วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ดูหนัง : Still Alice มาว่ากันต่อเรื่องอัลไซเมอร์

ฉันเขียนบล็อคนี่ก็เพื่อฝึกการเขียนและฝึกการคิดเรื่องราวต่างๆ ให้ต่อเนื่อง เนื้อหาที่เขียนจึงเลือกเรื่องใกล้ตัว ก็ชีวิตฉันมีแค่นี้นิ อยู่แต่บ้านอ่านหนังสือกับดูหนัง (ดูแมวด้วยอีกอย่าง) ไม่ค่อยได้เที่ยวสักเท่าไร เน้นเล่าเรื่องราวแวดล้อม เรื่องราวจึงมักเกี่ยวกับตัวฉันเองมากกว่าจะเป็นเรื่องของรีวิวเนื้อหาในหนังสือหรือหนัง ถ้าใครอยากรู้เรื่องหนังคงผิดหวังล่ะนะ


หลายเรื่องที่เลือกมาเขียนก็เนื่องจากชอบ และมันมีบางอย่างที่ฝังในใจ จนต้องเล่า

นานๆ ครั้งก็จะมีเรื่องที่ใกล้เคียงกับตัวฉันเอง

เรื่อง Still Alice เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวชีวิตของอลิส เริ่มตั้งแต่ช่วงชีวิตที่โรคอัลไซเมอร์เริ่มแสดงอาการ ไปจนถึงเป็นโรคนี้เต็มขั้น ชีวิตของเธอนั้นเป็นนักวิชาการที่เก่ง มีสามีเป็นหมอ และลูกชายที่กำลังเรียนหมอหรือเป็นหมออะไรสักอย่างนี่แหละ ลูกสาวอีกสองคน คนหนึ่งทำอะไรไม่แน่ชัด อีกคนกำลังพยายามเป็นนักแสดง


จากข้อมูลของหมอ (ในเรื่อง) บอกว่าปกติอาการนี้มักไม่เริ่มต้นในคนวัยนี้ (คือประมาณ 50-60 ปี) แต่อลิสเป็นอัลไซเมอร์จากกรรมพันธุ์ ที่หมอบอกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ เลี่ยงไม่ได้ อาการทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าพยายามฝึกสมองด้วยตัวเองขนาดไหนก็หยุดมันไม่ได้

ที่มา http://health.kapook.com/view20029.html


ฉันเองก็เคยอ่านเรื่องของอัลไซเมอร์ในเว็บไซต์ เพราะสงสัยว่าไอ้อาการที่ฉันเป็นนี่มันคืออัลไซเมอร์หรือเปล่า ก็พบว่าอัลไซเมอร์นั้นรุนแรง ลักษณะอาการก็เหมือนในเรื่องนี่แหละ

พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ...สมองฉันก็เริ่มออกอาการหลงลืมอย่างเห็นได้ชัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
- นึกชื่อเฉพาะหลายอย่างไม่ออก พยายามไปเหอะ นึกไม่ออก เช่น ดาวคะนอง กล่องพลาสติก
- บางครั้งตอนกำลังพูดเรียบเรียงประโยค ฉันก็เรียกชื่ออีกอย่างแทนอีกอย่าง เช่น กำลังจะบอกว่า "เขียนลงในสมุดแทนก็ได้นะ จะได้..." ก็กลายเป็น "เขียนลงในปากกาแทนก็ได้นะ จะได้..." เล่นเอางงกันทั้งคนพูดคนฟังไปเลย
- จู่ๆ ก็ลืมเรื่องที่กำลังนึกอยู่ไปซะงั้น แถมนึกให้ตายก็นึกไม่ออก จนผ่านไปมันจะกลับก็กลับมา บ่อยครั้งเป็นความกังวลบางอย่างก็ลืม เช่น ตอนกำลังขับรถได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ทำให้น่ากังวล ฉันจะกังวลอยู่ประมาณ 10 -20 วินาที แล้วหลังจากจดจ่อกับการขับรถไปสักพัก ความกังวลยังค้างเติ่งอยู่ในใจ แต่มันกังวลเรื่องอะไรล่ะเนี่ย อ๊ากกกกกก
- ตอนไปซื้อของ ก็ลืมว่าจะซื้ออะไรหรือทำธุระอะไรบ้าง พอจดใส่กระดาษ บางครั้งก็ลืมหยิบมา บางครั้งก็ลืมดู อีกหลายๆ ครั้งดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างซื้อของแล้วก็จำอะไรไม่ได้สักอย่าง
- เดินจะไปหยิบผ้าในเครื่องซักผ้ามาตาก เดินผ่านกระจุกขนแมวข้างโต๊ะ ก็เดินเบี่ยงขวาไปหยิบไม้กวาดมากวาดเสร็จก็ลืมตากผ้า เป็นต้น
- พิมพ์ข้อความสลับตัวอักษรกันมั่วไปหมด
- และอีกหลายๆๆๆๆๆๆ อย่างมากจนจำไม่หวาดไม่ไหว

ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นอาการสมองเสื่อมหรือฉันมีปัญหาในการจดจ่อสมาธิกับเรื่องตรงหน้า ดูจากอาการ(คิดเอาเองว่า)ไม่น่าจะเป็นอัลไซเมอร์ ส่วนจะเป็นอะไรนั้นติดตามกันต่อไป

ถ้าฉันจะเป็นอัลไซเมอร์จริงๆ ก็คงไม่กังวลเท่าไร เพราะมันเป็นเรื่องที่ป้องกันและรักษาไม่ได้ ดีอยู่ตรงที่ฉันไม่ใช่คนเก่งจนต้องมานั่งเสียดายความรู้เหมือนอลิสในเรื่อง

พูดกันตามตรง เหมือนหนังจะสื่อออกมาด้วยนะว่า อลิสตอนจบน่ะก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไร เธอเองก็มีความสุขกับความทรงจำเก่าๆ ในยามเด็ก มีแต่คนปกติที่มองดูคนเป็นอัลไซเมอร์เท่านั้นที่จะรู้สึกสมเพชและทุกข์ใจกับมัน

ก็ถึงตอนนั้นคนเป็นอัลไซเมอร์ก็ไม่รับรู้อะไรอีกแล้วล่ะ


วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ดูหนัง : Still Alice

เพิ่งดู Still Alice จบ 




บอกได้ประโยคเดียวว่า 


...
...
นั่นมันตัวฉันในอนาคตชัดๆ 
...
...




เฮ้อ...




หมายเหตุ : ยกเว้นแทนที่จะมีลูกๆ ห้อมล้อม ฉันกลับจะมีแมวนอนบังหน้าจอ แล้วฉันก็คงสงสัยว่า "นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย" 






วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อ่านหนังสือ : The Martian เหยียบนรกสุญญากาศ

มาร์ค วัตนี่ย์มีอะไรมากมายหลายอย่างที่ฉันไม่มี ที่แน่ๆ ก็คือ ความพยายาม การวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ความอดทน  และที่ไม่เหมือนแบบเน้นๆ คือ การมองโลกในแง่ดี หลังจากต้องติดอยู่บนดาวอังคารคนเดียว โดยมีของยังชีพนิดหน่อย ไร้การติดต่อสื่อสารกับโลก

และทุกคนคิดว่าเขาตายไปแล้วอีกตะหาก

ขอบอกว่าหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยเนื้อหาเป็นวิทยาศาสตร์ที่อ่านแล้วฉันขอผ่านเลยไปหลายจุด โดยไม่พยายามทำความเข้าใจอะไรกับมันมากนัก ทั้งเรื่องเครื่องมือวิเคราะห์อากาศ เครื่องเปลี่ยนอากาศ เรื่องของออกซิเจน ไนโตรเจน ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ การแยกชิ้นส่วน การประกอบชิ้นส่วน อ่านแล้วนึกหน้าตาไม่ออก

ก็นะ ...มันเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์นิ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสนุกสนาน มีทั้งอารมณ์ขัน มีเรื่องลุ้นๆ ตลอด จนสงสัยนักว่าทำไมชีวิตช่างโหดร้ายกับเจ้าวัตนี่ย์นี่จัง แต่ก็นะ ...เขายังคงพยายามแก้ปัญหาจนเอาตัวรอดมาได้ แม้จะยังมีเผื่อใจไว้ว่าอาจไม่รอดจากดาวอังคารนี้มาได้

แตกต่างไปจากหนังสืออื่นที่อ่านในช่วงที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง


ด้วยความเป็นพวกไม่ค่อยพยายามดิ้นรน ฉันก็เลยไม่ค่อยเข้าใจนักกับคนประเภทนักสำรวจ ยิ่งโดยเฉพาะการสำรวจสถานที่ห่างไกลนอกโลกที่ต้องเดินทางกันเป็นปีๆ ต้องอยู่ในสถานที่จำกัด ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อการเดินทางไกล เฮ้อ...แค่คิดก็เบื่อแล้ว

กลับมาเข้าเรื่องหนังสือละกัน

ฉันไปได้หนังสือเล่มนี้มาจากงานมหกรรมหนังสือฯ ตุลา 58 ที่ผ่านมา หลังจากล็อคเป้าไว้จากร้านขายหนังสือและตั้งใจจะไปซื้อในงานฯ ครั้งแรกเห็นสะดุดตากับปกที่ดูสวยน่าหยิบมาอ่าน ที่อยากอ่านไม่ใช่เพราะเป็นหนังสือที่เอามาทำเป็นหนัง ดังนั้นช่วงก่อนงานหนังสือ พอเห็นปกที่เป็นรูปแมตต์ เดมอน ฉันแทบคลั่ง ...ฉันอยากได้ปกแบบเดิม ในงานฯ ยังจะมีขายมั้ยเนี่ย และดูเหมือนจะมีหลายคนคิดเหมือนฉัน ในเพจของสำนักพิมพ์มีหลายคนถามถึง คำตอบคือมี ฉันเลยรีบไปหาซื้อเล่มนี้มาตั้งแต่วันแรกของงานฯ เลยทีเดียว ฮ่า...กลัวหมด

ปกนี้เป็นปกแบบเดียวกับเล่มภาษาอังกฤษ

ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Martian_(Weir_novel)

อ่านบทนำเห็นว่านวนิยายเรื่องนี้ตอนแรกสำนักพิมพ์หลายแห่งปฏิเสธ เขาจึงเปิดให้ดาวน์โหลดไปอ่านกันฟรีๆ ในรูปแบบของอีบุ๊คส์ มาถึงตอนนี้ก็โด่งดังเอามากๆ ทำให้คิดว่าสำนักพิมพ์มักดูแต่เรื่องของตลาด ซึ่งเป็นเพียงการคาดเดาของคนเพียงไม่กี่คน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ เพราะการดำเนินงานบริษัทต้องนึกถึงเรื่องขาดทุน-กำไรเป็นหลัก

นับตั้งแต่ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค ผลงานของคนทั่วไปที่ส่งผ่านทางสื่อออนไลน์ ทำให้พวกเขาโด่งดังได้ด้วยเนื้องานของตัวเอง ทั้งงานดนตรี ศิลปะ หนังสือ งานฝีมืด และอีกหลายหลายอย่าง ถึงตอนนั้นบริษัทก็จะเข้ามาติดต่อเองเลย มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงมุมมองของนักลงทุนไปเลยทีเดียว

ส่งท้ายด้วยภาพจาก wikipedia ในเรื่องของหนังสือ


เป็นภาพตำแหน่งของโครงการ แอรีส 3 ในท้องเรื่อง
ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Martian_(Weir_novel)


ภาพของนักเขียน แอนดี้ เวียร์ ที่จอห์นสัน สเปซ เซนเตอร์
ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Martian_(Weir_novel)



ส่วนนี่เป็นภาพจากหนัง รอดูตอนเป็น DVD จ้า










วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ณ ปัจจุบัน : ตื่น...ทำไมเนี่ย

เมื่อเช้า แมวแต่งมานอนบนอก พอมันลุกพรึบออกไป ฉันก็ตื่น ควานหาไฟฉายเพื่อส่องดูนาฬิกา หาไม่เจอ ...

ด้วยความที่รู้สึกตัวตื่นแล้ว เลยคิดว่าน่าจะเป็นเวลาตื่นปกติคือ ตี 4 ครึ่ง ลุกมาพยายามเพ่งมองนาฬิกา แต่ไม่เห็น เลยล้างหน้าแปรงฟัน เดินลงมาชั้นล่าง แปลกใจตะหงิดว่าไม่มีแมวเดินตามลงมาเหมือนเคย ขอย้ำ ไม่มีแม้แต่ตัวเดียว

เปิดไฟชั้นล่าง เห็นนาฬิกา


ตี 2 ครึ่ง


...
...
...



มิน่าไม่มีแมวเดินตามลงมาเลย มันยังไม่เช้าเลย Y___Y





สรุปว่ากลับไปนอนใหม่ ตื่นอีกครั้งตี 5 กว่า

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

งานมหกรรมหนังสือ : 21 ตุลา - 1 พย. 58

ผ่านพ้นกันไปแล้วกับงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 20 ถือเป็นงานขายหนังสือของสำนักพิมพ์ # เต่าตัวโต ที่ศูนย์สิริกิติ์ ครั้งที่ 4
มีทั้งเบื่อทั้งสนุก ทั้งเวียนหัวและตาลาย (ตอนดูคนเดินไปมา ...แต่ไม่แวะบูธเรา 555) รับและจ่ายเงิน ง่วงและตื่น
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแวะบูธเล็กๆ ของเรานะคะ ไม่ว่าจะแวะดูเฉยๆ หรือซื้อหาสิ่งของติดไม้ติดมือ หรือแค่ผ่านไปพร้อมร้องว่า "3คน2แมว เอ้ย... 3แมว2คน" แล้วก็ยิ้มแบบตลกกับชื่อหนังสือ (อิอิ)
ครั้งนี้ยอมรับว่าไม่ค่อยพร้อมสักเท่าไร หนังสือใหม่ไม่มี ของก็น้อยลง จัดบูธไม่ค่อยแจ่ม หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะคะ ไว้ครั้งหน้าขอแก้ตัวใหม่
ตอนนี้ขอเวลาเก็บข้าวของ ตรวจสอบความเสียหายในกระเป๋าตังค์ (ดูเหมือนจะซื้อหนังสือมากกว่าขายได้ซะอีกนะเนี่ย เอ๊ะ ยังไงเนี่ย) นอน นอน นอน และนอน และง้อแมว จากนั้นจะเริ่มเตรียมงานของสำนักพิมพ์และบูธ พร้อมสำหรับงานปีหน้านะคะ
ขอบคุณมากๆ ค่า ^___^

บูธเข้มจริงๆ สีเข้มข้น ครั้งหน้าสีอะไรดีน้อ

พวงกุญแจสมุดทำมือ มีจำนวนจำกัด มีผู้สนใจมาก แทบหมดตั้งแค่ 3-4 วันแรกน้อ

ได้รู้จักคนใหม่ๆ ...ได้ขนมจากแสงดาวเยอะมาก จากเพื่อนใหม่ๆ ก็หลายชิ้น ชิ้นนี้จะบูธ 10 มิลลิเมตรจ้า

มีสมุดของคุณปู ร้าน Happiness Books มาเพิ่มสีสันให้ร้าน คราวนี้ขายไม่หมด เก็บไว้ครั้งหน้านะคะ

สีสันระหว่างวันที่คนบางตา ฝันว่าอยากมีแบบนี้สักตัว 
จะแอบคลานเข้าไปหลับน้ำลายไหลย้อยจนพอใจ 
ค่อยออกมานั่งประจำบูธ 5555


ได้เจอเพื่อนเก่าแบบไม่ได้คาดฝัน พาลูกเมียมาช็อปหนังสือ

นี่ก็เพื่อนอีกคนที่เจอแบบไม่คาดฝัน จำไม่ได้อีกต่างหาก เพื่อนฉันเปลี่ยนไปขนาดนี้

ได้ฟังเพลงน้าหงาแบบใกล้ชิด ไม่ได้ฟังเพลงไพเราะแบบนี้มานานมาก

ได้เสียดายตังค์ไปพร้อมๆ กับกินชาเขียวปั่นจนหายอยาก แถวบ้านไม่มีแบบนี้ง่ะ



ลุงป้าสองคนไปเฝ้าบูธ วันไหนคนเดินน้อย เราก็ผลัดกันไปเพิ่มประชากรคนเดิน ได้หนังสือมาเล็กน้อยเอ๊ง จริงนะ ไม่เยอะหรอก วันละนิดหน่อยเอ๊ง รวมๆ กันแล้ว ทำไมถึง.... ไม่อยากรวมค่าหนังสือเลย ลืมๆ มันไปเถอะเน้อ

ที่แน่ๆ แมวงอนไปแล้ว ต้องตามง้ออีกหลายวันเลย
squint emoticon''








แมวแสดง : รวบรวมภาพแมวในบ้านใหม่












ณ ปัจจุบัน : คนเราก็ต้องแก่

แต่บางครั้งก็อดเบื่อไม่ได้กับร่างกายที่เสื่อมโทรมลง ตอนนี้หลังจากตะลุยทำความสะอาดบ้านและจัดเก็บข้าวของมาหลายวัน ฉันก็เริ่มปวดตามข้อนิ้ว พยายามบีบนวดก็รู้สึกถึงความแข็งทื่อในทุกส่วน

ร่างกายก็เหนื่อยง่าย หลังจบงานมหกรรมหนังสือฯ หน้าตาเหมือนอดนอนมาแรมปี ถุงใต้ตาห้อยย้อยเห็นได้ชัด ผมเผ้าเป็นกระเซิง สมองไม่ทำงาน

เรื่องก็คือในช่วงงานสิบกว่าวัน ฉันกับสามีต้องตื่นตี 4 ออกจากบ้านตี 5 กลับบ้าน 4 ทุ่ม นอน 5 ทุ่ม ตอนขับรถไม่ง่วง เพราะฉันฝึกตัวให้ชินกับการตื่นเช้ามาหลายเดือน แต่ตอนอยู่บูธ นั่งเมื่อไรตาจะหลับ ยิ่งถ้าได้จ้องมองดูคนเดินผ่านไปมา จะปวดลูกตามากๆ มีครั้งหนึ่งช่วงวันท้ายๆ ฉันนั่งหลับตา หัวฉันเอนลงเกือบหล่นจากเก้าอี้ เป็นครั้งแรกที่ง่วงขนาดนั้น

บางครั้งก็อยากพักเหลือเกิน เหนื่อยนักกับการมีชีวิตอยู่

อ่านหนังสือ : Wayward Pines Trilogy

ในหนังสือเล่มแรกของชุดคือ Pines บทสรุปที่เฉลยปริศนาของเรื่องราวทั้งหมดถือว่าเกินความคาดเดาที่ฉันพยายามเดามาตลอดการอ่านหนังสือเล่มนี้

เรื่องมีอยู่ว่า...

อีธาน เบิร์ก ฟื้นขึ้นมาในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งหลังเกิดอุบัติเหตุ เขาไม่มีทั้งบัตรประจำตัว โทรศัพท์มือถือ และเงิน ที่มีอยู่คือความทรงจำที่สับสน เมืองเวย์เวิร์ดไพน์แห่งนี้ เป็นเมืองเล็กๆ ที่สงบ สวยงาม บ้านเรือนสไตล์วิคตอเรียที่งดงาม เหมือนฝันของใครบางคนที่ต้องการอยู่ห่างไกลจากความเร่งรีบของเมืองใหญ่ แต่ ณ ที่นี้เช่นกันที่เขาได้พบกับผู้คนที่มีท่าทางแปลกๆ นายอำเภอโหด พยาบาลจิตไม่ปกติ

เขาเป็นเจ้าหน้าที่สืบราชการลับที่มาเพื่อสืบสวนการหายตัวไปของเพื่อนร่วมงาน หลังอุบัติเหตุ เขาติดต่อใครนอกเมืองไม่ได้ เมื่อพยายามหนีออกจากเมืองก็ไม่สำเร็จ และต่อมาก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการโดนชาวเมืองฆ่า

มีปริศนาหลายอย่างเกิดขึ้นรายล้อมรอบตัวเขา มันคือ... แล้วก็จบเล่ม เขาได้กลายเป็นนายอำเภอคนใหม่แทนคนเก่าที่ตายไป



เพราะหน้าปกหนังสือบอกว่ามีการดัดแปลงเรื่องนี้เป็นซีรีส์ทางทีวี (2015) หลังจากนั้นฉันก็เลยไปหาซีรี่ส์มาดู ในซีรีส์ สรุปรวบยอดหนังสือทั้ง 3 เล่มมาไว้ในซีรีส์ทั้ง 10 ตอนจบ แบบที่ไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไร

ซีรีส์นำแสดงโดยแมต ดิลลอน


เนื้อเรื่องในซีรีส์บางส่วนใกล้เคียงกับหนังสือ มีการดัดแปลงไปบ้าง แล้วในหนังสือจะจบแบบเดียวกันมั้ย?? มันทำให้ฉันลังเลว่าจะซื้อเล่ม 2-3 มาอ่านดีหรือไม่

หนังสือเล่ม 2-3 ออกมาพร้อมกันในรูปแบบของชุดใส่กล่อง ก่อนงานมหกรรมหนังสือฯ ตุลา 58

อ้าว แล้วคนซื้อเล่มแรกไปจะทำไงล่ะ ...ทางสำนักพิมพ์เขาก็แก้ปัญหาให้เสร็จสรรพ ซึ่งฉันชื่นชมจริงๆ นะ นั่นคือเขาจับหนังสือเล่ม 2-3 (Wayward และ The Last Town) ใส่ไว้ในกล่องแข็ง แล้วตรงส่วนที่ควรจะเป็นเล่ม 1 เขาใส่แผ่นโฟมสีดำแทรกไว้แทน ดังนั้น ถ้าคุณซื้อเล่ม 1 ไปแล้วก็มาซื้อกล่องนี้ไป ใส่เล่ม 1 เข้าไปแทนแผ่นโฟม เป๊ะ ดังนี้แล

ฉันเลือกไปหอบหิ้วหนังสือชุดนี้จากงานมหกรรมหนังสือฯ ด้วยเหตุผลว่า... มันลดราคา และสนพ.ของเราต้องไปเปิดบูธที่นั่นอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องหอบหิ้วขึ้นรถเมล์ (ปกติไปร้านหนังสือในเมืองฉันจะไปรถเมล์) แต่ขนกลับบ้านด้วยรถยนต์ส่วนตัว สบายกว่า ...ป้าแก่แล้ว เฮ้อ...


หลังงานมหกรรมหนังสือ สองเล่มแรกที่ฉันเลือกมาอ่านก็คือ Wayward ต่อด้วย The Last Town อ่านแบบอดหลับอดนอน (อีกแล้วครับท่าน) ต้องรีบอ่านก่อนลืมเนื้อหาของเล่มแรก ซีรีส์ดำเนินเรื่องไม่เหมือนกับในหนังสือ อาจเป็นด้วยลักษณะของการเล่าเรื่องแบบภาพกับตัวอักษรที่ต่างกัน ฉันประทับใจกับตอนจบของหนังสือมากกว่าในซีรี่ส์

แต่ในเล่ม 3 บางช่วงออกจะยืดมากไปนิด โดยเฉพาะตอนที่อีธานฝ่าวงล้อมของสัตว์ประหลาดแอ๊บบี้ออกไป บรรยายซะละเอียดยิบ ส่องปืนกันเป็นรายตัวเลยทีเดียว

หนังสือเขาออกแบบมาสวยงาม และออกแบบที่คั่นหนังสือมาเหมาะกับหนังสือมากๆ ชื่อหนังสือฉันว่าอ่านย้อนหลังจากเล่ม 3 มาจะได้ใจความเลยล่ะ The last town : Wayward Pines


คิดว่าเล่ม 3 คงรีบทำออกมาให้พร้อมกับเล่ม 2 และก่อนงานมหกรรมหนังสือฯ ดังนั้นจึงเห็นจุดผิดพลาดในการพิสูจน์อักษรหลายที่ แต่มีคำหนึ่งที่ฉันอ่านเจอ เข้าใจความหมายของมัน แต่ก็งงๆ กับศัพท์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนคือคำว่า "ขูดเขี่ยน" จะว่าเขียนผิดก็ไม่น่าใช่ เพราะมีหลายจุดที่สะกดแบบเดียวเป๊ะ อดใจไม่ได้ที่จะไปสอบถามจากน้องจอย นักพิสูจน์อักษรมือฉมัง พบว่ามีคำเหล่านี้ในพจนานุกรม แต่แยกกันอยู่ "เขี่ยนแปลว่าข่วน หรือขีด เช่น โดนหนามเขี่ยน " และพบว่าในกลุ่มเพื่อน FB ไม่เคยมีใครเคยเห็น นับถือคนช่างคิดคำนี้จริงๆ เลย



หนังสือเขียนโดย Blake Crouch เล่ม 1 และ 2 แปลโดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ เล่ม 3 แปลโดยปิติ วัฒนาธร ของสำนักพิมพ์ Maxx Publishing


--------------------
ยังไม่จบค่ะ มีสปอยล์ :-)






จะว่าไปพล็อตของวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ลดระดับลงเป็นสัตว์ประหลาดก็เคยเห็นมาก่อนในหนังใหญ่เรื่อง Pandorum เรื่องราวของการอพยพย้ายถิ่นของมนุษย์ไปบนดาวดวงใหม่ โดยใช้วิธีการจำศีล หลายคนได้กลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดกินเนื้อ แต่คนที่เพิ่งออกจากจำศีลในหลายปีต่อมา (ไม่รู้ว่าหลักร้อยหรือหมื่นปี) ยังคงเป็นคน และต้องต่อสู้เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกกิน 




ต่างกันตรงที่เรื่อง Pandorum ผู้คนอพยพด้วยความเต็มใจ แต่ใน Pines ผู้คนถูกลักพาตัว และถูกปิดบังความจริงที่เกิดขึ้น เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าเป็นฉันโดนแบบคนใน Pines ฉันคงโกรธเคืองมิใช่น้อย แทนที่เราจะได้ใช้ชีวิตและตายลงในโลกที่เราคุ้นเคย เรากลับต้องเผชิญกับชีวิตที่โหดร้ายแบบไม่คาดฝัน มันไม่ใช่ความโชคดีดังที่พิลเชอร์ เจ้าของโปรเจคต์สุดเพี้ยนอ้างถึง


การดำรงอยู่ของมนุษย์สำคัญอะไรนักหนากับโลกนี้ จริงๆ ถ้าไม่มีมนุษย์โลกนี้ก็อยู่ได้ ธรรมชาติไม่ถูกทำลาย มนุษย์ก็เป็นเพียงชีวิตที่เกิดมาในเศษเสี้ยวเวลาหนึ่งของโลกเท่านั้นเอง



...อยากรู้จังว่า ตอนที่อีธานตื่นมาหลังโลกผ่านพ้นไป 7 หมื่นปี จะเกิดอะไรขึ้น