วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เป้าหมายชีวิตก้าวต่อไป

เขียนถึงตัวเอง...

สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว


ช่วงนี้เงินก็น้อย งานก็ไม่เดิน แต่เรื่องใช้จ่ายเงินน่ะเยอะมากกกกก

ไม่ได้แก้ตัว แต่ทุกอย่างล้วนจำเป็น พยายามลดให้น้อยลง แต่ก็ถึงคราวต้องจ่าย

*ติดแอร์--และดูสิ้นเปลือง แต่ร้อนนี้ที่เกิน 40 องศา จึงต้องกัดฟันติดแอร์ 2 ตัว ห้องนอนและห้องทำงาน
*เครื่องกรองน้ำ--ไม่ได้ซื้อใหม่ แต่ก็ราวกับซื้อใหม่ เป็นคนกินน้ำเยอะ แต่เครื่องกรองตัวนี้ก็ใช้มา 10 กว่าปี เกิดชำรุดเข้าพอดีในยามนี้ พยายามเปรียบเทียบระหว่างซื้อใหม่กับซื้ออะไหล่มาเปลี่ยน ราคาใกล้เคียง ไหนจะรวมค่าไส้กรองที่ใช้มาจนครบอายุขัย เกือบจะซื้อใหม่ แต่เจออะไหล่ถูกมานิด เปลี่ยนอะไหล่แทน ถูกกว่าซื้อใหม่ราว 200-300 บาท ตอนแรกรู้สึกเสียดายตังค์ ทำไมไม่ซื้อใหม่ฟระ แต่ตอนนี้รู้สึกดีล่ะ ใช้งานได้ดีกว่าเดิม ไม่ต้องหาที่ทิ้งเครื่องกรองหากมีเครื่องใหม่
*กล้อง DSLR กำลังทำหนังสือ ต้องถ่ายภาพ แต่กล้องเดิมที่ใช้มา 3-4 ปีดันมีปัญหา ตัดสินใจส่งซ่อม เขาบอกประมาณ 2-3 สัปดาห์ ถึงกับกรี๊ด ต้องเลื่อนเวลาทำงานออกไป ตัวเก่าก็ไม่รู้ว่าจะซ่อมได้มั้ย หรือค่าซ่อมจะแพงจนปาดเหงื่อ ตัวที่มีก็คือ M3 เอาเสียบ Flash ไม่ได้ หน้าจอกระพริบ กลัวกล้องจะเจ๊งอีกตัว เอาล่ะซื้อใหม่ก็ได้ ...เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซื้อกล้องใหม่แล้วไม่รู้สึกตื่นเต้นกับมันเลย มีแต่หนักใจ เฮ้อ....
*ที่ตัดกระดาษมือโยก--ก็ตั้งใจทำสมุดขาย แต่ตัดด้วยคัทเตอร์ไม่ไหวแน่ เห็นที่ตัดตัวนี้ใช้งานดีเยี่ยม เลยตัดสินใจซื้อ หวังว่าจะคุ้มค่าเงินนะ
*สมุด Midori Traveler's Notebook ตัดใจซื้อมาเพื่อดูว่าทำไมเขาถึงโด่งดังนัก ในที่สุด...

หลังจากซื้อบ้านใหม่ เราก็หมดเงินไปทีละหน่อยทีละเยอะ ไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งทำมุ้งลวด เปลี่ยนหลอดไฟจากสีเหลืองเป็นหลอดประหยัดไฟ ต่อเติมรั้วบ้านกันแมวออก ต่อเติมหลังค่าโรงรถ ปูกระเบื้องหลังบ้าน ทำแปลงผัก ปลูกต้นไม้ ไฟสำหรับจัดแสงถ่ายภาพทำหนังสือ เครื่องปั่นอาหาร เครื่องทำไอติม (อ้อ...ใช้คะแนนบัตรเครดิตแลกมานิ) เครื่องดูดฝุ่นแบบก้านเดียว (เขาเรียกไรมะรู้) เครื่องดูดฝุ่นแบบ robot เพราะที่บ้านนี้ฝุ่นเยอะมาก ตัวอักษรตอกหนัง (อยากทำของขาย แต่ขายไม่คุ้มเลย) ค่าขนของย้ายบ้าน ค่าเหล็กฉากวางหนังสือของสนพ. และยิบย่อยที่จำไม่ได้แล้ว

และที่รู้สึกผิดจนกระทั่งบัดนี้ก็คือกล้อง EOS M3 ที่ซื้อมาเพราะหวังจะขายภาพสต๊อคได้เป็นรายได้เสริม แต่กลับล้มเหลวสุดๆ

รายการพวกนี้คือที่เกิดล่าสุด ด้วยจำเป็นจริงๆ ช่วงหลังๆ ไม่มีเลยเสื้อผ้าหรือกระเป๋ารองเท้า มีแต่ของจำเป็นพวกของกิน ของใช้ จังหวะดีอีกอย่างคือช่วงนี้ฉันเริ่มเบื่อกาแฟและขนมนมเนย เบื่อไปเลยนะ อย่างไม่น่าเชื่อ (หรือสมองสั่งให้เบื่อจะได้ประหยัด) เลยประหยัดเงินไปได้อีกส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช้ในเรื่องอื่นแทน นั่นคือผักและผลไม้

มีระยะหนึ่งก่อนที่จะซื้อบ้านและต่อเติมจนเงินร่อยหรอ ฉันเคยซื้อพวกเครื่องปรุงอาหารมาเยอะแยะแต่ไม่มีโอกาสได้ทำกิน ตอนนี้เลยถือเป็นฤกษ์ดีที่จะได้นำของพวกนี้มาทำกินกันซะที เน้นว่า ...ซื้อเพิ่มเท่าที่จำเป็น (เช่นพวกของสด) ใช้ของที่มีอยู่ให้หมดก่อน

ก่อนซื้อบ้าน แม้จะยังไม่รวย แต่ก็ยังมีเงินใช้จ่ายได้สบายใจกว่านี้ แต่เมื่อคิดถึงสภาพที่ต้องทนอยู่กับเพื่อนบ้านทั้ง 2 หลังที่รบกวนความสงบของเราตลอดเวลา ก็พยายามปลอบใจว่าน่าจะดีขึ้นนะ


ปูพื้นหลังแล้วก็มาถึงส่วนของเป้าหมาย


ตอนนี้ชักเริ่มรู้สึกว่าข้าวของเยอะเกินไป คงต้องพยายามกำจัดออกไปโดยขายมั่ง ทิ้งมั่ง บ่อยครั้งที่มองข้าวของแล้วหนักใจ แม้บ้านจะใหญ่ขึ้น เก็บของจุขึ้น แต่ฉันเริ่มไม่ชอบสะสมของ เลยตั้งใจจะมีโครงการ "ทิ้งวันละหนึ่ง" ซึ่งจะมีทั้งทิ้งจริงกับถ่ายภาพโพสต์ขายทางเน็ต ต้องได้อย่างน้อยวันละ 1 อย่าง

โครงการ "วาดวันละอย่าง" ตั้งใจมาสักพักว่าจะวาดอะไรก็ได้ วันละ 1 อย่าง ทั้งวันก็จะวาดหัวข้อนั้นหัวข้อเดียว

แล้วก็มาสินค้าที่จะทำ "ทำขายสัปดาห์ละหนึ่ง...เป็นอย่างน้อย" ขายที่ไหนก็ได้ตามสะดวก ต้องเป็นของใหม่ที่ทำ โพสต์ขายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ไม่ได้พูดถึงงานสำนักพิมพ์ เนื่องจากต้องเป็นงานที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งที่จำเป็นมากจนไม่ได้กำหนดไว้เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่มันคือชีวิตเลยล่ะ

นอกจากนั้นยังมีความตั้งใจยิบย่อยอีก เช่น ลดการออนไลน์ลงให้ได้เยอะๆ เพื่อทำงานอื่นให้มากขึ้น, ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างต่ำ, ถ่ายวิดีโอการทำงานลงเว็บ, จัดบ้านให้ทำความสะอาดง่ายขึ้น, เลิกรีวิวหนังและหนังสือ

และ ...ตอนนี้นึกไม่ออก

ก็เลยจะใช้บล็อคนี้เป็นตัวบันทึกผลการทำงานของฉันเสียเลย เริ่มวันไหนดีล่ะ

วันจันทร์ที่ 30 พค. 59 เลยละกัน ไม่ต้องรอให้ถึงปีใหม่ เริ่มซะเลยตอนนี้




วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ดูหนัง : Regressinon สปอยล์มากๆ นะคะ

ท่ามกลางความร้อนที่คิดว่าไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนในชีวิต และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่บ้านเราติดแอร์ แต่ไหนแต่ไรฉันเป็นคนที่ไม่คิดเรื่องติดแอร์ เนื่องจากกลัว... กลัวค่าไฟฟ้า

แต่ปีนี้ความร้อนมันสูงจนเหมือนกับว่าในตัวฉันมันกำลังเริ่มระอุ และกำลังฟูขึ้นเหมือนขนมปังในเตาอบ เพราะงั้นค่าไฟก็ค่าไฟเถอะ (คงได้หนาวกันแน่ทีนี้)

กลับมาเรื่องหนัง

สองปีมานี่ ฉันเริ่มกลายเป็นคนขี้เกียจ เป็นยายแก่ที่ไม่อยากทำงาน วันๆ อยากนั่งเฉยๆ ดูหนังไม่ก็อ่านหนังสือ แต่เงินล่ะคะ จะเอาจากไหนถ้าไม่ได้ทำงาน จากที่วิเคราะห์คาดว่า อาการนี้เกิดมาจากงานเยอะเกินไป ตอนนี้ฉันหางานหว่านแหไปเรื่อยๆ ทำงานโน้นนิด งานนี่หน่อย ไม่ได้ทุ่มกับอะไรเต็มๆ เห็นอะไรที่น่าจะได้เงินก็ลองทำ แล้วพอผลลัพธ์ไม่ค่อยดีก็เริ่มเฉื่อย

แต่พอเริ่มไว้ก็ต้องทำต่อไป

อีกอย่างคือฉันเป็นพวกโครงการเยอะ แต่จัดเวลาวางแผนงานไม่เป็น ผลก็คือ... แต่นแต้นนนนน ...ไม่ทำอะไรเลย แต่สมองยังคิดนะ รู้สึกผิดว่าทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

ยังไม่ถึงเรื่องหนังอีกหรือเนี่ย ...ใกล้แล้ว

คือสองวันมานี่ฉันก็เลยตัดสินใจลองเลิกคิดทำงาน เลิกคิดวิตกกังวลกับเรื่องโน้นนี่ พยายามทำอะไรที่ไม่ต้องคิดมาก นั่นคือดูหนัง กะว่าจะดูแบบมาราธอน แต่... ชักเหนื่อยแฮะ ฉันคงแก่เกินไปล่ะ สมาธิไม่อยู่กับเรื่องเลย ความกังวลยังคงเข้าครอบคลุม แม้จะพยายามบอกว่า "เลิกคิดดดดดด"


มาเรื่องหนังได้ล่ะนะ



Regression เป็นเรื่องเกี่ยวกับลัทธิบูชาซาตานที่เกริ่นนำในหนังว่ามีแพร่หลายไปทั่วอเมริกาในยุค 80 ลัทธินี้ทำให้คนมองว่าเป็นพิธีกรรมที่โหดร้าย ทั้งการบูชายันต์ ทั้งการชุมนุมกันเพื่อทำเรื่องเลวร้าย การสังเวยญาติพี่น้อง การทำตัวแปลกประหลาด และอื่นๆ

แองเจลล่า เกรย์ (เอ็มม่า วัตสัน) หนีไปอยู่โบสถ์ด้วยข้ออ้างว่าถูกพ่อของตนข่มขืน นายตำรวจบรู๊ส เคนเนอร์ (อีธาน ฮอล์ค) จึงเข้ามาทำคดีนี้ เขาค้นลึกลงไปก็พบว่ามีลัทธิบูชาซาตานเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาทุ่มเทให้กับคดีนี้เต็มตัวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

จริงๆ ตอนต้นเรื่อง มีความรู้สึกว่าหนังมันน่าเบื่อในระดับหนึ่งเชียวล่ะ ก็พอจะเดาออกอยู่หรอกนะว่าน่าจะมีผลสรุปแบบไหน พูดไปหนังก็ไม่ค่อยน่าประทับใจนัก แต่เรื่องที่น่าคิดก็มีอยู่


ตอนนี้จะสปอยล์ล่ะน้า อย่าหาว่าไม่เตือน เพราะไม่อาจพูดถึงเรื่องนี้โดยไม่สปอยล์


3

2

1


แม้ว่าแองเจลล่า เด็กสาวในเรื่องจะเป็นคนฉลาดที่แต่งเรื่องราวหลอกเป่าหูคนจนเชื่อกันไปทั้งประเทศ อันได้แก่ตำรวจทั้งสถานีตำรวจ บาทหลวง นักวิชาการ นักข่าว และชาวบ้านทั่วไป แต่ขอบอกว่าคงจะทำไม่สำเร็จถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากบาทหลวงและนักวิชาการที่เข้ามาช่วยไขคดีนี้

บาทหลวงมาสายศาสนาและศรัทธา ที่คอยเน้นย้ำประเด็นที่ว่ามีซาตานแฝงตัวทำความชั่วร้ายอยู่ในหมู่พวกเรา และพยายามดึงให้ผู้คนหันเข้าหาพระเจ้า ด้านหนึ่งเป็นผู้สร้างศรัทธาให้คนต่อสู้กับความเลว อีกด้านก็เป็นการสร้างความหวาดกลัวให้คนเชื่อว่าปีศาจมีตัวตนอยู่จริง

ส่วนนักวิชาการ มาสายวิทยาศาสตร์ พยายามนำเอาการสะกดจิตมาใช้เพื่อช่วยคลี่คลายคดี แต่กลายเป็นกว่าการสะกดจิตของเขาทำให้คนสร้างความทรงจำปลอมๆ ขึ้นมาจากสิ่งที่ได้ยิน ดังนั้นวิทยาศาสตร์ที่ควรเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ เข้าไปอีกอย่าง 

ส่วนพระเอกของเรา บรู๊ซ เป็นพวกก้ำๆ กึ่งๆ อยากศรัทธาแต่อยากหาข้อพิสูจน์ น่าจะมีค่าเท่ากับคำที่ชอบพูดในหมู่คนไทยว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นั่นหมายถึงเชื่อไปแล้วเกือบเต็มตัว เหลืออีกนิดแค่มีอะไรมาสะกิดก็เชื่อหมดใจเลย

พอมีแรงหนุนจากทั้งด้านศาสนาและวิทยาศาสตร์มาช่วย บรู๊ซก็เลยเกิดอาการประสาทหลอนไปตามคำกล่าวอ้างของแองเจล่าซะเลย

ดีว่าในหนังบรู๊ซเกิดกลับตัวทัน ไม่งั้นก็คงเข้ารพ.บ้ากันแน่นอน

บทสรุปของฉันเองไม่มีอะไรนัก ก็แค่ว่า...

สิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่รอบตัวของเรา ถ้าเราไม่ระวัง เราจะก้าวไปสู่หลุมพรางโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย แม้ว่าจะตกเข้าไปในหลุมทั้งตัวแล้วก็ตาม