วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ดูหนัง : ร่ำลา Running Man

(ขออนุญาตจับ Running Man เกมโชว์ หรือที่เรียกตัวเองว่าวาไรตี้โชว์ มาไว้ในหมวดดูหนังละกัน)


ฉันเริ่มต้นดูเหล่านักวิ่งแห่ง Running Man ครั้งแรกในช่อง True ช่วงกลางวัน ซึ่งมารีรันใหม่ไปพลางๆ ต้อนรับทีวีดิจิตอล จำได้ว่าตอนนั้นกำลังเตรียมของสำหรับขายในงานสัปดาห์หนังสือฯ เปิดทีวีดูแก้เบื่อ ดูวันแรกก็ยังเฉยๆ ว่ารายการอะไรเนี่ย ดูไป 2-3 ครั้งชักชอบ มันเพี้ยนๆ ดี

ตอนที่ดูครั้งนั้นยังเป็นช่วงตอนแรกๆ ที่ยังมีซงจุงกิเป็นสมาชิกหลักอยู่เลย เป็นพากษ์ไทย ดูไปก็ยังไม่ค่อยรู้สึกรำคาญเสียงพากษ์นะ เพราะว่าไม่มีแบบเสียงต้นฉบับมาเปรียบเทียบ

ช่วงนั้นทางช่อง True (ไม่แน่ใจว่าช่อง true หรือ tnn) จัดให้มีทั้ง Running Man กับ Family Outing มารีรันในช่วงเวลาเดียวกันแต่คนละวัน แรกๆ เข้าใจว่าเป็นรายการเดียวกันเพราะมียูแจซอกเป็นตัวหลัก ดูไป 2-3 อาทิตย์ก็เริ่มรู้ว่ามันคนละรายการ

ชอบ Running Man มากกว่า




ดูไปสักพักชักเหมือนคนติดละคร มีเวลาให้ติดตามดูได้แค่อาทิตย์ละ 2 วัน (ถ้าจำไม่ผิด) รู้สึกขัดใจ เลยลองไปค้นดูใน Google ก็พบว่า...

มี Running Man แบบที่มีซับไทย เสียงเกาหลี แบบที่ทั้งดูออนไลน์และแบบขายแผ่น

และยังพบอีกว่า Running Man ที่ฉันดูนั้นเป็นตอนย้อนหลังไปหลายปี หลายแผ่นเชียวล่ะ ไม่ใช่ว่าจะไม่สนับสนุนงานลิขสิทธิ์นะ แต่มันไม่มีลิขสิทธิ์ขาย ฉันเองพอได้ดูแบบเสียงต้นฉบับก็ไม่อยากมาดูแบบพากษ์ไทยแล้วล่ะ มันฟังดูมั่วๆ ไงไม่รู้

จากนั้นฉันก็เริ่มดูย้อนหลังจากตอนแรก ไล่มาเรื่อยๆ วันละ 1 ตอน จนมาถึงตอนปัจจุบัน แล้วก็เริ่มหาดูออนไลน์ที่อัพเดทตลอดทุกสัปดาห์


> จากที่ไม่เคยรู้จักชื่อสมาชิก ก็เริ่มรู้จักทุกคน
> จากที่ไม่เคยเป็นติ่งเกาหลี ก็ยังไม่เป็นติ่งเกาหลีเช่นเดิม เพราะชอบอยู่รายการเดียว
> จากที่ไม่เคยสนใจอาหารเกาหลี ก็เริ่มสนใจ ยิ่งตอนพากิน มันช่างน่ากินและน่าลองยิ่งนัก
> จากที่ไม่เคยรู้จักภาษาเกาหลีสักตัว ก็เริ่มมารู้จักเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20 ตัว (5555 สมองจำได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว)
> จากที่ไม่เคยรู้จักดาราหรือนักร้องเกาหลี ก็ยังคงไม่รู้จักเหมือนเดิม ก็หน้าตาเหมือนกัน ชื่อก็น่าเวียนหัว
> จากที่เคยได้ยินแต่ชื่อนิชคุณผ่านหูจากข่าวหรือโฆษณา ก็ได้มารู้จักดาราไทยคนนี้จากรายการเกาหลีเนี่ยแหละ


ดูแต่ละตอนก็เข้าใจกติกาเล็กน้อยจนถึงไม่เข้าใจเลย จนกว่าสมาชิกจะเริ่มเล่นให้ดู หลายตอนก็ฮามากๆ บางตอนก็น่าเบื่อสำหรับฉัน (ซึ่งก็คือตอนที่เกี่ยวกับกีฬาและการแข่งทำอาหาร)
>  แข่งแต่ละตอนที่เชียร์สุดๆ ก็คือยูแจซอก เป็นสมาชิกที่ชอบที่สุด
> ที่ลุ้นให้แพ้ก็คือคิมจงกุก
> รำคาญตะหงิดๆ ก็คืออีกวางซู

มาตอนหลังเริ่มชอบแกรี่อีกคน ดังนั้นจึงสลดไปบ้างเมื่อรู้ว่าแกรี่จะออกจากรายการ จริงๆ นะ รู้สึกผูกพันกับสมาชิกพวกนี้มากๆ แรกๆ อาจเกลียดจงกุกไปบ้างเพราะตั้งใจชนะซะเกินเหตุแต่ช่วงหลังๆ เขาเริ่มฮามากขึิ้น ก็เลยเริ่มรู้สึกชอบ กวางซูก็เริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น น่ารักขึ้น สรุปว่าชอบทุกคนเลย



หมัด 2 เล่นเอาจุกพอควรตอนได้ข่าวว่าจงกุกกับจีฮโยออกจากรายการ ก็แทบกรีด ม่ายยยยยยยยยย หลังจากนั้นก็ตามที่ได้ข่าวกันน่ะแหละ

บทสรุปสุดท้ายจึงถึงจุดสิ้นสุดของรายการเกม Running Man ที่กำลังนับถอยหลังใน EP สุดท้าย งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แม้ว่าเจ้าภาพจะเลี้ยงดีแค่ไหน ก็ต้องแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

สิ่งที่ชอบในรายการนี้ก็คือเกมที่ช่างสรรคิดกันมาซะจัง แทบไม่ซ้ำกันเลย แม้บางตอนจะน่าเบื่อแต่ก็ยังติดตามดูอยู่ตลอด ชอบมากคือเกมดึงป้ายชื่อที่หลังๆ เริ่มลดน้อยจนแทบหายไป จำได้ว่าลุ้นทุกครั้งที่ดู

นับจากนี้ไปก็จะไม่มีเหล่านักวิ่งในตอนใหม่ๆ ให้ดูอีก ฉันคงต้องย้อนไปดูตอนเก่าๆ เพื่อเรียกเสียงฮาของตัวเองกลับคืนมา

ขอบคุณและลาก่อนเหล่านักวิ่ง Running Man
| ยูแจซอก | ฮาดงฮุน (ฮ่าฮ่า) | คิมจงกุก | อีกวางซู | คังแกรี | ซงจีฮโย | จีซอกจิน |











วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อ่านหนังสือ : แท็กซี่มีแมว

สึโตมุ มาเสะงากิ เป็นคนขับรถแท็กซี่มา 3 ปี อายุก็วัยกลางคน รับแต่ลูกค้าเจ้าปัญหา เขาเองก็เป็นคนไม่สู้คน หงอตลอดเวลา แม้แต่กับลูกสาวของตัวเอง ยอดค่าโดยสารของเขาต่ำสุดในบริษัท เพราะเขามัวแต่หลบเลี่ยงไม่ยอมรับคน ไม่ยอมคุยกับผู้โดยสาร ไม่รู้จักเส้นทาง ต้องพึ่ง GPS ตลอดเวลา

วันดีคืนดีเขาก็รับแมวจรจัดสามสีชื่อ มิโกะงามิซัง มาบนรถโดยไม่ได้ตั้งใจ นับแต่นั้นมา การงานของเขาเริ่มดีขึ้น เริ่มผ่อนคลายกับผู้โดยสารด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าเหมียว ยอดค่าโดยสารของเขาสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 ของบริษัท

ที่สำคัญคือ เขาเริ่มได้รู้จักเบื้องหลังเบื้องลึกของคนหลายคน เขาปรับตัวเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี ทั้งเพื่อนคนขับแท็กซี่ด้วยกันเอง เจ้านาย ผู้โดยสาร และสานสัมพันธ์กับคนในครอบครัว

เจ้าเหมียวมิโกะงามิซัง เป็นแมวอ้วนอายุมาก มันช่วยมาเสะงากิต้อนรับลูกค้า เหมือนมันมีความสามารถในการหยั่งรู้ว่าใครต้องการอะไร จนทำให้ผู้คนชื่นชอบและรักงานบริการ (จริงๆ นะ ^_^)

ผู้โดยสารหลายรายเริ่มผูกพันกับเจ้าสามสีตัวนี้มากขึ้น ถึงขั้นมีขนมมีของเล่นติดไม้ติดมือมาฝาก พอรู้ว่ามันป่วยก็มีดอกไม้ฝากไปเยี่ยมไข้ 





ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง ถึงขั้นพกพาออกไปเข้าคอร์สอบรม และอ่านระหว่างรออาจารย์มาสอน อ่านด้วยความจดจ่อ ขอบอกว่าสนุกสนานเต็มขั้น 

เมื่อมาถึงท้ายๆ เล่ม ลางร้ายเริ่มออก เจ้าเหมียวอ้วนเริ่มป่วย ทำให้ฉันเริ่มจุกอก ปิดหนังสือทันที รอเวลากลับมาอ่านช่วงสุดท้ายที่บ้าน แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง

อ่านหนังสือเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทีไรฉันเป็นต้องทำตาตกทุกครั้ง ไม่รู้เป็นไร นักเขียนชอบเขียนให้เนื้อเรื่องเศร้าเสียมากมาย

--------------

เนื้อหาที่นำเสนอนอกเหนือจากเจ้าเหมียวอ้วนนักต้อนรับแขกแล้ว ผู้เขียนยังนำเสนอเบื้องหลังของผู้คน เรามักจะตัดสินคนจากลักษณะภายนอกที่เรามองเห็น คนโน้นเห็นแก่ตัว คนนี้เข้มงวด ฯลฯ 

ตัวเราเองก็มีทั้งด้านดีและไม่ดี เรามักจะมองเห็นแต่ด้านดีของตัวเอง และมองด้านเสียของคนอื่น ลักษณะนี้คงเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นเอง

ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์นิสัยเสียอีกต่างหาก ฉันเองก็ต้องฝึกตัวเองให้มองคนจากสองด้านเหมือนกัน 

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทั่วไป : เขียนบล็อคแค่งานอดิเรก???

ตั้งใจว่าเขียนบล็อคเป็นแค่งานอดิเรก ไว้ฝึกการเขียนในเรื่องที่ชอบ เรื่องล่าสุดคือซีรี่ส์ Westworld ใช้เวลาพิมพ์ไปหาข้อมูลไป รวมแล้ว 2 ชั่วโมงกว่า กินเวลาทำงานหนังสือไปมากโข

งานอดิเรกดีมั้ยเนี่ย >_<

ดูหนัง : ครั้งนี้เป็นซีรีส์ West World

ในบรรดานักแสดงอายุมาก (ขอเน้นว่าฝ่ายชายละกันนะ) มีไม่กี่คนที่แก่แล้วยังดูดี หรืออาจดูดีมากขึ้นกว่าเดิม ณ ตอนนี้เท่าที่ได้ติดตามดูก็จะมี เควิน คอสเนอร์, โรเบิร์ต เดอ นีโร (สมัยก่อนก็จะมีฌอน คอนเนอร์รี่) ล่าสุดได้เห็นแอนโทนี่ ฮอบกิ้นส์ ที่แก่แล้วยังดูดีเชียวล่ะ



-------------

West World เป็นซีรี่ส์เกี่ยวกับโลกอนาคตที่โลกเราก้าวหน้าถึงขั้นสร้างสวนสนุกแอนดรอยขึ้นมาให้คนได้มาเล่นบทบาทสมมติกัน โดยโลกสมมตินี้ก็คือโลกของคาวบอยในสมัยก่อน แอนดรอยเหล่านี้เรียกว่า "โฮสต์" ส่วนคนที่มาเที่ยวเรียกว่า "เกสต์"



เหล่าโฮสต์นี้เป็นแอนดรอยที่มีลักษณะเกือบเหมือนมนุษย์ ใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง กิน ดื่ม มีเซ็กซ์ ตาย พูดคุยตอบโต้กับมนุษย์ได้ในขอบเขตจำกัดของบทที่ได้รับมา บทจะดำเนินไปเหมือนเดิมวันแล้ววันเล่า


ตื่นบนเตียง คุยกับพ่อด้วยบทสนทนาเดิมๆ เข้าเมืองไปซื้อของเดิมๆ ทำกระป๋องอาหารหล่นเหมือนเดิมๆ สุดท้ายก็ตายทั้งครอบครัวเหมือนกันทุกวัน

อีกคนก็ลงรถไฟเวลาเดิม เดินเข้าเมืองแบบเดิม เป็นคนหน้าใหม่ของเมือง พูดคุย และตายเหมือนเดิม

อาจมีการเปลี่ยนแปลงออกไปจากแนวเดิมๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของเนื้อเรื่องที่เขากำหนดมา โฮสต์บางคนคิดว่าตัวเองกำหนดชีวิตตัวเองได้ และพยายามหนีออกไปจากบทบาทของตัวเอง แต่จริงๆ แล้วมันก็ถูกกำหนดด้วยบทอื่น (หรือเปล่า??)


ส่วนมนุษย์ก็คือลูกค้ากระเป๋าหนักที่จ่ายเงินเพื่อออกไปผจญภัยในโลกตะวันตกยุคคาวบอย ออกเที่ยว ออกหาผู้หญิง ออกตามล่าค่าหัว ยิงกัน ปล้นเขา



มีกฏอยู่ว่ามนุษย์ฆ่าโฮสต์ได้ แต่โฮสต์ฆ่ามนุษย์ไม่ได้ ทำไม่ได้แม้แต่จะทำร้าย มันจึงเป็นสถานที่ปลดปล่อยเบื้องลึกของจิตใจออกมา และเมื่อโฮสต์ตายพวกเขาก็จะถูกนำออกไปจากฉาก ไปซ่อมแซม ลบความจำ แล้วกลับเข้ามาประจำหน้าที่เหมือนเดิม ด้วยบทสนทนาเดิมๆ แม้ว่ามนุษย์จะคุยกันเรื่องโลกภายนอก พวกเขาก็ไม่รับรู้



พวกเขาไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นแค่เพียงหุ่นยนต์ เป็นของเล่นชิ้นหนึ่งของมนุษย์ คิดว่าตัวเองนั้นคือ "ชีวิต" ที่แท้จริง

---------------

เมื่อมองย้อนกลับเข้ามาที่ตัวเอง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชีวิตของเรานี้คือของจริง เราอาจเป็นเพียงของเล่นของชีวิตอื่น ที่เล่นไปตามบทบาทที่มีคนกำหนดให้

มีบทหนึ่งที่ลุงแอนโธนี่ ฮอปกินส์ ผู้รับบทผู้สร้างแอนดรอยและผู้กำหนดบทบาทให้พวกเขากล่าวไว้

Humans fancy that there's something special about the way we perceive the world, and yet we live in loops as tight and as closed as the hosts do, seldom questioning our choices, content, for the most part, to be told what to do next.

มนุษย์เราคิดว่าตัวเองวิเศษกว่า แต่เราก็ยังมีชีวิตอยู่ในวัฏจักรที่แคบเหมือนพวกโฮสต์ แทบไม่เคยสงสัยถึงทางเลือกที่มีคนบอกให้เราทำ (แปลคร่าวๆ ประมาณนี้นะ)

โอ้ว เจ็บจริง

--------------

พูดไปเรื่องนี้ก็ค่อนข้างดูยาก เนื่องจากเส้นเวลาในเรื่องแม้จะเดินเป็นเส้นตรง แต่ก็ทำให้ดูเหมือนว่ามีการย้อนไปมา และรำลึกอดีตที่ทำให้งงได้หากไม่ได้ดูอย่างต่อเนื่องกัน

ซีรี่ส์เรื่องนี้สร้างจากหนังชื่อเดียวกัน ฉายในปี 1973 เขียนบทโดยไมเคิล ไครชตั้น (ชื่อนี้มีอ่าน 2 แบบ "คริตัน กับ ไครชตัน") แต่ถูกหนังเรื่อง Star War กลบรัศมีเสียมิด


--------------

พอรู้ว่าเจ้าของเรื่องคือ Michael Crichton ก็เลยไปค้นหาหนังสือเรื่องนี้ ปรากฏว่าหนังสือเป็นสคริปต์หนัง มีแต่เป็นเล่มมือสองที่ Amazon.com และราคาทำให้ตาลุกวาวเลยทีเดียว 500 USD ว้าวววว หนังสือมือสองที่บ้านฉันเยอะแยะ ทำไมไม่มีเล่มนี้บ้างเนี่ยยยยยยย

https://www.amazon.com/Westworld-Michael-Crichton/dp/0553084410



--------------

ในเรื่องมีฉากคั่นด้วยเปียโนที่ตั้งโปรแกรมให้เล่นเองอัตโนมัติ เป็นแบบโบราณที่มีกระดาษฉลุ จริงๆ ฉากเปียโนเล่นเองด้วยแผ่นกระดาษฉลุมีปรากฏออกมาตลอดทั้งเรื่อง เหมือนเป็นตัวเปรียบเทียบว่าแอนดรอยเหล่านี้ก็ถูกโปรแกรมให้เดินในเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น

เพลงที่เป็นธีมตอนไตเติ้ลคือเพลงนี้







วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อ่านหนังสือ : มิสเตอร์เมอร์เซเดส Mr Mercedes

ความรู้สึกที่ได้อ่านช่วงแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้คือ "สนุก น่าติดตาม" 

เมื่อจบเล่ม ความรู้สึกกลับเป็น "เฮ้อ... จบซะทีเว้ย" (และช่วงกลาง-ท้าย เรื่องก่อนจบคือ "เมื่อไรจะจบเนี่ย เบื่อแล้วนะ")

ไม่รู้เป็นเพราะความหนาของหนังสือที่ทำให้ทั้งเมื่อยมือและทั้งยืดเยื้อ ระบบการอ่านหนังสือช่วงหลังๆ ของฉัน จะไม่รองรับหนังสือหนาๆ ที่ต้องใช้เวลาอ่านนานๆ ยิ่งถ้าเนื้อเรื่องยืดเยื้อ ยิ่งเบื่อหนัก แต่ด้วยความอยากรู้จุดจบ ทำให้ต้องอ่านจนจบแบบทุกข์ทรมานใจยิ่งนัก

ฉันอ่านหนังสือของสตีเวน คิงมานานมากแล้ว แต่ก็ไม่ใช่แฟนประจำถึงขั้นต้องติดตามทุกเล่ม เรื่องที่ทั้งหลอนทั้งลุ้นเท่าที่เคยอ่านมาก็คือ Misery เนื้อเรื่องสยองมากๆ ขอบอก เรื่องที่ชอบอีกเรื่องตอนเป็นวัยรุ่นก็คือ It เรื่องนี้เริ่มจากดูมินิซีรี่ย์ จนต้องไปหาหนังสือมาอ่านอย่างสนุกติดตาม

แต่ในช่วงหนึ่งของชีวิตการอ่าน ฉันกลับไม่ชอบหนังสือของคิง นั่นเพราะเขาหมกมุ่นกับปีศาจอะไรสักอย่าง เนื้อเรื่องจะออกแนวเหนือธรรมชาติ ที่ต้องอาศัยมิตรภาพในการสู้รบเพื่อกอบกู้โลก ฉันเลยเลิกอ่าน 



สำหรับ Mr Mercedes ฉันได้ยินคำกล่าวขวัญถึงมาสักระยะแล้ว ฉันซื้อมาอ่านเพราะเป็นเรื่องของฆาตกรโรคจิตที่ไม่เกี่ยวกับปีศาจดึกดำบรรพ์ (เพิ่งจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยอ่านอีกเรื่อง Joy Land กำลังฟื้นความทรงจำ เป็นเรื่องการฆาตกรรม แต่ก็เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นเดิม) 

อย่างที่บอกไปคือช่วงแรกฉันชอบหนังสือเล่มนี้ ชอบตรงการสร้างตัวละครให้มีชีวิต มีเบื้องหลัง มีเบื้องหน้า มีความคิด 

หนังสือหลายเล่มที่ไม่อยากจะเน้นว่าเป็นของไทย ส่วนใหญ่มักเน้นที่เหตุการณ์ เรื่องราวที่เกิดขึ้น เช่นว่าคนๆ นี้ทำอะไร ยังไง ไปไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง  --แต่ในส่วนของตัวละครกลับเบาหวิว ไม่มีการบรรยายฉาก ไม่มีปูพื้นเรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น ฉันค้นพบลักษณะของนวนิยายที่มีตัวละครและการเดินเรื่องประมาณนี้จากประเทศเกาหลีและจีน แต่ทั้งนี้ฉันขอไม่เหมารวมว่าทุกเล่มของหนังสือไทย จึน และเกาหลีจะเป็นนวนิยายในลักษณะนี้ เพราะอ่านมาน้อยมาก (ที่อ่านน้อยเพราะเจอแบบนี้สัก 4-5 เล่มก็เลิกพยายามหามาอ่านแล้ว)

กลับมาที่เรื่องมิสเตอร์เมอร์เซเดส เหตุผลที่ฉันไม่ชอบเรื่องนี้ในช่วงกลาง-ท้ายก็เพราะ มีฉากบรรยายความรักที่เกือบจะคล้ายกับนิยายโรมานซ์ (ซึ่งฉันไม่ชอบ) การตัดฉากสลับไปมาบวกกับเหตุบังเอิญที่ขัดจังหวะอะไรหลายๆ อย่างเกิดขึ้นจนชักหงุดหงิด และการตัดสลับฉากและการยื้ออารมณ์ของคนอ่านให้ลุ้นตาม สำหรับฉันมันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกับดูหนังแอคชันของฮอลีวู๊ด (ซึ่งฉันไม่ชอบให้มันมาอยู่ในนวนิยาย)

ดังนั้นฉันจึงเบื่อ และเริ่มตะลุยอ่านเพื่อให้รู้จุดจบของเรื่องซะที


ประเด็นหนึ่งที่ฉันชอบในเรื่องนี้ก็คือเรื่องของ "อคติ" ที่เรามักมีกับการมองภาพภายนอกของคน

โอลิเวียร์ ทรีลอว์นีย์ เป็นคนที่มีปัญหาทางจิตที่พยายามจะใช้ชีวิตในโลกของคนปกติ ภาพภายนอกที่แลดูไม่เป็นมิตรของเธอทำให้คนรอบข้างหงุดหงิดและเกลียดชังอยู่ลึกๆ เมื่อตำรวจสอบสวนเรื่องของรถเมอร์เซเดสที่ถูกขโมยไปทำการสังหารหมู่ เขาจึงไม่เชื่อคำพูดของเธอและไม่ได้พยายามจะทำความเข้าใจตัวเธอเลยแม้แต่น้อย

--จนกระทั่งเธอฆ่าตัวตาย

มิสซิสเมลเบิร์น เพื่อนบ้านของนายตำรวจเกษียณ ฮอดเจส ก็อีกคนที่ถูกมองข้ามคำบอกเล่าไปด้วยอคติ เนื่องด้วยเธอมีลักษณะเหมือนคนที่ช่างนินทา ขี้ระแวง และชงกาแฟไม่อร่อย ซึ่งถ้าเพียงแต่เขาจะรับฟัง

ในทางตรงข้าม เบรดี้ ฮาร์ทฟิลด์ ตัวฆาตกรสังหารหมู่ เขาก็เป็นโรคจิตเช่นกัน แต่เขามีความสามารถในการซ่อนตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของคนธรรมดาได้สำเร็จ ดังนั้นคนจึงไม่เกลียดเขา และด้วยความที่เขาเป็นคนสีเทาๆ จึงไม่มีใครชอบหรือจดจำเขาได้ด้วยเช่นกัน

อันที่จริงคนเราล้วนแต่เป็นโรคจิตกันทั้งนั้น จิตมากจิตน้อย จิตที่สังคมยอมรับและไม่ยอมรับ จิตที่เปิดเผยหรือจิตที่หลบซ่อน

บางครั้งเราอาจตัดสินคนด้วยกันเองเร็วเกินไปจากการรับรู้เพียงผิวเผิน แล้วก่อสร้างอคติขึ้นมาใช้กับคนผู้นั้น

ดูท่าฉันคงต้องเตือนตัวเองด้วย ...อย่างมากเลยล่ะ




อื่นๆ อีก...


ปกของภาษาอังกฤษ จะเน้นรูปของร่ม อันเป็นชื่อเว็บไซต์ที่อดีตนายตำรวจฮอดเจสใช้ติดต่อกับฆาตกร และ--


...ว้าว มีเว็บไซต์นี้จริงๆ ด้วยล่ะ http://underdebbiesblueumbrella.com/


สตีเวน คิง นักเขียนชื่อดังตอนนี้ก็อายุมากแล้ว ตอนแรกเห็นบนปกของหนังสือเขียนชื่อว่า สตีเวน ก็ให้เกิดรู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ,กับการถอดเสียงของชื่อนักเขียน มันควรจะเป็นสตีเฟน ไม่ใช่หรือ เกือบจะออกมาโวยในบล็อคนี้แล้วสิ แต่เมื่อได้ไปค้นหาจากเว็บก็พบว่า Stephen ออกเสียงว่า สตีเวน จริงๆ ไม่ใช่สตีเฟน อย่างที่เคยเข้าใจมานาน มองกราดผ่านๆ ที่เว็บหนึ่ง เขาบอกว่าเป็นหลักการออกเสียงอย่างหนึ่งในภาษาของเขา แต่ก็นะ ไม่ได้อ่านละเอียด เรื่องวิชาการอ่านแล้วปวดหัวเล็กๆ (555)

ถ้าสนใจการอ่านออกเสียงชื่อของเขาก็เข้าลิงค์นี้ได้นะคะ



Mr Mercedes เป็นเรื่องหนึ่งในนวนิยายชุดนักสืบ Bill Hodges ที่มีทั้งหมด 3 เล่ม (ฉันขอพอแค่เล่มเดียวละกัน กลัวจะต้องลุ้นเหมือนอยู่ในหนังฮอลีวู๊ดอีก) แต่ถ้าชอบแบบนั้นก็ขอแนะนำให้อ่านเรื่องนี้และติดตามเรื่องอื่นในซีรีส์นี้ด้วยเลย

และตามแผนที่ปรากฎในเว็บ imdb.com หนังสือเล่มนี้จะถูกสร้างเป็นซีรีส์ในปี 2018 นำแสดงโดย Brendan Gleeson และ Harry Treadaway เป็นบิล ฮอดเจส และ เบรดี้ ฮาร์ทฟิลด์  ตามลำดับ

ในตอนแรกคนที่จะมารับบทเบรดี้ก็คือ Anton Yelchin แต่เขาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตไปในเดือนมิย. 2016 นี่เอง ด้วยวัย 27 ปี RIP

(Anton Yelchin)


ปิดท้ายด้วย mercedez sl500 เนื่องจากความรู้เรื่องรถยนต์มีจำกัด และหาจาก google ได้แค่นี้แหละ ใช่คันนี้มั้ยเนี่ย !!!!





วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559

ต้นไม้ : อารมณ์สีเขียวกำลังกลับมา

ฉันเป็นพวกอารมณ์ความอยากปลูกต้นไม้ขึ้นๆ ลงๆ พอช่วงไหนที่อยากปลูกก็จะหาข้อมูลต้นนั้นแล้วก็ตะเกียดตะกายไปหาซื้อมาจนได้ แล้วความสนใจก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามช่วงเวลาอีกต่างหาก มีทั้งแคคตัส ซัคคิวแลนซ์ บรอมีเลียด ผักสวนครัว สตรอเบอร์รี่ หม่อน เฟิร์น ฯลฯ

ช่วงปลูกแรกๆ ก็เอาใจใส่อยู่สัก 1 อาทิตย์ จากนั้นก็เริ่มเฉื่อย เนือย เหมือนหลายๆ อย่างในชีวิตของฉัน และสุดท้ายก็ปล่อยมันตามบุญตามกรรม รอดก็รอด ไม่รอดก็ไม่เป็นไร ดังนั้นต้นไม้ไหนที่ปลูกง่าย อึด และไม่ต้องดูแลมากนักก็จะอยู่กับฉันไปจนเบื่อ ส่วนต้นไหนที่ต้องมีการดูแลจุกจิกมากมาย ก็จะไปไม่รอด

มาวันนี้อารมณ์การปลูกก็กลับมาอีกครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากสวนขวด หรือ terrarium  จำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงอยากทำสวนขวด จู่ๆ มันเกิดขึ้นเองหรือเห็นภาพในเว็บ จำไม่ได้จริงๆ รู้แต่อยากจัด ...เริ่มหาข้อมูลกันแล้วว่าต้องใช้วัสดุอะไรบ้าง จากนั้นก็มองหาต้นไม้ที่ชอบชื้นและต้นเล็ก

เริ่มต้นด้วยฤษีผสมแคระกับเฟิร์นอะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้ ซื้อมาวางไว้ในบ้าน และวางแผนจะเอาไปจัดบูธงานมหกรรมหนังสือฯ ปี 59 ด้วย (จะทำได้มั้ยต้องติดตามชมกันต่อไป) คนขายบอกว่าสองต้นนี้ต้องวางในร่ม แต่พอไปค้นจากเว็บก็พบว่าฤษีผสมต้องกลางแดดจัด อ่ะ คนขายก็ไว้ใจไม่ได้นะเนี่ย

พอมีต้นไม้เขียวๆ น่ารักๆ มาวางไว้บนโต๊ะทำงานที่แห้งแล้งมีแต่แมวอ้วนเดิน ก็เลยทำให้เกิดอยากได้ต้นโน่นนี่นั่นเพิ่มเติมอีก

ผลก็คือได้มาอีกทั้งพรมออสเตรเลียกับพรมญี่ปุ่นตอนที่ไปหาซื้อกาบมะพร้าวสับ โดมิโน่เอฟเฟ็กต์ที่ตามมาก็คือร้านที่ไปซื้อน่ะ มีต้นอัฟริกันไวโอเล็ตขาย และคนขายบอกว่าปลูกง่าย (พี่ผู้หญิงคนขายก็อัธยาศัยดี) ดังนั้นตอนนี้ความอยากก็เริ่มกระจายไปยังต้นอัฟริกันไวโอเล็ตอีกต้น แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาฉันเคยทำมันตายไปแล้วหลายต้น ครั้งนี้หาข้อมูลมาแน่นปึก (จริงง่ะ!)

ฉันจะลองดูกันต่อไปว่าความสนใจปลูกต้นไม้จะเหี่ยวแห้งแล้งหายไปเร็วสักเท่าไร

ในภาพนี่มีเฟิร์นที่ไม่รู้ชื่อกับฤษีผสมที่เริ่มตัดยอดมาชำเอง 
ต้นพรมออสเตรเลียกับเฟิร์นอะไรไม่รู้อีกเช่นกัน ขุดมาจากกระถางต้นไม้ในบ้าน 


ฤษีผสมต้นเริ่มต้น ยังอยู่ในกระถางพลาสติกสีดำ แต่เอาวางซ้อนไว้ในกระถางดินเผาอีกชั้น
ให้ดูสวยงาม ตอนนี้วางตากแดด ต้นงามมาก 


ต้นเล็กๆ ในกระถางคือต้นที่อยากปลูกในอดีต เป็นพวกซัคคิวแลนซ์ บางต้นตายไปแล้ว 
บางต้นพยายามจะปลุกชีพมาขึ้นมา แต่มันไม่โตซ้าที  
หลายต้นรอดอย่างงดงาม เพราะดื้อไม่ฟังคนขายที่ไม่ให้วางต้นไม้กลางแดดกลางฝน 
พวกนี้ที่วางกลางแดดกลางฝน รอดเกือบทั้งหมด ไอ้พวกไม่รอดคือรุ่นแรกๆ ที่ทนุถนอมอย่างมาก
ไม่ให้โดนแดดโดนฝนนั่นแหละ




การปลูกต้นไม้คือการเอาใจใส่อย่างมาก ต้องเรียนรู้ว่าต้นไหนต้องการดิน น้ำ อากาศ แดด แบบไหน อย่างไร เพราะงั้นบางครั้งก็เลยรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องมานั่งดูแลใกล้ชิดในขณะที่งานอื่นๆ ก็ยังสุมหัวกันอยู่

รอชมตอนต่อไป.....


เรื่องสั้น : โน้ตถึงกัน

ขอยกเลิกนัดอาทิตย์หน้านะเพื่อน กำลังจะเดินทางไปยังที่ที่กลับไม่ได้อีกต่อไป และต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

ณ ปัจจุบัน : ฝึกแกะสลักตรายาง

ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลา "คิดโน่นนี่นั่นไปเรื่อย" ตอนนี้กำลังฝึกแกะสลักตรายาง ในช่วงเวลาที่แก่ตัวเช่นนี้ การแกะสลักตรายางบนยางลบถือเป็นความท้าทายอย่างที่สุด เนื่องมาจากสายตาที่ย่ำแย่ จริงๆ ก็ทุกอย่างแหละที่ทำในช่วงวัยนี้ ลำบากมาก ทั้งการเย็บสมุด การหัดวาดภาพ การอ่านหนังสือ ฯลฯ ต้องอาศัยตัวช่วยเช่น ซ้อนแว่น 2 อันเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นชัดขึ้น หรือไม่ก็ใช้แว่นขนายแบบที่มีฐานวางตั้งพื้น (อย่างหลังไม่ค่อยสะดวกนัก ส่วนอย่างแรก ต้องก้มหน้าก้มตาทำอย่างเดียว ถ้าเงยหน้ามองสิ่งแวดล้อมเมื่อไร มึนเมื่อนั้น)


แต่ก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน นั่นก็คือใจเย็นมากกว่าสมัยก่อน หรือถ้าแกะเสีย ก็ช่างมัน ไม่คิดอะไรมาก


ยางลบที่แกะสลักมาก็ไม่ได้แกะสลักเล่นๆ แต่มีจุดหมายบางอย่าง ที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ (ยังไม่บอก 555) ชุดแรกที่แกะสลักหลังจากเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ใส่กล่องมานานนับปี นั่นก็คือ ตรายางรูป I love Book ยังบิดๆ เบี้ยวๆ เป็นเหลี่ยมมุมไม่ค่อยสวยเท่าไร ลองแกะบนวัสดุ 2 อย่าง คือยางลบสำหรับแกะตรายาง กับบน lino sheet อย่างหลังแกะยากมาก แข็งมากอ่ะ ตอนเกร็งมือกรีดคัตเตอร์ก็เกรงจะปาดบาดตัวเองอยู่ตลอด รอดมาได้ล่ะ คงแกะสลักแต่ยางลบละกัน




อีกแบบก็เป็นแบบง่ายๆ คือต้นไม้ โดยแกะสลักเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เป็นลำต้นไม้ กับใบไม้ใบเดี่ยว

ส่วนของลำต้นเวอร์ชั่นแรกเป็นลำต้นเหลี่ยมๆ แกะสลักง่าย พอเวอร์ชั่นสองพยายามเพิ่มความอ่อนช้อยให้กิ่งก้านและลำต้น ก็ทำได้นะ แต่ดันทะลึ่งไปเติมเส้นสายบนลำต้นไม้ เพี้ยนไปจนเสียไปเลย ต้องแกะสลักใหม่อีก 2 รอบจนได้มา




ในส่วนของใบเป็นใบเดี่ยว ตอนแสตมป์ก็แตะหมึกปั้มที่ละใบๆ ให้ได้รูปทรงต้นไม้ แกะสลักออกมา 2 รุ่น รุ่นแรกใบจะออกเหลี่ยมซะเยอะ จงใจแบบนั้นเองเพราะลำต้นก็เหลี่ยม ก็เลยทำใบเหลี่ยม แต่ด้วยใบที่เล็ก หยิบจับลำบากก็เลยแกะสลักอีกรุ่นบนยางลบแบบแท่งยาว ทำ 2 ด้าน ใบเล็กกับใบใหญ่




รอบหลังนี่ลองแสตมป์โดยเปลี่ยนสีใบไม้เขียว เหลือง ส้ม สลับกันไป ทำให้ได้ต้นไม้ที่สวยเชียวล่ะ



ยังนึกไม่ออกว่าจะแกะสลักรูปอะไรอื่นอีก ช่วงนี้จะเปลี่ยนสลับไปเรื่อยระหว่างการถ่ายภาพ วาดภาพ แกะสลักยางลบ และอื่นๆ แล้วแต่จะนึกออก ยกเว้นทำสมุด ขอพักไว้ก่อน ขายที่มีอยู่หมดค่อยคิดทำเพิ่มวันหลังละกันนะ



วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

ดูหนัง : มินิซีรีส์ The Night of

ในช่วงเวลาที่จิตใจว้าวุ่น เฉียดๆ จะเครียด การมานั่งเขียนถึงหนังที่ดูแล้วชอบน่าจะช่วยได้นะ (หวังว่า) 

หลังจากส่งงานเข้าโรงพิมพ์ ก็เริ่มหันมาทำสมุดทำมือกันแบบมุ่งมั่น ไปพร้อมๆ กับเปิดคอมดูหนังดูซีรีส์ออนไลน์เป็นเพื่อนทำงาน ส่วนใหญ่จะเจอแต่หนังที่ไม่ค่อยประทับใจนัก ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก เพราะเป็นการดูเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้นเอง เสียแค่ค่าไฟเพิ่ม ส่วนค่าเน็ตรายเดือนอยู่แล้วนิ 

ที่ผ่านมาชอบก็เรื่อง Burnt เรื่องของเชฟที่มุ่งมั่นทำอาหารให้ได้ดาวมิชลิน และได้เห็นว่าในครัวนี่ราวกับกองทัพเชียว เวลาเชฟสั่งอะไร ลูกน้องต้องพูด "YES CHEF!" เรื่อง bone tomahawk ทั้งตลกทั้งสยอง, 

มีเรื่องอะไรอีกล่ะที่ชอบ นึกไม่ออกละ 

นอกนั้นก็ได้ดูซีรีส์ Game of Throne ไม่ค่อยประทับใจนัก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ไม่ชอบตัวละครตัวใดเลย หาดูอีก 2-3 เรื่อง ดูได้แค่นิดหน่อยก็เริ่มเบื่อ


แล้วก็มาถึงซีรีส์ที่ชอบ The Night Of เป็นมินิซีรีส์ เรื่องของการฆาตกรรม การว่าความ และชีวิตของคน 



สีหน้าของนาซ ข่าน เด็กหนุ่มผู้ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมสาวที่เพิ่งรู้จักกันแค่คืนเดียว หน้าตาเขาตอนแรกแลดูขี้ตื่น แต่ก็พยายามข่มอารมณ์ไว้ จนถึงสุดท้ายเมื่อต้องผ่านชีวิตอันสาหัสในคุก เขาก็ปรับตัวจนสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นเยือกเย็นและไม่กลัวใคร



จอห์น สโตน ทนายที่เข้ามาว่าความให้นาซ ชายวัยกลางคนมีสีหน้าท่าทางที่สิ้นหวังเป็นบางเวลาเนื่องจากชีวิตที่ล้มเหลว (ทั้งงานและส่วนตัว) แต่ก็ยัง (ต้อง) ดำเนินชีวิตต่อไป 

ไม่ต้องแสดงออกแบบโอเวอร์ แต่ได้อารมณ์น่าเชื่อถือตลอดทั้งเรื่อง 


รวมถึงเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปไม่ใช่แค่เรื่องฆาตกรรมและสืบสวน แต่ยังเล่าเรื่องราวของชีวิตอย่างน่าติดตาม ทั้งนาซที่มีพัฒนาการของชีวิตที่จมดิ่งเข้าสู่โลกมืดไปเรื่อยๆ ถ้าเขาไม่หลุดจากคุกก็คงถลำเข้าไปอย่างเต็มตัว ส่วนสโตนก็มีพัฒนาการที่ขึ้นๆ ลงๆ ทั้งในโรคภัยที่น่ารำคาญและการทำงาน 



ตัวเอกอีกตัวที่อยากนำเสนอมากๆ ก็คือ แมวขาวเหลือง 

เจ่านี้ชื่ออะไรไม่รู้ เป็นแมวของหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรม ถูกทิ้งไว้ในบ้านหลังเดิมโดยไม่มีใครสนใจ ยกเว้นสโตน ที่พากลับบ้านด้วยทั้งที่ร่างกายก็แพ้แมว เลี้ยงไว้ในห้องอย่างใส่ใจที่สุดแม้แต่แตะต้องตัวไม่ได้  (ภาพด้านบนคือมันหลุดออกมาจากห้องได้ก็สวมรอยมานอนด้วยซะเลย) 

รับเลี้ยงแล้วก็ไม่เคยตั้งชื่ออะไรมันอีกเหมือนกัน

ตอนแรกเขาพามันมาจากบ้านเดิมมันไปที่พักสัตว์รอกำจัด แล้วก็รับมาเลี้ยงที่บ้าน จนเมื่อนาซเริ่มออกแววว่าจะไม่รอดจากคดีนี้ เขาก็หมดหวังและพามันไปที่พักสัตว์อีกรอบ จนกระทั่งตอนจบ ฉันก็นั่งลุ้นว่าสโตนจะไปรับมันกลับมามั้ย ไปรับมันกลับมาซะทีสิ 

แล้วฉันก็เห็น.... โห ลุ้นมากกว่าตอนพิจารณาคดีของนาซอีกแฮะ

ซีรีส์มีทั้งหมด 8 ตอน ฉันดูต่อเนื่องจบใน 2 วัน และเป็นการดูแบบไม่ได้นั่งทำงานอะไรเลย ดูแบบตั้งใจมากๆ 


อยากดูซีรีส์หรือหนังแนวนี้อีก จะได้เจอมั้ย อาลัยอาวรณ์เอามากๆ เลยทีเดียว








วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เป้าหมายชีวิตก้าวต่อไป

เขียนถึงตัวเอง...

สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว


ช่วงนี้เงินก็น้อย งานก็ไม่เดิน แต่เรื่องใช้จ่ายเงินน่ะเยอะมากกกกก

ไม่ได้แก้ตัว แต่ทุกอย่างล้วนจำเป็น พยายามลดให้น้อยลง แต่ก็ถึงคราวต้องจ่าย

*ติดแอร์--และดูสิ้นเปลือง แต่ร้อนนี้ที่เกิน 40 องศา จึงต้องกัดฟันติดแอร์ 2 ตัว ห้องนอนและห้องทำงาน
*เครื่องกรองน้ำ--ไม่ได้ซื้อใหม่ แต่ก็ราวกับซื้อใหม่ เป็นคนกินน้ำเยอะ แต่เครื่องกรองตัวนี้ก็ใช้มา 10 กว่าปี เกิดชำรุดเข้าพอดีในยามนี้ พยายามเปรียบเทียบระหว่างซื้อใหม่กับซื้ออะไหล่มาเปลี่ยน ราคาใกล้เคียง ไหนจะรวมค่าไส้กรองที่ใช้มาจนครบอายุขัย เกือบจะซื้อใหม่ แต่เจออะไหล่ถูกมานิด เปลี่ยนอะไหล่แทน ถูกกว่าซื้อใหม่ราว 200-300 บาท ตอนแรกรู้สึกเสียดายตังค์ ทำไมไม่ซื้อใหม่ฟระ แต่ตอนนี้รู้สึกดีล่ะ ใช้งานได้ดีกว่าเดิม ไม่ต้องหาที่ทิ้งเครื่องกรองหากมีเครื่องใหม่
*กล้อง DSLR กำลังทำหนังสือ ต้องถ่ายภาพ แต่กล้องเดิมที่ใช้มา 3-4 ปีดันมีปัญหา ตัดสินใจส่งซ่อม เขาบอกประมาณ 2-3 สัปดาห์ ถึงกับกรี๊ด ต้องเลื่อนเวลาทำงานออกไป ตัวเก่าก็ไม่รู้ว่าจะซ่อมได้มั้ย หรือค่าซ่อมจะแพงจนปาดเหงื่อ ตัวที่มีก็คือ M3 เอาเสียบ Flash ไม่ได้ หน้าจอกระพริบ กลัวกล้องจะเจ๊งอีกตัว เอาล่ะซื้อใหม่ก็ได้ ...เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซื้อกล้องใหม่แล้วไม่รู้สึกตื่นเต้นกับมันเลย มีแต่หนักใจ เฮ้อ....
*ที่ตัดกระดาษมือโยก--ก็ตั้งใจทำสมุดขาย แต่ตัดด้วยคัทเตอร์ไม่ไหวแน่ เห็นที่ตัดตัวนี้ใช้งานดีเยี่ยม เลยตัดสินใจซื้อ หวังว่าจะคุ้มค่าเงินนะ
*สมุด Midori Traveler's Notebook ตัดใจซื้อมาเพื่อดูว่าทำไมเขาถึงโด่งดังนัก ในที่สุด...

หลังจากซื้อบ้านใหม่ เราก็หมดเงินไปทีละหน่อยทีละเยอะ ไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งทำมุ้งลวด เปลี่ยนหลอดไฟจากสีเหลืองเป็นหลอดประหยัดไฟ ต่อเติมรั้วบ้านกันแมวออก ต่อเติมหลังค่าโรงรถ ปูกระเบื้องหลังบ้าน ทำแปลงผัก ปลูกต้นไม้ ไฟสำหรับจัดแสงถ่ายภาพทำหนังสือ เครื่องปั่นอาหาร เครื่องทำไอติม (อ้อ...ใช้คะแนนบัตรเครดิตแลกมานิ) เครื่องดูดฝุ่นแบบก้านเดียว (เขาเรียกไรมะรู้) เครื่องดูดฝุ่นแบบ robot เพราะที่บ้านนี้ฝุ่นเยอะมาก ตัวอักษรตอกหนัง (อยากทำของขาย แต่ขายไม่คุ้มเลย) ค่าขนของย้ายบ้าน ค่าเหล็กฉากวางหนังสือของสนพ. และยิบย่อยที่จำไม่ได้แล้ว

และที่รู้สึกผิดจนกระทั่งบัดนี้ก็คือกล้อง EOS M3 ที่ซื้อมาเพราะหวังจะขายภาพสต๊อคได้เป็นรายได้เสริม แต่กลับล้มเหลวสุดๆ

รายการพวกนี้คือที่เกิดล่าสุด ด้วยจำเป็นจริงๆ ช่วงหลังๆ ไม่มีเลยเสื้อผ้าหรือกระเป๋ารองเท้า มีแต่ของจำเป็นพวกของกิน ของใช้ จังหวะดีอีกอย่างคือช่วงนี้ฉันเริ่มเบื่อกาแฟและขนมนมเนย เบื่อไปเลยนะ อย่างไม่น่าเชื่อ (หรือสมองสั่งให้เบื่อจะได้ประหยัด) เลยประหยัดเงินไปได้อีกส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช้ในเรื่องอื่นแทน นั่นคือผักและผลไม้

มีระยะหนึ่งก่อนที่จะซื้อบ้านและต่อเติมจนเงินร่อยหรอ ฉันเคยซื้อพวกเครื่องปรุงอาหารมาเยอะแยะแต่ไม่มีโอกาสได้ทำกิน ตอนนี้เลยถือเป็นฤกษ์ดีที่จะได้นำของพวกนี้มาทำกินกันซะที เน้นว่า ...ซื้อเพิ่มเท่าที่จำเป็น (เช่นพวกของสด) ใช้ของที่มีอยู่ให้หมดก่อน

ก่อนซื้อบ้าน แม้จะยังไม่รวย แต่ก็ยังมีเงินใช้จ่ายได้สบายใจกว่านี้ แต่เมื่อคิดถึงสภาพที่ต้องทนอยู่กับเพื่อนบ้านทั้ง 2 หลังที่รบกวนความสงบของเราตลอดเวลา ก็พยายามปลอบใจว่าน่าจะดีขึ้นนะ


ปูพื้นหลังแล้วก็มาถึงส่วนของเป้าหมาย


ตอนนี้ชักเริ่มรู้สึกว่าข้าวของเยอะเกินไป คงต้องพยายามกำจัดออกไปโดยขายมั่ง ทิ้งมั่ง บ่อยครั้งที่มองข้าวของแล้วหนักใจ แม้บ้านจะใหญ่ขึ้น เก็บของจุขึ้น แต่ฉันเริ่มไม่ชอบสะสมของ เลยตั้งใจจะมีโครงการ "ทิ้งวันละหนึ่ง" ซึ่งจะมีทั้งทิ้งจริงกับถ่ายภาพโพสต์ขายทางเน็ต ต้องได้อย่างน้อยวันละ 1 อย่าง

โครงการ "วาดวันละอย่าง" ตั้งใจมาสักพักว่าจะวาดอะไรก็ได้ วันละ 1 อย่าง ทั้งวันก็จะวาดหัวข้อนั้นหัวข้อเดียว

แล้วก็มาสินค้าที่จะทำ "ทำขายสัปดาห์ละหนึ่ง...เป็นอย่างน้อย" ขายที่ไหนก็ได้ตามสะดวก ต้องเป็นของใหม่ที่ทำ โพสต์ขายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ไม่ได้พูดถึงงานสำนักพิมพ์ เนื่องจากต้องเป็นงานที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งที่จำเป็นมากจนไม่ได้กำหนดไว้เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่มันคือชีวิตเลยล่ะ

นอกจากนั้นยังมีความตั้งใจยิบย่อยอีก เช่น ลดการออนไลน์ลงให้ได้เยอะๆ เพื่อทำงานอื่นให้มากขึ้น, ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างต่ำ, ถ่ายวิดีโอการทำงานลงเว็บ, จัดบ้านให้ทำความสะอาดง่ายขึ้น, เลิกรีวิวหนังและหนังสือ

และ ...ตอนนี้นึกไม่ออก

ก็เลยจะใช้บล็อคนี้เป็นตัวบันทึกผลการทำงานของฉันเสียเลย เริ่มวันไหนดีล่ะ

วันจันทร์ที่ 30 พค. 59 เลยละกัน ไม่ต้องรอให้ถึงปีใหม่ เริ่มซะเลยตอนนี้




วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ดูหนัง : Regressinon สปอยล์มากๆ นะคะ

ท่ามกลางความร้อนที่คิดว่าไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนในชีวิต และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่บ้านเราติดแอร์ แต่ไหนแต่ไรฉันเป็นคนที่ไม่คิดเรื่องติดแอร์ เนื่องจากกลัว... กลัวค่าไฟฟ้า

แต่ปีนี้ความร้อนมันสูงจนเหมือนกับว่าในตัวฉันมันกำลังเริ่มระอุ และกำลังฟูขึ้นเหมือนขนมปังในเตาอบ เพราะงั้นค่าไฟก็ค่าไฟเถอะ (คงได้หนาวกันแน่ทีนี้)

กลับมาเรื่องหนัง

สองปีมานี่ ฉันเริ่มกลายเป็นคนขี้เกียจ เป็นยายแก่ที่ไม่อยากทำงาน วันๆ อยากนั่งเฉยๆ ดูหนังไม่ก็อ่านหนังสือ แต่เงินล่ะคะ จะเอาจากไหนถ้าไม่ได้ทำงาน จากที่วิเคราะห์คาดว่า อาการนี้เกิดมาจากงานเยอะเกินไป ตอนนี้ฉันหางานหว่านแหไปเรื่อยๆ ทำงานโน้นนิด งานนี่หน่อย ไม่ได้ทุ่มกับอะไรเต็มๆ เห็นอะไรที่น่าจะได้เงินก็ลองทำ แล้วพอผลลัพธ์ไม่ค่อยดีก็เริ่มเฉื่อย

แต่พอเริ่มไว้ก็ต้องทำต่อไป

อีกอย่างคือฉันเป็นพวกโครงการเยอะ แต่จัดเวลาวางแผนงานไม่เป็น ผลก็คือ... แต่นแต้นนนนน ...ไม่ทำอะไรเลย แต่สมองยังคิดนะ รู้สึกผิดว่าทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

ยังไม่ถึงเรื่องหนังอีกหรือเนี่ย ...ใกล้แล้ว

คือสองวันมานี่ฉันก็เลยตัดสินใจลองเลิกคิดทำงาน เลิกคิดวิตกกังวลกับเรื่องโน้นนี่ พยายามทำอะไรที่ไม่ต้องคิดมาก นั่นคือดูหนัง กะว่าจะดูแบบมาราธอน แต่... ชักเหนื่อยแฮะ ฉันคงแก่เกินไปล่ะ สมาธิไม่อยู่กับเรื่องเลย ความกังวลยังคงเข้าครอบคลุม แม้จะพยายามบอกว่า "เลิกคิดดดดดด"


มาเรื่องหนังได้ล่ะนะ



Regression เป็นเรื่องเกี่ยวกับลัทธิบูชาซาตานที่เกริ่นนำในหนังว่ามีแพร่หลายไปทั่วอเมริกาในยุค 80 ลัทธินี้ทำให้คนมองว่าเป็นพิธีกรรมที่โหดร้าย ทั้งการบูชายันต์ ทั้งการชุมนุมกันเพื่อทำเรื่องเลวร้าย การสังเวยญาติพี่น้อง การทำตัวแปลกประหลาด และอื่นๆ

แองเจลล่า เกรย์ (เอ็มม่า วัตสัน) หนีไปอยู่โบสถ์ด้วยข้ออ้างว่าถูกพ่อของตนข่มขืน นายตำรวจบรู๊ส เคนเนอร์ (อีธาน ฮอล์ค) จึงเข้ามาทำคดีนี้ เขาค้นลึกลงไปก็พบว่ามีลัทธิบูชาซาตานเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาทุ่มเทให้กับคดีนี้เต็มตัวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

จริงๆ ตอนต้นเรื่อง มีความรู้สึกว่าหนังมันน่าเบื่อในระดับหนึ่งเชียวล่ะ ก็พอจะเดาออกอยู่หรอกนะว่าน่าจะมีผลสรุปแบบไหน พูดไปหนังก็ไม่ค่อยน่าประทับใจนัก แต่เรื่องที่น่าคิดก็มีอยู่


ตอนนี้จะสปอยล์ล่ะน้า อย่าหาว่าไม่เตือน เพราะไม่อาจพูดถึงเรื่องนี้โดยไม่สปอยล์


3

2

1


แม้ว่าแองเจลล่า เด็กสาวในเรื่องจะเป็นคนฉลาดที่แต่งเรื่องราวหลอกเป่าหูคนจนเชื่อกันไปทั้งประเทศ อันได้แก่ตำรวจทั้งสถานีตำรวจ บาทหลวง นักวิชาการ นักข่าว และชาวบ้านทั่วไป แต่ขอบอกว่าคงจะทำไม่สำเร็จถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากบาทหลวงและนักวิชาการที่เข้ามาช่วยไขคดีนี้

บาทหลวงมาสายศาสนาและศรัทธา ที่คอยเน้นย้ำประเด็นที่ว่ามีซาตานแฝงตัวทำความชั่วร้ายอยู่ในหมู่พวกเรา และพยายามดึงให้ผู้คนหันเข้าหาพระเจ้า ด้านหนึ่งเป็นผู้สร้างศรัทธาให้คนต่อสู้กับความเลว อีกด้านก็เป็นการสร้างความหวาดกลัวให้คนเชื่อว่าปีศาจมีตัวตนอยู่จริง

ส่วนนักวิชาการ มาสายวิทยาศาสตร์ พยายามนำเอาการสะกดจิตมาใช้เพื่อช่วยคลี่คลายคดี แต่กลายเป็นกว่าการสะกดจิตของเขาทำให้คนสร้างความทรงจำปลอมๆ ขึ้นมาจากสิ่งที่ได้ยิน ดังนั้นวิทยาศาสตร์ที่ควรเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ เข้าไปอีกอย่าง 

ส่วนพระเอกของเรา บรู๊ซ เป็นพวกก้ำๆ กึ่งๆ อยากศรัทธาแต่อยากหาข้อพิสูจน์ น่าจะมีค่าเท่ากับคำที่ชอบพูดในหมู่คนไทยว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นั่นหมายถึงเชื่อไปแล้วเกือบเต็มตัว เหลืออีกนิดแค่มีอะไรมาสะกิดก็เชื่อหมดใจเลย

พอมีแรงหนุนจากทั้งด้านศาสนาและวิทยาศาสตร์มาช่วย บรู๊ซก็เลยเกิดอาการประสาทหลอนไปตามคำกล่าวอ้างของแองเจล่าซะเลย

ดีว่าในหนังบรู๊ซเกิดกลับตัวทัน ไม่งั้นก็คงเข้ารพ.บ้ากันแน่นอน

บทสรุปของฉันเองไม่มีอะไรนัก ก็แค่ว่า...

สิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่รอบตัวของเรา ถ้าเราไม่ระวัง เราจะก้าวไปสู่หลุมพรางโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย แม้ว่าจะตกเข้าไปในหลุมทั้งตัวแล้วก็ตาม







วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

อ่านหนังสือ : ตำราอาหาร

หนังสือในหมวดนี้คงหายากที่จะอ่านเพื่อความบันเทิงและเพลิดเพลิน แต่มันจะทำให้เกิดความอยากกินอย่างมาก

มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันคลั่งอยากทำขนมอบ จนถึงกับไปหาซื้อเตาอบกับเครื่องตีมาครอบครอง จากนั้นก็เป็นชุดของหนังสือตำราทำอาหารประเภทนี้ เริ่มแรกจากคัพเค้ก ต่อมาคือพาย ต่อด้วยขนมปัง ส่วนใหญ่ฉันเลือกซื้อภาษาอังกฤษ เนื่องจากถูกล่อลวงด้วยรูปภาพ และเนื้อหาที่น่าอ่าน

นับปีผ่านไป ฉันยังทำขนมไม่เป็น ความอดทนต่อการทำอาหารของฉันก็ลดลง ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อเครื่องปรุง หรือการตระเตรียมสิ่งของ และล้างทำความสะอาด ทำแต่ละครั้งป้าจะเป็นลม แถมกินไม่ได้อีกตะหาก ประกอบกับอายุเยอะขึ้น ท้องไส้มันไม่ค่อยรับอาหารประเภทนี้ไปซะแล้ว ได้แต่นั่งมองภาพถ่ายอาหารตาปริบๆ

นึกถึงครั้งยังเรี่ยวแรงดี เคยจะหัดทำกับข้าว ทำได้ไม่ถึงอาทิตย์ สามีบอกว่า "มา พี่ทำเองละกัน" ตอนกินสามีบอกว่าอร่อย สงสัยจะกลัวฉันเหนื่อย (ยังไม่สำนึกอีก ฮา)

สงสัยจะไม่มีแววเรื่องทำอาหารจริงๆ ล่ะมั้ง

ไม่นานมานี้ฉันได้ยกเตาอบและเครื่องตีให้กับพี่สาวไปแล้ว ดูท่าเขาน่าจะใช้งานมันได้คุ้มกว่า

ดังนั้นหนังสือหนังหาก็เลยจะนำออกมาวางขาย จะให้พี่สาวไปเขาก็อ่านภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ตัดใจอยู่นานกว่าจะเอามาขายได้นะเนี่ย

-------------------------------------

มาที่เล่มแรก A little course in Baking เล่มนี้ซื้อมาหลังจากลองทำตามตำราเล่มอื่นไม่ผ่าน เพราะไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน  สูตรแรกเค้กแครอททำออกมากินได้ เย้ ในที่สุด

หนังสือจะบอกพื้นฐานการทำเบเกอรี่อย่างชัดเจน ถ้าทำได้ตามนี้จะทำขนมได้เก่งเลยล่ะ แต่เผอิญฉันเป็นพวกขาดความอดทน และมักชอบปรับแต่งโน่นนี่นั่น(ทั้งที่ทำไม่เป็น) ที่บอกว่าทำได้แน่ก็ดูจากเค้กแครอทที่ได้ผลนั่นฉันทำตามหนังสือเป๊ะ ก็เลยกินได้

เมื่อยังไม่รู้เลยว่ากรอบอยู่ตรงไหน แต่กรูอยากนอกกรอบ ผลก็คือไม่ประสบผลสำเร็จ




-------------------------------------

เล่มต่อมา (เล่มไหนดีน้า)

จากความชอบในเค้กที่ชุ่มเนย เปลี่ยนมาเป็นอยากทำขนมปังแบบที่เห็นในคลิปของฝรั่ง เป็นขนมปังแบบที่เป็นก้อน ด้านนอกแข็งกรอบ มีรูพรุนๆ ด้านใน และเหนียวหนึบ ฉันจึงลองหัดทำขนมปังด้วยตำราที่ซื้อมาเป็นชุด

Step by step bread โชคร้ายหน่อย เล่มนี้ยังไม่มีโอกาสได้อวดฝีมือ (555 หรือจะโชคดี) ยังไม่เคยทำด้วยสูตรจากเล่มนี้เลย ซื้อมาแล้วยังไม่มีส่วนผสมที่จะนำมาใช้กับขนมปัง แถมยังวุ่นวายกับงานการเยอะแยะ สรุปว่ายังไม่ได้ใช้ ...อ้อ ใช้บ้าง ตรงเปิดแล้วจดส่วนผสมกับสูตรไว้ แค่นั้นแหละ






Made at home bread  เล่มนี้เคยได้ลองทำบ้างแล้ว แต่ส่วนผสมไม่ครบ สรุป ทำไม่สำเร็จ



Jayeon Bread เป็นการทำขนมปังด้วย starter ที่ทำขึ้นเองจากการหมักผลไม้แทนการใช้ยีสต์ สรุป ไม่สำเร็จตั้งแต่การหมัก starter ใช้เอง เนื่องจากไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองได้ ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าผลไม้ที่เราหมักน่ะมันใช้ได้ หรือบูด หรืออะไร คือไม่มีความรู้เรื่องนี้อ่ะ ถ้าคนที่ทำเป็นก็น่าจะทำได้นะ อยากทำมากๆ เลย 





ส่วนอีกเล่มยังไม่ขายค่ะ เป็นตำราอาหารของเจ้าของร้านอาหาร แต่เนื้อหาที่เขียนจะเล่าเรื่องโน้นนี่ไปเรื่อย ไม่ได้เน้นเรื่องสอนทำอาหารสักเท่าไร ดังนั้นจึงน่าจะเหมาะกับฉัน ว่าจะเก็บไว้อ่านก่อนแล้วค่อยวางขาย การจัดวางรูปเล่มของสวยงามเชียวล่ะ






สนใจหนังสือพวกนี้ไปหาดูได้ที่ www.tortaobooks.com นะคะ