วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ดูหนัง : กลางวันดูหนังผี กลางคืนดูหนังสัตว์ประหลาด (7500 และ Godzilla)

หนังรอบเช้า : 7500

ติดใจเรื่อง 7500 ก็จากหนังตัวอย่างที่มีเพลงประกอบ leaving on a jet plane เวอร์ชั่นของ michelle featherstone ที่ฟังดูหลอนๆ เข้ากับตัวหนังอย่างมาก จนสงสัยเหมือนกันนะว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ร้องเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยหรือเปล่า

ในที่สุดวันนี้ก็ได้ดู 7500 ถือเป็นการพักจากการดูเกมโชว์ฮาฮา Running Man ที่ดูต่อเนื่องกันมานานนับเดือน (ไม่ได้พักจากงานนะขอบอก วันนี้เป็นวันแห่งการดูดีวีดี)


นับว่าเป็นหนังที่ไม่ผิดหวัง ทั้งที่ก่อนใส่แผ่นในเครื่องเล่นก็เก็งไว้ว่าน่าจะไม่สนุก เพราะนับแต่หนังเกี่ยวกับการผจญภัยและสร้างความเครียดในสถานที่จำกัดทั้งหลายแหล่ ได้สร้างความผิดหวังให้กับฉันอย่างมากมาย (เช่นเรื่อง Altitude, Frozen ที่ดูแล้วอึดอัดรำคาญใจอย่างมาก แต่เห็นหลายคนรีวิวไว้ว่าสนุกขั้นเทพ สงสัยฉันจะไม่ใช่เทพเลยดูไม่หนุก 5555) ตั้งท่าเตรียมรีโหมดไว้กดผ่านไว้ตลอดเวลา

7500 นำเราไปพบกับเรื่องราวลึกลับสั่นประสาทนับตั้งแต่ผู้โดยสารคนหนึ่งเสียชีวิตบนเครื่องบิน เป็นการเสียชีวิตที่ท่าทางสยดสยองเอามากๆ ทีเดียว หลังจากนั้นผู้โดยสารบนเครื่องบินก็พบกับเรื่องลึกลับจนต้องรวมตัวกันมาค้นหาความจริงของคนตาย เรื่องราวดำเนินไปอย่างตึงเครียดจนจบที่เฉลยออกมาอย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

(บรรทัดตรงนี้คือสปอยล์นะคะ ขอเตือน)




นับตั้งแต่เรื่อง The Other ก็ไม่เคยมีเรื่องไหนที่หลอกฉันได้อีกแล้ว ส่วนใหญ่ดูไปก็จะเก็งได้ตลอดว่าน่าจะเป็นไปอย่างไร และเป็นจุดหักมุมที่ไม่คิดมาก่อนเพราะช่างดำเนินเรื่องได้เนียนมากๆ (เอ๊ะ หรือว่าไม่ได้ดูหนังมาหลายเดือน เลยสมองช้าเดาไม่ออกกันแน่นะ) 

ทุกอย่างจบลงเมื่อทุกวิญญาณปล่อยวางเรื่องราวของตนเอง ทำให้พวกเขาได้หลุดพ้นจากเครื่องบินมรณะลำนี้ไปยังโลกใหม่ของพวกเขา






ที่ชอบอีกอย่างก็ตรงประโยคหนึ่งของผู้โดยสารบนเครื่องที่บอกทำนองว่า "ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เราอาจตายได้ทุกเวลา ดังนั้นจงเตรียมพร้อมไว้เสมอ" (ฉันเองก็จำประโยคตรงๆ ไม่ได้ ความหมายประมาณนี้) เมื่อเราตายทุกสิ่งที่พวกเขายึดถือและครอบครองก็สูญสลายหายไป ชีวิตสูญสิ้น ร่างกายสูญสลาย เหลือเพียงความทรงจำ ณ จุดหนึ่งที่พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่ และแม้แต่ความทรงจำเองก็ไม่ยืนยง

 สำหรับฉัน ความตายคือจุดสิ้นสุด
 ทั้งความรัก ความเกลียดชัง ความทุกข์ ความสุข สิ่งที่ยึดถือ อคติ มายา ต่างๆ นี้ล้วนสิ้นสุดลงในวินาทีที่หัวใจเราหยุดเต้น

เช่นเดียวกับทุกครั้งเมื่อได้มาเขียนบล็อคเกี่ยวกับหนังหรือหนังสือ ฉันมักได้พบกับข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับตัวหนัง กรณีที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อราว 10 ปีก่อน ถ้าสนใจเข้าไปดูได้ตามลิงค์นี้นะคะ แต่ขอบอกว่ามันจะสปอยล์เนื้อหาของหนังเลยทีเดียว http://www.dek-d.com/studyabroa


******************************************

คั่นเวลาช่วงบ่ายด้วย Running Man ได้ฮากันอย่างมากกับเกมเพี้ยนๆ  หายเครียดไปได้เยอะเลย ปกติไม่ค่อยได้ติดอะไรอย่างนี้มานานแล้ว ยิ่งกับเกมโชว์ฮาๆ นี่แทบไม่เคยเจอ เป็นพวกเส้นลึก ไม่ได้ชอบเพราะมันเป็นเกาหลี เกาหลีอย่างอื่นไม่เคยชอบ ออกจะเกลียดเสียด้วยซ้ำ ดันมาถูกใจ Running Man เอาซะนี่ ส่วน Family Outing ก็ดูได้ ชอบแต่ไม่ติด ที่สำคัญทั้ง 2 รายการมันทำให้ฉันอยากลองชิมอาหารเกาหลีดูสักหน่อยแล้วล่ะ ...



******************************************


หนังรอบดึก : Godzilla

เรื่องนี้ได้ดูกับสามีหลังอาหารเย็น เรื่องนี้ก็ไม่ได้ตั้งความหวังไว้เช่นกัน แต่พอได้ดูจริงก็ลุ้นตัวโก่งเชียร์ไอ้อ้วนโกจีร่าให้ชนะไอ้โย่ง 2 ตัวนั้นให้ได้

Godzilla ของฮอลลีวู๊ดเวอร์ชั่นนี้จะต่างจากของเวอร์ชั่นก่อนหน้าที่ทำเอาก๊อดซิล่ากลายเป็นไดโนเสาร์ในจูราสิกพาร์กันไปเลยทีเดียว

จริงๆ เนื้อหาของหนังก็เป็นแนวฮอลีวู๊ดทั่วไปนั่นแหละ พ่อลูกขัดแย้งกันแล้วมาเห็นใจกันในตอนตายจาก พระเอกต้องกลับมาช่วยครอบครัว (แม้จะมาถึงเอาตอนจบก็เถอะ) พระเอกอึด+โชคดี เอาตัวรอดมาได้จากทุกที่ที่มีสัตว์ประหลาดปรากฎ หรือน่าจะบอกว่าพระเอกของเราเป็นตัวล่อสัตว์ประหลาด ดูมันจะตามเขาไปซะทุกที่เลย (555)

แม้ว่ารายละเอียดของหนังจะออกน่าเบื่อไปนิด แต่ก็ชอบมากๆ ตอนพระเอกตัวจริง โกจิร่า ได้ออกมาปกป้องโลกนี้ ด้วยการต่อสู้กับเจ้ามูโตผัวเมียอย่างอาจหาญ เนื่องจากฉันเอา ไอ้อ้วนบุญเต็ม ที่บ้านไปเปรียบเทียบกับ ไอ้อ้วนโกจิร่า ดังนั้นตอนเชียร์ก็เลยเหมือนเชียร์มวยนิดๆ เชียร์ไอ้อ้วนของเรานั่นเอง

"ไอ้อ้วนสู้เขา" "ไอ้อ้วนลุกเร็ว" "ไอ้อ้วนพ่นไฟได้ (ฮา)" แม้กระทั่งก่อนจบ ที่ไอ้อ้วนนอนนิ่งยังอาลัยอาวรณ์คร่ำครวญ "ไอ้อ้วนตายแล้วเหรอ...ม่ายยยยยย"

พอเห็นมันหายใจฟืดเท่านั้นแหละ มีเฮ  (ดูภาพประกอบ พอฟัดพอเหวี่ยงได้มั้ยเนี่ย :-)



แหม่ คนละอารมณ์กับหนังรอบเช้าเลยนะเนี่ย







วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อ่านหนังสือ : ดินแดนใต้พิภพ Never Where และเรื่องราวอันสืบเนื่องจากงานมหกรรมหนังสือฯ ตุลา 57

เมื่อเดือนเมษายน 57 ฉันกับแฟนได้ไปเปิดบูธของสำนักพิมพ์ "เต่าตัวโต" กันเป็นครั้งแรก ทำให้คนได้รู้จักสำนักพิมพ์ของเรามากขึ้น และขายหนังสือได้พอสมควร ไม่ได้มากมายเนื่องจากเป็นหนังสือเฉพาะทาง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับฉันก็คือปรากฎการณ์ "หลับใต้โต๊ะ" ก็เพราะเรานั้นช่างอ่อนด้อยเหลือเกินกับสภาพจราจรในกรุงเทพฯ วันจัดบูธกับวันขายแรกๆ เราเลือกเส้นทางผิดทำให้กลับถึงบ้านเกือบๆ เที่ยงคืน และกว่าจะนอนอีก เช้าก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเปิดบูธก่อนรถติด ดังนั้นฉันจึงทั้งง่วงนอนและปวดหัวอย่างหนัก จนต้องลงไปนอนใต้โต๊ะของบูธเพื่อบรรเทาอาการปวดหัว

(แถมพ่วงกับวันจันทร์หนึ่งที่รถติดบนทางด่วนแทบจะตลอดทาง ช่วง 1-2 กม.ก่อนลงทางด่วนพระราม 4 เราใช้เวลาไปเกิน 3 ชั่วโมง จนต้องส่งแฟนนั่งมอร์ไซค์ไปเปิดบูธก่อน กว่าฉันจะพารถยนต์ไปถึงที่จอดรถได้ก็เกือบเที่ยง)

งานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งนี้ฉันจึงพยายามเตรียมตัวเต็มที่ ทั้งศึกษาเส้นทาง ทั้งนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันงาน วันจัดบูธก็ไปกันแต่เช้าตรู่ รีบจัดรีบกลับบ้านมานอน แต่กระนั้นในช่วงวันงานเราก็ต้องตื่นตึ 4 จัดการงานบางอย่าง ต้องออกจากบ้านก่อนตี 5 ครึ่ง ไปถึงลานจอดรถประมาณ 6 โมงเช้า แต่ยังช้ากว่าอีกหลายคันที่ไปถึงก่อน

เรากลับถึงบ้านราว 4 ทุ่มครึ่ง กว่าจะทำโน่นนี่นั่น กว่าจะได้นอนก็ 5 ทุ่มกว่า พอนาฬิกาปลุกก็รู้สึกเหมือนเพิ่งนอนไปเมื่อกี้นี้เอง

วันแรกๆ ที่ไปถึงเราไปเดินตลาดนัดโรงงานยาสูบ แต่พอวันที่ 3 หรือ 4 นี่แหละ ฉันเริ่มไม่ไหว ขอนอนรอในรถ จากนั้นเป็นต้นมา พอรถจอด เรา 2 คนก็หามุมสงบของตัวเองในรถยนต์คันเล็กๆ แล้วหลับจน 7 โมงครึ่ง จึงค่อยไปเดินตลาดนัด วันแรกๆ ฉันหลับๆ ตื่นๆ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มหลับได้ดีขึ้น จนชักจะดีเกินไปล่ะ ตื่นมากว่าจะรวบรวมสติสตังค์ได้ก็กินเวลาสักพัก

...สภาพร่างกายดีกว่างานครั้งแรก แต่ก็ยังง่วงไม่น้อยเลยในช่วงระหว่างวัน ได้แต่นั่งนับวันรองานวันสุดท้าย รอวันที่ได้กลับไปนอนอืดที่บ้านอีกครั้ง

มันเป็นความง่วงอย่างที่บรรยายไม่ถูก มันจู่โจมเข้ามาแบบตั้งตัวไม่ติด มาแบบกะทันหันไม่บอกล่วงหน้า และสาหัสเอามากๆ ถึงขนาดที่ว่าลุกเดินไปมาในบูธก็ยังไม่ตื่น แถมเดินมากๆ เข้าก็ชักเมื่อยขาเมื่อยเท้า เมื่อยเอามากๆ ช่วงไหนที่คนไม่ค่อยเยอะ เราสองคนก็จะผลัดกันออกไปเดินเล่นดูหนังสือของบูธอื่นเพื่อแก้ง่วง และได้หนังสือติดไม้ติดมือกันมา ทั้งขายทั้งซื้อเลยเชียว



ช่วงนั้นก็ได้หนังสือมาหลายเล่ม เล่มหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อในงาน มาเห็นแล้วพออ่านปกหลังก็ชักสนใจซื้อมาอ่าน วันหนึ่งฉันก็ตัดสินใจเอาเล่มนี้ออกมาอ่านด้วยหวังว่าจะช่วยแก้ง่วงได้ ที่ไหนได้ ยิ่งอ่านยิ่งง่วงเร็วกว่าเก่า แม้ว่าหนังสือจะน่าติดตามก็เถอะ จนต้องยอมแพ้ อ่านไม่ได้แม้แต่การ์ตูนแกะเหลือง (Eat All Day) และต้องเก็บหนังสือทุกเล่มกลับบ้าน

หนังสือเล่มนั้นฉันได้กลับมาอ่านแบบสบายๆ ที่บ้านช่วงฟื้นตัวจากงาน ง่วงก็นอน อ่านไปอ่านมาชักสนุก จนต้องจบเล่มนั้นเมื่อคืนวานนี้เอง



หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า "ดินแดนใต้พิภพ" หรือภาษาอังกฤษว่า Never Where เขียนโดยนีล เกแมน นักเขียนที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน ครั้งแรกที่อ่านหนังสือเล่มนี้ฉันนึกเสียใจขึ้นมาตะหงิดๆ ว่าซื้อมาทำไมว้า คิดว่าคงเหมือนกับนิยายวัยรุ่นแฟนตาซีหลายๆ เล่มที่ฉันซื้อมาช่วงหลังๆ ที่มักมีบทบู๊ที่ชวนให้นึกถึงฉากบู๊ในหนังฮอลีวู๊ดที่เมื่อมาโผล่บนหน้าหนังสือ มันกลับไม่สนุกเอาเสียเลย

ครั้นอ่านไปๆ ก็พบว่าหนังสือมีความน่าสนุกและติดตามมากๆ เชียวล่ะ เรื่องของชายหนุ่มที่มีชีวิตปกติในลอนดอน เกิดจับพลัดจับผลูต้องกลับกลายเป็นคน "ลอนดอนล่าง" อันเนื่องมาจากความมีจิตใจดีของเขานั่นเอง เมื่อเขากลายเป็นชาวลอนดอนล่าง ชีวิตก็เหมือนไปอยู่อีกมิติหนึ่งที่ไร้ตัวตนในสายตาของชาวลอนดอนบน ได้พบกับชีวิตแปลกประหลาดและพิลึกพิลั่นหลากหลายในชีวิตด้านล่าง ได้ผจญภัยในท่อน้ำทิ้งและสถานีรถไฟใต้ดิน

ช่วงแรกๆ ที่อ่าน ฉันรู้สึกสนุกแบบไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ อ่านค่อยๆ เดินทางซึมซับเรื่องราวไปเรื่อยๆ แต่เมื่ออ่านไปช่วงหลังๆ ฉันกลับอยากรู้อยากเห็นตอนจบของหนังสือไปซะนี่ ดังนั้นฉันจึงต้องปิดฉากมันลงโดยเร็ว

จริงๆ ฉันไม่ค่อยชอบชื่อภาษาไทยของหนังสือเล่มนี้นัก ไม่เหมือนชื่อภาษาอังกฤษดูปิดบังให้ค้นหา แต่พอเป็นชื่อภาษาไทยนี่เหมือนบอกเลยว่าหนังสือเกี่ยวกับอะไร หมดกันความลึกลับ

เหมือนว่าสำนักพิมพ์ Word Wonder เจ้าของลิขสิทธิ์ภาษาไทยของหนังสือเล่มนี้ เป็นสำนักพิมพ์ใหม่ มีหนังสือออกมาไม่กี่เล่ม (แต่ก็ยังเยอะกว่าเต่าตัวโตแหละน่า 555) เป็นนวนิยายแปลทั้งหมด และมีหนังสือของนีล เกแมนทั้งหมด 3 เล่ม คาดว่าฉันคงไปซื้อมาอ่านอีกสักเล่ม ...หลังจากที่ฉันจัดการกับหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ซื้อมาจากงานมหกรรมหนังสือฯ หมดแล้วนะ



ส่งท้าย ...วันสุดท้ายเมื่อเก็บของเสร็จ เห็นบูธว่างๆ เหงาๆ ก็ชักรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา ฉันกับแฟนมาใช้ชีวิตที่นี่เป็นเวลา 12 วัน (จนเหล่าแมวเริ่มงอนกันถ้วนหน้า) มีทั้งเรื่องสนุก เบื่อ ตื่นเต้น ทุกข์ใจ หัวเราะ น้ำตาร่วง(ตอนหาวมากๆ) นั่งหลับ หลบมุมกินข้าว ฯลฯ  แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้านะ