วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 43 และหนังสือนานาชาติครั้งที่ 13 -- เรื่องราวที่อยากเล่าหลังเลิกรา



นับเป็นการเปิดบูธของสำนักพิมพ์เต่าตัวโต ครั้งที่ 3 พยายามใช้ประสบการณ์จาก 2 ครั้งแรกเตรียมตัวเพื่องานนี้ แต่ก็ยังไม่พร้อมในหลายเรื่อง ขอเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้อ่านในภายหลังละกันนะ


วงจรชีวิตที่รัดแน่นหนา

ก่อนเวลาเปิดบูธอย่างเป็นทางการเวลา 10 โมง ฉันก็จัดการพาตัวเองไปต่อคิวซื้อกาแฟในสตาร์บัคส์ เป็นกาแฟแก้วที่ 2 ของวัน แก้วแรกเกิดขึ้นเวลาตี 4 ทันทีที่ตื่นนอน ตายังลืมไม่เต็มที่ ตัดปลาเส้นและสาหร่ายให้เจ้าบุญแต่ง แล้วก็หันมาชงกาแฟให้ตัวเอง รู้สึกราวกับกึ่งฝันกึ่งตื่น จากนั้นก็พาตัวเองไปจับไม้กวาด ทำความสะอาดบ้านแต่พอคร่าวๆ แต่เน้นหนักในห้องแมว นอกจากนั้นช่วงเวลา 1 ชม.ครึ่งฉันต้องดูแลแมวอีก 3 ตัว (คนละแก๊งคนละห้องกับเจ้าบุญแต่ง) รดน้ำต้นไม้  อาบน้ำแต่งตัว หวีผม 3-4 ครั้ง โปะแป้งนิดหน่อย ไม่ดูกระจก เพราะดูไปก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม (ฮา) พอถึงตอนสตาร์ตรถ ฉันก็ตื่นเต็มที่ รีบออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อเลี่ยงรถที่อาจติด เพียงเพราะรถเสียบนทางด่วนแค่ 1 คันก็อาจทำให้เกิดหายนะกับการเดินทางของฉันและสามีได้ ดังนั้นตอนขับรถไปศูนย์สิริกิติ์ ถนนจึงว่างมาก แต่ก็ไม่ได้ใช้ความเร็วมากเกินไป แค่พอให้ถึงโดยสวัสดิภาพก็พอ แล้วไปนอนหลับต่อที่ลานจอดรถ

พูดถึงกาแฟ ฉันชอบกาแฟ แค่วันละแก้วก็พอนะ ถ้าเริ่มแก้วสองจะรู้สึกไม่ค่อยอร่อยแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงวันท้ายๆ ของงานฉันจึงเริ่มเกลียดกาแฟเข้าไส้เลยทีเดียว หลังงานฉันจึงงดกาแฟไป 1 วันโดยไม่รู้สึกโหยหาสักเท่าไรนัก

แม้จะมีกาแฟแก้วสอง แต่ช่วงเวลาระหว่างวันฉันต้องเดิน เดิน เดิน แม้จะเป็นการเดินภายในบูธเล็กๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองหลับ บางครั้งเดินไปดูหนังสือที่บูธอื่นยามที่คนสร่างซา จนถึงวันกลางๆ งาน ความเมื่อยก็ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก จนเลือกที่จะนั่ง แล้วปล่อยตัวเองให้นั่งหลับสัปหงกเอียงไปมาบนเก้าอี้ แรกๆ ก็รู้สึกราวกับจะหล่นจากเก้าอี้เสียทุกครั้งที่สัปหงก จนวันหลังเริ่มเชี่ยว ชักนั่งตรงได้นานขึ้นเก่งขึ้น (ดีมั้ยเนี่ย)

ตกดึก วิญญาณฉันก็แทบจะลอยออกจากร่างตั้งแต่เริ่มเก็บบูธ ปลุกตัวเองให้ตื่นเพื่อขับรถตลอดทาง จนผ่านไป 2-3 วันก็เริ่มปรับตัว ขึ้นรถปั๊บ ตื่นตาสว่างปุ๊บ ครั้นพอถึงบ้าน ดับเครื่องรถได้สมองก็เริ่มดันสวิทช์ให้ปิด แต่ยังปิดไม่ได้ เราสองคนยังต้องทำหน้าที่ดูแลแมวอีกพักหนึ่งก่อนเข้านอน บางวันแทบไม่อยากอาบน้ำเลย อยากโดดขึ้นเตียงแล้วหลับ รอไว้อาบรวดเดียวตอนเช้าละกัน

จริงๆ ฉันเตรียมตัวให้ชินกับเวลาในการตื่นแบบนี้มาก่อนเริ่มงาน ฝึกตัวเองให้ตื่นตี 4 นอน 4 ทุ่มมาหลายวันจนชิน แต่มาพลาดหลังผ่านมา 2-3 วัน เนื่องจากการช่วยเหลือของเพื่อนบ้านที่แสนดี ร้องเพลงกันตั้งแต่ 4 ทุ่มจนถึงตี 4 คืนนั้นฉันตื่นจากการหลับที่ไม่ค่อยสนิทนักตอนตี 2 จากการแหกปากร้องเพลงเสียงดังลั่น แล้วก็นอนแทบไม่ค่อยหลับ จนมาตื่นอีกครั้งตอนเพื่อนบ้านเข้านอนพอดี ฉันง่วงมากกว่าจะรู้สึกโกรธเคือง ได้แต่สาบแช่งให้พวกนั้นไปนรกซะ (นี่ขนาดไม่โกรธนะเนี่ย)

ห่วงอยู่มากก็คือการขับรถ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่ตอนขับรถฉันจะมีสติอยู่ทุกครั้ง ไม่ได้ขับรถเร็วและรถไม่มาก ประมาณว่าใครอยากแซงก็แซงไป ฉันไปของฉันอย่างนี้แหละ ยังไงซะความปลอดภัยก็ยังสำคัญที่สุดสำหรับการขับรถของฉัน



มีอยู่วันหนึ่งที่น่าจดจำมาก วันนั้นนอนที่ลานจอดรถไม่ค่อยหลับ เพราะในรถร้อนมากจนต้องตื่น ฉันยังสลึมสลือตอนสามีพาเดินไปกินข้าวมันไก่ในซอยโรงงานยาสูบ ปกติเดินสักพักฉันจะเริ่มตื่น วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ไม่ตื่น นั่งกินแบบไร้สติ ขนาดตอนเด็กยังไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย จนกลับบูธก็ยังไปนอนต่อในบูธก่อนเวลาเปิดงาน หมดสภาพขนาดนั้น

ยังไงฉันก็รอดมาจนได้ กระนั้นเมื่อผ่านงานมาได้ 6 วัน ฉันยังนอนหลับๆ ตื่นทั้งวัน เดินลอยไปมาราวกับปีศาจตุ๊กตายัดนุ่นไร้สมอง

เวทีกิจกรรมอันตื่นตา

ตอนงานหนังสือฯ 2 ครั้งแรก เราได้บูธหลังเวทีเอเทรียม ไม่เคยได้รับรู้โลกภายนอกว่าเขามีอะไรกันบ้าง จะรู้ว่ามีดารามาบ้างก็ตอนได้ยินเสียงกรี๊ดของแฟนคลับทั้งหลาย

มาครั้งนี้ เราสองคนถึงกับเกาะติดขอบเวทีกันเลยทีเดียว ไม่อยากฟังก็ต้องฟัง เรื่องราวที่ได้รับฟังก็จะมีทั้งพลังจิตลึกลับ หินมหัศจรรย์ เครื่องรางให้โชค ดวงแม่นๆ มาจนเรื่องของความร่ำรวย การลงทุน หุ้น การเก็บออม ไปจนสุดอีกฝั่งของม้าโยก นั่นคือวิทยาศาสตร์จากหนัง หนังสือทฤษฏีวิวัฒนาการ การแพทย์ เรียกว่าฟังกันจนสมองโป่งพอง จนถึงขั้นบางครั้งก็เริ่มเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

อีกกลุ่มที่ไม่พูดคงไม่ได้ นั่นคือนิยายทั้งหลาย ทั้งไทยและแปล ที่มีแฟนประจำคับคั่ง โดยเฉพาะเรื่องไหนสร้างเป็นหนังเป็นละครและมีดารามาเปิดตัว แฟนประจำก็หลั่งไหลเข้ามาจนแทบล้นเข้ามาในบูธของเราเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่พนักงานประจำบูธในละแวกนั้นใช้เป็นช่วงพักผ่อน เพราะคนซื้อหนังสือไม่อาจฝ่าฟันบรรดาแฟนคลับเข้ามาถึงบูธของพวกเราได้ เราได้แต่นั่งหายใจเข้าออกและบอกตัวเองว่า "กินบ๊วยซะแล้วไปนอน" เพื่อไม่ให้คิดมากถึงยอดขายที่ตกลงฮวบในช่วงเวลาเช่นนี้

บางรายมาเปิดตัวหนังสือพร้อมด้วยคอร์สอบรม ประมาณว่าหนังสือเป็นเหมือนสูจิบัตรหรือโบรชัวร์เพื่อนำคุณไปสู่การเข้าอบรม แต่เป็นโบรชัวร์ที่คุณต้องซื้อเอง บางคนถึงกับมาถามถึง "ลงมือทำสมุด" ว่าซื้อหนังสือแล้วอบรมด้วยหรือเปล่า ....ม่ายยยยยยยยย




พูดถึงเรื่องอบรม มีบางคนมาชวนฉันไปเปิดคอร์สอบรม ซึ่งก็ขอขอบคุณมากๆ ที่เห็นความสำคัญของหนังสือของเต่าตัวโต ฉันนั้นไม่สันทัดในการพูดเท่าไรนัก เคยไปอบรมส่วนตัวให้ผู้สนใจอยู่ 5-6 ราย ก็พอทำได้ แต่ไม่ชอบสักเท่าไร เมื่อพิจารณาลึกๆ ฉัน "ชอบทำหนังสือมากกว่าเปิดคอร์สอบรม" โดยเฉพาะหนังสือของฉันมุ่งเน้นให้ผู้อ่านซื้อไปแล้ว "ทำได้จริง" จึงคิดว่าน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ออกไป ...ถือว่าย่อหน้านี้เป็นคำอธิบายถึงการไม่อบรมของฉันละกันนะคะ

นักเขียนกับลายเซ็น

ปกติเมื่อนักเขียนมาขายหนังสือของตัวเอง มักแถมพ่วงมาด้วยการเซ็นหนังสือให้กับผู้อ่าน ซึ่งนักเขียนส่วนใหญ่ ...เอ่อ...ที่จริงอาจจะทุกคน กระตือรือร้นที่จะส่งมอบลายมือชื่อของตัวเองออกไปให้กับแฟนๆ หนังสือของตัวเอง

ฉัน... เป็นพวกขั้วตรงข้าม ...ฉันมักจะเก็บตัวอยู่ในซอกหลืบของบูธ ประหนึ่งจิ้งจกที่ซ่อนตัวและปรับสีให้กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เปิดเผยตัวเองออกไปว่าเป็นคนเขียนหนังสือที่อยู่ในบูธ ด้วยรู้สึกว่ามันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักหนา แค่ว่าเป็นงานที่ฉันถนัดและชอบเท่านั้นเอง ชอบเพราะได้แอบหลบอยู่ในบ้านเพื่อถ่ายทอดข้อความเหล่านี้ออกไป ดังนั้นการออกไปเปิดเผยตัวเองจึงสร้างความหนักใจให้กับฉันเป็นอย่างมาก

ครั้งหนึ่งเคยได้ยินลูกค้าพูดว่า ถ้านักเขียนอยู่จะให้เซ็นชื่อ ...ฉันก็ยิ้มแฮ่ๆ แล้วไม่พูดอะไรออกไป (ถ้าสามีอยู่เขาจะภูมิใจนำเสนอฉันเอามากๆ จนแทบฆ่ากันตาย แต่กับตัวเขาเองก็ไม่ขอมีส่วนนำเสนอชื่อด้วยเหมือนกันแหละ)

ครั้งแรกที่เซ็นชื่อในหนังสือคือเซ็นให้เพื่อนสมัยมัธยม ตอนเอาหนังสือเล่มแรกไปอวดโฉมให้เพื่อนเห็น เพื่อนก็ใจดีรีบซื้อทันทีแม้ว่าฉันจะบอกว่าไม่ต้องซื้อ ยกให้เลยยยย พอซื้อเสร็จก็บอกให้เซ็นชื่อ ...ในหัวตอนนั้น แล้วตรูจะเซ็นยังไงล่ะ ต้องเขียนอะไร ชื่อตัวใหญ่แค่ไหน ใช้ปากกาอะไร ฯลฯ กรี๊ดดดดดดด จำไม่ได้ว่าเขียนอะไร เหมือนเขียนตัวหนังสือธรรมดาๆ ลงไป

หลังจากนั้นก็มีนักอ่านเอาหนังสือให้เซ็นบ่อยครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็จะรู้สึกอ้ำๆ อึ้งๆ ประดักประเดิดไปซะทุกครั้งไป ราวกับว่าฉันกำลังเซ็นเอกสารสัญญาพันแปดร้อยล้าน คิดว่าทำอะไรผิดไปซะทุกครั้ง คิดว่ามันทำให้หน้ากระดาษหมดความสวยลงไปเยอะ และคิดอีกร้อยแปดพันเก้า

บางครั้งก็อยากเป็นเหมือนนักเขียนหรือดาราคนอื่นๆ นะ ที่เต็มใจและอยากเซ็นชื่อให้แฟนคลับ จนบางครั้งก็แอบดูว่าเขาเซ็นยังไง เขียนอะไร ใช้ปากกาอะไร สารพัดจะคิด แต่ก็เอามาใช้กับตัวเองไม่ได้ทุกครั้งไป

ฉันนั้นไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักเขียน เป็นได้ก็แค่คนเขียนหนังสือ แม้จะออกหนังสือมา 5 เล่ม (ไม่นับหนังสือแปลหรือหนังสือคอมพิวเตอร์อีกหลายเล่มก่อนหน้านี้) แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนเดิม ที่... มึน เอ๋อ โง่ งี่เง่า และปากหมา (เพื่อนๆ มักบอกอย่างนี้ ดังนั้นหลายโอกาสฉันเลยเลือกให้ตัวเองเงียบดีกว่าจะปล่อยหมาออกจากปาก) ตอนนี้เพิ่มสมองเสื่อมเข้าไปอีกอย่างด้วยนะ

ดังนั้นฉันจึงเลี่ยงเสมอมาที่จะเซ็นชื่อให้กับคนอ่าน ไม่ใช่หยิ่งหรือพยายามทำตัวให้ยิ่งใหญ่ แต่เพราะทำตัวไม่ถูกตะหากล่ะ ดังนั้นครั้งหน้าฉันก็ยังคงเป็นจิ้งจกซ่อนตัวอยู่ในบูธอีกตามเคย 55555

อ่านสนุกๆ นะคะ เรื่องของลายเซ็นนักเขียนที่พบในพันทิป
http://pantip.com/topic/32200672
http://pantip.com/topic/32209403

หนังสือที่ซื้ออ่านเอง

มาใช้ชีวิตในงานหนังสือฯ ซะที ไม่ซื้ออะไรกลับบ้านเลยก็ออกจากเสียเปล่า ดังนั้นยามที่ง่วง ยามที่ลูกค้าน้อย ฉันกับสามีจึงผลัดกันเดินชมบูธอื่นๆ และหาซื้อหนังสือ

จริงๆ งานนี้ตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไรมาก ตั้งเป้ามาซื้อแค่ 3-4 เล่ม แต่เอาเข้าจริง เล่มนั้นก็น่าอ่าน เล่มนี้ก็น่าซื้อ ได้กันมาคนละหลายเล่ม ขนกลับบ้านกันแทบทุกวัน นั่งคำนวณค่าหนังสือเสร็จก็เล่นเอาแทบลมจับ ขายของก็ได้กำไรน้อยนิด แล้วไอ้น้อยนิดนี่ก็ยังหมดไปกับค่าหนังสืออีก อ๊ากกกกกกก

บางเล่มได้มาจากตอนฟังบรรยายบนเวที แล้วมีหนังสือมาขายลดราคาพิเศษ เห็นแล้วอดใจไม่ซื้อไม่ได้เชียวล่ะ

แต่จะว่าไปหนังสือที่ได้จากงานครั้งที่แล้ว ฉันก็อ่านไปเกือบหมดแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ผิดหวัง ยกเว้นหนังสือชุดหนึ่งที่ทำเอาฉันเสียดายตังค์ครั้งใหญ่ไปกับหนังสือที่เขาเรียกว่าหนังสือระดับตำนาน ที่เขียนโดยนักเขียนระดับเทพ แต่ฉันคงเป็นพวกสามัญธรรมดา เลยอ่านไม่หนุก ไม่เข้าใจ ไม่ชอบเอามากๆ เลยทีเดียว ดังนั้นการซื้อครั้งนี้ฉันจึงเลือกละเอียดขึ้นสักนิด เงินใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ ดังนั้นก็จงจ่ายไปให้ยากๆ ขึ้นอีกนิดละกัน

ปิดฉาก

บทความนี้เป็นการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับบูธเต่าตัวโตในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ ที่ฉันยังคงไปออกงานทุกครั้งที่เขายอมให้ไป แม้จะครั้งที่ 3 แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่เราไปเพิ่มเติมตกแต่งบูธกันในระหว่างงาน ทั้งป้ายเรียกลูกค้า ทั้งการจัดบูธ คิดว่าครั้งหน้าจะพยายามให้พร้อมมากกว่านี้ เพื่อให้เหนื่อยน้อยลง และหวังว่าจะง่วงน้อยลง...สาธุ