วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

กลุ่มคนเก็บตัว

สมัยก่อนเป็นคนขี้อาย เป็นจริงๆ นะ ไม่ได้พูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือทำให้ดูเด่น มันเป็นสิ่งที่ฉันพยายามอย่างมากมาโดยตลอดเพื่อปกปิดสิ่งที่ตัวเองเป็นนี่แหละ

ไม่นานมานี่ได้ดูทีวี เห็นผู้หญิงหลายคนที่ทำงานคล้ายพริตตี้ ชอบออกมาบอกว่าตัวเองเป็นคนขี้อาย มันขี้อายยังไงหรือ ดูแล้วยังไงก็ไม่ใช่ หรือว่าคำบรรยายแบบนี้ทำให้ดูน่ารักมากขึ้น

ตั้งแต่เด็ก คำว่า "ขี้อาย" มันให้ความรู้สึกที่ด้อยค่าเอามากๆ เวลาผู้ใหญ่ที่บ้านบรรยายตัวเราแบบนี้ให้คนอื่นฟัง มันเหมือนได้ยินน้ำเสียงที่ซ่อนอยู่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอามากๆ ฉันจึงพยายามมาตลอดชีวิตเพื่อปกปิดข้อบกพร่องนี้ของฉันให้สิ้นไป

แต่มันยากนะ

สำหรับฉัน การต้องออกไปนอกบ้านเพื่อทำอะไรสักอย่าง รู้สึกว่ามันกลัวไปซะหมด ฉันสนิทกับคนยาก ถ้าคนที่เพิ่งรู้จักหรือนานๆ พบกันสักครั้ง ฉันจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจในการเข้าหา พยายามคุยก็เหมือนพูดอะไรไร้สาระหรือปากหมาออกไปแทน เว้นแต่พบหน้ากันทุกวัน เรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน นั่นฉันถึงจะสนิทได้ คุยเล่นได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ

สถานการณ์ยิ่งลำบากมากขึ้นก็ตอนที่เรียนจบแล้วไปหางาน

การสัมภาษณ์งานเป็นด่านที่หินเอามากๆ นึกตอบอะไรไม่ค่อยออกเอาเสียเลย สมองมันเหมือนไม่ทำงาน แต่ถ้าให้ทดสอบงานด้านอื่นฉันล่ะผ่านหมด

ฉันเคยหาหนังสือพวก how to จำพวกพัฒนาตัวเองมาอ่านอย่างบ้าคลั่ง พยายามทำตัวเก่งกล้า ไปกินข้าวคนเดียว ไปเที่ยวคนเดียว ดูหนังคนเดียว แต่ตัวจริงในกายก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม กลัว หวาดหวั่น กระอักกระอ่วน กระวนกระวาย ไม่มั่นใจ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง

จนในที่สุดฉันก็เลิกพยายาม เมื่อไรจำไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะได้คำที่สามีชอบบอกว่าเป็นตัวเราเองน่ะดีที่สุด

ในวันนี้ที่ "แก่แล้ว" ฉันแทบไม่ใช่คนขี้อาย จริงๆ แทบหาไม่ได้แล้วด้วย แต่ยังคงเป็นคนที่เก็บตัวไม่เลิกรา ฉันออกไปพบปะผู้คนได้อย่างสบายใจมากขึ้น แต่ก็ยังชอบมากกว่าที่จะกลับมาอยู่กับตัวเองเงียบๆ ที่บ้าน ยังคงพูดจาไม่ค่อยได้เรื่องนัก ก็เลยเลือกที่จะเงียบมากกว่า

คงเป็นเพราะฉันเลิกหาความสมบูรณ์ในตัวเอง เลิกทำให้คนอื่นชอบ เลิกสนใจความคิดของชาวบ้าน ที่สำคัญคือเลิกสงสารตัวเอง แรกๆ ฉันยังคงรู้สึกถึงสายตาคนอื่น แต่ก็บอกตัวเองว่า "ช่างแม่ง" จนที่สุดคำว่าช่างแม่งหายไป แล้วก็กลายเป็นเลิกใส่ใจกับคนอื่น

และมาในวันนี้เช่นกันที่เริ่มได้ยินคำว่า Introvert ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับฉัน ที่เริ่มออกมาแสดงตัวตนหาจุดยืนในสังคมโดยไม่ต้องสูญเสียตัวเองไป

ว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับ introvert มาอ่าน เพราะมีแต่หนังสือภาษาอังกฤษ เลยยังลังเลว่าคงอ่านไม่จบแน่ แต่จะลองดูละกัน

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

When people run in circles it's a very mad world

And I find it kind of funny
I find it kind of sad
The dreams in which I'm dying are the best I've ever had
I find it hard to tell you,
I find it hard to take
When people run in circles it's a very, very
Mad world, mad world

ตัดทอนมาบางส่วนจากเพลง Mad World โดย  Gary Jules


รู้สึกเหมือนชีวิตฉันจะวิ่งวนเป็นวงกลม สถานการณ์วนกลับมายังจุดเริ่มต้น เริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่สิ้นสุด

เหตุการณ์คล้ายเดิมเกิดซ้ำ ต่างกันตรงอายุที่มากขึ้น จนรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม ล้ากว่าเดิม และท้อมากกว่าเดิม

วนไป วนไป วนไป

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

อ่านหนังสือ : คฤหาสน์ซ่อนตาย (The Black House)

"เรื่องราวระทึกขวัญอันเหลือเชื่อที่จะทำให้คุณหวั่นผวา สะท้านด้วยความกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน"



คือคำโปรยบนหน้าปกของหนังสือเรื่องนี้ หลังจากอ่านไปได้ 100 กว่าหน้าก็ยังไม่รู้สึกถึงความหวั่นผวา กลับเป็นเหมือนหนังสือให้ความรู้เรื่องการประกันภัยยังไงยังงั้น

แต่ด้วยสำนวนการเขียน การผูกโยงเรื่อง การบรรยาย ที่น่าอ่านทำให้อ่านไปได้เรื่อยๆ และคิดว่าคำบรรยายเรื่องประกันภัยต้องเข้ามาเกียวข้องกับเนื้อหาหนังสืออย่างแน่นอน แล้วก็จริงอย่างที่โปรยบอก การประกันภัยได้เข้ามาเป็นเนื้อหาสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องราวเกิดความน่าหวาดผวาจริงๆ

ผิดคาดไปนิดตรงที่คิด (ไปเอง) ว่ามันเป็นเรื่องผี เพราะเรื่องจริงๆ มันคือเรื่องราวของการฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมน่าขนลุก จนต้องช่วยลุ้นให้กับผู้ที่กำลังจะกลายเป็นเหยื่อในเรื่องไปทีเดียว

หนังสือสนุกน่าติดตามใช้ได้ทีเดียว ถ้าพยายามไม่ใส่ใจกับการพิสูจน์อักษรที่ผิดพลาดหลายแห่งก็พอไหวล่ะ หลังๆ เจอหนังสือเรื่องราวสนุกหลายเล่ม แต่ผิดพลาดเอามากๆ ตรงการแปล การพิสูจน์อักษรและการบรรณาธิการ ที่ทำให้หนังสือด้อยค่าลงไปเยอะ จริงๆ ถ้าทำออกมาดี หนังสือน่าจะขายได้อีกนาน โดยไม่ถูกโละออกมากลายเป็นหนังสือ 50 บาทอย่างเช่นทุกวันนี้

บอกตรงๆ เสียดายกระดาษและทรัพยากรอื่นๆ ที่นำมาทำหนังสือ

ในขณะที่หนังสือหลายเล่มที่อ่าน ไม่สนุกเอาซะเลย การบรรยายของนักเขียนดูไร้วรรณศิลป์ กินแล้วไม่ลื่นคอ อ่านแล้วไม่รื่นใจ เสียดายเวลาที่จะอ่าน





ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาได้เริ่มกลับมาอ่านหนังสือได้มากขึ้น แม้จะไม่ได้มากมายเหมือนสมัยก่อน แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับดี

ในระยะหลังๆ งานที่มีอยู่มันมากมายก่ายกองสุมอยู่จนทำไม่ได้ครบสักอย่าง ยังมีงานหลายอย่างที่มีความจำเป็นในระดับเดียวกันคั่งค้าง เป้าหมายประจำสัปดาห์ไม่เคยสำเร็จ มีบางสัปดาห์ทำได้เยอะสุด แต่ก็เหนื่อยหน่ายสุดๆ รู้สึกเหมือนพลังชีวิตเริ่มหลุดออกจากลมหายใจ

บ่อยครั้งที่มีความปรารถนาสูงสุดคือ อยากให้ไม่มีหนี้ อยากมีชีวิตแบบช้าๆ บ้าง แต่ไม่ได้อยาก Slow Life เพื่อตามสมัยนิยมหรอกนะ แต่เป็นเพราะเหนื่อยสุดๆ แล้ว แก่ขึ้นๆ ทั้งร่างกายและสมอง เริ่มอยากนั่งพักผ่อน ไม่อยากโหมทำงานเหมือนสมัยก่อนที่ไฟแรงล้น ประเภทนั่งเฉยๆ แล้วจะบ้าตายเอา

หลายเรื่องไม่ได้นำมาเขียนบล็อคทั้งที่อยากเขียนถึง ก็เพราะว่าเป็นช่วงที่เหนื่อยจนไม่อยากคิดไม่อยากทำอะไรเอาซะเลยน่ะสิ

อยากเอนลงนอนจัง