วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559

ต้นไม้ : อารมณ์สีเขียวกำลังกลับมา

ฉันเป็นพวกอารมณ์ความอยากปลูกต้นไม้ขึ้นๆ ลงๆ พอช่วงไหนที่อยากปลูกก็จะหาข้อมูลต้นนั้นแล้วก็ตะเกียดตะกายไปหาซื้อมาจนได้ แล้วความสนใจก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามช่วงเวลาอีกต่างหาก มีทั้งแคคตัส ซัคคิวแลนซ์ บรอมีเลียด ผักสวนครัว สตรอเบอร์รี่ หม่อน เฟิร์น ฯลฯ

ช่วงปลูกแรกๆ ก็เอาใจใส่อยู่สัก 1 อาทิตย์ จากนั้นก็เริ่มเฉื่อย เนือย เหมือนหลายๆ อย่างในชีวิตของฉัน และสุดท้ายก็ปล่อยมันตามบุญตามกรรม รอดก็รอด ไม่รอดก็ไม่เป็นไร ดังนั้นต้นไม้ไหนที่ปลูกง่าย อึด และไม่ต้องดูแลมากนักก็จะอยู่กับฉันไปจนเบื่อ ส่วนต้นไหนที่ต้องมีการดูแลจุกจิกมากมาย ก็จะไปไม่รอด

มาวันนี้อารมณ์การปลูกก็กลับมาอีกครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากสวนขวด หรือ terrarium  จำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงอยากทำสวนขวด จู่ๆ มันเกิดขึ้นเองหรือเห็นภาพในเว็บ จำไม่ได้จริงๆ รู้แต่อยากจัด ...เริ่มหาข้อมูลกันแล้วว่าต้องใช้วัสดุอะไรบ้าง จากนั้นก็มองหาต้นไม้ที่ชอบชื้นและต้นเล็ก

เริ่มต้นด้วยฤษีผสมแคระกับเฟิร์นอะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้ ซื้อมาวางไว้ในบ้าน และวางแผนจะเอาไปจัดบูธงานมหกรรมหนังสือฯ ปี 59 ด้วย (จะทำได้มั้ยต้องติดตามชมกันต่อไป) คนขายบอกว่าสองต้นนี้ต้องวางในร่ม แต่พอไปค้นจากเว็บก็พบว่าฤษีผสมต้องกลางแดดจัด อ่ะ คนขายก็ไว้ใจไม่ได้นะเนี่ย

พอมีต้นไม้เขียวๆ น่ารักๆ มาวางไว้บนโต๊ะทำงานที่แห้งแล้งมีแต่แมวอ้วนเดิน ก็เลยทำให้เกิดอยากได้ต้นโน่นนี่นั่นเพิ่มเติมอีก

ผลก็คือได้มาอีกทั้งพรมออสเตรเลียกับพรมญี่ปุ่นตอนที่ไปหาซื้อกาบมะพร้าวสับ โดมิโน่เอฟเฟ็กต์ที่ตามมาก็คือร้านที่ไปซื้อน่ะ มีต้นอัฟริกันไวโอเล็ตขาย และคนขายบอกว่าปลูกง่าย (พี่ผู้หญิงคนขายก็อัธยาศัยดี) ดังนั้นตอนนี้ความอยากก็เริ่มกระจายไปยังต้นอัฟริกันไวโอเล็ตอีกต้น แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาฉันเคยทำมันตายไปแล้วหลายต้น ครั้งนี้หาข้อมูลมาแน่นปึก (จริงง่ะ!)

ฉันจะลองดูกันต่อไปว่าความสนใจปลูกต้นไม้จะเหี่ยวแห้งแล้งหายไปเร็วสักเท่าไร

ในภาพนี่มีเฟิร์นที่ไม่รู้ชื่อกับฤษีผสมที่เริ่มตัดยอดมาชำเอง 
ต้นพรมออสเตรเลียกับเฟิร์นอะไรไม่รู้อีกเช่นกัน ขุดมาจากกระถางต้นไม้ในบ้าน 


ฤษีผสมต้นเริ่มต้น ยังอยู่ในกระถางพลาสติกสีดำ แต่เอาวางซ้อนไว้ในกระถางดินเผาอีกชั้น
ให้ดูสวยงาม ตอนนี้วางตากแดด ต้นงามมาก 


ต้นเล็กๆ ในกระถางคือต้นที่อยากปลูกในอดีต เป็นพวกซัคคิวแลนซ์ บางต้นตายไปแล้ว 
บางต้นพยายามจะปลุกชีพมาขึ้นมา แต่มันไม่โตซ้าที  
หลายต้นรอดอย่างงดงาม เพราะดื้อไม่ฟังคนขายที่ไม่ให้วางต้นไม้กลางแดดกลางฝน 
พวกนี้ที่วางกลางแดดกลางฝน รอดเกือบทั้งหมด ไอ้พวกไม่รอดคือรุ่นแรกๆ ที่ทนุถนอมอย่างมาก
ไม่ให้โดนแดดโดนฝนนั่นแหละ




การปลูกต้นไม้คือการเอาใจใส่อย่างมาก ต้องเรียนรู้ว่าต้นไหนต้องการดิน น้ำ อากาศ แดด แบบไหน อย่างไร เพราะงั้นบางครั้งก็เลยรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องมานั่งดูแลใกล้ชิดในขณะที่งานอื่นๆ ก็ยังสุมหัวกันอยู่

รอชมตอนต่อไป.....


เรื่องสั้น : โน้ตถึงกัน

ขอยกเลิกนัดอาทิตย์หน้านะเพื่อน กำลังจะเดินทางไปยังที่ที่กลับไม่ได้อีกต่อไป และต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

ณ ปัจจุบัน : ฝึกแกะสลักตรายาง

ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลา "คิดโน่นนี่นั่นไปเรื่อย" ตอนนี้กำลังฝึกแกะสลักตรายาง ในช่วงเวลาที่แก่ตัวเช่นนี้ การแกะสลักตรายางบนยางลบถือเป็นความท้าทายอย่างที่สุด เนื่องมาจากสายตาที่ย่ำแย่ จริงๆ ก็ทุกอย่างแหละที่ทำในช่วงวัยนี้ ลำบากมาก ทั้งการเย็บสมุด การหัดวาดภาพ การอ่านหนังสือ ฯลฯ ต้องอาศัยตัวช่วยเช่น ซ้อนแว่น 2 อันเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นชัดขึ้น หรือไม่ก็ใช้แว่นขนายแบบที่มีฐานวางตั้งพื้น (อย่างหลังไม่ค่อยสะดวกนัก ส่วนอย่างแรก ต้องก้มหน้าก้มตาทำอย่างเดียว ถ้าเงยหน้ามองสิ่งแวดล้อมเมื่อไร มึนเมื่อนั้น)


แต่ก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน นั่นก็คือใจเย็นมากกว่าสมัยก่อน หรือถ้าแกะเสีย ก็ช่างมัน ไม่คิดอะไรมาก


ยางลบที่แกะสลักมาก็ไม่ได้แกะสลักเล่นๆ แต่มีจุดหมายบางอย่าง ที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ (ยังไม่บอก 555) ชุดแรกที่แกะสลักหลังจากเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ใส่กล่องมานานนับปี นั่นก็คือ ตรายางรูป I love Book ยังบิดๆ เบี้ยวๆ เป็นเหลี่ยมมุมไม่ค่อยสวยเท่าไร ลองแกะบนวัสดุ 2 อย่าง คือยางลบสำหรับแกะตรายาง กับบน lino sheet อย่างหลังแกะยากมาก แข็งมากอ่ะ ตอนเกร็งมือกรีดคัตเตอร์ก็เกรงจะปาดบาดตัวเองอยู่ตลอด รอดมาได้ล่ะ คงแกะสลักแต่ยางลบละกัน




อีกแบบก็เป็นแบบง่ายๆ คือต้นไม้ โดยแกะสลักเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เป็นลำต้นไม้ กับใบไม้ใบเดี่ยว

ส่วนของลำต้นเวอร์ชั่นแรกเป็นลำต้นเหลี่ยมๆ แกะสลักง่าย พอเวอร์ชั่นสองพยายามเพิ่มความอ่อนช้อยให้กิ่งก้านและลำต้น ก็ทำได้นะ แต่ดันทะลึ่งไปเติมเส้นสายบนลำต้นไม้ เพี้ยนไปจนเสียไปเลย ต้องแกะสลักใหม่อีก 2 รอบจนได้มา




ในส่วนของใบเป็นใบเดี่ยว ตอนแสตมป์ก็แตะหมึกปั้มที่ละใบๆ ให้ได้รูปทรงต้นไม้ แกะสลักออกมา 2 รุ่น รุ่นแรกใบจะออกเหลี่ยมซะเยอะ จงใจแบบนั้นเองเพราะลำต้นก็เหลี่ยม ก็เลยทำใบเหลี่ยม แต่ด้วยใบที่เล็ก หยิบจับลำบากก็เลยแกะสลักอีกรุ่นบนยางลบแบบแท่งยาว ทำ 2 ด้าน ใบเล็กกับใบใหญ่




รอบหลังนี่ลองแสตมป์โดยเปลี่ยนสีใบไม้เขียว เหลือง ส้ม สลับกันไป ทำให้ได้ต้นไม้ที่สวยเชียวล่ะ



ยังนึกไม่ออกว่าจะแกะสลักรูปอะไรอื่นอีก ช่วงนี้จะเปลี่ยนสลับไปเรื่อยระหว่างการถ่ายภาพ วาดภาพ แกะสลักยางลบ และอื่นๆ แล้วแต่จะนึกออก ยกเว้นทำสมุด ขอพักไว้ก่อน ขายที่มีอยู่หมดค่อยคิดทำเพิ่มวันหลังละกันนะ



วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

ดูหนัง : มินิซีรีส์ The Night of

ในช่วงเวลาที่จิตใจว้าวุ่น เฉียดๆ จะเครียด การมานั่งเขียนถึงหนังที่ดูแล้วชอบน่าจะช่วยได้นะ (หวังว่า) 

หลังจากส่งงานเข้าโรงพิมพ์ ก็เริ่มหันมาทำสมุดทำมือกันแบบมุ่งมั่น ไปพร้อมๆ กับเปิดคอมดูหนังดูซีรีส์ออนไลน์เป็นเพื่อนทำงาน ส่วนใหญ่จะเจอแต่หนังที่ไม่ค่อยประทับใจนัก ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก เพราะเป็นการดูเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้นเอง เสียแค่ค่าไฟเพิ่ม ส่วนค่าเน็ตรายเดือนอยู่แล้วนิ 

ที่ผ่านมาชอบก็เรื่อง Burnt เรื่องของเชฟที่มุ่งมั่นทำอาหารให้ได้ดาวมิชลิน และได้เห็นว่าในครัวนี่ราวกับกองทัพเชียว เวลาเชฟสั่งอะไร ลูกน้องต้องพูด "YES CHEF!" เรื่อง bone tomahawk ทั้งตลกทั้งสยอง, 

มีเรื่องอะไรอีกล่ะที่ชอบ นึกไม่ออกละ 

นอกนั้นก็ได้ดูซีรีส์ Game of Throne ไม่ค่อยประทับใจนัก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ไม่ชอบตัวละครตัวใดเลย หาดูอีก 2-3 เรื่อง ดูได้แค่นิดหน่อยก็เริ่มเบื่อ


แล้วก็มาถึงซีรีส์ที่ชอบ The Night Of เป็นมินิซีรีส์ เรื่องของการฆาตกรรม การว่าความ และชีวิตของคน 



สีหน้าของนาซ ข่าน เด็กหนุ่มผู้ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมสาวที่เพิ่งรู้จักกันแค่คืนเดียว หน้าตาเขาตอนแรกแลดูขี้ตื่น แต่ก็พยายามข่มอารมณ์ไว้ จนถึงสุดท้ายเมื่อต้องผ่านชีวิตอันสาหัสในคุก เขาก็ปรับตัวจนสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นเยือกเย็นและไม่กลัวใคร



จอห์น สโตน ทนายที่เข้ามาว่าความให้นาซ ชายวัยกลางคนมีสีหน้าท่าทางที่สิ้นหวังเป็นบางเวลาเนื่องจากชีวิตที่ล้มเหลว (ทั้งงานและส่วนตัว) แต่ก็ยัง (ต้อง) ดำเนินชีวิตต่อไป 

ไม่ต้องแสดงออกแบบโอเวอร์ แต่ได้อารมณ์น่าเชื่อถือตลอดทั้งเรื่อง 


รวมถึงเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปไม่ใช่แค่เรื่องฆาตกรรมและสืบสวน แต่ยังเล่าเรื่องราวของชีวิตอย่างน่าติดตาม ทั้งนาซที่มีพัฒนาการของชีวิตที่จมดิ่งเข้าสู่โลกมืดไปเรื่อยๆ ถ้าเขาไม่หลุดจากคุกก็คงถลำเข้าไปอย่างเต็มตัว ส่วนสโตนก็มีพัฒนาการที่ขึ้นๆ ลงๆ ทั้งในโรคภัยที่น่ารำคาญและการทำงาน 



ตัวเอกอีกตัวที่อยากนำเสนอมากๆ ก็คือ แมวขาวเหลือง 

เจ่านี้ชื่ออะไรไม่รู้ เป็นแมวของหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรม ถูกทิ้งไว้ในบ้านหลังเดิมโดยไม่มีใครสนใจ ยกเว้นสโตน ที่พากลับบ้านด้วยทั้งที่ร่างกายก็แพ้แมว เลี้ยงไว้ในห้องอย่างใส่ใจที่สุดแม้แต่แตะต้องตัวไม่ได้  (ภาพด้านบนคือมันหลุดออกมาจากห้องได้ก็สวมรอยมานอนด้วยซะเลย) 

รับเลี้ยงแล้วก็ไม่เคยตั้งชื่ออะไรมันอีกเหมือนกัน

ตอนแรกเขาพามันมาจากบ้านเดิมมันไปที่พักสัตว์รอกำจัด แล้วก็รับมาเลี้ยงที่บ้าน จนเมื่อนาซเริ่มออกแววว่าจะไม่รอดจากคดีนี้ เขาก็หมดหวังและพามันไปที่พักสัตว์อีกรอบ จนกระทั่งตอนจบ ฉันก็นั่งลุ้นว่าสโตนจะไปรับมันกลับมามั้ย ไปรับมันกลับมาซะทีสิ 

แล้วฉันก็เห็น.... โห ลุ้นมากกว่าตอนพิจารณาคดีของนาซอีกแฮะ

ซีรีส์มีทั้งหมด 8 ตอน ฉันดูต่อเนื่องจบใน 2 วัน และเป็นการดูแบบไม่ได้นั่งทำงานอะไรเลย ดูแบบตั้งใจมากๆ 


อยากดูซีรีส์หรือหนังแนวนี้อีก จะได้เจอมั้ย อาลัยอาวรณ์เอามากๆ เลยทีเดียว