วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดูหนัง : Better Call Saul

ตอนที่ Breaking Bad ตอนสุดท้ายจบลง ฉันประทับใจอย่างมากจนหมดความอยากดูซีรี่อื่นใดอีกต่อไป พยายามดู Fargo แต่ก็ไปได้ไม่กี่ตอนก็ล้มเลิกความพยายาม ส่วนเรื่อง Game of Throne ที่โด่งดัง ฉันกลับไม่ชอบเลยหลังจากดูไปได้ 3-4 ตอน เรื่องนี้ดูมาก่อนหน้า Breaking Bad นานเลยทีเดียว

ในที่สุดก็หันมาดู Better Call Saul ซีรี่ส์แตกสาขาจาก Breaking Bad เรื่องราวของทนายจอมกะล่อนที่หากินกับคดีฟ้องร้องแบบสกปรก

เป็นเรื่องราวความเป็นมาของ Jimmy McGill ก่อนที่จะกลายมาเป็น Saul และไปจบลงด้วยการที่ไม่เป็นใครเลยทั้ง 2 คน

จากนั้นมาฉันก็ดูอย่างต่อเนื่องยาวจาก Season 1 จนถึง Season 3 และต้องรอจนปีหน้ากว่าจะได้ดู Season 4 ถึงตอนนั้นฉันอาจต้องย้อนกลับไปดูทั้งหมดใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะฉันจะลืมรายละเอียดของเนื้อหาได้รวดเร็วเอามากๆ


จิมมี่เป็นทนายจอมกะล่อนที่พยายามทำงานสุจริตมายังชีพอันยากจนข้นแค้น บ่อยครั้งก็อาศัยความกะล่อนและแผนชั่วมาใช้เพื่อบิดดัดให้เรื่องราวคดีความเป็นไปตามกฎหมาย และแทบทุกครั้งเขาก็ทำให้ใครบางคนหรือแม้กระทั่งตัวเองต้องเดือดร้อน

ขอบอกว่าตัวละครใน 2 เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสีเทา เทามากเทาน้อย มันทำให้เรามองโลกในอีกมุมหนึ่ง หรือว่าไม่จริงที่เรามักตัดสินใครสักคนด้วยการมองชีวิตเขาเพียงส่วนเสี้ยวเดียว? ทั้งที่ชีวิตของใครสักคนนั้นมันมีหลายด้านที่สลับซับซ้อน มีทั้งเรื่องที่ทำให้เราเกลียด ทั้งรัก ทั้งสงสารเห็นใจ และทั้งที่อยากฆ่าทิ้งมันซะเลย

จิมมี่นั้นแลดูเป็นคนกะล่อน ตัวป่วน ตัวน่าเกลียด กระนั้นลึกๆ แล้วเขาเป็นคนดีในระดับหนึ่ง บ่อยครั้งที่ความจนทำให้เขาต้องตะเกียดตะกายหาเงินในแบบที่น่ารังเกียจ แต่เมื่อผลออกมาว่ามันเป็นผลร้ายกับคนอื่น เขาก็หาทางแก้ไข แม้มันจะทำให้คนนั้นเกลียดเขาก็ตามที

มันทำให้ฉันในฐานะคนดูเกลียดจิมมี่ไม่ลงเลยทีเดียว

บางคนมีชีวิตที่น่าเห็นใจ อย่างชัค พี่ชายจิตป่วยของจิมมี่ จริงๆ ฉันอยากเห็นใจเขาเหมือนกันนะ โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายที่เขารื้อบ้านเพื่อหาที่มาของเครื่องใช้ไฟฟ้า ...แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำกับจิมมี่มาโดยตลอด มันทำให้ฉันสงสารไม่ลงเลยทีเดียว



ตัวละครอีกตัวที่สำคัญรองลงมา ...สำคัญในการผูกโยงเรื่องราวของจิมมี่ที่กำลังจะกลายเป็นซอล ให้เข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม นั่นคือไมค์ เออร์แมนเทราส์ที่ได้ทำความรู้จักกับกัส ฟริงจ์ และเรื่องราวที่จะเกี่ยวเนื่องไปต่อที่ Breaking Bad

---------------

โทรศัพท์เคลื่อนที่ในเรื่อง


> ตอนที่ดูซี่รี่ส์ทั้ง 2 เรื่อง Breaking Bad และ Better Call Saul ฉันสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของเขาไม่ใช่รุ่นสมาร์ทโฟนเลยสักเครื่อง ทั้งที่ตอนสร้างก็เป็นช่วงที่มีใช้กันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นฝาพับที่ใช้มานานแล้ว เมื่อสังเกตของประกอบฉากอื่นๆ ก็พบว่ามันเป็นสิ่งของที่นิยมในรุ่นอื่น

> ข้อสังเกตนี้ฉันคิดเองในใจว่า คนสร้างอาจต้องการไม่ระบุยุคสมัย หรือว่าช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์ในเรื่อง ยังไม่มีสมาร์ทโฟนกันแน่

> ฉันไม่แน่ใจว่าหนังต้องการให้ช่วงเวลาออกมาตอนไหน จึงไปหาอ่านจากเว็บต่างประเทศ เขาบอกว่าเรื่องราวใน Breaking Bad อยู่ในระหว่างปี 2009-2011 (ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาออกอากาศ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง)

> ส่วนเรื่อง Saul เกิดขึ้นในปี 2002 อันเป็นตอนเปิดตัวตอนแรกของซีซันแรก และตอนสุดท้ายของซีซัน 3 คือปี 2003

> พอกลับไปหาข้อมูล iPhone รุ่นแรกเปิดตัวในเดือนมกราคม 2007 ส่วน Android เริ่มเปิดตัวในปีต่อมาคือ 2008 อื่มมมม ก็ดูสมเหตุสมผลดีอยู่นะ ช่วงของ Breaking Bad อาจเป็นช่วงเริ่มต้นการใช้สมาร์ทโฟน จึงยังคงไม่ได้มีใช้กันเกลื่อนเหมือนในตอนนี้ ส่วนใน Saul นั้นยังไม่มีใช้กันเลยนะเนี่ย

> แต่สำหรับฉัน เหมือนเราใช้งานสมาร์ทโฟนกันมาเป็นชาติแล้ว หลายคนก็คงเปลี่ยนไปหลายรุ่นนับไม่ถ้วน และมันกลายเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้เอาซะเลย

> โทรศัพท์รุ่นฝาพับภาษาอังกฤษมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า burner phone หมายถึงเครื่องโทรศัพท์ที่ซื้อมาใช้แล้วทิ้งได้ เพื่อป้องกันการติดตาม ประมาณนั้น

(ที่มาของภาพ http://www.zdnet.com/article/california-lawmaker-wants-to-crack-down-on-pre-paid-burner-phones/)

--------------
เก็บตกสุดท้าย 

> ที่มาของชื่อ Saul Goodman มาจากคำว่า It's all good man.

> ตัวย่อ ABQ ที่ได้ยินจากเครื่องตอบรับโทรศัพท์ของเจสซี่ พิงค์แมนใน Breaking Bad ฉันก็ฟังอยู่นาน ไม่รู้ว่าคืออะไร เนื่องจากมันไปเร็วด้วย เพิ่งมารู้ว่าเป็นตัวย่อของเมือง อัลบูเคอร์คี (Albuquerque) 

> ขอบอกว่าหนังหรือซีรี่ส์ดีๆ ของฝรั่งเขาใส่ใจรายละเอียดเยอะมาก ในเว็บแฟนคลับของซีรี่ส์ 2 เรื่องนี้ เขาใส่รายละเอียดช่วงเวลาของเหตุการณ์ (Timeline) ได้ละเอียดสุดๆ ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากเอกสารที่ปรากฎในเรื่อง ทั้งในเช็ค ในใบเสร็จ และอื่นๆ สุดยอดเลยอ่ะ