วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

photograph : เริ่มต้นงาน stock

บล็อกนี้ไม่ได้มาแนะนำการขายภาพสต๊อก เพราะมีคนทำไว้เยอะแล้ว แต่มาเพื่อบันทึกไว้ว่า


ฉันเริ่มต้นแล้ว 


เดือนมิถุนา 58 นี้เองแหละ ทั้งตื่นเต้น ทั้งเครียด ทั้งเหนื่อย (สมัคร หาภาพทดสอบและส่งขาย เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ) ทั้งทำใจยอมรับ (ตอนเขาปฏิเสธ) ทั้งลนลาน (หาภาพมาอัพโหลด) ภาพแรกก็ขายได้แล้วที่ shutterstock.com มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

แทบปิดซอยเลี้ยงฉลอง แต่ด้วยวัยและเรื่องกังวลอื่นๆ ทำให้แทบไม่ค่อยรู้สึกอะไร คอยให้ยอดขายเยอะกว่านี้ละกันค่อยตื่นเต้น


ที่เหนื่อยสุดคงเป็นการคิด ชื่อภาพ คำบรรยายภาพ และ keyword ในแบบที่ได้เรียนรู้ศัพท์อังกฤษพ่วงท้ายไปในตัว อันที่จริง ไม่ใช่แค่คิดคำภาษาอังกฤษนะที่ยาก แต่เป็นการใช้สมองฝืดๆ ของฉันคิดหาความหมายภาษาไทยที่จะไปแปะให้กับภาพพวกนั้น ยากกกกกกกกกที่สุด เพราะไม่ได้ใช้สมองมานานมากแล้ว 5555

ตอนนี้ทำ catalog ไว้ที่ ss เขาให้ลิงค์มา ไม่รู้จะไว้ที่ไหน เอามาไว้ที่นี่ละกัน

ชุดงานศิลปะ




วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ณ ปัจจุบัน : ศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2558

บางช่วงเวลาชีวิตเหมือนลื่นไหลผ่านไปรวดเร็วราวสายลม มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ หยิบจับอะไรไว้ไม่ได้ แต่บางช่วงเช่นกันที่มีหลายอย่างดำเนินไป ไม่ช้า ไม่เร็ว บ่อยครั้งที่จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จึงเกิดหัวข้อนี้ขึ้น ..ณ ปัจจุบัน

เขียนให้ตัวเองอ่าน

เริ่มจากเรื่องซื้อบ้านแล้วกัน ...แม้จะผูกพันกับบ้านนี้ แต่ด้วยหลายเหตุผลทั้งเรื่องแมว 4 ตัว 2 แก๊งค์ สถานที่ทำงานที่ต้องมานั่งเฝ้าแมว ความร้อนอบอ้าว (ถ้าจะติดแอร์ต้องปรับปรุงบ้านหลายอย่าง แต่ไม่อยากทำเพราะเหตุผลต่อไป) อริข้างบ้านที่รบกวนอย่างต่อเนื่องในหลายหัวข้อ ... ก็ทนกันมาหลายปีแล้ว

(ปิดประตูเสียงดังจนสะดุ้ง ลูกร้องกรีดๆ ตลอดเวลาที่อยู่บ้าน ทำกับข้าวพัดกลิ่นมาที่เรา รถเยอะเกินจำนวนคนขับจอดไปทั่วบริเวณ เคยจะมาจอดปิดประตูรั้วแต่ก็ถอยกลับไปพร้อมโวยวาย)

จนล่าสุดเพื่อนบ้านที่สนิทกันในระยะห่างบ้านตรงข้าม ก็มาขอจอดรถข้างรั้วบ้าน ไม่มีปัญหาหรอก แต่เมื่อประกอบกับรถยนต์ของอริที่จอดรอบบ้าน ทำให้การเอารถเข้าออกบ้านตัวเองเริ่มน่าเบื่อและอึดอัดขึ้นทุกวัน วันหนึ่งจึงเกิดน๊อตหลุด ...ความผูกพันที่มีกับบ้านนี้ขาดผึง เลยชักชวนสามีไปเลือกซื้อบ้านใหม่ บ้านเดี่ยวที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร

ดูไม่กี่ที่ จนเหนื่อย มาสรุปได้บ้านที่ห่างออกไปไม่เกิน 2 กิโลเมตรจากบ้านเดิม แล้วกระบวนการต่างๆ ก็เริ่มต้น ทั้งเอาเงินไปตัดค่าบ้านนี้ การทำเรื่องจองบ้าน ทำเรื่องกู้เงินซื้อบ้าน การลุ้นว่าจะผ่านหรือเปล่า การทำสัญญา และอะไรๆ อีกจิปาถะ จนตอนนี้รอแค่น้ำประปา-ไฟฟ้าเข้าไปติดในบ้าน ก็จะเริ่มกระบวนการต่อเติมสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านก่อนย้ายจริง

ช่วงที่ผ่านมากับตอนนี้ก็เลยเหมือนชีวิตกึ่งๆ กลางๆ ทำอะไรก็เหมือนต้องรอชีวิตในบ้านใหม่ คิดถึงเรื่องการตกแต่ง การย้าย การลุ้นว่าแมว 2 แก๊งค์จะเข้ากันได้มั้ยในสภาพแวดล้อมใหม่

ด้วยเหตุผลนี้ ชีวิตแบบ slow life อันเกิดจากความขี้เกียจของฉันจึงต้องสิ้นสุด ฉันหันหลับไปหาสิ่งที่ครั้งหนึ่งฉันเคยชื่นชอบมาก แต่มีอันต้องสิ้นสุดอันเนื่องจากสภาพจิตที่ผิดเพี้ยนไปในช่วงเวลาหนึ่ง (ยังไม่รู้ว่าหายหรือยัง)

ฉันหันกลับไปถ่ายภาพอีกครั้ง เหตุผลก็คือการหาเงินมาเพิ่มเสริมในส่วนของค่าผ่อนบ้าน หนังสือของสำนักพิมพ์เริ่มอืดๆ เงินเข้าน้อยลงทุกเดือนทุกวัน การขายภาพถ่ายบนเว็บ แบบที่เขาเรียกว่า stock photo จึงน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ฉันพอจะทำได้

จริงๆ ฉันไม่เคยคิดว่าอาชีพนี้จะไปได้  จนงานสัปดาห์หนังสือครั้งหนึ่งที่เพื่อนรุ่นน้องมาคุยด้วย เขาทำภาพกราฟิกขายบนเว็บ แล้วเลิกอาชีพรับงานฟรีแลนซ์จากคนอื่น แล้วเขาอยู่ได้อ่ะ ...ฉันน่ะตาวาวเลย แต่กว่าจะมาเริ่มทำจริงๆ ก็ผ่านมาเกือบครบปี เอาน่ะ ช้านิดแต่ก็เริ่มแล้ว

ตอนแรกก็ไปค้นหาภาพถ่ายเก่าๆ เผื่อเอามาหากินได้ แต่ก็พบว่าภาพเก่าใช้ไม่ได้เลย ยกเว้นกับงานขายบนโทรศัพท์มือถือ และฉันต้องเริ่มต้นการถ่ายภาพเพิ่มเติม

ตอนนี้สมัครขายภาพไปหลายที่แล้ว จนชักเริ่มสับสนในชีวิต ทั้งๆ ที่พยายามเตรียมตัว แต่ก็เหมือนไม่พร้อม ตอนนี้มีชีวิตแบบมึนๆ ไม่ได้ออกไปถ่ายภาพนอกบ้านเพราะกล้องตัวใหญ่ จะหาซื้อตัวเล็กก็ยังไม่ออกวางขาย จะจัดสถานที่ถ่ายทำก็วุ่นวาย (และร้อน)

ทุกอย่างก็เลยก้ำๆ กึ่งๆ ไม่ไปไหนซะที

และที่สำคัญก่อนหน้านี้ฉันลงทะเบียนอบรมเรื่องงานโรงพิมพ์ไว้ที่ เพิ่งผ่านไป 1 คอร์ส ยังเหลืออีก 1 คอร์ส คอร์สที่ผ่านไปยังไม่ค่อยได้อะไรสักเท่าไร รออยู่ว่าคอร์สหลังจะดีกว่ามั้ย จะฉลาดขึ้นบ้างพอที่จะไปคุยกับโรงพิมพ์ได้

เวลาที่เหลือก็หมดไปกับการท่องเว็บ

อ้อ...ตอนนี้ฉัน uninstall แอ็พ line แล้ว เพราะมันจุกจิกกวนใจฉันเอามากๆ ที่เขาโฆษณาว่าชีวิตง่ายขึ้นเพราะอุปกรณ์เคลื่อนที่พวกนี้ มันกลับทำให้ชีวิตฉันลำบากมากขึ้น ด้วยความปากหมาเมื่ออยู่ต่อหน้าคน เมื่อมาอยู่บนคีย์บอร์ด ฉันก็กลายเป็นปากหมาทางนี้แทน การสื่อสารเพื่อความใกล้ชิดกัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ชวนให้เข้าใจผิดกันมากมายใหญ่โต

เอาล่ะ นี่คือชีวิตในช่วงนี้ พอล่ะ เหนื่อย เมื่อย เริ่มขึ้เกียจขึ้นมาแล้ว



รำพึงรำพัน

ฉันเลิกสนใจเรื่องอายุตัวเองตั้งแต่เมื่อไรจำไม่ได้ คงเป็นเพราะเริ่มความจำเสื่อม คงเป็นเพราะมีเรื่องเยอะแยะให้คิดให้ทำจนจำไม่ได้ คงเพราะนับอายุมานานจนเริ่มเบื่อ คงเพราะอะไรอีกหลายเหตุผล แต่เมื่อมานั่งๆ คิดดู ก็เห็นว่าอายุฉันก็เกือบเข้าสู่รอบที่ 4 แล้ว

เมื่อตอนเด็กๆ ก็คิดว่าอายุขนาดนี้แก่แล้วเน้อ ในความเป็นจริง ...นอกเหนือจากสังขารที่ทรุดโทรมอย่างต่อเนื่อง ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเหมือนตอนเด็กๆ ยังคงไขว่คว้าค้นหาอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป ยังคงอยาก uninstall my life ยังคงสับสนงุงงงสงสัยในชีวิต ฉันยังคงไม่ได้รู้สึกว่าฉลาดหรือรอบรู้กว่าเมื่อเป็นเด็กแม้แต่น้อย

...ยังคงอารมณ์ร้อนเช่นเดิม

มีหลายวันที่ฉันหัวเราะ และมีอีกหลายวันที่ฉันร้องไห้ ส่วนวันที่เหลือผ่านไปอย่างเฉื่อยชา บ่อยครั้งที่เคยคิดว่าอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขชีวิตก่อนหน้านี้

...หลายอย่างผิดพลาดจนเกินจนลืมเลือน จำต้องอยู่กับมันไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในวันที่สะดุด ล้มลุกคลุกคลาน หรือถึงขั้นหน้าคะมำไปเต็มตัว



จริงๆ ชีวิตที่ผ่านมาของฉันก็ถือว่าอยู่ในระดับดี แม้จะมีความผิดพลาดอันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ด้วยความเป็นคนที่มองโลกในด้านมืด จึงทำให้มองชีวิตนี้เลวร้ายบัดซบจนไม่น่าเกิดมาให้เปลืองทรัพยากรของโลกนี้






ยังไงเราก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เย้...