วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

อ่านหนังสือ : ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ...จริงอ่ะ??

ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนาน อยากอ้างว่าเพราะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต แต่แท้จริงมันก็คือความขี้เกียจ (จริง???)

การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในชีวิตเกิดในวัยนี้ ทำให้เหนื่อยมากกว่าเมื่อหนุ่มสาว นั่นคือการย้ายบ้าน เปลี่ยนสถานที่อาศัยที่เคยชินมาอยู่ในสถานที่ใหม่ที่ต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่เลยทีเดียว

จริงๆ แล้วบ้านเดิมเป็นบ้านหลังแรกที่ตั้งใจอยู่ที่นั่นไปจนวันสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งรอบตัวคือความเคยชินที่สั่งสมมานาน 12 ปี จะหยิบจับอะไรก็รู้หมด จะเดินมืดๆ ก็ยังได้ แต่มีอันต้องระเห็ดออกมาซื้อบ้านใหม่ก็เพราะสิ่งแวดล้อมรบกวนหลายอย่างที่เกิดขึ้นจนอารมณ์คุกรุ่นได้แทบทุกวัน เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราทำได้ก็คือเปลี่ยนแปลงตัวเองซะ


ตอนย้ายมาบ้านใหม่ ข้าวของครึ่งหนึ่งก็ยังคงอยู่บ้านเดิม (ซึ่งอยู่ในสถานะ-เก็บไว้ รอขายเมื่อพร้อม) ตั้งใจว่ามาบ้านใหม่จะโละทิ้งข้าวของรกเรื้อส่วนใหญ่ไป พอเอาเข้าจริง ...ไอ้โน่นก็ยังใช้ได้ ไอ้นี่ก็จำเป็น ส่วนนั่นก็ของรำลึกอดีต... สรุปว่าน่าจะเก็บไว้เกือบทั้งหมดล่ะ

จะว่าไปเมื่อก่อนฉันเป็นพวกเก็บสะสมมากกว่านี้ มาเริ่มทิ้งข้าวของครั้งแรกก็ตอนที่เจ้าบุญทิ้งตาย ด้วยความที่มีช่องโหว่ในหัวใจ สิ่งของหลายอย่างไหลเลื่อนทิ้งไปทางช่องโหว่นี้ มันเหมือนทุกอย่างไร้ค่าไปซะอย่างนั้น จนเมื่อแมวทยอยตายตามไป ทั้งบุญชู บุญเติม และเหมียว ฉันก็ยิ่งทยอยทิ้งสิ่งของไปอีกมาก และเมื่อเวลาผ่านไป ฉันเริ่มอยู่ร่วมกับช่องโหว่ของแมว 4 ตัวนั่นได้ แล้วก็เริ่มสะสมของอีกครั้ง

หลายอย่างซื้อมาเพราะอยากลองทำ ทำขนม ทำอาหาร ทำนั่นนี่ อีกหลายอย่างก็จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานฝีมือ ที่ต้องมีข้าวของเครื่องใช้จุกจิกมากมาย มันจึงกลับมากองพะเนินอีกครั้ง และฉันก็เหนื่อยกับการเก็บและค้นหาอีกต่อไป

ความฝันสูงสุดของฉันคือบ้านโล่งๆ ไม่เก็บสะสมอะไรอีกแล้ว

ฉันรู้จักกับคำว่า minimalist นานแล้ว มันเป็นเหมือนการใช้ชีวิตด้วยข้าวของที่น้อยที่สุดและไม่เก็บสะสม แต่ก็ทำไม่ได้ซะที ล่าสุดมาเห็นหนังสือ "ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว" ก็เลยลองซื้อมาอ่านทั้งที่รู้ว่าทำตามเขาไม่ได้แน่นอน



ยอมรับว่าหลายครั้งที่ทิ้งสิ่งของไม่ลงเพราะฉันมองว่ามันไม่ใช่แค่สิ่งของ เหมือนมันมีชีวิต ถือเป็นความคิดที่เพี้ยนเชียวล่ะ แต่หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนกลับมองสิ่งของว่ามีชีวิตยิ่งกว่าที่ฉันทำซะอีก ตอนอ่านถึงกับคิดว่า "เอ่อน๊อ มีคนคิดยิ่งกว่าฉันอีกแฮะ"

ฉันรู้ว่าสิ่งของไม่มีชีวิตหรอก ที่มีคือชีวิตของฉันเองที่ถ่ายทอดลงไปยังสิ่งของเหล่านั้น ทำให้บ่อยครั้งที่ทิ้งมันไม่ลง รอไว้ฉันตายก่อนแล้วให้คนอื่นมาทิ้งให้ฉันละกัน

แม้ว่าคนเขียนจะบอกว่าควรทิ้งสิ่งของไปในครั้งเดียว แต่ฉันคงต้องทำวิธีอื่น คือทยอยทิ้งไปวันละนิดหน่อย โปสการ์ดหนึ่งใบ กระดาษสีแผ่นเล็กๆ หนึ่งแผ่น อะไรประมาณนี้ ...คงพอเห็นแล้วว่าฉันเป็นพวกเก็บซะขนาดไหน บางครั้งกระดาษโปสเตอร์เล็กกว่าบัตรเครดิตก็เก็บไว้เป็นกองพะเนิน ด้วยเหตุผลว่า ...เผื่อใช้น่ะเอง

********************************

เมื่อกลับไปเอาของที่บ้านเดิม ฉันมักเกิดอารมณ์อาลัยอาวรณ์ซะทุกครั้ง สิ่งที่ฉันอาลัยมากก็คือต้นไม้ที่ร่มรื่น และสถานที่ที่ฝังร่างของแมวเหมียวที่รักทั้งสี่ตัว ฉันยังมีเวลาตัดใจจากบ้านเดิมอีกระยะหนึ่ง เพราะในท้ายที่สุดแล้วฉันก็ต้องปล่อยมันไป ฉันครอบครองไว้ทั้ง 2 หลังไม่ไหวแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่ฉันอยากปลดหนี้จากบ้านใหม่ให้เร็วที่สุด ...อยากมีชีวิตไม่มีหนี้กับเขาสักครั้ง