วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อ่านหนังสือ : หลุมพยาบาท Mercy


หลังจากหนังสือ Harry Potter โด่งดัง หนังสือแนวพ่อมดแม่มดและเวทมนต์ก็ออกวางแผงกันมากมาย หลังเรื่อง Twilight ก็มีแต่แนวแวมไพร์ผุดกันมาอีกเป็นกระบุงโกย จนแทบเกิดอาการเกลียดชังหนังสือแม่มดกับแวมไพร์กันไปเลยทีเดียว ดังนั้นปฏิบัติการหาหนังสือแนวลึกลับสอบสวนอ่านของฉันจึงยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก

เคยอ่านหนังสือที่ดูชื่อ ดูปก ก็คิดว่าน่าจะสนุก กลับกลายเป็นหนังสือแนววัยรุ่น (เรื่องย่อหรือคำนำก็แทบไม่บอกอะไรสักเท่าไร ต้องเสี่ยงเอาเอง ไม่ก็ยืนอ่านที่ร้านสัก 1 ตอนก่อนซื้อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ฉันถนัด) พอได้อ่านฉากต่อสู้ก็แทบเห็นภาพที่ถอดพิมพ์ออกมาจากหนังบู๊ฮอลลีวู๊ดกันเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อนำมาเขียนเป็นตัวอักษร ฉันว่ามันไม่สนุกเอาซะเลย

นวนิยายสืบสวนของสวีเดนจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับฉัน โดยมีสำนักพิมพ์สันสกฤตเป็นผู้แปลและตีพิมพ์ และขอบอกว่าหาซื้อได้ยากมากๆ หากว่าไม่อยากซื้อผ่านเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์เอง และที่สำคัญราคาสูงเอาเรื่องเลยทีเดียว

เนื้อหาและแนวทางในการนำเสนอของนวนิยายสืบสวนสัญชาติสวีเดนนั้นมีความแปลกแตกต่างจากทางฝั่งอเมริกา ไม่เน้นบู๊ตื่นเต้น แต่เน้นในเรื่องราวรายละเอียดที่อยู่รอบข้าง

ในบรรดาทุกเล่มของสวีเดนที่อ่านมา มีเรื่องนี้ที่ตอนจบน่าผิดหวังมากที่สุด เพราะผู้ร้ายแลจะมีเหตุจูงใจที่ธรรมดาเป็นที่สุด เอาเถอะน่า ยังไงก็ยังสนุกอยู่ดี จริงๆ ฉันพอจะเดาๆ คนผิดได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ยังติดตามอ่านอย่างลุ้นจนจบเล่มก็เพราะความน่าสนใจของตัวละครเองเสียมากกว่า

+++++++++++++++++++++++++++++++

คาร์ล มอร์ก ตำรวจสืบสวนมือเก๋าที่เก่งกว่าหลายๆ คนในสถานีตำรวจแห่งนั้น คดีล่าสุดเขาพลาดถูกยิงบาดเจ็บ เพื่อนในทีมคนหนึ่งตาย อีกคนเป็นอัมพาต เขาจึงแทบไม่เหลือไฟในการทำงาน จนกระทั่งถูกเพื่อนร่วมสถานีและเจ้านายเขี่ยทิ้งให้พ้นหูพ้นตาไปทำงานในแผนกใหม่เอี่ยมอ่องใต้ถุนสถานีตำรวจ เพื่อติดตามสะสางคดีค้างเก่าที่ปิดไม่ลง เขาได้ผู้ช่วยคนหนึ่ง (จริงๆ เป็นคนทำความสะอาดและชงกาแฟ) ชื่ออัสซาด ชาวซีเรียที่ลี้ภัยทางการเมืองมาลงหลักปักฐานที่สวีเดน ด้วยความที่เป็นคนที่กระตือรือร้นและเฉลียวฉลาด อัสซาดจึงเพิ่มหน้าที่ผู้ช่วยนักสืบอีกตำแหน่งให้ตัวเอง และถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดึงให้คาร์ลขึ้นมาจากหลุมที่เขาฝังตัวเองไว้และยังช่วยเหลือหญิงอีกคนออกจากอีกหลุมได้อีกคนหนึ่ง

หญิงอีกคนเป็นนักการเมืองไฟแรงชื่อว่าเมเรเต้ ลิงการ์ด ที่หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยไปเป็นเวลา 5 ปี ด้วยข้อสันนิษฐานว่าเธอตกน้ำตายจากอุบัติเหตุหรือฆ่าตัวตาย แต่เนื่องจากไม่พบศพ คดีจึงปิดไม่ลง ไม่มีใครคาดคิดว่าเมเรเต้นั้นถูกลักพาตัวไปขังไว้ในห้องทึบนั้นเพื่อทรมานเป็นเวลานาน

หนังสือเล่าเรื่องราวสลับตัดไปมาระหว่างคาร์ลในเวลาปัจจุบัน (ปี 2007) กับเมเรเต้ในช่วงเวลาก่อนที่เธอจะหายตัวไปจนกระทั่งถูกขังอยู่ในคุกทรมานแห่งนั้น (2002-2007) อย่างมีรายละเอียด สีสัน และน่าติดตามทีเดียว

เหตุหนึ่งที่ฉันชอบหนังสือแปลจากฝั่งตะวันตกก็คือรายละเอียดในเรื่องราวที่เน้นเหตุและผล ไม่ใช่นึกจะจับตัวละครนี้ไปทำอะไรก็ทำได้เลย เช่น หญิงติดหนวดปลอมเป็นชายอะไรเทือกนั้น แต่ทุกอย่างของเขาต้องดูว่าทำได้มั้ยจากพื้นฐานของกฎหมายในขณะนั้น หรือจำเป็นต้องใช้อะไรถึงทำเช่นนั้นได้

กับนิยายของอีกประเทศที่รายละเอียดพวกนี้เยอะมากก็คือญี่ปุ่น ซึ่งก็เยอะเกินไป บางครั้งดูราวกับอ่านหนังสือคู่มือทฤษฏีอะไรสักอย่าง

+++++++++++++++++++++++++++++++

ระยะหลังๆ การอ่านผ่านแว่นสายตายาว (บวกเอียงไปด้วย) ทำอ่านติดต่อกันนานมากไม่ได้ เมื่อวานที่อ่านเล่มนี้อย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมง จึงเกิดอาการปวดหัวหนึบๆ แต่พอเลิกอ่านก็ไม่รู้จะทำอะไร คงด้วยหมดไฟเหมือนกับคาร์ล มอร์กคนนี้เหมือนกัน เดินไปเดินมาไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยหยิบหนังสือมาอ่านอีกจนได้ ในที่สุดหนังสือเล่มหนาหนักก็จบลงได้ในเวลา 2 วัน


เสียดายตรงที่มันจบเร็วจัง แล้วต้องไปหาหนังสือเล่มใหม่อีกแล้วสิเนี่ย เฮ้อ...ปวดหัว จะมีเล่มที่สนุกสำหรับฉันบ้างมั้ยนะ

อ่านหนังสือ : คำสารภาพ


กว่าจะรู้ว่าภาพบนหน้าปกหนังสือ "คำสารภาพ" เล่มนี้เป็นภาพของอะไรก็ต้องอ่านหนังสือจบไป 1 บทก่อนล่ะนะ

ซื้อหนังสือของ แพรวสำนักพิมพ์ เล่มนี้จากร้านอมรินทร์ แต่สภาพหนังสือค่อนข้างแย่ ถ้าจำไม่ผิดมีหนังสือในชั้นวางอยู่ราว 3-4 เล่ม สภาพเล่มนี้ดีสุดล่ะ มีขอบปกเป็นรอยขูดจนผิวที่เคลือบไว้เริ่มจะลอก มุมปกหน้าขวาบนย่นยู่หลายหน้า แต่ด้วยความที่ช่วงนี้อยากอ่านหนังสือแนวสืบสวนมากๆ ก็เลยตัดสินใจซื้อมา

ในระยะหลังนี่การเลือกหนังสืออ่านของฉันเริ่มยากเย็นขึ้นทุกวัน ณ วัยนี้ของชีวิตฉันชอบกลับมาอ่านหนังสือสืบสวนอีกครั้ง แต่หาแบบที่ชอบได้ยาก วันก่อนไปได้มา 1 เล่ม ชื่อ Dread พอเปิดอ่านถึงรู้ว่าเป็นสืบสวนแนววัยรุ่น เฮ้อ... แล้วก็ตามคาด ไม่สนุกเลยสำหรับฉัน สงสัยจะแก่เกิน

ชื่อหนังสือคือคำสารภาพ แต่ฉันอยากเปลี่ยนให้มันเป็น "ความแค้นอันแสนหวาน" จริงๆ จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากการเสียชีวิตของมะนะมิเด็กหญิงอายุ 4 ขวบที่สาเหตุน่าจะเป็นการจมน้ำตาย แต่เมื่อแม่ของมะนะมิซึ่งเป็นครูโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งสืบสวนก็รู้ว่านั่นคือการฆาตกรรมจากน้ำมือของลูกศิษย์ 2 คนในห้องของเธอนั่นเอง แทนที่จะแจ้งตำรวจซึ่งคนผิดก็จะรอดตัวเนื่องจากความเป็นเยาวชน เธอจึงเลือกที่จะลงมือแก้แค้นด้วยตัวเอง

โครงเรื่องเรียบง่าย แต่สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้โดดเด่นน่าจะอยู่ที่วิธีการนำเสนอที่ค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวที่เป็นเบื้องหลังของเหตุฆาตกรรมครั้งนี้ ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่าต้นตอของปัญหามาจากครอบครัวนั่นเอง

แต่ละบทจะเป็นการเล่าเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวที่มีส่วนในเหตุการณ์ครั้งนี้โดยให้ "ตัวเอง" เป็นคนเล่า ดังนั้นเราจึงมองเห็นสาเหตุลึกๆ ที่ทำให้เขาหรือเธอผู้นั้นทำแต่ละอย่างลงไปอย่างชัดเจนในแบบที่คนอื่นไม่มีทางเข้าใจได้

บทหนึ่งที่ติดฝังในใจฉันมากๆ ก็คือบทที่แม่คนหนึ่งของฆาตกรเปิดเผยความในใจของตัวเองผ่านทางไดอารีเล่มหนึ่ง เธอเป็นแม่ที่ปกป้องลูกชายมากๆ จนมองข้ามความผิดพลาดในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่เธอกลับมองเห็นความผิดพลาดของคนอื่นได้อย่างชัดเจนแม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

เธอวิพากษ์สังคมว่าพื้นฐานของเด็กแต่ละคนล้วนเกิดมาจากครอบครัว และตำหนิคนนั้นคนนี้ว่าทำพลาดแบบไหน แต่กลับมองข้ามความผิดพลาดของตัวเอง และคอยแต่จะปลาบปลื้มว่าลูกของตัวเองเป็นคนดี เป็นเหยื่อของผู้อื่น แม้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดจากรักของแม่ก็ตาม สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ลูกชายของเธอเป็นไอ้ขี้แพ้ จนต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการฆาตกรรมเด็กหญิงไม่มีทางสู้ไปคนหนึ่ง เปรียบได้กับคำที่ว่า "พ่อแม่รังแกฉัน"

การแก้แค้นของครูสาวไม่ได้โหดร้ายทารุณทางร่างกาย แต่กลับสร้างความกดดันทางด้านจิตใจกับผู้ผิดได้อย่างเจ็บปวดมากกว่าหลายเท่านัก