฯ ก็ไม่เคยได้ทำ แค่คิดก็แอบถอนหายใจแล้ว

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฉันชอบซื้อข้าวของทางเน็ตมาก โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่ลาออกจากงาน ช่วงนั้นยังมีเงินเก็บอยู่บ้าง ฉันเกิดอาการเบื่อเลยซื้อแหลก หมดเงินไปเยอะทีเดียว มาเริ่มซาเอาหลังจากนั้นสักพัก เนื่องจากเงินเริ่มร่อยหรอ ชักเสียดาย

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฉันจะซื้อก็แต่ของที่จำเป็น พวกกาแฟคั่ว อุปกรณ์ชงกาแฟ หนังสือ ดีวีดี อุปกรณ์ทำสมุด (บางอย่าง) แต่ที่ไม่เคยซื้อเลยคือเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เพราะพวกนี้ชอบไปดูให้เห็นของจริงก่อน

มาพลาดเอาก็ไม่นานนี้แหละตอนที่อยากได้กระเป๋าใบใหม่จนหน้ามืดตามัว และเกือบจะพลาดซื้อรองเท้าอีกอย่าง ดีแต่ว่ายั้งไว้ทัน

สมัยก่อนฉันเป็นพวกชอบซื้อกระเป๋า ทั้งใบเล็กใบใหญ่ ซื้อบ่อย ใบไหนที่ชอบก็ใช้จนเก่าแล้วค่อยหาซื้อใบใหม่ บางใบซื้อมาไม่ชอบก็ยกให้น้องที่ทำงาน ส่วนใบที่ชอบมักเป็นพวกมือสอง มารามือจากการซื้อก็ตอนที่เริ่มแปลงสภาพเป็นพวกไม่สะสมข้าวของ เพิ่งกลับมาอยากได้อีกครั้งเพราะใบเก่าก็เริ่มจะเก่าสมชื่อ บางใบก็ขาด บางใบก็ซีด บางใบก็หนักเกินกำลัง (สังขารเริ่มไม่ให้) ไปเดินดูตามตลาดนัดแถวบ้านก็มีแต่กระเป๋าแบบผู้หญิง (เอ๊ะ หรือฉันไม่ใช่ผู้หญิงหว่า) หลังจากโละบางใบออกไปจากชีวิตแล้ว ฉันก็เริ่มออกหากระเป๋าแบบที่ชอบ

ฉันเป็นพวกชอบลุย กระเป๋าสไตล์ผู้หญิงหรือสไตล์เกาหลีไม่เคยชอบเลย ฉันชอบกระเป๋าผ้าแคนวาสแนวเท่ห์ๆ (แบบที่ผู้ชายใช้ได้) สะพายข้าง แต่หาตามตลาดไม่มี เลยหาดูทางเน็ต แล้วก็เจอเว็บหนึ่งที่ตรงใจ / ผ้าแคนวาส (ผ่าน) / สะพายข้าง (ผ่าน) / มีซิป (โทรไปถามเขาว่ามี-ผ่าน) / สีที่ชอบ (ผ่าน) / ใบไม่ใหญ่นัก (ผ่าน) / ราคาไม่แรงนัก (ผ่าน)

หลังจากลังเลเฉไฉโอ้เอ้จนรำคาญตัวเอง ฉันก็ตัดสินใจซื้อ สั่งเสร็จยังไม่ได้กระเป๋าเพราะต้องรอสั่งจากต่างประเทศ (สไตล์เกาหลีจนได้) พอมา ทางเว็บก็บอกว่าแบบที่ฉันสั่งไม่มีซิปด้านบน (ตอนโทรไปถามเขาบอกว่ามี) เลยจะเปลี่ยนแบบที่ใบใหญ่ขึ้นมาหน่อย เขาก็บอกว่าใบนั้นต้องรออีก (แว๊ ไม่รอแล้ว) เลือกไปมาไปได้ใบที่ใหญ่ขึ้น ทั้งยังสงสัยว่าจะใช้ได้หรือเปล่า ก็ลองดู เพิ่มเงินอีกนิดแล้วก็รอรับของ

วันรอรับของก็เป็นมหากาพย์อีกน่ะแหละ EMS ไทยก้าวไกลได้แค่นี้ ส่งจากจังหวัดทางภาคอีสาน EMS มาส่งที่บ้านอีก 2 วันถัดมา (นี่เร็วแล้วเหรอเนี่ย) ระหว่างรอก็ลุ้น ถึงกับเอางานลงไปนั่งทำชั้นล่าง รอให้น้องปณ.ขี่มอร์ฯ มาส่ง แล้วก็เห็นน้องเขาขี่มอร์ฯ ผ้านบ้านไป ฉิวววววววว

นึกว่าเขาจะไปส่งบ้านอื่นก่อนแล้วย้อนกลับมา รออยู่นาน เสียงมอร์ฯ ก็เงียบหาย เลยออกไปยืนดูตรงรั้ว น้องเขาหายไปแว้ว ไงล่ะ เช็คในเว็บก็บอกว่าเขารับมาที่ปณ.แล้ว สถานะ : รอจ่ายของ ก็ต้องมาวันนี้สิ หรือจะมาตอนเย็น

ปกติที่บ้านจะมาส่งของลงทะเบียนหรือ EMS ช่วงระหว่าง 11.00-14.00 น. อันเป็นช่วงอาหารกลางวัน ในวันที่ไม่คิดว่าจะมีอะไรมาส่งที่บ้าน พอกลับจากกินข้าวก็จะมาเจอใบรับของเสียบอยู่ในตู้ ต้องปุเลงไปรับวันถัดไปที่ปณ. แต่วันไหนที่รู้ว่าจะมีของมาส่งก็รอรับแบบไม่ยอมออกไปไหน เคยมีครั้งสองครั้งที่มาส่งเอาเย็นย่ำบ่าย 3-4 โน่น

ระหว่างยังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีรถปิกอัพต่อกล่องด้านท้ายติดโลโก้ปณ.ไทยพุ่งมาจอดหน้าบ้าน คนขับลงจากรถหยิบของมาให้ฉัน ฉันรีบวิ่งออกไปรับ พี่เขาก็ยกมือไหว้ก้มหัวให้อย่างสวยงาม พอเซ็นชื่อและรับของเสร็จก็ก้มหัวลงไหว้อย่างสวยงามอีกรอบ เล่นเอารับไหว้ไม่ทันทั้งสองครั้ง (ตกใจ)

พอเปิดกล่องด้วยความยินดีก็แทบหมดแรง สีที่เห็นในเว็บมันไม่ใช่สีนี้ สีในเว็บจะอ่อนกว่าอย่างเห็นได้ชัด จริงๆ มันก็สวยอ่ะนะ แต่ที่สำคัญคือมันใหญ่กว่าที่ระบุไว้ในเว็บและหนักมากกกก ทดลองใส่ของแบบฟูลออปชั่นลงไป ก็เห็นว่าคงไม่ต้องเดินไปไหน สะพายเสร็จก็นั่งลงกับที่เลย เพราะมันหนักจริง ตัวกระเป๋าเองก็หนักเกือบกิโลแล้ว (หนัก 9 ขีด) พอใส่ของเข้าไปหนักสุดๆ

วันรุ่งขึ้นก็เลยส่งของไปฝากขายกับน้องที่ต่างจังหวัด ตอนนี้เขาได้รับแล้วบอกว่าไม่รู้จะขายได้เมื่อไร ฉันเองก็ลืมไปว่างต่างจังหวัดอาจจะขายของราคาแพงขนาดนี้ลำบาก ตอนนี้ก็เลยได้แต่ทำใจ แล้วเตือนตัวเองไว้ว่าของบางอย่างไม่สมควรซื้อจากในเว็บ ตอนนี้ก็เลยหันกลับไปใช้กระเป๋าใบเดิมก่อน ให้ขาดจริงๆ ค่อยหาเดินหาซื้อจริง


ตอนซื้อของเหมือนซื้อง่าย แต่เวลาขายของทำไมขายยากจังน๊อ

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อ่านหนังสือ : หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์

ระยะหลังฉันเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนบรรยากาศไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศสักหนึ่งปี หรือถ้าจะให้พูดกันจริงก็คือย้ายบ้านทุกปี ไปที่ไหนก็ได้ ซึ่งถ้าจะให้ดีที่สุดคือไปต่างประเทศแถบยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย เอาประเภทที่มีความแตกต่างจากเราให้สุดขั้วไปเลย ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปเจอคนแปลกหน้าแปลกวัฒนธรรม มันคงกระตุ้นให้ฉันหายจากอาการขี้เบื่อนี่ได้มั่งล่ะน้า



ปีเตอร์ เมย์ล (Peter Mayle บอกตรงๆ ว่าอ่านนามสกุลไม่ออก ไม่รู้ว่าตัวหลังนี่ออกเสียงยังไง) นักเขียนชาวอังกฤษที่ย้ายบ้านไปอยู่ในโปรวองซ์ ชนบทของฝรั่งเศส ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่เขาพบทำให้เขาเขียนหนังสือเรื่อง "หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์" ออกมาได้อย่างฮา

A Year In Provence ไม่ใช่หนังสือนำเที่ยว ไม่ได้พูดถึงว่าไปโปรวองซ์แล้วควรไปเที่ยวที่ไหน ไปยังไง เมื่อไร ตรงไหนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไม่ได้ชวนไปเที่ยว

เขาเล่าถึงโปรวองซ์จากมุมมองของเขา ที่มองเห็นความแตกต่างหลายเรื่องจากประเทศบ้านเกิด ทั้งผู้คน นิสัยใจคอ สภาพสังคมที่ทำให้เขาต้องปรับตัวปรับใจอย่างใหญ่โต และกลายเป็นชาวโปรวองซ์ไปบ้างแล้ว

วิธีที่เขาเล่าถึงผู้คน อ่านแล้วเห็นภาพ บางทีก็ประชดเสียดสีอย่างชัดเจน บางอย่างก็ใส่ความขบขันเข้าไปในเรื่องเล่า

ที่ชอบที่สุดคือเพื่อนบ้านของเขาคนหนึ่งชื่อ มาสโซ เท่าที่อ่านดูจะไม่น่าใช่เพื่อนบ้านในอุดมคติ  ก็เขาน่ะทั้งละโมบ ทั้งใจแคบ และติดจะโหดร้ายอยู่นิดๆ แต่ผู้เขียนก็เขียนออกมาจนทำให้เรารักชายคนนั้นไปเลยทีเดียว (เขาเองก็รักเหมือนกัน)

ชีวิตในบ้านชนบทดูก็ไม่น่าจะรื่นรมย์สักเท่าไร โดยเฉพาะการซ่อมแซมบ้านที่ทำกันทั้งปีก็ไม่เสร็จซะที พวกช่างทำค้างไว้ก็ทิ้งงานไปรับงานที่อื่นที่เงินดีกว่า เขาก็ต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่โปร่งโล่ง (เพราะทุบผนังออกแล้วแต่ยังไม่ได้ก่อ) เศษสิ่งของที่อยู่ระหว่างปรับปรุง และที่สำคัญฤดูหนาวที่โหดร้ายกำลังจะมาถึง กระนั้นเขาก็เล่าออกมาออกแนวขำขันไปซะ ถ้าฉันเจออย่างนี้สงสัยจะเสียสติซะก่อนล่ะ

สำหรับฉันถ้าต้องไปอยู่ในชนบทแบบนั้นคงอยู่ไม่ได้ เป็นคนเมืองตั้งแต่เด็กจนแก่ ขอไปใช้ชีวิตในเมืองก็แล้วกัน เอาแบบที่มีร้านกาแฟหอมๆ มีร้านขายหนังสือขายเครื่องเขียน มีอินเทอร์เน็ตใช้ และที่สำคัญขอมีเงินไว้ซื้อของเหล่านี้ด้วยเถอะ สาธุ (ฮา)





ปีเตอร์ เมย์ล เกิดในปี 1939 ปัจจุบันอายุ 73 ปี เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม ฉันเคยอ่านเล่มอื่นที่แปลเป็นไทยอยู่บ้าง กลับไม่ค่อยชอบสักเท่าไร หนังสือของเขาทำเป็นหนังอยู่เรื่องหนึ่งคือ A Good Year ได้หนุ่มรัสเซล โครว์นำแสดง เคยดูอยู่เหมือนกัน (ดูบางส่วนไม่ต่อเนื่อง) ไม่ถือว่าประทับใจหรือไม่เกลียด กลับไปชอบเพลงประกอบซะนี่ เพลงชื่อ How Can I Be Sure of You โดย Harry Nilsson

จากหนังสือเล่มเดียว โยงไปจบที่เพลง ยังไงกันเนี่ย

สนใจฟังเพลงไปฟังได้ที่นี่นะคะ
http://www.youtube.com/watch?v=zAMulWQGsWQ

drawing : day 3 แคคตัส


วันนี้ไปยกแคคตัสจากระเบียงเข้ามาเป็นแบบ 
มีแต่กระถางเก่าๆ ปอนๆ เหมาะมากสำหรับการปาดสีแบบมั่วๆ 
จริงๆ แต่ละกระถางก็ขนาดเท่ากัน วาดไปวาดมา 
ใบสุดท้าย (ซ้ายสุด) เกิดใหญ่โตโดดเด่นขึ้นมาซะงั้น

วิธีการวาดของฉันทำให้ไม่มีสิทธิแก้ไข 
นั่นคือวาดปากกาลงไปสดๆ เลย ไม่มีการร่างด้วยดินสอ

ต้องยอมรับความผิดพลาดนั้นไว้ไม่ว่าจะเป็นยังไง



ดูหนัง : The Fugitive

20 ปีแล้วเหรอเนี่ยหนังเรื่องนี้ แต่น่าจะอย่างนั้น ก็หน้าตาของแฮริสัน ฟอร์ดกับทอมมี ลี โจนส์นั้นยังดูหนุ่มมาก จำได้ว่าครั้งแรกที่ดูเรื่อง The Fugitive ความรู้สึกคือสนุก ตื่นเต้น ตอนนี้กลับมาดูอีกครั้งก็ยังรู้สึกเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


หนังเรื่องนี้ถ้าขาดทอมมี่ ลี โจนส์ไปสงสัยคงไม่สนุก ล่าสุดได้ดูหนังใหม่เรื่องหนึ่ง เดาเอาว่าเขาคงพยายามสร้างตัวละครให้มีบุคลิกเหมือนกับยูเอส มาร์แชล นามแซมมูเอล เจอราดคนนี้ คือเป็นคนมากความสามารถและชอบโวยวาย ผลก็คือไปได้ไม่ถึงขั้น ตัวละครเลียนแบบเลยกลับกลายเป็นพวกสติแตก สับสนในชีวิต ชวนให้สงสัยว่ามาเป็นหัวหน้าได้ยังไงกัน



นอกจากตัวละครของเจอราดแล้ว บทของดร.ริชาร์ด คิมเบล (แฮริสัน ฟอร์ด) ก็ดูตลกดีในหลายๆ ตอน ดูบทของหมอริชาร์ดแล้วทำให้นึกถึงพวกโจรหรือขโมยที่ได้ยินได้ฟังทางข่าว ที่มักถูกจับได้ในหลายครั้งหลายคราเนื่องจากทิ้งหลักฐานไว้ให้ตามจับกันตลอดเวลา ผิดกับหมอริชาร์ด เขาได้พาตัวเองผ่านการจับกุมได้ในหลายครั้งหลายคราวโดยอาศัยความฉลาดในการหลบหนีได้ตลอด

และทำให้คิดต่อไปอีกว่า ถ้าคนที่มีสติปัญญาจำพวกหมอหรือทนายหรืออื่นๆ เมื่อทำความผิด ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะวางแผนจนรัดกุมและหลุดรอดไปได้เช่นกัน ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร



ตอนไปค้นรูปภาพก็เลยได้ความรู้เพิ่มเติมว่า The Fugitive เรื่องนี้เป็นเวอร์ชันสร้างใหม่จากทีวีซีรีส์ที่เคยออกอากาศในอเมริกาในปี 1963-1967 (2506-2510) ว้าว ก่อนฉันเกิดอีกหรือเนี่ย โครงเรื่องก็เหมือนกัน เว้นแต่เจอราดที่ตามไล่ล่าหมอริชาร์ดของเรานั้นของเดิมเป็นร้อยตำรวจนาม ฟิลิป เจอราด แถมสามซีซันแรกเป็นหนังขาวดำ เพิ่งมาได้เป็นหนังสีก็ตอนซีซันสี่ (สุดท้าย) ยืนยันได้เลยว่าเก่าจริง




drawing : day 2


วันนี้วาดแบบคนใจร้อนไปหน่อย เส้นสายเลยเบี้ยวไป เย้มา สัดส่วนก็ผิด แต่ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ใช่มั้ยเนี่ย พรุ่งนี้จะวาดอะไรยังไม่รู้เลย ช่วงหัดนี่คงยังไม่ออกวาดนอกสถานที่ เพราะอาจเกิดอาการเกร็งได้หากมีผู้ให้ความสนใจ

หมายเหตุด้านล่าง : ความใจร้อนไม่เคยปราณีนัก(หัด)วาดภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

drawing : day 1


My new project which i hope i can do this everyday. For day 1, i set up the things for drawing from my hasband's tools.

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อ่านหนังสือ : เปลี่ยนมุมคิดด้วยจิตวิทยาภาคพิศดาร


ตอนไปหยิบหนังสือเล่มนี้มาจากชั้นในร้านขายหนังสือ ก็เพราะเนื้อหาจากสารบัญดูแล้วน่าสนใจดี เช่น โหราศาสตร์ของฆาตกรต่อเนื่อง ความเชื่อโชคลางมีผลเสียร้ายแรง เบื้องหลังบ้านผีสิง ฯลฯ ซื้อมาก็สงสัยว่าจะได้หนังสือที่ไม่สนุกมาอ่านอีกล่ะหรือ

หลายครั้งหลายคราในชีวิตการซื้อหนังสือในช่วงหลังๆ ฉันมักหยิบหนังสือมาด้วยความอยากอ่าน แล้วก็หมดความอยากไปในเวลาไม่นาน อาจเกิดจากเนื้อหาของหนังสือเอง หรืออาจเกิดจากฝีมือการแปลที่อ่านแล้วสงสัยว่ากำลังอ่านภาษาไทยอยู่หรือไร (หรืออาจเป็นปัญญาที่ตัวฉันเองก็ไม่รู้ได้)

หนังสือ "เปลี่ยนมุมคิด ด้วยจิตวิทยา" ไม่ใช่หนังสือจิตวิทยาเพื่อพัฒนาตัวเองอะไรทั้งสิ้น มันเป็นหนังสือสำหรับคนช่างสงสัยที่เกิดจากกลุ่มคนช่างสงสัยในเรื่องแปลกๆ อยู่สักหน่อย เป็นหนังสือจิตวิทยาที่อ่านแล้วสนุก ไม่ได้เป็นวิชาการมากมาย บางเรื่องช่วยตอบสนองความช่างสงสัยของฉันได้

เรื่องที่ฉันชอบก็เป็นเรื่องคำอธิบายปรากฏการณ์ผีหลอกวิญญาณหลอน ที่มีการทำวิจัยและทดลองทดสอบกันหลายอย่าง หนังสือสรุปว่ามันเกิดจากเสียงอินฟราซาวน์ที่มีความถี่ต่ำมากจนคนหูคนรับไม่อาจรับรู้ แต่คลื่นเสียงนี้ไปส่งผลต่อการมองเห็นและการทำงานของร่างกายได้

พูดไปในบทที่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่องมงายนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกใจฉันมาก เพราะคนชอบจับเรื่องนั่นนี่โน่นที่เกิดมาแล้วมาคู่กับเรื่องอีกเรื่องให้เกิดเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างจริงใจ (ที่บอกจริงใจเพราะเชื่อจริงๆ) ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย

งานส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้มักเกิดจากการวิจัย ตอบแบบสอบถาม การทดลองกับอาสาสมัคร การสร้างสถานการณ์เพื่อทดลอง แม้ว่าบางเรื่องอาจจะดูเป็นการด่วนสรุปจนเกินไป แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราทำตัวช่างสงสัยไว้ก่อน ไม่ใช่เชื่อที่คนอื่นพูดมาในทันทีแม้ว่าเรื่องที่ "เขา" บอกนั้นมันจะดูพิลึกกึกกือมากเพียงใด

(ยกตัวอย่างเช่น กินกุ้งรวมกับวิตามินซีจะกลายเป็นพิษ เรื่องของไข่ปลอมที่ฟังกรรมวิธีน่าจะแพงกว่าไข่จริงเสียอีก แล้วจะทำทำไม แถมสื่อยังเอาไปเผยแพร่กันอย่างไม่ตรวจสอบก็อีกเยอะ จะเชื่อคนง่ายไปมั้ยนั่น)


วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดูหนัง : Jack Reacher

ระยะหลังๆ ฉันเริ่มมีปัญหากับการเลือกหนังมาดูสักเรื่อง ปกติฉันมักเลือกหนังต่างประเทศ แถบอเมริกาหรือยุโรป เพราะมักมีเนื้อหาที่น่าติดตาม มีเหตุมีผล มีความต่อเนื่องของเรื่องราว ดูแล้วไม่ขัดหูขัดตา-ว่างั้นเถอะ

อย่างที่บอกว่าระยะหลังฉันเริ่มมีปัญหาในการเลือกหนัง เพราะหลายเรื่องของฮอลีวู๊ดเริ่มจะออกแนวเนื้อหาไม่ค่อยน่าดู การวางตัวละครไม่สมราคาคุย เน้นบทบู๊ แข่งรถ (หรือไม่ก็แข่งอะไรก็ได้ที่แล่นได้) สร้างปมขัดแย้งให้มันเถียงกันอยู่ได้ (ใกล้ตายแล้วยังจะเถียงกันอีก)

วันก่อนดูหนังจากดาวเทียม เป็นหนังเน้นบู๊ ดาราดัง มีตอนหนึ่งตัวประกันในเรื่องเกริ่นประมาณว่า --คนที่แกจะเข้าไปหานั้นเป็นมาเฟียที่น่ากลัวเอามากๆ ถ้าแกเสนอหน้าเข้าไปจะตายไม่รู้ตัว-- ผลปรากฏว่าพอเจอมาเฟียคนนั้นจริงๆ นอกจากหน้าตารูปร่างแกจะเหมือนกับไอ้ขี้ยาข้างถนนแล้ว ความน่ากลัวที่เกริ่นไว้ก็ไม่มีให้เห็น ดูแล้วโคตรจะน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว เอ่อ...ตอนจบไม่รู้เป็นไงนะคะ เพราะหันไปอ่านหนังสือแนวสารคดียังสนุกกว่าเลย

บางเรื่องก็เน้นบู๊ ฆ่า ล้างผลาญ แบบว่าเหมือนเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ฆ่ากัน ขับรถชนกันวินาศสันตโร ราวกับว่าไม่มีกฎหมาย คงเป็นเพราะช่วงหนึ่งดูซีรีเรื่อง Dexter มากไปหรือเปล่าไม่รู้ ใน Dexter ก็แสดงให้เห็นว่าเวลาเกิดเหตุอะไรก็ต้องมีการตามหาตัวคนร้าย เด็กซ์ของเราก็ฆ่าคนอย่างเงียบเชียบไม่ให้ใครจับได้ พอมาดูหนังประเภทยิงกันไม่กลัวเข้าคุกก็เลยชักหงุดหงิด

หลังจากนั้นก็เลยเฉื่อยๆ เฉยๆ กับการหาหนังมาดู เมื่อวานนี้สามีอยากดูหนังบู๊ ก็เลยไปหาซื้อมาเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องคุ้นๆ จากตอนดูหนังตัวอย่างทาง Youtube แต่ก็จำไม่ได้ว่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร คนขายก็เชียร์ว่า "หนังบู๊ๆ" เอ้า เอาก็เอา


หนังเรื่อง Jack Reacher ตั้งขึ้นตามชื่อของตัวละครหลักของเรื่อง ทอม ครูซในเรื่องนี้ดูแก่ลงไปเยอะ อายุตอนนี้แกก็ 50 แล้วนิ แต่ก็ยังดูดีหน้าตาแทบไม่เปลี่ยน ตามบทแล้วแจ๊คของเราเป็นพวกไร้หลักแหล่ง เคยเป็นทหารผู้มากความสามารถ ลาออกแล้วล่องหนหายตัว ไม่แน่ใจว่าทำมาหากินอะไร (อ่านซับไตเติลไม่ทัน) มีคนต้องการความช่วยเหลือจากเขาหลังจากเกิดคดีการกราดยิงขึ้นในเมืองที่ทำให้คนเสียชีวิตไป 5 คน จับตัวคนร้ายได้ แต่ไม่สารภาพ

บทบู๊ในเรื่องนี้แทบไม่มีสักเท่าไร เน้นเรื่องการสืบสวนมากกว่า แต่มีมุกที่ดูแล้วคาดไม่ถึงและฮาใช้ได้เลย เช่นในฉากที่อันธพาล 2 คนพยายามเล่นงานแจ๊กในห้องน้ำของบ้านหลังหนึ่ง เป็นฉากที่ไม่เคยได้เห็น ในหนังเรื่องไหนที่เคยดูมาก่อน (อาจมีในเรื่องอื่นแต่ฉันไม่เคยดู) ขอบอกว่าคาดไม่ถึงจริงๆ

แม้ว่าหนังจะไม่ได้เน้นบู๊ล้างผลาญ แต่ก็ทำได้สนุกใช้ได้ทีเดียว


ไปค้นเพิ่มเติมได้ความว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายชื่อ One Shot ของนักเขียนชื่อ Lee Child เป็นหนังสื่อในซีรีของ Jack Reacher เล่มที่ 9 สงสัยจังว่าหนังสือจะสนุกเหมือนกับในหนังหรือเปล่า สงสัยต้องลองหามาอ่านบ้างแล้วล่ะ