วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อ่านหนังสือ : ออสการ์แมวธรรมดากับพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา

รับแมวใหม่เข้าบ้าน จนทำให้แมวเก่าเครียดกันถ้วนหน้า รวมถึงตัวบงการ 2 คนก็เครียดไม่น้อยกว่ากัน เมื่อราวเดือนก่อนมีแมวจรมาอาศัยพักพิงบนหลังคาบ้านของบ้านที่หลังชนกัน ป๋าเลยให้ข้าวให้น้ำจนกระทั่งมันยอมให้จับ ไม่นานนักก็เริ่มออกอาการติดสัด เราจึงลักพาตัวมันไปทำหมัน

หมอบอกว่ามันอายุได้ 2 ปีแล้ว น่าจะเคยมีลูกมาก่อน กะไว้ว่าทำหมันเสร็จจะพากลับไปหย่อนไว้ที่เดิม เป็นแมวจรเหมือนเดิม ปรากฏว่าป๋าเปลี่ยนใจ รับมันมาเลี้ยง ซื้อกรงมาใส่มันเพื่อให้มันทำความคุ้นเคยกับแมวเก่า 4 ตัวก่อน

วันนี้เจ้ามิ้ว แมวตัวใหม่ก็เข้าบ้าน มันร้องมิ้วๆ อยู่ในกรง (ที่มาของชื่อมิ้วนั่นเอง) หาทางจะออก ร้องสลับนอน ร้องสลับกิน ร้องสลับเลียเนื้อตัว ทำตัวตามสบายมากกับบ้านคนอื่น กลายเป็นว่าที่เครียดคือเรากับป๋า และเหล่าแมวทั้ง 4

โดยเฉพาะเจ้าแต่ง งอนเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้เราจับตัวเลย เง้อ....

ก็นับแต่เรารับแมว 3 ตัวมาเป็นน้องเจ้าบุญแต่ง เมื่อราว 8-9 ปีก่อน เราก็ไม่คิดจะพาแมวตัวไหนเข้าบ้านอีกเลย เพราะเจ้าแต่งเอาแต่ไล่ตบน้องจนกระทั่งบัดนี้ ปวดโหลกมากๆ ค่า


มาเข้าเรื่องหนังสือ ก็เกี่ยวกับแมว เป็นแมวชื่อออสการ์ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสเตียร์เฮาส์รับเลี้ยงไว้ มันพิเศษตรงที่มันมีสัมผัสพิเศษที่รู้ก่อนใครว่าผู้ป่วยคนไหนที่กำลังจะเสียชีวิต มันจะไปนอนเฝ้าจนกระทั่งเขาตายจากไป



เรื่องราวของแมวตัวนี้ได้รับการถ่ายทอดโดยหมอโดสะที่ประจำอยู่ที่นั่น จริงๆ เรื่องราวของออสการ์ไม่ค่อยเยอะเท่าไร ส่วนใหญ่หมอจะเน้นไปที่การเล่าเรื่องของผู้สูงอายุที่แทบทุกคนเป็นโรคสมองเสื่อม

สมองเสื่อม

รู้สึกช่วงนี้ฉันจะพบกับหนังหรือหนังสือเรื่องพวกนี้บ่อยจัง เหมือนมีอะไรสักอย่างเตรียมตัวฉันให้พร้อมสำหรับโรคนี้มั้ง (ฮา)

ในหนังสือ พยาบาลแมรี่เป็นคนบอกหมอเรื่องนี้ แต่หมอดูจะยังไม่ค่อยเชื่อนัก เขาเลยออกไปสัมภาษณ์ญาติของผู้เสียชีวิต และพบว่าออสการ์ทำแบบนั้นได้จริง ที่สำคัญคือทุกคนบอกว่าทั้งผู้ป่วยและญาติรู้สึกสบายใจเมื่อมีออสการ์มาอยู่ด้วย

การมีแมวอยู่ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทำให้สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนบ้านที่น่าอยู่มากขึ้น จริงๆ หลังอ่านเรื่องนี้จบก็มีอะไรหลายอย่างอยากเขียนถึง แต่ตอนนี้นึกอะไรไม่ออกเลยในภาวะที่แมวเก่าเครียดกันขนาดนี้

จบละกัน Y___Y




วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้

จู่ๆ ก็นึกอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาซะงั้น แต่ไม่ใช่ว่าเพิ่งคิด คิดมานานล่ะ เพียงแค่ไม่เคยได้แสดงความคิดเห็นออกมา


ไม่รู้ว่าชีวิตในช่วงหลัง ฉันแก่ขึ้น มองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น หรือกำลังเป็นโรคซึมเศร้า หรือแค่เบื่อและรำคาญ ฯลฯ ฯลฯ ฉันมิอาจรู้ได้ เมื่อใดที่ได้อ่านคำคม แง่คิด เรื่องราวของผู้ประสบความสำเร็จ ความเห็นของกูรู (กูรู้ไปซะทุกเรื่อง และมึงต้องเชื่อกูด้วยนะ) การแนะแนวทางดำเนินชีวิตจากนักพูด เรื่องเล่ากินใจจากนักแต่งเรื่อง ทุกอย่างพวกนี้มันทำให้ฉันเลี่ยนและเอียนเอามากๆ

เรื่องพวกนี้เมื่อตอนวัยรุ่นฉันชอบอ่านนะเรื่องพวกนี้ เพราะอยากปรับปรุงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น พอแก่ตัวลงมากขึ้นๆ ฉันกลับมองเห็นแค่ความหลากหลายของมนุษย์

คนเราแต่ละคนน่ะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ดีเอ็นเอต่างกัน ลายนิ้วมือไม่ซ้ำกัน เกิดมาต่างกัน ความพยายามต่างกัน สารเคมีในสมองต่างกัน การมองโลกดีร้ายต่างกัน  สิ่งแวดล้อมสารพัดจะหลากหลาย ที่สำคัญคือโอกาสไม่เหมือนกัน

เวลาเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จออกมาพูดเสียงดัง เขามักจะเน้นว่า "ผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้" ประมาณว่าที่แกไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่พยายามมากพอ ไม่อึดไม่ถึกมากพอ ไม่ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

สมมติว่าคน 2 คนที่เหมือนกันมากๆ ระดับครอบครัวเท่ากัน ฉลาดเท่ากัน เรียนมาดีเท่ากัน ถ้าคนหนึ่งไปทำงานในบริษัท A และอีกคนไปทำงานในบริษัท B ผลลัพธ์ออกมาคงไม่เหมือนกัน เพราะทั้งสองคนต้องพบกับลักษณะงาน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เจ้านายของเจ้านายอีกที แตกต่างกันไป

พวกนี้ขอเรียกว่า "ตัวแปร" ที่ไม่มีอะไรเท่ากัน ไม่มีอะไรแน่นอน วันหนึ่งคนๆ หนึ่งอารมณ์ดี อีกวันอารมณ์บูด ก็ยังมี นี่แค่ 2 อารมณ์เท่านั้นนะ จริงๆ ยังมีอีกหลายอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ ตัวแปรรอบตัวเรานั้นมันมีมากมายจนตัวอักษรทั้งหมดก็เอามาแทนได้ไม่หมด กว่าจะสิ้นสุดวัน มันก็มีเป็นพันๆ หมื่นๆ อย่าง

เพื่อนร่วมงานของแต่ละคนต่างก็มีตัวแปรที่แตกต่างกันไปเช่นกัน ผลกระทบที่มีต่อกันและกันก็ต่างกันไป ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกัน

ดังนั้น ผมทำได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณก็ต้องทำได้ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เก่ง ไม่พยายามมากพอ มันก็แค่ส่วนผสมที่ไม่ได้เหมือนกันของตัวแปรทั้งหลาย

ที่สำคัญก็คือ ความสำเร็จของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน บางคนอาจแค่ได้นั่งเฉยๆ ดูทีวี ขณะที่อีกคนต้องทำงานเพื่อเพิ่มกำไรให้บริษัทของตัวเอง

ฉันเองก็ไม่รู้จะจบบทความนี้อย่างไร คงเป็นเพราะฉันไม่ใช่คนกลุ่มประสบความสำเร็จล่ะมั้ง


วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องสั้น : งานที่ทำเสร็จ

ไม่ถึงกับเป็นเรื่องสั้น 2 ประโยค แค่อยากลองเขียนดูน่ะ


...

ฉันเดินหาเครื่องมือฆ่าตัวตายไปรอบบ้าน ฉับพลันก็ตระหนักว่าควรเลิกทำแบบนี้ซะที เพราะฉันทำสำเร็จไปแล้วเมื่อสองเดือนก่อน

...

เรื่องสั้น : งานที่ทำเสร็จ

ไม่ถึงกับเป็นเรื่องสั้น 2 ประโยค แค่อยากลองเขียนดูน่ะ


...

ฉันเดินหาเครื่องมือฆ่าตัวตายไปรอบบ้าน ฉับพลันก็ตระหนักว่าควรเลิกทำแบบนี้ซะที เพราะฉันทำสำเร็จไปแล้วเมื่อสองเดือนก่อน

...

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ดูหนัง : Still Alice มาว่ากันต่อเรื่องอัลไซเมอร์

ฉันเขียนบล็อคนี่ก็เพื่อฝึกการเขียนและฝึกการคิดเรื่องราวต่างๆ ให้ต่อเนื่อง เนื้อหาที่เขียนจึงเลือกเรื่องใกล้ตัว ก็ชีวิตฉันมีแค่นี้นิ อยู่แต่บ้านอ่านหนังสือกับดูหนัง (ดูแมวด้วยอีกอย่าง) ไม่ค่อยได้เที่ยวสักเท่าไร เน้นเล่าเรื่องราวแวดล้อม เรื่องราวจึงมักเกี่ยวกับตัวฉันเองมากกว่าจะเป็นเรื่องของรีวิวเนื้อหาในหนังสือหรือหนัง ถ้าใครอยากรู้เรื่องหนังคงผิดหวังล่ะนะ


หลายเรื่องที่เลือกมาเขียนก็เนื่องจากชอบ และมันมีบางอย่างที่ฝังในใจ จนต้องเล่า

นานๆ ครั้งก็จะมีเรื่องที่ใกล้เคียงกับตัวฉันเอง

เรื่อง Still Alice เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวชีวิตของอลิส เริ่มตั้งแต่ช่วงชีวิตที่โรคอัลไซเมอร์เริ่มแสดงอาการ ไปจนถึงเป็นโรคนี้เต็มขั้น ชีวิตของเธอนั้นเป็นนักวิชาการที่เก่ง มีสามีเป็นหมอ และลูกชายที่กำลังเรียนหมอหรือเป็นหมออะไรสักอย่างนี่แหละ ลูกสาวอีกสองคน คนหนึ่งทำอะไรไม่แน่ชัด อีกคนกำลังพยายามเป็นนักแสดง


จากข้อมูลของหมอ (ในเรื่อง) บอกว่าปกติอาการนี้มักไม่เริ่มต้นในคนวัยนี้ (คือประมาณ 50-60 ปี) แต่อลิสเป็นอัลไซเมอร์จากกรรมพันธุ์ ที่หมอบอกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ เลี่ยงไม่ได้ อาการทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าพยายามฝึกสมองด้วยตัวเองขนาดไหนก็หยุดมันไม่ได้

ที่มา http://health.kapook.com/view20029.html


ฉันเองก็เคยอ่านเรื่องของอัลไซเมอร์ในเว็บไซต์ เพราะสงสัยว่าไอ้อาการที่ฉันเป็นนี่มันคืออัลไซเมอร์หรือเปล่า ก็พบว่าอัลไซเมอร์นั้นรุนแรง ลักษณะอาการก็เหมือนในเรื่องนี่แหละ

พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ...สมองฉันก็เริ่มออกอาการหลงลืมอย่างเห็นได้ชัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
- นึกชื่อเฉพาะหลายอย่างไม่ออก พยายามไปเหอะ นึกไม่ออก เช่น ดาวคะนอง กล่องพลาสติก
- บางครั้งตอนกำลังพูดเรียบเรียงประโยค ฉันก็เรียกชื่ออีกอย่างแทนอีกอย่าง เช่น กำลังจะบอกว่า "เขียนลงในสมุดแทนก็ได้นะ จะได้..." ก็กลายเป็น "เขียนลงในปากกาแทนก็ได้นะ จะได้..." เล่นเอางงกันทั้งคนพูดคนฟังไปเลย
- จู่ๆ ก็ลืมเรื่องที่กำลังนึกอยู่ไปซะงั้น แถมนึกให้ตายก็นึกไม่ออก จนผ่านไปมันจะกลับก็กลับมา บ่อยครั้งเป็นความกังวลบางอย่างก็ลืม เช่น ตอนกำลังขับรถได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ทำให้น่ากังวล ฉันจะกังวลอยู่ประมาณ 10 -20 วินาที แล้วหลังจากจดจ่อกับการขับรถไปสักพัก ความกังวลยังค้างเติ่งอยู่ในใจ แต่มันกังวลเรื่องอะไรล่ะเนี่ย อ๊ากกกกกก
- ตอนไปซื้อของ ก็ลืมว่าจะซื้ออะไรหรือทำธุระอะไรบ้าง พอจดใส่กระดาษ บางครั้งก็ลืมหยิบมา บางครั้งก็ลืมดู อีกหลายๆ ครั้งดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างซื้อของแล้วก็จำอะไรไม่ได้สักอย่าง
- เดินจะไปหยิบผ้าในเครื่องซักผ้ามาตาก เดินผ่านกระจุกขนแมวข้างโต๊ะ ก็เดินเบี่ยงขวาไปหยิบไม้กวาดมากวาดเสร็จก็ลืมตากผ้า เป็นต้น
- พิมพ์ข้อความสลับตัวอักษรกันมั่วไปหมด
- และอีกหลายๆๆๆๆๆๆ อย่างมากจนจำไม่หวาดไม่ไหว

ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นอาการสมองเสื่อมหรือฉันมีปัญหาในการจดจ่อสมาธิกับเรื่องตรงหน้า ดูจากอาการ(คิดเอาเองว่า)ไม่น่าจะเป็นอัลไซเมอร์ ส่วนจะเป็นอะไรนั้นติดตามกันต่อไป

ถ้าฉันจะเป็นอัลไซเมอร์จริงๆ ก็คงไม่กังวลเท่าไร เพราะมันเป็นเรื่องที่ป้องกันและรักษาไม่ได้ ดีอยู่ตรงที่ฉันไม่ใช่คนเก่งจนต้องมานั่งเสียดายความรู้เหมือนอลิสในเรื่อง

พูดกันตามตรง เหมือนหนังจะสื่อออกมาด้วยนะว่า อลิสตอนจบน่ะก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไร เธอเองก็มีความสุขกับความทรงจำเก่าๆ ในยามเด็ก มีแต่คนปกติที่มองดูคนเป็นอัลไซเมอร์เท่านั้นที่จะรู้สึกสมเพชและทุกข์ใจกับมัน

ก็ถึงตอนนั้นคนเป็นอัลไซเมอร์ก็ไม่รับรู้อะไรอีกแล้วล่ะ


วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ดูหนัง : Still Alice

เพิ่งดู Still Alice จบ 




บอกได้ประโยคเดียวว่า 


...
...
นั่นมันตัวฉันในอนาคตชัดๆ 
...
...




เฮ้อ...




หมายเหตุ : ยกเว้นแทนที่จะมีลูกๆ ห้อมล้อม ฉันกลับจะมีแมวนอนบังหน้าจอ แล้วฉันก็คงสงสัยว่า "นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย" 






วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อ่านหนังสือ : The Martian เหยียบนรกสุญญากาศ

มาร์ค วัตนี่ย์มีอะไรมากมายหลายอย่างที่ฉันไม่มี ที่แน่ๆ ก็คือ ความพยายาม การวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ความอดทน  และที่ไม่เหมือนแบบเน้นๆ คือ การมองโลกในแง่ดี หลังจากต้องติดอยู่บนดาวอังคารคนเดียว โดยมีของยังชีพนิดหน่อย ไร้การติดต่อสื่อสารกับโลก

และทุกคนคิดว่าเขาตายไปแล้วอีกตะหาก

ขอบอกว่าหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยเนื้อหาเป็นวิทยาศาสตร์ที่อ่านแล้วฉันขอผ่านเลยไปหลายจุด โดยไม่พยายามทำความเข้าใจอะไรกับมันมากนัก ทั้งเรื่องเครื่องมือวิเคราะห์อากาศ เครื่องเปลี่ยนอากาศ เรื่องของออกซิเจน ไนโตรเจน ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ การแยกชิ้นส่วน การประกอบชิ้นส่วน อ่านแล้วนึกหน้าตาไม่ออก

ก็นะ ...มันเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์นิ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสนุกสนาน มีทั้งอารมณ์ขัน มีเรื่องลุ้นๆ ตลอด จนสงสัยนักว่าทำไมชีวิตช่างโหดร้ายกับเจ้าวัตนี่ย์นี่จัง แต่ก็นะ ...เขายังคงพยายามแก้ปัญหาจนเอาตัวรอดมาได้ แม้จะยังมีเผื่อใจไว้ว่าอาจไม่รอดจากดาวอังคารนี้มาได้

แตกต่างไปจากหนังสืออื่นที่อ่านในช่วงที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง


ด้วยความเป็นพวกไม่ค่อยพยายามดิ้นรน ฉันก็เลยไม่ค่อยเข้าใจนักกับคนประเภทนักสำรวจ ยิ่งโดยเฉพาะการสำรวจสถานที่ห่างไกลนอกโลกที่ต้องเดินทางกันเป็นปีๆ ต้องอยู่ในสถานที่จำกัด ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อการเดินทางไกล เฮ้อ...แค่คิดก็เบื่อแล้ว

กลับมาเข้าเรื่องหนังสือละกัน

ฉันไปได้หนังสือเล่มนี้มาจากงานมหกรรมหนังสือฯ ตุลา 58 ที่ผ่านมา หลังจากล็อคเป้าไว้จากร้านขายหนังสือและตั้งใจจะไปซื้อในงานฯ ครั้งแรกเห็นสะดุดตากับปกที่ดูสวยน่าหยิบมาอ่าน ที่อยากอ่านไม่ใช่เพราะเป็นหนังสือที่เอามาทำเป็นหนัง ดังนั้นช่วงก่อนงานหนังสือ พอเห็นปกที่เป็นรูปแมตต์ เดมอน ฉันแทบคลั่ง ...ฉันอยากได้ปกแบบเดิม ในงานฯ ยังจะมีขายมั้ยเนี่ย และดูเหมือนจะมีหลายคนคิดเหมือนฉัน ในเพจของสำนักพิมพ์มีหลายคนถามถึง คำตอบคือมี ฉันเลยรีบไปหาซื้อเล่มนี้มาตั้งแต่วันแรกของงานฯ เลยทีเดียว ฮ่า...กลัวหมด

ปกนี้เป็นปกแบบเดียวกับเล่มภาษาอังกฤษ

ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Martian_(Weir_novel)

อ่านบทนำเห็นว่านวนิยายเรื่องนี้ตอนแรกสำนักพิมพ์หลายแห่งปฏิเสธ เขาจึงเปิดให้ดาวน์โหลดไปอ่านกันฟรีๆ ในรูปแบบของอีบุ๊คส์ มาถึงตอนนี้ก็โด่งดังเอามากๆ ทำให้คิดว่าสำนักพิมพ์มักดูแต่เรื่องของตลาด ซึ่งเป็นเพียงการคาดเดาของคนเพียงไม่กี่คน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ เพราะการดำเนินงานบริษัทต้องนึกถึงเรื่องขาดทุน-กำไรเป็นหลัก

นับตั้งแต่ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค ผลงานของคนทั่วไปที่ส่งผ่านทางสื่อออนไลน์ ทำให้พวกเขาโด่งดังได้ด้วยเนื้องานของตัวเอง ทั้งงานดนตรี ศิลปะ หนังสือ งานฝีมืด และอีกหลายหลายอย่าง ถึงตอนนั้นบริษัทก็จะเข้ามาติดต่อเองเลย มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงมุมมองของนักลงทุนไปเลยทีเดียว

ส่งท้ายด้วยภาพจาก wikipedia ในเรื่องของหนังสือ


เป็นภาพตำแหน่งของโครงการ แอรีส 3 ในท้องเรื่อง
ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Martian_(Weir_novel)


ภาพของนักเขียน แอนดี้ เวียร์ ที่จอห์นสัน สเปซ เซนเตอร์
ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Martian_(Weir_novel)



ส่วนนี่เป็นภาพจากหนัง รอดูตอนเป็น DVD จ้า










วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ณ ปัจจุบัน : ตื่น...ทำไมเนี่ย

เมื่อเช้า แมวแต่งมานอนบนอก พอมันลุกพรึบออกไป ฉันก็ตื่น ควานหาไฟฉายเพื่อส่องดูนาฬิกา หาไม่เจอ ...

ด้วยความที่รู้สึกตัวตื่นแล้ว เลยคิดว่าน่าจะเป็นเวลาตื่นปกติคือ ตี 4 ครึ่ง ลุกมาพยายามเพ่งมองนาฬิกา แต่ไม่เห็น เลยล้างหน้าแปรงฟัน เดินลงมาชั้นล่าง แปลกใจตะหงิดว่าไม่มีแมวเดินตามลงมาเหมือนเคย ขอย้ำ ไม่มีแม้แต่ตัวเดียว

เปิดไฟชั้นล่าง เห็นนาฬิกา


ตี 2 ครึ่ง


...
...
...



มิน่าไม่มีแมวเดินตามลงมาเลย มันยังไม่เช้าเลย Y___Y





สรุปว่ากลับไปนอนใหม่ ตื่นอีกครั้งตี 5 กว่า

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

งานมหกรรมหนังสือ : 21 ตุลา - 1 พย. 58

ผ่านพ้นกันไปแล้วกับงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 20 ถือเป็นงานขายหนังสือของสำนักพิมพ์ # เต่าตัวโต ที่ศูนย์สิริกิติ์ ครั้งที่ 4
มีทั้งเบื่อทั้งสนุก ทั้งเวียนหัวและตาลาย (ตอนดูคนเดินไปมา ...แต่ไม่แวะบูธเรา 555) รับและจ่ายเงิน ง่วงและตื่น
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแวะบูธเล็กๆ ของเรานะคะ ไม่ว่าจะแวะดูเฉยๆ หรือซื้อหาสิ่งของติดไม้ติดมือ หรือแค่ผ่านไปพร้อมร้องว่า "3คน2แมว เอ้ย... 3แมว2คน" แล้วก็ยิ้มแบบตลกกับชื่อหนังสือ (อิอิ)
ครั้งนี้ยอมรับว่าไม่ค่อยพร้อมสักเท่าไร หนังสือใหม่ไม่มี ของก็น้อยลง จัดบูธไม่ค่อยแจ่ม หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะคะ ไว้ครั้งหน้าขอแก้ตัวใหม่
ตอนนี้ขอเวลาเก็บข้าวของ ตรวจสอบความเสียหายในกระเป๋าตังค์ (ดูเหมือนจะซื้อหนังสือมากกว่าขายได้ซะอีกนะเนี่ย เอ๊ะ ยังไงเนี่ย) นอน นอน นอน และนอน และง้อแมว จากนั้นจะเริ่มเตรียมงานของสำนักพิมพ์และบูธ พร้อมสำหรับงานปีหน้านะคะ
ขอบคุณมากๆ ค่า ^___^

บูธเข้มจริงๆ สีเข้มข้น ครั้งหน้าสีอะไรดีน้อ

พวงกุญแจสมุดทำมือ มีจำนวนจำกัด มีผู้สนใจมาก แทบหมดตั้งแค่ 3-4 วันแรกน้อ

ได้รู้จักคนใหม่ๆ ...ได้ขนมจากแสงดาวเยอะมาก จากเพื่อนใหม่ๆ ก็หลายชิ้น ชิ้นนี้จะบูธ 10 มิลลิเมตรจ้า

มีสมุดของคุณปู ร้าน Happiness Books มาเพิ่มสีสันให้ร้าน คราวนี้ขายไม่หมด เก็บไว้ครั้งหน้านะคะ

สีสันระหว่างวันที่คนบางตา ฝันว่าอยากมีแบบนี้สักตัว 
จะแอบคลานเข้าไปหลับน้ำลายไหลย้อยจนพอใจ 
ค่อยออกมานั่งประจำบูธ 5555


ได้เจอเพื่อนเก่าแบบไม่ได้คาดฝัน พาลูกเมียมาช็อปหนังสือ

นี่ก็เพื่อนอีกคนที่เจอแบบไม่คาดฝัน จำไม่ได้อีกต่างหาก เพื่อนฉันเปลี่ยนไปขนาดนี้

ได้ฟังเพลงน้าหงาแบบใกล้ชิด ไม่ได้ฟังเพลงไพเราะแบบนี้มานานมาก

ได้เสียดายตังค์ไปพร้อมๆ กับกินชาเขียวปั่นจนหายอยาก แถวบ้านไม่มีแบบนี้ง่ะ



ลุงป้าสองคนไปเฝ้าบูธ วันไหนคนเดินน้อย เราก็ผลัดกันไปเพิ่มประชากรคนเดิน ได้หนังสือมาเล็กน้อยเอ๊ง จริงนะ ไม่เยอะหรอก วันละนิดหน่อยเอ๊ง รวมๆ กันแล้ว ทำไมถึง.... ไม่อยากรวมค่าหนังสือเลย ลืมๆ มันไปเถอะเน้อ

ที่แน่ๆ แมวงอนไปแล้ว ต้องตามง้ออีกหลายวันเลย
squint emoticon''








แมวแสดง : รวบรวมภาพแมวในบ้านใหม่












ณ ปัจจุบัน : คนเราก็ต้องแก่

แต่บางครั้งก็อดเบื่อไม่ได้กับร่างกายที่เสื่อมโทรมลง ตอนนี้หลังจากตะลุยทำความสะอาดบ้านและจัดเก็บข้าวของมาหลายวัน ฉันก็เริ่มปวดตามข้อนิ้ว พยายามบีบนวดก็รู้สึกถึงความแข็งทื่อในทุกส่วน

ร่างกายก็เหนื่อยง่าย หลังจบงานมหกรรมหนังสือฯ หน้าตาเหมือนอดนอนมาแรมปี ถุงใต้ตาห้อยย้อยเห็นได้ชัด ผมเผ้าเป็นกระเซิง สมองไม่ทำงาน

เรื่องก็คือในช่วงงานสิบกว่าวัน ฉันกับสามีต้องตื่นตี 4 ออกจากบ้านตี 5 กลับบ้าน 4 ทุ่ม นอน 5 ทุ่ม ตอนขับรถไม่ง่วง เพราะฉันฝึกตัวให้ชินกับการตื่นเช้ามาหลายเดือน แต่ตอนอยู่บูธ นั่งเมื่อไรตาจะหลับ ยิ่งถ้าได้จ้องมองดูคนเดินผ่านไปมา จะปวดลูกตามากๆ มีครั้งหนึ่งช่วงวันท้ายๆ ฉันนั่งหลับตา หัวฉันเอนลงเกือบหล่นจากเก้าอี้ เป็นครั้งแรกที่ง่วงขนาดนั้น

บางครั้งก็อยากพักเหลือเกิน เหนื่อยนักกับการมีชีวิตอยู่

อ่านหนังสือ : Wayward Pines Trilogy

ในหนังสือเล่มแรกของชุดคือ Pines บทสรุปที่เฉลยปริศนาของเรื่องราวทั้งหมดถือว่าเกินความคาดเดาที่ฉันพยายามเดามาตลอดการอ่านหนังสือเล่มนี้

เรื่องมีอยู่ว่า...

อีธาน เบิร์ก ฟื้นขึ้นมาในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งหลังเกิดอุบัติเหตุ เขาไม่มีทั้งบัตรประจำตัว โทรศัพท์มือถือ และเงิน ที่มีอยู่คือความทรงจำที่สับสน เมืองเวย์เวิร์ดไพน์แห่งนี้ เป็นเมืองเล็กๆ ที่สงบ สวยงาม บ้านเรือนสไตล์วิคตอเรียที่งดงาม เหมือนฝันของใครบางคนที่ต้องการอยู่ห่างไกลจากความเร่งรีบของเมืองใหญ่ แต่ ณ ที่นี้เช่นกันที่เขาได้พบกับผู้คนที่มีท่าทางแปลกๆ นายอำเภอโหด พยาบาลจิตไม่ปกติ

เขาเป็นเจ้าหน้าที่สืบราชการลับที่มาเพื่อสืบสวนการหายตัวไปของเพื่อนร่วมงาน หลังอุบัติเหตุ เขาติดต่อใครนอกเมืองไม่ได้ เมื่อพยายามหนีออกจากเมืองก็ไม่สำเร็จ และต่อมาก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการโดนชาวเมืองฆ่า

มีปริศนาหลายอย่างเกิดขึ้นรายล้อมรอบตัวเขา มันคือ... แล้วก็จบเล่ม เขาได้กลายเป็นนายอำเภอคนใหม่แทนคนเก่าที่ตายไป



เพราะหน้าปกหนังสือบอกว่ามีการดัดแปลงเรื่องนี้เป็นซีรีส์ทางทีวี (2015) หลังจากนั้นฉันก็เลยไปหาซีรี่ส์มาดู ในซีรีส์ สรุปรวบยอดหนังสือทั้ง 3 เล่มมาไว้ในซีรีส์ทั้ง 10 ตอนจบ แบบที่ไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไร

ซีรีส์นำแสดงโดยแมต ดิลลอน


เนื้อเรื่องในซีรีส์บางส่วนใกล้เคียงกับหนังสือ มีการดัดแปลงไปบ้าง แล้วในหนังสือจะจบแบบเดียวกันมั้ย?? มันทำให้ฉันลังเลว่าจะซื้อเล่ม 2-3 มาอ่านดีหรือไม่

หนังสือเล่ม 2-3 ออกมาพร้อมกันในรูปแบบของชุดใส่กล่อง ก่อนงานมหกรรมหนังสือฯ ตุลา 58

อ้าว แล้วคนซื้อเล่มแรกไปจะทำไงล่ะ ...ทางสำนักพิมพ์เขาก็แก้ปัญหาให้เสร็จสรรพ ซึ่งฉันชื่นชมจริงๆ นะ นั่นคือเขาจับหนังสือเล่ม 2-3 (Wayward และ The Last Town) ใส่ไว้ในกล่องแข็ง แล้วตรงส่วนที่ควรจะเป็นเล่ม 1 เขาใส่แผ่นโฟมสีดำแทรกไว้แทน ดังนั้น ถ้าคุณซื้อเล่ม 1 ไปแล้วก็มาซื้อกล่องนี้ไป ใส่เล่ม 1 เข้าไปแทนแผ่นโฟม เป๊ะ ดังนี้แล

ฉันเลือกไปหอบหิ้วหนังสือชุดนี้จากงานมหกรรมหนังสือฯ ด้วยเหตุผลว่า... มันลดราคา และสนพ.ของเราต้องไปเปิดบูธที่นั่นอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องหอบหิ้วขึ้นรถเมล์ (ปกติไปร้านหนังสือในเมืองฉันจะไปรถเมล์) แต่ขนกลับบ้านด้วยรถยนต์ส่วนตัว สบายกว่า ...ป้าแก่แล้ว เฮ้อ...


หลังงานมหกรรมหนังสือ สองเล่มแรกที่ฉันเลือกมาอ่านก็คือ Wayward ต่อด้วย The Last Town อ่านแบบอดหลับอดนอน (อีกแล้วครับท่าน) ต้องรีบอ่านก่อนลืมเนื้อหาของเล่มแรก ซีรีส์ดำเนินเรื่องไม่เหมือนกับในหนังสือ อาจเป็นด้วยลักษณะของการเล่าเรื่องแบบภาพกับตัวอักษรที่ต่างกัน ฉันประทับใจกับตอนจบของหนังสือมากกว่าในซีรี่ส์

แต่ในเล่ม 3 บางช่วงออกจะยืดมากไปนิด โดยเฉพาะตอนที่อีธานฝ่าวงล้อมของสัตว์ประหลาดแอ๊บบี้ออกไป บรรยายซะละเอียดยิบ ส่องปืนกันเป็นรายตัวเลยทีเดียว

หนังสือเขาออกแบบมาสวยงาม และออกแบบที่คั่นหนังสือมาเหมาะกับหนังสือมากๆ ชื่อหนังสือฉันว่าอ่านย้อนหลังจากเล่ม 3 มาจะได้ใจความเลยล่ะ The last town : Wayward Pines


คิดว่าเล่ม 3 คงรีบทำออกมาให้พร้อมกับเล่ม 2 และก่อนงานมหกรรมหนังสือฯ ดังนั้นจึงเห็นจุดผิดพลาดในการพิสูจน์อักษรหลายที่ แต่มีคำหนึ่งที่ฉันอ่านเจอ เข้าใจความหมายของมัน แต่ก็งงๆ กับศัพท์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนคือคำว่า "ขูดเขี่ยน" จะว่าเขียนผิดก็ไม่น่าใช่ เพราะมีหลายจุดที่สะกดแบบเดียวเป๊ะ อดใจไม่ได้ที่จะไปสอบถามจากน้องจอย นักพิสูจน์อักษรมือฉมัง พบว่ามีคำเหล่านี้ในพจนานุกรม แต่แยกกันอยู่ "เขี่ยนแปลว่าข่วน หรือขีด เช่น โดนหนามเขี่ยน " และพบว่าในกลุ่มเพื่อน FB ไม่เคยมีใครเคยเห็น นับถือคนช่างคิดคำนี้จริงๆ เลย



หนังสือเขียนโดย Blake Crouch เล่ม 1 และ 2 แปลโดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ เล่ม 3 แปลโดยปิติ วัฒนาธร ของสำนักพิมพ์ Maxx Publishing


--------------------
ยังไม่จบค่ะ มีสปอยล์ :-)






จะว่าไปพล็อตของวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ลดระดับลงเป็นสัตว์ประหลาดก็เคยเห็นมาก่อนในหนังใหญ่เรื่อง Pandorum เรื่องราวของการอพยพย้ายถิ่นของมนุษย์ไปบนดาวดวงใหม่ โดยใช้วิธีการจำศีล หลายคนได้กลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดกินเนื้อ แต่คนที่เพิ่งออกจากจำศีลในหลายปีต่อมา (ไม่รู้ว่าหลักร้อยหรือหมื่นปี) ยังคงเป็นคน และต้องต่อสู้เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกกิน 




ต่างกันตรงที่เรื่อง Pandorum ผู้คนอพยพด้วยความเต็มใจ แต่ใน Pines ผู้คนถูกลักพาตัว และถูกปิดบังความจริงที่เกิดขึ้น เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าเป็นฉันโดนแบบคนใน Pines ฉันคงโกรธเคืองมิใช่น้อย แทนที่เราจะได้ใช้ชีวิตและตายลงในโลกที่เราคุ้นเคย เรากลับต้องเผชิญกับชีวิตที่โหดร้ายแบบไม่คาดฝัน มันไม่ใช่ความโชคดีดังที่พิลเชอร์ เจ้าของโปรเจคต์สุดเพี้ยนอ้างถึง


การดำรงอยู่ของมนุษย์สำคัญอะไรนักหนากับโลกนี้ จริงๆ ถ้าไม่มีมนุษย์โลกนี้ก็อยู่ได้ ธรรมชาติไม่ถูกทำลาย มนุษย์ก็เป็นเพียงชีวิตที่เกิดมาในเศษเสี้ยวเวลาหนึ่งของโลกเท่านั้นเอง



...อยากรู้จังว่า ตอนที่อีธานตื่นมาหลังโลกผ่านพ้นไป 7 หมื่นปี จะเกิดอะไรขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ดูหนัง : สองวันกับ American Horror Story Asylum

ย้อนกลับไปดู American Horror Story ซีซัน 2 ที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลโรคจิต ซึ่งถือเป็นความชอบส่วนตัว เพราะในจินตนาการ ฉันว่าโรงพยาบาลบ้าโดยเฉพาะในยุคเก่า เป็นสถานที่ที่ดูจะหลอนๆ ยังไงอยู่


ใน Asylum เป็นเรื่องเกียวกับโรงพยาบาลบ้าในยุค 60 ที่ดำเนินงานโดยคริสตจักร เรื่องราวเกี่ยวข้องกับผู้คนหลากหลายประเภทจนจำแทบไม่หมด -- คนบ้า (อันนี้แน่นอน เพราะเป็นรพ.บ้า) แม่ชี นักบวช นักข่าว เลสเบี้ยน ฆาตกรต่อเนื่อง ซาตาน มนุษย์ต่างดาว ฆาตกรเด็ก (คือเด็กที่เป็นฆาตกร) หมอจากยุคนาซี มนุษย์ประหลาด (ไม่รู้ตัวอะไร น่าจะเป็นมนุษย์ที่เป็นผลงานจากหมอนาซี) และนางฟ้าสีดำแห่งความตาย (จากข้อมูลที่หาเจอ มีชื่อว่า Shachath ซึ่งเป็นตัวละครเฉพาะในซีรี่ส์เรื่องนี้เลยทีเดียว)

มีครบทั้งวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ และเรื่องลี้ลับอธิบายไม่ได้



ตัวละครในเรื่องนี้ทุกตัวเป็นสีเทา หลังจบจากซีรี่ชุดนี้ ฉันแทบไปดูหนังเรื่องอื่นที่ตัวละครเป็นสีขาว-ดำไม่ได้เอาซะเลย เพราะมันแลดูไม่จริงเอามากๆ (แน่ล่ะว่ามันไม่จริงเพราะเป็นหนัง แต่ความเหมือนจริงคือสิ่งที่ควรจะเป็นใช่มั้ยล่ะ) ฉันเกิดอาการเสพติดกับสีเทาอ่อน เทาเข้ม เทาจัดจนเกือบดำ ของตัวละครในเรื่องนี้ซะแล้วสิ


และเช่นเคย เจสสิก้า แลง ยังคงเป็นขวัญใจของฉัน (อีกแล้ว) ในเรื่องมีทั้งช่วงเวลาที่สวย เซ็กซี่ เรียบง่าย และโทรมสุดๆ เธอรับบทเป็นแม่ชี Sister Jude ที่ดูแลรพ.บ้าแห่งนี้ มีระดับความเทาตั้งแต่ เมาชนแล้วหนี (ตอนเป็นนักร้องตามผับ) เผด็จการ (ในฐานะหัวหน้าดูแลรพ.แห่งนี้) จนถึงแม่พระสุดๆ (หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว)

ฉากที่ชอบคือตอนที่ Sister Jude กลายมาเป็นคนไข้ซะเอง แล้วเปิดเพลง The Name Game จากตู้เพลง จากนั้นซิสเตอร์ก็แต่งชุดทันสมัยออกมาร้องเพลง โดยมีคนไข้ทุกคนออกมาเป็นแดนเซอร์ ดูเสียสติปนบันเทิง โลกนี้จึงดูทั้งไร้สาระและบ้าบอสิ้นดี

ฉากจากในเรื่อง



เพลงต้นฉบับ


ในยุคนั้น โรงพยาบาลและหมอมีการปฏิบัติกับผู้ป่วยโรคจิตในสภาพที่เลวร้าย ทั้งให้ยาแรง แช่ในน้ำร้อน จับมัด เจาะสมอง ช็อตไฟฟ้า ขังเดี่ยว และทดลองรักษาแบบผิดเพี้ยนต่างๆ นานา ไปจนถึงการดูแลแบบทิ้งๆ ขว้างๆ บางคนไม่ใช่คนบ้า แค่เป็นพวกที่เดี๋ยวนี้เรียกว่าพวกนอกกรอบ พอเข้ารพ.บ้า แล้วโดนรักษาแบบนี้ ไอ้ที่ไม่บ้าก็ถึงกับบ้าก็คราวนี้แหละ


จะว่าไป ฉันชอบเรื่องของซีซัน 2 กับ 4 เรื่องที่เกี่ยวกับความไม่สมประกอบทางจิตและทางร่างกาย หรือจริงๆ แล้วฉันเป็นหนึ่งในพวกบ้าพวกนี้กันแน่ ก็คงในระดับหนึ่งล่ะ ก็เล่นตะลุยดูจบ 13 ตอนใน 2 วันกันเลย

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ดูหนัง : American Horror Story - Freak Show

บางครั้งบางคราฉันก็นึกอยากดูอะไรที่มันน่ากลัวๆ เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับชีวิตที่ราบเรียบจืดชืดของตัวเองขึ้นมั่ง ตัวเลือกครั้งนี้มาตกที่ซีรี่เรื่อง American Horror Story

ตอนดู Season แรกเหมือนๆ จะน่ากลัว แต่ตอนท้ายกลับกลายเป็นเรื่องตลกขบขันซะมากกว่า ตั้งใจจะไม่ดูต่อ แต่เห็นชื่อตอนของ Season 4 ก็เลยลองดูอีกสักตั้ง ...ผลก็ยังไม่น่ากลัว แต่สนุกกว่าซีซันแรกเยอะเลย

---------------------------
วันแรกๆ ก็ดูแบบค่อยเป็นค่อยไป คือวันละตอน แต่พอถึงกลางเรื่องก็เริ่มตะลุยดูวันละหลายๆ ตอนจนปวดลูกตากันเลยทีเดียว ดูจบไปหลายวันก็ยังติดค้างในใจ ตกผลึกออกมาเป็นการเชื่อมโยงตัวละครเรื่องนี้เข้ากับหนังหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการ "กลายพันธุ์" ทั้ง X-men, ซีรี่ส์ Heroes และหนังเรื่องอื่นๆ

ใน X-men และ Heroes การกลายพันธุ์ของมนุษย์ทำให้พวกเขาเป็นตัวละครที่ทั้งแปลกแยกและพิเศษ ความสามารถที่เหนือมนุษย์ถือเป็นจุดเด่นของตัวละครในเรื่องทั้ง 2 และทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่โดดเด่นในทางบวก ที่ใครๆ ก็อยากเป็น

สำหรับใน Freak Show ตัวละครเหล่านี้คือมนุษย์ที่เกิดมาพิการทางร่างกาย เช่น ผู้หญิง 2 หัว, หนุ่มมือก้ามปู, ชายมีแขนเหมือนแมวน้ำ, มนุษย์หัวตะปู, คนแคระ, ผู้หญิงมีหนวด, ผู้หญิงมีนม 3 เต้า และอื่นๆ

ความพิเศษของพวกเขาแตกต่างจากมนุษย์กลายพันธุ์ของ X-men และ Heroes อย่างมาก เพราะผู้คนต่างมองพวกเขาว่าเป็นต้นเหตุของอาชญากรรม เป็นพวกตัวตลกที่น่าหัวเราะเยาะ ทั้งที่พวกเขามีจิตใจที่ดีกว่าคนปกติบางคนเสียอีก (แต่ก็ไม่ใช่ดีเลิศแบบขาวสะอาดนะ พวกเขาก็มีส่วนเลวเหมือนคนปกติทั่วไปเหมือนกัน)

ซีรี่ส์นี้ไม่น่ากลัว  แต่แฝงความโหดร้าย เช่น ความเป็นมาของเอลซ่า มาร์ส (รับบทโดยเจสสิก้า แลง) เจ้าของ Freak Show ที่ถูกหลอกวางยาแล้วใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดขา เพื่อถ่ายหนังไปขาย  (ไม่เห็นภาพ แค่ฟังก็สยองแล้ว)



เนื่องจากเป็นเรื่องราวในยุคหลายสิบปีก่อน คนประหลาดบางคน หากมองในยุคนี้อาจไม่ประหลาดเลยหรือไม่ก็ใช้ศัลยกรรมแก้ไขได้ไม่ยาก กระนั้นก็มีตัวละครบางคนที่พิการในชีวิตจริง เช่น พอล มนุษย์แมวน้ำ นำแสดงโดย Mat Fraser ด้วยความสงสัยว่าเขาแต่งตัวแบบนี้ได้อย่างไร หรือเขาพิการจริง เลยเข้าไปค้นหาดูจนพบ



ส่วนที่ดูแล้วน่ากลัวในซีรี่ส์นี้คือช่วงไตเติ้ล ที่ทำออกมาหลอนน่ากลัวกว่าตัวหนังซะอีก ซีรี่ส์ชุดนี้ได้ เจสสิก้า แลง มาสร้างสีสันในทุกตอน ไม่เคยติดตามผลงานของเจ้มาก่อน พอได้มาดูก็ถึงกับชอบกันเลยเชียวล่ะ

----------------------

ว่าแล้วย้อนกลับไปดู Season 2 อีกสักหน่อยดีกว่านะ เผื่อจะหลอนได้อีก



วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

อ่านหนังสือ : ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ...จริงอ่ะ??

ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนาน อยากอ้างว่าเพราะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต แต่แท้จริงมันก็คือความขี้เกียจ (จริง???)

การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในชีวิตเกิดในวัยนี้ ทำให้เหนื่อยมากกว่าเมื่อหนุ่มสาว นั่นคือการย้ายบ้าน เปลี่ยนสถานที่อาศัยที่เคยชินมาอยู่ในสถานที่ใหม่ที่ต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่เลยทีเดียว

จริงๆ แล้วบ้านเดิมเป็นบ้านหลังแรกที่ตั้งใจอยู่ที่นั่นไปจนวันสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งรอบตัวคือความเคยชินที่สั่งสมมานาน 12 ปี จะหยิบจับอะไรก็รู้หมด จะเดินมืดๆ ก็ยังได้ แต่มีอันต้องระเห็ดออกมาซื้อบ้านใหม่ก็เพราะสิ่งแวดล้อมรบกวนหลายอย่างที่เกิดขึ้นจนอารมณ์คุกรุ่นได้แทบทุกวัน เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราทำได้ก็คือเปลี่ยนแปลงตัวเองซะ


ตอนย้ายมาบ้านใหม่ ข้าวของครึ่งหนึ่งก็ยังคงอยู่บ้านเดิม (ซึ่งอยู่ในสถานะ-เก็บไว้ รอขายเมื่อพร้อม) ตั้งใจว่ามาบ้านใหม่จะโละทิ้งข้าวของรกเรื้อส่วนใหญ่ไป พอเอาเข้าจริง ...ไอ้โน่นก็ยังใช้ได้ ไอ้นี่ก็จำเป็น ส่วนนั่นก็ของรำลึกอดีต... สรุปว่าน่าจะเก็บไว้เกือบทั้งหมดล่ะ

จะว่าไปเมื่อก่อนฉันเป็นพวกเก็บสะสมมากกว่านี้ มาเริ่มทิ้งข้าวของครั้งแรกก็ตอนที่เจ้าบุญทิ้งตาย ด้วยความที่มีช่องโหว่ในหัวใจ สิ่งของหลายอย่างไหลเลื่อนทิ้งไปทางช่องโหว่นี้ มันเหมือนทุกอย่างไร้ค่าไปซะอย่างนั้น จนเมื่อแมวทยอยตายตามไป ทั้งบุญชู บุญเติม และเหมียว ฉันก็ยิ่งทยอยทิ้งสิ่งของไปอีกมาก และเมื่อเวลาผ่านไป ฉันเริ่มอยู่ร่วมกับช่องโหว่ของแมว 4 ตัวนั่นได้ แล้วก็เริ่มสะสมของอีกครั้ง

หลายอย่างซื้อมาเพราะอยากลองทำ ทำขนม ทำอาหาร ทำนั่นนี่ อีกหลายอย่างก็จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานฝีมือ ที่ต้องมีข้าวของเครื่องใช้จุกจิกมากมาย มันจึงกลับมากองพะเนินอีกครั้ง และฉันก็เหนื่อยกับการเก็บและค้นหาอีกต่อไป

ความฝันสูงสุดของฉันคือบ้านโล่งๆ ไม่เก็บสะสมอะไรอีกแล้ว

ฉันรู้จักกับคำว่า minimalist นานแล้ว มันเป็นเหมือนการใช้ชีวิตด้วยข้าวของที่น้อยที่สุดและไม่เก็บสะสม แต่ก็ทำไม่ได้ซะที ล่าสุดมาเห็นหนังสือ "ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว" ก็เลยลองซื้อมาอ่านทั้งที่รู้ว่าทำตามเขาไม่ได้แน่นอน



ยอมรับว่าหลายครั้งที่ทิ้งสิ่งของไม่ลงเพราะฉันมองว่ามันไม่ใช่แค่สิ่งของ เหมือนมันมีชีวิต ถือเป็นความคิดที่เพี้ยนเชียวล่ะ แต่หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนกลับมองสิ่งของว่ามีชีวิตยิ่งกว่าที่ฉันทำซะอีก ตอนอ่านถึงกับคิดว่า "เอ่อน๊อ มีคนคิดยิ่งกว่าฉันอีกแฮะ"

ฉันรู้ว่าสิ่งของไม่มีชีวิตหรอก ที่มีคือชีวิตของฉันเองที่ถ่ายทอดลงไปยังสิ่งของเหล่านั้น ทำให้บ่อยครั้งที่ทิ้งมันไม่ลง รอไว้ฉันตายก่อนแล้วให้คนอื่นมาทิ้งให้ฉันละกัน

แม้ว่าคนเขียนจะบอกว่าควรทิ้งสิ่งของไปในครั้งเดียว แต่ฉันคงต้องทำวิธีอื่น คือทยอยทิ้งไปวันละนิดหน่อย โปสการ์ดหนึ่งใบ กระดาษสีแผ่นเล็กๆ หนึ่งแผ่น อะไรประมาณนี้ ...คงพอเห็นแล้วว่าฉันเป็นพวกเก็บซะขนาดไหน บางครั้งกระดาษโปสเตอร์เล็กกว่าบัตรเครดิตก็เก็บไว้เป็นกองพะเนิน ด้วยเหตุผลว่า ...เผื่อใช้น่ะเอง

********************************

เมื่อกลับไปเอาของที่บ้านเดิม ฉันมักเกิดอารมณ์อาลัยอาวรณ์ซะทุกครั้ง สิ่งที่ฉันอาลัยมากก็คือต้นไม้ที่ร่มรื่น และสถานที่ที่ฝังร่างของแมวเหมียวที่รักทั้งสี่ตัว ฉันยังมีเวลาตัดใจจากบ้านเดิมอีกระยะหนึ่ง เพราะในท้ายที่สุดแล้วฉันก็ต้องปล่อยมันไป ฉันครอบครองไว้ทั้ง 2 หลังไม่ไหวแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่ฉันอยากปลดหนี้จากบ้านใหม่ให้เร็วที่สุด ...อยากมีชีวิตไม่มีหนี้กับเขาสักครั้ง





วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ณ ปัจจุบัน : พฤหัส 9 กรกฎาคม 2558

ณ วันนี้

บ้านใหม่ก็ยังไม่เสร็จซะที โอนมาแล้วตั้งนาน กำลังจะต้องตัดเงินเดือนครั้งแรก ก็ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ซะที โฟร์แมนเก็บงานช้ามากๆ จนชักเหนื่อย เบื่อ เก็บอย่างนี้ไปเจอปัญหาอย่างโน้น ไปดูก็ไม่มีอะไรคืบหน้า โทรถามก็บอกจะทำแล้วก็หาย เฮ้อ...

จะเก็บข้าวของเตรียมย้ายก็ยังมองอนาคตไม่เห็นว่าจะได้ย้ายเมื่อไร ก็เลยคาราคาซัง หยิบๆ จับๆ แล้วก็ปล่อย "เอาไว้ก่อนละกัน" แล้วจะยังไงเนี่ย เฮ้อ...

งานถ่ายภาพ ลงทุนซื้อกล้องเพิ่ม ตัวเล็กลงหน่อย เป็น mirrorless เพื่อพกพาไปนอกบ้านสะดวก แต่กลับพบว่าภาพที่ถ่ายออกมาไม่ดีเท่าที่ต้องการ พอลองอัพโหลดภาพไปทางเว็บสต๊อก ก็โดนกลับมาจริงๆ ว่าภาพมี noise และไม่คมชัด เสียดายตังค์ แต่ก็ต้องลองเรียนรู้กันไป เผื่อว่าฉันอาจจะโง่ใช้งานมันไม่เป็น ต้องกลับไปเริ่มเรียนรู้การถ่ายภาพใหม่หมดตั้งแต่ต้น ตอนเริ่มต้นทำก็สนุกดีนะ พอมาตอนนี้ชักสนุกไม่ออก เฮ้อ...

แมวก็กวนน่าเบื่อ โดยเฉพาะบุญแต่งที่มีปัญหาเรื่องกิน (ตามโพสต์นี้ http://mizshorty153.blogspot.com/2015/07/blog-post.html) ยังหาทางแก้ไม่ได้ทั้งหมด เพราะทำนายไม่ได้ว่ามันจะกินหรือไม่กิน รู้สึกเหมือนเสี่ยงโชคจริงๆ เฮ้อ...

แมวตัวอื่น พอเจอหลายๆ ปัญหาสุมเข้ามา เมื่อใดที่แมวตัวอื่นเริ่มกวนใจ ก็ชักหงุดหงิดอยากจับแมวหักคอจิ้มน้ำพริกกินวันละหลายรอบ เฮ้อ...

พยายามทำงานอย่างอื่น งานหนังสือ งานทำสมุดแฮนด์เมด งานเครื่องหนัง งานเขียน (เผื่อทำเป็นอีบุ๊ค) ฝึกวาดภาพ และ ฯลฯ แต่กลับพบว่าเมื่อใดก็ตามที่เปิดคอมแล้วออนไลน์ ฉันจะไม่ได้งานการอะไรเลยนอกจากท่องเน็ตไปเรื่อยเปื่อย มาเริ่มอยากทำงานก็ต่อเมื่อกำลังจะปิดคอมนั่นแหละ เฮ้อ...

ลองเสี่ยงโชคกับเขาบ้างด้วยการซื้อล็อตตารี่ หวังไม่มากมาย ก็แค่รางวัลที่ 1 บวกแจ๊คพ็อต ขอรวยแบบไร้เหตุผลบ้างสักครั้งในชีวิต แล้วไงล่ะ เลขท้าย 2 ตัวยังไม่เฉียดเลย เฮ้อ...

เฮ้อ... เฮ้อ... เฮ้อ...

แมวแสดง : บุญแต่งกินยาก


นานมาแล้วที่บุญแต่งน้อยของเรากินแต่ปลาเส้น...ทาโร่... กินได้กินดี จนต้องซื้อมาตุนไว้ครั้งละ 10 ซอง และต้องเฉพาะเจาะจงว่าเป็นซองสีเหลือง รู้น่ะว่าไม่ดีกับสุขภาพของแมว แต่ทำไงได้ แมวไส้เดือนตัวนี้ไม่ยอมกินอย่างอื่นนอกจากทาโร แถมตอนหลังต้องเสริมรสชาติด้วยสาหร่ายทะเลอีกต่างหาก

บางช่วงที่กินก็กินเยอะจนเจ้าแต่งเริ่มมีเนื้อมีหนังกับเขาบ้าง ไม่งั้นก็ตัวเรียวเล็กเป็นไส้เดือน ต่างกับตัวอื่นๆ ของบ้านหลังนี้ที่เป็นหมูน้อยหมูใหญ่กันถ้วนหน้า

มาช่วง 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา บุญแต่งออกอาการเบื่ออาหาร เป็นอาการเบื่อที่น่ารำคาญ
- บางครั้งตัดทาโรใหม่ๆ ให้ก็กิน หลังจากนั้นก็ไม่กิน (ที่บ้านจะตัดเส้นให้สั้นลง โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน)
- บางครั้งก็ต้องเอาทาโรไปขยำกับน้ำให้ชุ่มน้ำนิดหน่อย หลังจากนั้นก็ไม่กิน
- บางครั้งต้องเสริมสาหร่ายปรุงรสให้ หลังจากนั้นก็ไม่กิน
- บางครั้งกินเพียวๆ ไม่มีสาหร่าย หลังจากนั้นก็ไม่กิน
- บางครั้งเอาอาหารเม็ดพิเศษ สำหรับแมวตัวเมียทำหมันให้กิน หลังจากนั้นก็ไม่กิน (ถุงละหลายร้อย ปกติเอามาปนกับอาหารธรรมดาให้แมวที่บ้านกิน แต่กรณีเจ้าแต่ง ให้มันกินเพียวๆ)
- บางครั้งเอาอาหารหมาให้กิน หลังจากนั้นก็ไม่กิน (อาหารหมามีเก็บไว้ให้หมาจรในหมู่บ้าน ที่มักตามมากินอาหารบ่อยครั้ง)
- บางครั้งเอาปลาทอดให้กิน หลังจากนั้นก็ไม่กิน

โว้ย โว้ย โว้ย หงุดหงิด สลับสับเปลี่ยนสูตรจนฉันเบื่อมากๆ เมื่อ 2 วันก่อน ไม่ว่าจะทำอะไรให้ก็ไม่กิน ไปนั่งกดดันรออยู่หน้าถ้วยอาหาร พอทำอาหารให้ก็สบัดตูดเดินหนี ไม่กิน ฉันยิ่งเบื่อมากเข้าไปอีก จนเริ่มงอลบ้างแล้ว ตัดทาโรวางไว้ กินก็กิน ไม่กินก็หิวไปละกัน

เจ้าแต่งผอมลงๆ อย่างเห็นได้ชัด

จนสามีบอกว่าสงสัยมันจะอยู่ได้อีกไม่นาน คงจะป่วย ...เท่านั้นแหละ ฉันเริ่มต้นร้องไห้จริงๆ จังๆ เริ่มกุมขมับปวดใจ ทำยังไงดีล่ะเนี่ย มันป่วยจนไม่อยากอาหารหรือเนี่ย แต่เมื่อเช้ามันยังวิ่งไล่จิ้งจกอยู่เลย หรือว่ามันอาจป่วยหลบใจ ทำไงดี ทำไงดี ถ้ามันตายไปฉันคงทนไม่ได้ ทำไงดี ทำไงดี เฮ้อ...ร้องไห้แ-มเลย

หลังสามีไปทำงาน ฉันก็ยังร้องไห้อีกหลายรอบ พยายามง้อให้เจ้าแต่งกินก็ไม่กินอีก ว้าวุ่นปวดหัว เหลือบมองไปเห็นอาหารเปียกแมวที่น้องร้านอาหารแมวมักแถมให้ แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสเอาให้มันกินเลย (ด้วยเหตุผลขี้เกียจ)

อาหารแบบถ้วย ฉันดึงฝาฟอยล์ออกแล้ววางแหมะตรงหน้าไอ้แต่ง เท่านั้นแหละ มันเริ่มต้นเลีย เลีย เลีย เลีย เอาแต่น้ำจนแห้ง ฉันเอาช้อนควานน้ำจาก้นถ้วยมาให้ มันก็เลียอีก เลียจนหมดน้ำ แล้วก็เดินไปหาที่เลียปากอย่างเอร็ดอร่อย


ไอ้แต่งงงงงงงง ไอ้บ้าเอ้ยยยยยยยย มันเบื่ออาหารน้อ

แล้วฉันก็ทิ้งทุกอย่าง แต่งตัวขับรถออกไปหาซื้อทาโรรสใหม่มาให้ 3 แบบ กับอาหารเปียกอีกหลายกระป๋อง

ช่วงเที่ยงมันตื่นมานั่งหน้าถ้วย ฉันก็เอาทาโร่รสใหม่ตัดแบ่ง 3 ให้มัน มันกินอย่างตั้งอกตั้งใจจนเกือบหมด แล้วก็ไปเดินเล่นนอกบ้าน (และทาโรที่เหลือหลังจากนั้นมันก็ไม่กินอีกแล้ว) จากนั้นทั้งวันก็ให้ทาโร่รสใหม่มันกินทั้งวัน มันก็กินอย่างอร่อยทั้งวัน

สำหรับทาโร่ซองเดิมที่มันไม่กิน ตอนบ่ายฉันก็เอามากำจัดด้วยความหิว และพบว่า... มันแข็งคอดๆ ทั้งแข็งทั้งเหนียว ขนาดเอาไปเข้าไมโครเวฟ ก็ยังมีหลายชิ้นยังเหนียวยังแข็ง

และแล้วก็พบเหตุผลที่ไอ้แต่งไม่กินทาโร่รสเดิม หลงร้องไห้ซะทั้งวัน

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

photograph : เริ่มต้นงาน stock

บล็อกนี้ไม่ได้มาแนะนำการขายภาพสต๊อก เพราะมีคนทำไว้เยอะแล้ว แต่มาเพื่อบันทึกไว้ว่า


ฉันเริ่มต้นแล้ว 


เดือนมิถุนา 58 นี้เองแหละ ทั้งตื่นเต้น ทั้งเครียด ทั้งเหนื่อย (สมัคร หาภาพทดสอบและส่งขาย เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ) ทั้งทำใจยอมรับ (ตอนเขาปฏิเสธ) ทั้งลนลาน (หาภาพมาอัพโหลด) ภาพแรกก็ขายได้แล้วที่ shutterstock.com มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

แทบปิดซอยเลี้ยงฉลอง แต่ด้วยวัยและเรื่องกังวลอื่นๆ ทำให้แทบไม่ค่อยรู้สึกอะไร คอยให้ยอดขายเยอะกว่านี้ละกันค่อยตื่นเต้น


ที่เหนื่อยสุดคงเป็นการคิด ชื่อภาพ คำบรรยายภาพ และ keyword ในแบบที่ได้เรียนรู้ศัพท์อังกฤษพ่วงท้ายไปในตัว อันที่จริง ไม่ใช่แค่คิดคำภาษาอังกฤษนะที่ยาก แต่เป็นการใช้สมองฝืดๆ ของฉันคิดหาความหมายภาษาไทยที่จะไปแปะให้กับภาพพวกนั้น ยากกกกกกกกกที่สุด เพราะไม่ได้ใช้สมองมานานมากแล้ว 5555

ตอนนี้ทำ catalog ไว้ที่ ss เขาให้ลิงค์มา ไม่รู้จะไว้ที่ไหน เอามาไว้ที่นี่ละกัน

ชุดงานศิลปะ




วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ณ ปัจจุบัน : ศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2558

บางช่วงเวลาชีวิตเหมือนลื่นไหลผ่านไปรวดเร็วราวสายลม มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ หยิบจับอะไรไว้ไม่ได้ แต่บางช่วงเช่นกันที่มีหลายอย่างดำเนินไป ไม่ช้า ไม่เร็ว บ่อยครั้งที่จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จึงเกิดหัวข้อนี้ขึ้น ..ณ ปัจจุบัน

เขียนให้ตัวเองอ่าน

เริ่มจากเรื่องซื้อบ้านแล้วกัน ...แม้จะผูกพันกับบ้านนี้ แต่ด้วยหลายเหตุผลทั้งเรื่องแมว 4 ตัว 2 แก๊งค์ สถานที่ทำงานที่ต้องมานั่งเฝ้าแมว ความร้อนอบอ้าว (ถ้าจะติดแอร์ต้องปรับปรุงบ้านหลายอย่าง แต่ไม่อยากทำเพราะเหตุผลต่อไป) อริข้างบ้านที่รบกวนอย่างต่อเนื่องในหลายหัวข้อ ... ก็ทนกันมาหลายปีแล้ว

(ปิดประตูเสียงดังจนสะดุ้ง ลูกร้องกรีดๆ ตลอดเวลาที่อยู่บ้าน ทำกับข้าวพัดกลิ่นมาที่เรา รถเยอะเกินจำนวนคนขับจอดไปทั่วบริเวณ เคยจะมาจอดปิดประตูรั้วแต่ก็ถอยกลับไปพร้อมโวยวาย)

จนล่าสุดเพื่อนบ้านที่สนิทกันในระยะห่างบ้านตรงข้าม ก็มาขอจอดรถข้างรั้วบ้าน ไม่มีปัญหาหรอก แต่เมื่อประกอบกับรถยนต์ของอริที่จอดรอบบ้าน ทำให้การเอารถเข้าออกบ้านตัวเองเริ่มน่าเบื่อและอึดอัดขึ้นทุกวัน วันหนึ่งจึงเกิดน๊อตหลุด ...ความผูกพันที่มีกับบ้านนี้ขาดผึง เลยชักชวนสามีไปเลือกซื้อบ้านใหม่ บ้านเดี่ยวที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร

ดูไม่กี่ที่ จนเหนื่อย มาสรุปได้บ้านที่ห่างออกไปไม่เกิน 2 กิโลเมตรจากบ้านเดิม แล้วกระบวนการต่างๆ ก็เริ่มต้น ทั้งเอาเงินไปตัดค่าบ้านนี้ การทำเรื่องจองบ้าน ทำเรื่องกู้เงินซื้อบ้าน การลุ้นว่าจะผ่านหรือเปล่า การทำสัญญา และอะไรๆ อีกจิปาถะ จนตอนนี้รอแค่น้ำประปา-ไฟฟ้าเข้าไปติดในบ้าน ก็จะเริ่มกระบวนการต่อเติมสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านก่อนย้ายจริง

ช่วงที่ผ่านมากับตอนนี้ก็เลยเหมือนชีวิตกึ่งๆ กลางๆ ทำอะไรก็เหมือนต้องรอชีวิตในบ้านใหม่ คิดถึงเรื่องการตกแต่ง การย้าย การลุ้นว่าแมว 2 แก๊งค์จะเข้ากันได้มั้ยในสภาพแวดล้อมใหม่

ด้วยเหตุผลนี้ ชีวิตแบบ slow life อันเกิดจากความขี้เกียจของฉันจึงต้องสิ้นสุด ฉันหันหลับไปหาสิ่งที่ครั้งหนึ่งฉันเคยชื่นชอบมาก แต่มีอันต้องสิ้นสุดอันเนื่องจากสภาพจิตที่ผิดเพี้ยนไปในช่วงเวลาหนึ่ง (ยังไม่รู้ว่าหายหรือยัง)

ฉันหันกลับไปถ่ายภาพอีกครั้ง เหตุผลก็คือการหาเงินมาเพิ่มเสริมในส่วนของค่าผ่อนบ้าน หนังสือของสำนักพิมพ์เริ่มอืดๆ เงินเข้าน้อยลงทุกเดือนทุกวัน การขายภาพถ่ายบนเว็บ แบบที่เขาเรียกว่า stock photo จึงน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ฉันพอจะทำได้

จริงๆ ฉันไม่เคยคิดว่าอาชีพนี้จะไปได้  จนงานสัปดาห์หนังสือครั้งหนึ่งที่เพื่อนรุ่นน้องมาคุยด้วย เขาทำภาพกราฟิกขายบนเว็บ แล้วเลิกอาชีพรับงานฟรีแลนซ์จากคนอื่น แล้วเขาอยู่ได้อ่ะ ...ฉันน่ะตาวาวเลย แต่กว่าจะมาเริ่มทำจริงๆ ก็ผ่านมาเกือบครบปี เอาน่ะ ช้านิดแต่ก็เริ่มแล้ว

ตอนแรกก็ไปค้นหาภาพถ่ายเก่าๆ เผื่อเอามาหากินได้ แต่ก็พบว่าภาพเก่าใช้ไม่ได้เลย ยกเว้นกับงานขายบนโทรศัพท์มือถือ และฉันต้องเริ่มต้นการถ่ายภาพเพิ่มเติม

ตอนนี้สมัครขายภาพไปหลายที่แล้ว จนชักเริ่มสับสนในชีวิต ทั้งๆ ที่พยายามเตรียมตัว แต่ก็เหมือนไม่พร้อม ตอนนี้มีชีวิตแบบมึนๆ ไม่ได้ออกไปถ่ายภาพนอกบ้านเพราะกล้องตัวใหญ่ จะหาซื้อตัวเล็กก็ยังไม่ออกวางขาย จะจัดสถานที่ถ่ายทำก็วุ่นวาย (และร้อน)

ทุกอย่างก็เลยก้ำๆ กึ่งๆ ไม่ไปไหนซะที

และที่สำคัญก่อนหน้านี้ฉันลงทะเบียนอบรมเรื่องงานโรงพิมพ์ไว้ที่ เพิ่งผ่านไป 1 คอร์ส ยังเหลืออีก 1 คอร์ส คอร์สที่ผ่านไปยังไม่ค่อยได้อะไรสักเท่าไร รออยู่ว่าคอร์สหลังจะดีกว่ามั้ย จะฉลาดขึ้นบ้างพอที่จะไปคุยกับโรงพิมพ์ได้

เวลาที่เหลือก็หมดไปกับการท่องเว็บ

อ้อ...ตอนนี้ฉัน uninstall แอ็พ line แล้ว เพราะมันจุกจิกกวนใจฉันเอามากๆ ที่เขาโฆษณาว่าชีวิตง่ายขึ้นเพราะอุปกรณ์เคลื่อนที่พวกนี้ มันกลับทำให้ชีวิตฉันลำบากมากขึ้น ด้วยความปากหมาเมื่ออยู่ต่อหน้าคน เมื่อมาอยู่บนคีย์บอร์ด ฉันก็กลายเป็นปากหมาทางนี้แทน การสื่อสารเพื่อความใกล้ชิดกัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ชวนให้เข้าใจผิดกันมากมายใหญ่โต

เอาล่ะ นี่คือชีวิตในช่วงนี้ พอล่ะ เหนื่อย เมื่อย เริ่มขึ้เกียจขึ้นมาแล้ว



รำพึงรำพัน

ฉันเลิกสนใจเรื่องอายุตัวเองตั้งแต่เมื่อไรจำไม่ได้ คงเป็นเพราะเริ่มความจำเสื่อม คงเป็นเพราะมีเรื่องเยอะแยะให้คิดให้ทำจนจำไม่ได้ คงเพราะนับอายุมานานจนเริ่มเบื่อ คงเพราะอะไรอีกหลายเหตุผล แต่เมื่อมานั่งๆ คิดดู ก็เห็นว่าอายุฉันก็เกือบเข้าสู่รอบที่ 4 แล้ว

เมื่อตอนเด็กๆ ก็คิดว่าอายุขนาดนี้แก่แล้วเน้อ ในความเป็นจริง ...นอกเหนือจากสังขารที่ทรุดโทรมอย่างต่อเนื่อง ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเหมือนตอนเด็กๆ ยังคงไขว่คว้าค้นหาอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป ยังคงอยาก uninstall my life ยังคงสับสนงุงงงสงสัยในชีวิต ฉันยังคงไม่ได้รู้สึกว่าฉลาดหรือรอบรู้กว่าเมื่อเป็นเด็กแม้แต่น้อย

...ยังคงอารมณ์ร้อนเช่นเดิม

มีหลายวันที่ฉันหัวเราะ และมีอีกหลายวันที่ฉันร้องไห้ ส่วนวันที่เหลือผ่านไปอย่างเฉื่อยชา บ่อยครั้งที่เคยคิดว่าอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขชีวิตก่อนหน้านี้

...หลายอย่างผิดพลาดจนเกินจนลืมเลือน จำต้องอยู่กับมันไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในวันที่สะดุด ล้มลุกคลุกคลาน หรือถึงขั้นหน้าคะมำไปเต็มตัว



จริงๆ ชีวิตที่ผ่านมาของฉันก็ถือว่าอยู่ในระดับดี แม้จะมีความผิดพลาดอันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ด้วยความเป็นคนที่มองโลกในด้านมืด จึงทำให้มองชีวิตนี้เลวร้ายบัดซบจนไม่น่าเกิดมาให้เปลืองทรัพยากรของโลกนี้






ยังไงเราก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เย้...

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 43 และหนังสือนานาชาติครั้งที่ 13 -- เรื่องราวที่อยากเล่าหลังเลิกรา



นับเป็นการเปิดบูธของสำนักพิมพ์เต่าตัวโต ครั้งที่ 3 พยายามใช้ประสบการณ์จาก 2 ครั้งแรกเตรียมตัวเพื่องานนี้ แต่ก็ยังไม่พร้อมในหลายเรื่อง ขอเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้อ่านในภายหลังละกันนะ


วงจรชีวิตที่รัดแน่นหนา

ก่อนเวลาเปิดบูธอย่างเป็นทางการเวลา 10 โมง ฉันก็จัดการพาตัวเองไปต่อคิวซื้อกาแฟในสตาร์บัคส์ เป็นกาแฟแก้วที่ 2 ของวัน แก้วแรกเกิดขึ้นเวลาตี 4 ทันทีที่ตื่นนอน ตายังลืมไม่เต็มที่ ตัดปลาเส้นและสาหร่ายให้เจ้าบุญแต่ง แล้วก็หันมาชงกาแฟให้ตัวเอง รู้สึกราวกับกึ่งฝันกึ่งตื่น จากนั้นก็พาตัวเองไปจับไม้กวาด ทำความสะอาดบ้านแต่พอคร่าวๆ แต่เน้นหนักในห้องแมว นอกจากนั้นช่วงเวลา 1 ชม.ครึ่งฉันต้องดูแลแมวอีก 3 ตัว (คนละแก๊งคนละห้องกับเจ้าบุญแต่ง) รดน้ำต้นไม้  อาบน้ำแต่งตัว หวีผม 3-4 ครั้ง โปะแป้งนิดหน่อย ไม่ดูกระจก เพราะดูไปก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม (ฮา) พอถึงตอนสตาร์ตรถ ฉันก็ตื่นเต็มที่ รีบออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อเลี่ยงรถที่อาจติด เพียงเพราะรถเสียบนทางด่วนแค่ 1 คันก็อาจทำให้เกิดหายนะกับการเดินทางของฉันและสามีได้ ดังนั้นตอนขับรถไปศูนย์สิริกิติ์ ถนนจึงว่างมาก แต่ก็ไม่ได้ใช้ความเร็วมากเกินไป แค่พอให้ถึงโดยสวัสดิภาพก็พอ แล้วไปนอนหลับต่อที่ลานจอดรถ

พูดถึงกาแฟ ฉันชอบกาแฟ แค่วันละแก้วก็พอนะ ถ้าเริ่มแก้วสองจะรู้สึกไม่ค่อยอร่อยแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงวันท้ายๆ ของงานฉันจึงเริ่มเกลียดกาแฟเข้าไส้เลยทีเดียว หลังงานฉันจึงงดกาแฟไป 1 วันโดยไม่รู้สึกโหยหาสักเท่าไรนัก

แม้จะมีกาแฟแก้วสอง แต่ช่วงเวลาระหว่างวันฉันต้องเดิน เดิน เดิน แม้จะเป็นการเดินภายในบูธเล็กๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองหลับ บางครั้งเดินไปดูหนังสือที่บูธอื่นยามที่คนสร่างซา จนถึงวันกลางๆ งาน ความเมื่อยก็ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก จนเลือกที่จะนั่ง แล้วปล่อยตัวเองให้นั่งหลับสัปหงกเอียงไปมาบนเก้าอี้ แรกๆ ก็รู้สึกราวกับจะหล่นจากเก้าอี้เสียทุกครั้งที่สัปหงก จนวันหลังเริ่มเชี่ยว ชักนั่งตรงได้นานขึ้นเก่งขึ้น (ดีมั้ยเนี่ย)

ตกดึก วิญญาณฉันก็แทบจะลอยออกจากร่างตั้งแต่เริ่มเก็บบูธ ปลุกตัวเองให้ตื่นเพื่อขับรถตลอดทาง จนผ่านไป 2-3 วันก็เริ่มปรับตัว ขึ้นรถปั๊บ ตื่นตาสว่างปุ๊บ ครั้นพอถึงบ้าน ดับเครื่องรถได้สมองก็เริ่มดันสวิทช์ให้ปิด แต่ยังปิดไม่ได้ เราสองคนยังต้องทำหน้าที่ดูแลแมวอีกพักหนึ่งก่อนเข้านอน บางวันแทบไม่อยากอาบน้ำเลย อยากโดดขึ้นเตียงแล้วหลับ รอไว้อาบรวดเดียวตอนเช้าละกัน

จริงๆ ฉันเตรียมตัวให้ชินกับเวลาในการตื่นแบบนี้มาก่อนเริ่มงาน ฝึกตัวเองให้ตื่นตี 4 นอน 4 ทุ่มมาหลายวันจนชิน แต่มาพลาดหลังผ่านมา 2-3 วัน เนื่องจากการช่วยเหลือของเพื่อนบ้านที่แสนดี ร้องเพลงกันตั้งแต่ 4 ทุ่มจนถึงตี 4 คืนนั้นฉันตื่นจากการหลับที่ไม่ค่อยสนิทนักตอนตี 2 จากการแหกปากร้องเพลงเสียงดังลั่น แล้วก็นอนแทบไม่ค่อยหลับ จนมาตื่นอีกครั้งตอนเพื่อนบ้านเข้านอนพอดี ฉันง่วงมากกว่าจะรู้สึกโกรธเคือง ได้แต่สาบแช่งให้พวกนั้นไปนรกซะ (นี่ขนาดไม่โกรธนะเนี่ย)

ห่วงอยู่มากก็คือการขับรถ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่ตอนขับรถฉันจะมีสติอยู่ทุกครั้ง ไม่ได้ขับรถเร็วและรถไม่มาก ประมาณว่าใครอยากแซงก็แซงไป ฉันไปของฉันอย่างนี้แหละ ยังไงซะความปลอดภัยก็ยังสำคัญที่สุดสำหรับการขับรถของฉัน



มีอยู่วันหนึ่งที่น่าจดจำมาก วันนั้นนอนที่ลานจอดรถไม่ค่อยหลับ เพราะในรถร้อนมากจนต้องตื่น ฉันยังสลึมสลือตอนสามีพาเดินไปกินข้าวมันไก่ในซอยโรงงานยาสูบ ปกติเดินสักพักฉันจะเริ่มตื่น วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ไม่ตื่น นั่งกินแบบไร้สติ ขนาดตอนเด็กยังไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย จนกลับบูธก็ยังไปนอนต่อในบูธก่อนเวลาเปิดงาน หมดสภาพขนาดนั้น

ยังไงฉันก็รอดมาจนได้ กระนั้นเมื่อผ่านงานมาได้ 6 วัน ฉันยังนอนหลับๆ ตื่นทั้งวัน เดินลอยไปมาราวกับปีศาจตุ๊กตายัดนุ่นไร้สมอง

เวทีกิจกรรมอันตื่นตา

ตอนงานหนังสือฯ 2 ครั้งแรก เราได้บูธหลังเวทีเอเทรียม ไม่เคยได้รับรู้โลกภายนอกว่าเขามีอะไรกันบ้าง จะรู้ว่ามีดารามาบ้างก็ตอนได้ยินเสียงกรี๊ดของแฟนคลับทั้งหลาย

มาครั้งนี้ เราสองคนถึงกับเกาะติดขอบเวทีกันเลยทีเดียว ไม่อยากฟังก็ต้องฟัง เรื่องราวที่ได้รับฟังก็จะมีทั้งพลังจิตลึกลับ หินมหัศจรรย์ เครื่องรางให้โชค ดวงแม่นๆ มาจนเรื่องของความร่ำรวย การลงทุน หุ้น การเก็บออม ไปจนสุดอีกฝั่งของม้าโยก นั่นคือวิทยาศาสตร์จากหนัง หนังสือทฤษฏีวิวัฒนาการ การแพทย์ เรียกว่าฟังกันจนสมองโป่งพอง จนถึงขั้นบางครั้งก็เริ่มเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

อีกกลุ่มที่ไม่พูดคงไม่ได้ นั่นคือนิยายทั้งหลาย ทั้งไทยและแปล ที่มีแฟนประจำคับคั่ง โดยเฉพาะเรื่องไหนสร้างเป็นหนังเป็นละครและมีดารามาเปิดตัว แฟนประจำก็หลั่งไหลเข้ามาจนแทบล้นเข้ามาในบูธของเราเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่พนักงานประจำบูธในละแวกนั้นใช้เป็นช่วงพักผ่อน เพราะคนซื้อหนังสือไม่อาจฝ่าฟันบรรดาแฟนคลับเข้ามาถึงบูธของพวกเราได้ เราได้แต่นั่งหายใจเข้าออกและบอกตัวเองว่า "กินบ๊วยซะแล้วไปนอน" เพื่อไม่ให้คิดมากถึงยอดขายที่ตกลงฮวบในช่วงเวลาเช่นนี้

บางรายมาเปิดตัวหนังสือพร้อมด้วยคอร์สอบรม ประมาณว่าหนังสือเป็นเหมือนสูจิบัตรหรือโบรชัวร์เพื่อนำคุณไปสู่การเข้าอบรม แต่เป็นโบรชัวร์ที่คุณต้องซื้อเอง บางคนถึงกับมาถามถึง "ลงมือทำสมุด" ว่าซื้อหนังสือแล้วอบรมด้วยหรือเปล่า ....ม่ายยยยยยยยย




พูดถึงเรื่องอบรม มีบางคนมาชวนฉันไปเปิดคอร์สอบรม ซึ่งก็ขอขอบคุณมากๆ ที่เห็นความสำคัญของหนังสือของเต่าตัวโต ฉันนั้นไม่สันทัดในการพูดเท่าไรนัก เคยไปอบรมส่วนตัวให้ผู้สนใจอยู่ 5-6 ราย ก็พอทำได้ แต่ไม่ชอบสักเท่าไร เมื่อพิจารณาลึกๆ ฉัน "ชอบทำหนังสือมากกว่าเปิดคอร์สอบรม" โดยเฉพาะหนังสือของฉันมุ่งเน้นให้ผู้อ่านซื้อไปแล้ว "ทำได้จริง" จึงคิดว่าน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ออกไป ...ถือว่าย่อหน้านี้เป็นคำอธิบายถึงการไม่อบรมของฉันละกันนะคะ

นักเขียนกับลายเซ็น

ปกติเมื่อนักเขียนมาขายหนังสือของตัวเอง มักแถมพ่วงมาด้วยการเซ็นหนังสือให้กับผู้อ่าน ซึ่งนักเขียนส่วนใหญ่ ...เอ่อ...ที่จริงอาจจะทุกคน กระตือรือร้นที่จะส่งมอบลายมือชื่อของตัวเองออกไปให้กับแฟนๆ หนังสือของตัวเอง

ฉัน... เป็นพวกขั้วตรงข้าม ...ฉันมักจะเก็บตัวอยู่ในซอกหลืบของบูธ ประหนึ่งจิ้งจกที่ซ่อนตัวและปรับสีให้กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เปิดเผยตัวเองออกไปว่าเป็นคนเขียนหนังสือที่อยู่ในบูธ ด้วยรู้สึกว่ามันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักหนา แค่ว่าเป็นงานที่ฉันถนัดและชอบเท่านั้นเอง ชอบเพราะได้แอบหลบอยู่ในบ้านเพื่อถ่ายทอดข้อความเหล่านี้ออกไป ดังนั้นการออกไปเปิดเผยตัวเองจึงสร้างความหนักใจให้กับฉันเป็นอย่างมาก

ครั้งหนึ่งเคยได้ยินลูกค้าพูดว่า ถ้านักเขียนอยู่จะให้เซ็นชื่อ ...ฉันก็ยิ้มแฮ่ๆ แล้วไม่พูดอะไรออกไป (ถ้าสามีอยู่เขาจะภูมิใจนำเสนอฉันเอามากๆ จนแทบฆ่ากันตาย แต่กับตัวเขาเองก็ไม่ขอมีส่วนนำเสนอชื่อด้วยเหมือนกันแหละ)

ครั้งแรกที่เซ็นชื่อในหนังสือคือเซ็นให้เพื่อนสมัยมัธยม ตอนเอาหนังสือเล่มแรกไปอวดโฉมให้เพื่อนเห็น เพื่อนก็ใจดีรีบซื้อทันทีแม้ว่าฉันจะบอกว่าไม่ต้องซื้อ ยกให้เลยยยย พอซื้อเสร็จก็บอกให้เซ็นชื่อ ...ในหัวตอนนั้น แล้วตรูจะเซ็นยังไงล่ะ ต้องเขียนอะไร ชื่อตัวใหญ่แค่ไหน ใช้ปากกาอะไร ฯลฯ กรี๊ดดดดดดด จำไม่ได้ว่าเขียนอะไร เหมือนเขียนตัวหนังสือธรรมดาๆ ลงไป

หลังจากนั้นก็มีนักอ่านเอาหนังสือให้เซ็นบ่อยครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็จะรู้สึกอ้ำๆ อึ้งๆ ประดักประเดิดไปซะทุกครั้งไป ราวกับว่าฉันกำลังเซ็นเอกสารสัญญาพันแปดร้อยล้าน คิดว่าทำอะไรผิดไปซะทุกครั้ง คิดว่ามันทำให้หน้ากระดาษหมดความสวยลงไปเยอะ และคิดอีกร้อยแปดพันเก้า

บางครั้งก็อยากเป็นเหมือนนักเขียนหรือดาราคนอื่นๆ นะ ที่เต็มใจและอยากเซ็นชื่อให้แฟนคลับ จนบางครั้งก็แอบดูว่าเขาเซ็นยังไง เขียนอะไร ใช้ปากกาอะไร สารพัดจะคิด แต่ก็เอามาใช้กับตัวเองไม่ได้ทุกครั้งไป

ฉันนั้นไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักเขียน เป็นได้ก็แค่คนเขียนหนังสือ แม้จะออกหนังสือมา 5 เล่ม (ไม่นับหนังสือแปลหรือหนังสือคอมพิวเตอร์อีกหลายเล่มก่อนหน้านี้) แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนเดิม ที่... มึน เอ๋อ โง่ งี่เง่า และปากหมา (เพื่อนๆ มักบอกอย่างนี้ ดังนั้นหลายโอกาสฉันเลยเลือกให้ตัวเองเงียบดีกว่าจะปล่อยหมาออกจากปาก) ตอนนี้เพิ่มสมองเสื่อมเข้าไปอีกอย่างด้วยนะ

ดังนั้นฉันจึงเลี่ยงเสมอมาที่จะเซ็นชื่อให้กับคนอ่าน ไม่ใช่หยิ่งหรือพยายามทำตัวให้ยิ่งใหญ่ แต่เพราะทำตัวไม่ถูกตะหากล่ะ ดังนั้นครั้งหน้าฉันก็ยังคงเป็นจิ้งจกซ่อนตัวอยู่ในบูธอีกตามเคย 55555

อ่านสนุกๆ นะคะ เรื่องของลายเซ็นนักเขียนที่พบในพันทิป
http://pantip.com/topic/32200672
http://pantip.com/topic/32209403

หนังสือที่ซื้ออ่านเอง

มาใช้ชีวิตในงานหนังสือฯ ซะที ไม่ซื้ออะไรกลับบ้านเลยก็ออกจากเสียเปล่า ดังนั้นยามที่ง่วง ยามที่ลูกค้าน้อย ฉันกับสามีจึงผลัดกันเดินชมบูธอื่นๆ และหาซื้อหนังสือ

จริงๆ งานนี้ตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไรมาก ตั้งเป้ามาซื้อแค่ 3-4 เล่ม แต่เอาเข้าจริง เล่มนั้นก็น่าอ่าน เล่มนี้ก็น่าซื้อ ได้กันมาคนละหลายเล่ม ขนกลับบ้านกันแทบทุกวัน นั่งคำนวณค่าหนังสือเสร็จก็เล่นเอาแทบลมจับ ขายของก็ได้กำไรน้อยนิด แล้วไอ้น้อยนิดนี่ก็ยังหมดไปกับค่าหนังสืออีก อ๊ากกกกกกก

บางเล่มได้มาจากตอนฟังบรรยายบนเวที แล้วมีหนังสือมาขายลดราคาพิเศษ เห็นแล้วอดใจไม่ซื้อไม่ได้เชียวล่ะ

แต่จะว่าไปหนังสือที่ได้จากงานครั้งที่แล้ว ฉันก็อ่านไปเกือบหมดแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ผิดหวัง ยกเว้นหนังสือชุดหนึ่งที่ทำเอาฉันเสียดายตังค์ครั้งใหญ่ไปกับหนังสือที่เขาเรียกว่าหนังสือระดับตำนาน ที่เขียนโดยนักเขียนระดับเทพ แต่ฉันคงเป็นพวกสามัญธรรมดา เลยอ่านไม่หนุก ไม่เข้าใจ ไม่ชอบเอามากๆ เลยทีเดียว ดังนั้นการซื้อครั้งนี้ฉันจึงเลือกละเอียดขึ้นสักนิด เงินใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ ดังนั้นก็จงจ่ายไปให้ยากๆ ขึ้นอีกนิดละกัน

ปิดฉาก

บทความนี้เป็นการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับบูธเต่าตัวโตในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ ที่ฉันยังคงไปออกงานทุกครั้งที่เขายอมให้ไป แม้จะครั้งที่ 3 แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่เราไปเพิ่มเติมตกแต่งบูธกันในระหว่างงาน ทั้งป้ายเรียกลูกค้า ทั้งการจัดบูธ คิดว่าครั้งหน้าจะพยายามให้พร้อมมากกว่านี้ เพื่อให้เหนื่อยน้อยลง และหวังว่าจะง่วงน้อยลง...สาธุ