วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อ่านหนังสือ : ออสการ์แมวธรรมดากับพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา

รับแมวใหม่เข้าบ้าน จนทำให้แมวเก่าเครียดกันถ้วนหน้า รวมถึงตัวบงการ 2 คนก็เครียดไม่น้อยกว่ากัน เมื่อราวเดือนก่อนมีแมวจรมาอาศัยพักพิงบนหลังคาบ้านของบ้านที่หลังชนกัน ป๋าเลยให้ข้าวให้น้ำจนกระทั่งมันยอมให้จับ ไม่นานนักก็เริ่มออกอาการติดสัด เราจึงลักพาตัวมันไปทำหมัน

หมอบอกว่ามันอายุได้ 2 ปีแล้ว น่าจะเคยมีลูกมาก่อน กะไว้ว่าทำหมันเสร็จจะพากลับไปหย่อนไว้ที่เดิม เป็นแมวจรเหมือนเดิม ปรากฏว่าป๋าเปลี่ยนใจ รับมันมาเลี้ยง ซื้อกรงมาใส่มันเพื่อให้มันทำความคุ้นเคยกับแมวเก่า 4 ตัวก่อน

วันนี้เจ้ามิ้ว แมวตัวใหม่ก็เข้าบ้าน มันร้องมิ้วๆ อยู่ในกรง (ที่มาของชื่อมิ้วนั่นเอง) หาทางจะออก ร้องสลับนอน ร้องสลับกิน ร้องสลับเลียเนื้อตัว ทำตัวตามสบายมากกับบ้านคนอื่น กลายเป็นว่าที่เครียดคือเรากับป๋า และเหล่าแมวทั้ง 4

โดยเฉพาะเจ้าแต่ง งอนเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้เราจับตัวเลย เง้อ....

ก็นับแต่เรารับแมว 3 ตัวมาเป็นน้องเจ้าบุญแต่ง เมื่อราว 8-9 ปีก่อน เราก็ไม่คิดจะพาแมวตัวไหนเข้าบ้านอีกเลย เพราะเจ้าแต่งเอาแต่ไล่ตบน้องจนกระทั่งบัดนี้ ปวดโหลกมากๆ ค่า


มาเข้าเรื่องหนังสือ ก็เกี่ยวกับแมว เป็นแมวชื่อออสการ์ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสเตียร์เฮาส์รับเลี้ยงไว้ มันพิเศษตรงที่มันมีสัมผัสพิเศษที่รู้ก่อนใครว่าผู้ป่วยคนไหนที่กำลังจะเสียชีวิต มันจะไปนอนเฝ้าจนกระทั่งเขาตายจากไป



เรื่องราวของแมวตัวนี้ได้รับการถ่ายทอดโดยหมอโดสะที่ประจำอยู่ที่นั่น จริงๆ เรื่องราวของออสการ์ไม่ค่อยเยอะเท่าไร ส่วนใหญ่หมอจะเน้นไปที่การเล่าเรื่องของผู้สูงอายุที่แทบทุกคนเป็นโรคสมองเสื่อม

สมองเสื่อม

รู้สึกช่วงนี้ฉันจะพบกับหนังหรือหนังสือเรื่องพวกนี้บ่อยจัง เหมือนมีอะไรสักอย่างเตรียมตัวฉันให้พร้อมสำหรับโรคนี้มั้ง (ฮา)

ในหนังสือ พยาบาลแมรี่เป็นคนบอกหมอเรื่องนี้ แต่หมอดูจะยังไม่ค่อยเชื่อนัก เขาเลยออกไปสัมภาษณ์ญาติของผู้เสียชีวิต และพบว่าออสการ์ทำแบบนั้นได้จริง ที่สำคัญคือทุกคนบอกว่าทั้งผู้ป่วยและญาติรู้สึกสบายใจเมื่อมีออสการ์มาอยู่ด้วย

การมีแมวอยู่ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทำให้สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนบ้านที่น่าอยู่มากขึ้น จริงๆ หลังอ่านเรื่องนี้จบก็มีอะไรหลายอย่างอยากเขียนถึง แต่ตอนนี้นึกอะไรไม่ออกเลยในภาวะที่แมวเก่าเครียดกันขนาดนี้

จบละกัน Y___Y




วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่อยๆ มาเรียงๆ : ผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้

จู่ๆ ก็นึกอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาซะงั้น แต่ไม่ใช่ว่าเพิ่งคิด คิดมานานล่ะ เพียงแค่ไม่เคยได้แสดงความคิดเห็นออกมา


ไม่รู้ว่าชีวิตในช่วงหลัง ฉันแก่ขึ้น มองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น หรือกำลังเป็นโรคซึมเศร้า หรือแค่เบื่อและรำคาญ ฯลฯ ฯลฯ ฉันมิอาจรู้ได้ เมื่อใดที่ได้อ่านคำคม แง่คิด เรื่องราวของผู้ประสบความสำเร็จ ความเห็นของกูรู (กูรู้ไปซะทุกเรื่อง และมึงต้องเชื่อกูด้วยนะ) การแนะแนวทางดำเนินชีวิตจากนักพูด เรื่องเล่ากินใจจากนักแต่งเรื่อง ทุกอย่างพวกนี้มันทำให้ฉันเลี่ยนและเอียนเอามากๆ

เรื่องพวกนี้เมื่อตอนวัยรุ่นฉันชอบอ่านนะเรื่องพวกนี้ เพราะอยากปรับปรุงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น พอแก่ตัวลงมากขึ้นๆ ฉันกลับมองเห็นแค่ความหลากหลายของมนุษย์

คนเราแต่ละคนน่ะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ดีเอ็นเอต่างกัน ลายนิ้วมือไม่ซ้ำกัน เกิดมาต่างกัน ความพยายามต่างกัน สารเคมีในสมองต่างกัน การมองโลกดีร้ายต่างกัน  สิ่งแวดล้อมสารพัดจะหลากหลาย ที่สำคัญคือโอกาสไม่เหมือนกัน

เวลาเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จออกมาพูดเสียงดัง เขามักจะเน้นว่า "ผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้" ประมาณว่าที่แกไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่พยายามมากพอ ไม่อึดไม่ถึกมากพอ ไม่ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

สมมติว่าคน 2 คนที่เหมือนกันมากๆ ระดับครอบครัวเท่ากัน ฉลาดเท่ากัน เรียนมาดีเท่ากัน ถ้าคนหนึ่งไปทำงานในบริษัท A และอีกคนไปทำงานในบริษัท B ผลลัพธ์ออกมาคงไม่เหมือนกัน เพราะทั้งสองคนต้องพบกับลักษณะงาน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เจ้านายของเจ้านายอีกที แตกต่างกันไป

พวกนี้ขอเรียกว่า "ตัวแปร" ที่ไม่มีอะไรเท่ากัน ไม่มีอะไรแน่นอน วันหนึ่งคนๆ หนึ่งอารมณ์ดี อีกวันอารมณ์บูด ก็ยังมี นี่แค่ 2 อารมณ์เท่านั้นนะ จริงๆ ยังมีอีกหลายอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ ตัวแปรรอบตัวเรานั้นมันมีมากมายจนตัวอักษรทั้งหมดก็เอามาแทนได้ไม่หมด กว่าจะสิ้นสุดวัน มันก็มีเป็นพันๆ หมื่นๆ อย่าง

เพื่อนร่วมงานของแต่ละคนต่างก็มีตัวแปรที่แตกต่างกันไปเช่นกัน ผลกระทบที่มีต่อกันและกันก็ต่างกันไป ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกัน

ดังนั้น ผมทำได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณก็ต้องทำได้ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เก่ง ไม่พยายามมากพอ มันก็แค่ส่วนผสมที่ไม่ได้เหมือนกันของตัวแปรทั้งหลาย

ที่สำคัญก็คือ ความสำเร็จของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน บางคนอาจแค่ได้นั่งเฉยๆ ดูทีวี ขณะที่อีกคนต้องทำงานเพื่อเพิ่มกำไรให้บริษัทของตัวเอง

ฉันเองก็ไม่รู้จะจบบทความนี้อย่างไร คงเป็นเพราะฉันไม่ใช่คนกลุ่มประสบความสำเร็จล่ะมั้ง


วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องสั้น : งานที่ทำเสร็จ

ไม่ถึงกับเป็นเรื่องสั้น 2 ประโยค แค่อยากลองเขียนดูน่ะ


...

ฉันเดินหาเครื่องมือฆ่าตัวตายไปรอบบ้าน ฉับพลันก็ตระหนักว่าควรเลิกทำแบบนี้ซะที เพราะฉันทำสำเร็จไปแล้วเมื่อสองเดือนก่อน

...

เรื่องสั้น : งานที่ทำเสร็จ

ไม่ถึงกับเป็นเรื่องสั้น 2 ประโยค แค่อยากลองเขียนดูน่ะ


...

ฉันเดินหาเครื่องมือฆ่าตัวตายไปรอบบ้าน ฉับพลันก็ตระหนักว่าควรเลิกทำแบบนี้ซะที เพราะฉันทำสำเร็จไปแล้วเมื่อสองเดือนก่อน

...