วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ดูหนัง : ร่ำลา Running Man

(ขออนุญาตจับ Running Man เกมโชว์ หรือที่เรียกตัวเองว่าวาไรตี้โชว์ มาไว้ในหมวดดูหนังละกัน)


ฉันเริ่มต้นดูเหล่านักวิ่งแห่ง Running Man ครั้งแรกในช่อง True ช่วงกลางวัน ซึ่งมารีรันใหม่ไปพลางๆ ต้อนรับทีวีดิจิตอล จำได้ว่าตอนนั้นกำลังเตรียมของสำหรับขายในงานสัปดาห์หนังสือฯ เปิดทีวีดูแก้เบื่อ ดูวันแรกก็ยังเฉยๆ ว่ารายการอะไรเนี่ย ดูไป 2-3 ครั้งชักชอบ มันเพี้ยนๆ ดี

ตอนที่ดูครั้งนั้นยังเป็นช่วงตอนแรกๆ ที่ยังมีซงจุงกิเป็นสมาชิกหลักอยู่เลย เป็นพากษ์ไทย ดูไปก็ยังไม่ค่อยรู้สึกรำคาญเสียงพากษ์นะ เพราะว่าไม่มีแบบเสียงต้นฉบับมาเปรียบเทียบ

ช่วงนั้นทางช่อง True (ไม่แน่ใจว่าช่อง true หรือ tnn) จัดให้มีทั้ง Running Man กับ Family Outing มารีรันในช่วงเวลาเดียวกันแต่คนละวัน แรกๆ เข้าใจว่าเป็นรายการเดียวกันเพราะมียูแจซอกเป็นตัวหลัก ดูไป 2-3 อาทิตย์ก็เริ่มรู้ว่ามันคนละรายการ

ชอบ Running Man มากกว่า




ดูไปสักพักชักเหมือนคนติดละคร มีเวลาให้ติดตามดูได้แค่อาทิตย์ละ 2 วัน (ถ้าจำไม่ผิด) รู้สึกขัดใจ เลยลองไปค้นดูใน Google ก็พบว่า...

มี Running Man แบบที่มีซับไทย เสียงเกาหลี แบบที่ทั้งดูออนไลน์และแบบขายแผ่น

และยังพบอีกว่า Running Man ที่ฉันดูนั้นเป็นตอนย้อนหลังไปหลายปี หลายแผ่นเชียวล่ะ ไม่ใช่ว่าจะไม่สนับสนุนงานลิขสิทธิ์นะ แต่มันไม่มีลิขสิทธิ์ขาย ฉันเองพอได้ดูแบบเสียงต้นฉบับก็ไม่อยากมาดูแบบพากษ์ไทยแล้วล่ะ มันฟังดูมั่วๆ ไงไม่รู้

จากนั้นฉันก็เริ่มดูย้อนหลังจากตอนแรก ไล่มาเรื่อยๆ วันละ 1 ตอน จนมาถึงตอนปัจจุบัน แล้วก็เริ่มหาดูออนไลน์ที่อัพเดทตลอดทุกสัปดาห์


> จากที่ไม่เคยรู้จักชื่อสมาชิก ก็เริ่มรู้จักทุกคน
> จากที่ไม่เคยเป็นติ่งเกาหลี ก็ยังไม่เป็นติ่งเกาหลีเช่นเดิม เพราะชอบอยู่รายการเดียว
> จากที่ไม่เคยสนใจอาหารเกาหลี ก็เริ่มสนใจ ยิ่งตอนพากิน มันช่างน่ากินและน่าลองยิ่งนัก
> จากที่ไม่เคยรู้จักภาษาเกาหลีสักตัว ก็เริ่มมารู้จักเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20 ตัว (5555 สมองจำได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว)
> จากที่ไม่เคยรู้จักดาราหรือนักร้องเกาหลี ก็ยังคงไม่รู้จักเหมือนเดิม ก็หน้าตาเหมือนกัน ชื่อก็น่าเวียนหัว
> จากที่เคยได้ยินแต่ชื่อนิชคุณผ่านหูจากข่าวหรือโฆษณา ก็ได้มารู้จักดาราไทยคนนี้จากรายการเกาหลีเนี่ยแหละ


ดูแต่ละตอนก็เข้าใจกติกาเล็กน้อยจนถึงไม่เข้าใจเลย จนกว่าสมาชิกจะเริ่มเล่นให้ดู หลายตอนก็ฮามากๆ บางตอนก็น่าเบื่อสำหรับฉัน (ซึ่งก็คือตอนที่เกี่ยวกับกีฬาและการแข่งทำอาหาร)
>  แข่งแต่ละตอนที่เชียร์สุดๆ ก็คือยูแจซอก เป็นสมาชิกที่ชอบที่สุด
> ที่ลุ้นให้แพ้ก็คือคิมจงกุก
> รำคาญตะหงิดๆ ก็คืออีกวางซู

มาตอนหลังเริ่มชอบแกรี่อีกคน ดังนั้นจึงสลดไปบ้างเมื่อรู้ว่าแกรี่จะออกจากรายการ จริงๆ นะ รู้สึกผูกพันกับสมาชิกพวกนี้มากๆ แรกๆ อาจเกลียดจงกุกไปบ้างเพราะตั้งใจชนะซะเกินเหตุแต่ช่วงหลังๆ เขาเริ่มฮามากขึิ้น ก็เลยเริ่มรู้สึกชอบ กวางซูก็เริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น น่ารักขึ้น สรุปว่าชอบทุกคนเลย



หมัด 2 เล่นเอาจุกพอควรตอนได้ข่าวว่าจงกุกกับจีฮโยออกจากรายการ ก็แทบกรีด ม่ายยยยยยยยยย หลังจากนั้นก็ตามที่ได้ข่าวกันน่ะแหละ

บทสรุปสุดท้ายจึงถึงจุดสิ้นสุดของรายการเกม Running Man ที่กำลังนับถอยหลังใน EP สุดท้าย งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แม้ว่าเจ้าภาพจะเลี้ยงดีแค่ไหน ก็ต้องแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

สิ่งที่ชอบในรายการนี้ก็คือเกมที่ช่างสรรคิดกันมาซะจัง แทบไม่ซ้ำกันเลย แม้บางตอนจะน่าเบื่อแต่ก็ยังติดตามดูอยู่ตลอด ชอบมากคือเกมดึงป้ายชื่อที่หลังๆ เริ่มลดน้อยจนแทบหายไป จำได้ว่าลุ้นทุกครั้งที่ดู

นับจากนี้ไปก็จะไม่มีเหล่านักวิ่งในตอนใหม่ๆ ให้ดูอีก ฉันคงต้องย้อนไปดูตอนเก่าๆ เพื่อเรียกเสียงฮาของตัวเองกลับคืนมา

ขอบคุณและลาก่อนเหล่านักวิ่ง Running Man
| ยูแจซอก | ฮาดงฮุน (ฮ่าฮ่า) | คิมจงกุก | อีกวางซู | คังแกรี | ซงจีฮโย | จีซอกจิน |











วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อ่านหนังสือ : แท็กซี่มีแมว

สึโตมุ มาเสะงากิ เป็นคนขับรถแท็กซี่มา 3 ปี อายุก็วัยกลางคน รับแต่ลูกค้าเจ้าปัญหา เขาเองก็เป็นคนไม่สู้คน หงอตลอดเวลา แม้แต่กับลูกสาวของตัวเอง ยอดค่าโดยสารของเขาต่ำสุดในบริษัท เพราะเขามัวแต่หลบเลี่ยงไม่ยอมรับคน ไม่ยอมคุยกับผู้โดยสาร ไม่รู้จักเส้นทาง ต้องพึ่ง GPS ตลอดเวลา

วันดีคืนดีเขาก็รับแมวจรจัดสามสีชื่อ มิโกะงามิซัง มาบนรถโดยไม่ได้ตั้งใจ นับแต่นั้นมา การงานของเขาเริ่มดีขึ้น เริ่มผ่อนคลายกับผู้โดยสารด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าเหมียว ยอดค่าโดยสารของเขาสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 ของบริษัท

ที่สำคัญคือ เขาเริ่มได้รู้จักเบื้องหลังเบื้องลึกของคนหลายคน เขาปรับตัวเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี ทั้งเพื่อนคนขับแท็กซี่ด้วยกันเอง เจ้านาย ผู้โดยสาร และสานสัมพันธ์กับคนในครอบครัว

เจ้าเหมียวมิโกะงามิซัง เป็นแมวอ้วนอายุมาก มันช่วยมาเสะงากิต้อนรับลูกค้า เหมือนมันมีความสามารถในการหยั่งรู้ว่าใครต้องการอะไร จนทำให้ผู้คนชื่นชอบและรักงานบริการ (จริงๆ นะ ^_^)

ผู้โดยสารหลายรายเริ่มผูกพันกับเจ้าสามสีตัวนี้มากขึ้น ถึงขั้นมีขนมมีของเล่นติดไม้ติดมือมาฝาก พอรู้ว่ามันป่วยก็มีดอกไม้ฝากไปเยี่ยมไข้ 





ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง ถึงขั้นพกพาออกไปเข้าคอร์สอบรม และอ่านระหว่างรออาจารย์มาสอน อ่านด้วยความจดจ่อ ขอบอกว่าสนุกสนานเต็มขั้น 

เมื่อมาถึงท้ายๆ เล่ม ลางร้ายเริ่มออก เจ้าเหมียวอ้วนเริ่มป่วย ทำให้ฉันเริ่มจุกอก ปิดหนังสือทันที รอเวลากลับมาอ่านช่วงสุดท้ายที่บ้าน แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง

อ่านหนังสือเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทีไรฉันเป็นต้องทำตาตกทุกครั้ง ไม่รู้เป็นไร นักเขียนชอบเขียนให้เนื้อเรื่องเศร้าเสียมากมาย

--------------

เนื้อหาที่นำเสนอนอกเหนือจากเจ้าเหมียวอ้วนนักต้อนรับแขกแล้ว ผู้เขียนยังนำเสนอเบื้องหลังของผู้คน เรามักจะตัดสินคนจากลักษณะภายนอกที่เรามองเห็น คนโน้นเห็นแก่ตัว คนนี้เข้มงวด ฯลฯ 

ตัวเราเองก็มีทั้งด้านดีและไม่ดี เรามักจะมองเห็นแต่ด้านดีของตัวเอง และมองด้านเสียของคนอื่น ลักษณะนี้คงเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นเอง

ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์นิสัยเสียอีกต่างหาก ฉันเองก็ต้องฝึกตัวเองให้มองคนจากสองด้านเหมือนกัน 

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทั่วไป : เขียนบล็อคแค่งานอดิเรก???

ตั้งใจว่าเขียนบล็อคเป็นแค่งานอดิเรก ไว้ฝึกการเขียนในเรื่องที่ชอบ เรื่องล่าสุดคือซีรี่ส์ Westworld ใช้เวลาพิมพ์ไปหาข้อมูลไป รวมแล้ว 2 ชั่วโมงกว่า กินเวลาทำงานหนังสือไปมากโข

งานอดิเรกดีมั้ยเนี่ย >_<

ดูหนัง : ครั้งนี้เป็นซีรีส์ West World

ในบรรดานักแสดงอายุมาก (ขอเน้นว่าฝ่ายชายละกันนะ) มีไม่กี่คนที่แก่แล้วยังดูดี หรืออาจดูดีมากขึ้นกว่าเดิม ณ ตอนนี้เท่าที่ได้ติดตามดูก็จะมี เควิน คอสเนอร์, โรเบิร์ต เดอ นีโร (สมัยก่อนก็จะมีฌอน คอนเนอร์รี่) ล่าสุดได้เห็นแอนโทนี่ ฮอบกิ้นส์ ที่แก่แล้วยังดูดีเชียวล่ะ



-------------

West World เป็นซีรี่ส์เกี่ยวกับโลกอนาคตที่โลกเราก้าวหน้าถึงขั้นสร้างสวนสนุกแอนดรอยขึ้นมาให้คนได้มาเล่นบทบาทสมมติกัน โดยโลกสมมตินี้ก็คือโลกของคาวบอยในสมัยก่อน แอนดรอยเหล่านี้เรียกว่า "โฮสต์" ส่วนคนที่มาเที่ยวเรียกว่า "เกสต์"



เหล่าโฮสต์นี้เป็นแอนดรอยที่มีลักษณะเกือบเหมือนมนุษย์ ใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง กิน ดื่ม มีเซ็กซ์ ตาย พูดคุยตอบโต้กับมนุษย์ได้ในขอบเขตจำกัดของบทที่ได้รับมา บทจะดำเนินไปเหมือนเดิมวันแล้ววันเล่า


ตื่นบนเตียง คุยกับพ่อด้วยบทสนทนาเดิมๆ เข้าเมืองไปซื้อของเดิมๆ ทำกระป๋องอาหารหล่นเหมือนเดิมๆ สุดท้ายก็ตายทั้งครอบครัวเหมือนกันทุกวัน

อีกคนก็ลงรถไฟเวลาเดิม เดินเข้าเมืองแบบเดิม เป็นคนหน้าใหม่ของเมือง พูดคุย และตายเหมือนเดิม

อาจมีการเปลี่ยนแปลงออกไปจากแนวเดิมๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของเนื้อเรื่องที่เขากำหนดมา โฮสต์บางคนคิดว่าตัวเองกำหนดชีวิตตัวเองได้ และพยายามหนีออกไปจากบทบาทของตัวเอง แต่จริงๆ แล้วมันก็ถูกกำหนดด้วยบทอื่น (หรือเปล่า??)


ส่วนมนุษย์ก็คือลูกค้ากระเป๋าหนักที่จ่ายเงินเพื่อออกไปผจญภัยในโลกตะวันตกยุคคาวบอย ออกเที่ยว ออกหาผู้หญิง ออกตามล่าค่าหัว ยิงกัน ปล้นเขา



มีกฏอยู่ว่ามนุษย์ฆ่าโฮสต์ได้ แต่โฮสต์ฆ่ามนุษย์ไม่ได้ ทำไม่ได้แม้แต่จะทำร้าย มันจึงเป็นสถานที่ปลดปล่อยเบื้องลึกของจิตใจออกมา และเมื่อโฮสต์ตายพวกเขาก็จะถูกนำออกไปจากฉาก ไปซ่อมแซม ลบความจำ แล้วกลับเข้ามาประจำหน้าที่เหมือนเดิม ด้วยบทสนทนาเดิมๆ แม้ว่ามนุษย์จะคุยกันเรื่องโลกภายนอก พวกเขาก็ไม่รับรู้



พวกเขาไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นแค่เพียงหุ่นยนต์ เป็นของเล่นชิ้นหนึ่งของมนุษย์ คิดว่าตัวเองนั้นคือ "ชีวิต" ที่แท้จริง

---------------

เมื่อมองย้อนกลับเข้ามาที่ตัวเอง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชีวิตของเรานี้คือของจริง เราอาจเป็นเพียงของเล่นของชีวิตอื่น ที่เล่นไปตามบทบาทที่มีคนกำหนดให้

มีบทหนึ่งที่ลุงแอนโธนี่ ฮอปกินส์ ผู้รับบทผู้สร้างแอนดรอยและผู้กำหนดบทบาทให้พวกเขากล่าวไว้

Humans fancy that there's something special about the way we perceive the world, and yet we live in loops as tight and as closed as the hosts do, seldom questioning our choices, content, for the most part, to be told what to do next.

มนุษย์เราคิดว่าตัวเองวิเศษกว่า แต่เราก็ยังมีชีวิตอยู่ในวัฏจักรที่แคบเหมือนพวกโฮสต์ แทบไม่เคยสงสัยถึงทางเลือกที่มีคนบอกให้เราทำ (แปลคร่าวๆ ประมาณนี้นะ)

โอ้ว เจ็บจริง

--------------

พูดไปเรื่องนี้ก็ค่อนข้างดูยาก เนื่องจากเส้นเวลาในเรื่องแม้จะเดินเป็นเส้นตรง แต่ก็ทำให้ดูเหมือนว่ามีการย้อนไปมา และรำลึกอดีตที่ทำให้งงได้หากไม่ได้ดูอย่างต่อเนื่องกัน

ซีรี่ส์เรื่องนี้สร้างจากหนังชื่อเดียวกัน ฉายในปี 1973 เขียนบทโดยไมเคิล ไครชตั้น (ชื่อนี้มีอ่าน 2 แบบ "คริตัน กับ ไครชตัน") แต่ถูกหนังเรื่อง Star War กลบรัศมีเสียมิด


--------------

พอรู้ว่าเจ้าของเรื่องคือ Michael Crichton ก็เลยไปค้นหาหนังสือเรื่องนี้ ปรากฏว่าหนังสือเป็นสคริปต์หนัง มีแต่เป็นเล่มมือสองที่ Amazon.com และราคาทำให้ตาลุกวาวเลยทีเดียว 500 USD ว้าวววว หนังสือมือสองที่บ้านฉันเยอะแยะ ทำไมไม่มีเล่มนี้บ้างเนี่ยยยยยยย

https://www.amazon.com/Westworld-Michael-Crichton/dp/0553084410



--------------

ในเรื่องมีฉากคั่นด้วยเปียโนที่ตั้งโปรแกรมให้เล่นเองอัตโนมัติ เป็นแบบโบราณที่มีกระดาษฉลุ จริงๆ ฉากเปียโนเล่นเองด้วยแผ่นกระดาษฉลุมีปรากฏออกมาตลอดทั้งเรื่อง เหมือนเป็นตัวเปรียบเทียบว่าแอนดรอยเหล่านี้ก็ถูกโปรแกรมให้เดินในเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น

เพลงที่เป็นธีมตอนไตเติ้ลคือเพลงนี้







วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อ่านหนังสือ : มิสเตอร์เมอร์เซเดส Mr Mercedes

ความรู้สึกที่ได้อ่านช่วงแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้คือ "สนุก น่าติดตาม" 

เมื่อจบเล่ม ความรู้สึกกลับเป็น "เฮ้อ... จบซะทีเว้ย" (และช่วงกลาง-ท้าย เรื่องก่อนจบคือ "เมื่อไรจะจบเนี่ย เบื่อแล้วนะ")

ไม่รู้เป็นเพราะความหนาของหนังสือที่ทำให้ทั้งเมื่อยมือและทั้งยืดเยื้อ ระบบการอ่านหนังสือช่วงหลังๆ ของฉัน จะไม่รองรับหนังสือหนาๆ ที่ต้องใช้เวลาอ่านนานๆ ยิ่งถ้าเนื้อเรื่องยืดเยื้อ ยิ่งเบื่อหนัก แต่ด้วยความอยากรู้จุดจบ ทำให้ต้องอ่านจนจบแบบทุกข์ทรมานใจยิ่งนัก

ฉันอ่านหนังสือของสตีเวน คิงมานานมากแล้ว แต่ก็ไม่ใช่แฟนประจำถึงขั้นต้องติดตามทุกเล่ม เรื่องที่ทั้งหลอนทั้งลุ้นเท่าที่เคยอ่านมาก็คือ Misery เนื้อเรื่องสยองมากๆ ขอบอก เรื่องที่ชอบอีกเรื่องตอนเป็นวัยรุ่นก็คือ It เรื่องนี้เริ่มจากดูมินิซีรี่ย์ จนต้องไปหาหนังสือมาอ่านอย่างสนุกติดตาม

แต่ในช่วงหนึ่งของชีวิตการอ่าน ฉันกลับไม่ชอบหนังสือของคิง นั่นเพราะเขาหมกมุ่นกับปีศาจอะไรสักอย่าง เนื้อเรื่องจะออกแนวเหนือธรรมชาติ ที่ต้องอาศัยมิตรภาพในการสู้รบเพื่อกอบกู้โลก ฉันเลยเลิกอ่าน 



สำหรับ Mr Mercedes ฉันได้ยินคำกล่าวขวัญถึงมาสักระยะแล้ว ฉันซื้อมาอ่านเพราะเป็นเรื่องของฆาตกรโรคจิตที่ไม่เกี่ยวกับปีศาจดึกดำบรรพ์ (เพิ่งจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยอ่านอีกเรื่อง Joy Land กำลังฟื้นความทรงจำ เป็นเรื่องการฆาตกรรม แต่ก็เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นเดิม) 

อย่างที่บอกไปคือช่วงแรกฉันชอบหนังสือเล่มนี้ ชอบตรงการสร้างตัวละครให้มีชีวิต มีเบื้องหลัง มีเบื้องหน้า มีความคิด 

หนังสือหลายเล่มที่ไม่อยากจะเน้นว่าเป็นของไทย ส่วนใหญ่มักเน้นที่เหตุการณ์ เรื่องราวที่เกิดขึ้น เช่นว่าคนๆ นี้ทำอะไร ยังไง ไปไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง  --แต่ในส่วนของตัวละครกลับเบาหวิว ไม่มีการบรรยายฉาก ไม่มีปูพื้นเรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น ฉันค้นพบลักษณะของนวนิยายที่มีตัวละครและการเดินเรื่องประมาณนี้จากประเทศเกาหลีและจีน แต่ทั้งนี้ฉันขอไม่เหมารวมว่าทุกเล่มของหนังสือไทย จึน และเกาหลีจะเป็นนวนิยายในลักษณะนี้ เพราะอ่านมาน้อยมาก (ที่อ่านน้อยเพราะเจอแบบนี้สัก 4-5 เล่มก็เลิกพยายามหามาอ่านแล้ว)

กลับมาที่เรื่องมิสเตอร์เมอร์เซเดส เหตุผลที่ฉันไม่ชอบเรื่องนี้ในช่วงกลาง-ท้ายก็เพราะ มีฉากบรรยายความรักที่เกือบจะคล้ายกับนิยายโรมานซ์ (ซึ่งฉันไม่ชอบ) การตัดฉากสลับไปมาบวกกับเหตุบังเอิญที่ขัดจังหวะอะไรหลายๆ อย่างเกิดขึ้นจนชักหงุดหงิด และการตัดสลับฉากและการยื้ออารมณ์ของคนอ่านให้ลุ้นตาม สำหรับฉันมันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกับดูหนังแอคชันของฮอลีวู๊ด (ซึ่งฉันไม่ชอบให้มันมาอยู่ในนวนิยาย)

ดังนั้นฉันจึงเบื่อ และเริ่มตะลุยอ่านเพื่อให้รู้จุดจบของเรื่องซะที


ประเด็นหนึ่งที่ฉันชอบในเรื่องนี้ก็คือเรื่องของ "อคติ" ที่เรามักมีกับการมองภาพภายนอกของคน

โอลิเวียร์ ทรีลอว์นีย์ เป็นคนที่มีปัญหาทางจิตที่พยายามจะใช้ชีวิตในโลกของคนปกติ ภาพภายนอกที่แลดูไม่เป็นมิตรของเธอทำให้คนรอบข้างหงุดหงิดและเกลียดชังอยู่ลึกๆ เมื่อตำรวจสอบสวนเรื่องของรถเมอร์เซเดสที่ถูกขโมยไปทำการสังหารหมู่ เขาจึงไม่เชื่อคำพูดของเธอและไม่ได้พยายามจะทำความเข้าใจตัวเธอเลยแม้แต่น้อย

--จนกระทั่งเธอฆ่าตัวตาย

มิสซิสเมลเบิร์น เพื่อนบ้านของนายตำรวจเกษียณ ฮอดเจส ก็อีกคนที่ถูกมองข้ามคำบอกเล่าไปด้วยอคติ เนื่องด้วยเธอมีลักษณะเหมือนคนที่ช่างนินทา ขี้ระแวง และชงกาแฟไม่อร่อย ซึ่งถ้าเพียงแต่เขาจะรับฟัง

ในทางตรงข้าม เบรดี้ ฮาร์ทฟิลด์ ตัวฆาตกรสังหารหมู่ เขาก็เป็นโรคจิตเช่นกัน แต่เขามีความสามารถในการซ่อนตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของคนธรรมดาได้สำเร็จ ดังนั้นคนจึงไม่เกลียดเขา และด้วยความที่เขาเป็นคนสีเทาๆ จึงไม่มีใครชอบหรือจดจำเขาได้ด้วยเช่นกัน

อันที่จริงคนเราล้วนแต่เป็นโรคจิตกันทั้งนั้น จิตมากจิตน้อย จิตที่สังคมยอมรับและไม่ยอมรับ จิตที่เปิดเผยหรือจิตที่หลบซ่อน

บางครั้งเราอาจตัดสินคนด้วยกันเองเร็วเกินไปจากการรับรู้เพียงผิวเผิน แล้วก่อสร้างอคติขึ้นมาใช้กับคนผู้นั้น

ดูท่าฉันคงต้องเตือนตัวเองด้วย ...อย่างมากเลยล่ะ




อื่นๆ อีก...


ปกของภาษาอังกฤษ จะเน้นรูปของร่ม อันเป็นชื่อเว็บไซต์ที่อดีตนายตำรวจฮอดเจสใช้ติดต่อกับฆาตกร และ--


...ว้าว มีเว็บไซต์นี้จริงๆ ด้วยล่ะ http://underdebbiesblueumbrella.com/


สตีเวน คิง นักเขียนชื่อดังตอนนี้ก็อายุมากแล้ว ตอนแรกเห็นบนปกของหนังสือเขียนชื่อว่า สตีเวน ก็ให้เกิดรู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ,กับการถอดเสียงของชื่อนักเขียน มันควรจะเป็นสตีเฟน ไม่ใช่หรือ เกือบจะออกมาโวยในบล็อคนี้แล้วสิ แต่เมื่อได้ไปค้นหาจากเว็บก็พบว่า Stephen ออกเสียงว่า สตีเวน จริงๆ ไม่ใช่สตีเฟน อย่างที่เคยเข้าใจมานาน มองกราดผ่านๆ ที่เว็บหนึ่ง เขาบอกว่าเป็นหลักการออกเสียงอย่างหนึ่งในภาษาของเขา แต่ก็นะ ไม่ได้อ่านละเอียด เรื่องวิชาการอ่านแล้วปวดหัวเล็กๆ (555)

ถ้าสนใจการอ่านออกเสียงชื่อของเขาก็เข้าลิงค์นี้ได้นะคะ



Mr Mercedes เป็นเรื่องหนึ่งในนวนิยายชุดนักสืบ Bill Hodges ที่มีทั้งหมด 3 เล่ม (ฉันขอพอแค่เล่มเดียวละกัน กลัวจะต้องลุ้นเหมือนอยู่ในหนังฮอลีวู๊ดอีก) แต่ถ้าชอบแบบนั้นก็ขอแนะนำให้อ่านเรื่องนี้และติดตามเรื่องอื่นในซีรีส์นี้ด้วยเลย

และตามแผนที่ปรากฎในเว็บ imdb.com หนังสือเล่มนี้จะถูกสร้างเป็นซีรีส์ในปี 2018 นำแสดงโดย Brendan Gleeson และ Harry Treadaway เป็นบิล ฮอดเจส และ เบรดี้ ฮาร์ทฟิลด์  ตามลำดับ

ในตอนแรกคนที่จะมารับบทเบรดี้ก็คือ Anton Yelchin แต่เขาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตไปในเดือนมิย. 2016 นี่เอง ด้วยวัย 27 ปี RIP

(Anton Yelchin)


ปิดท้ายด้วย mercedez sl500 เนื่องจากความรู้เรื่องรถยนต์มีจำกัด และหาจาก google ได้แค่นี้แหละ ใช่คันนี้มั้ยเนี่ย !!!!