นักสะสม ++เรื่องสั้น ทดลองเขียน++


ผมเป็นพวกชอบสะสมสิ่งของ ของที่ล้ำค่าสำหรับผมคือสิ่งที่ถูกทิ้งหรือหล่นตามท้องถนน มันคือสิ่งเล็กๆ ที่ไร้ค่า ถ้าพบเมื่อไรผมจะรีบหยิบขึ้นมาเก็บไว้อย่างหวงแหน

ถ้าคุณเคยสังเกตตามพื้นดินที่คุณเดินไป คุณมักจะได้เห็นสิ่งของที่ตกหล่นบนพื้น หนังยางเขลอะๆ สักเส้น เศษกระดาษสักชิ้น คราบอาหารที่หกเลอะจนแห้งติดพื้น ใบเสร็จร้านค้า แต่ในท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ บางครั้งผมมักจะเห็นสิ่งที่ล้ำค่า เช่น กระดุมที่หลุดหล่นจากเสื้อผ้า ริบบิ้นใช้แล้วยับย่น เชือกที่ตัดจากสิ่งของที่มันผูกมัดมา ชิ้นส่วนเล็กๆ ของตัวต่อเลโก้ ปลอกปากการูปทรงแปลกๆ ฯลฯ พวกนี้คือสิ่งที่ผมสะสม เป็นสิ่งที่ผู้คนทำหล่นโดยไม่ตั้งใจหรือจงใจทิ้งขว้างไว้ข้างทาง เป็นของที่ไม่มีใครต้องการอีกต่อไป

ถ้าคุณเคยสังเกต คุณจะแปลกใจกับของตกหล่นที่พบเห็นในตลาด ทั้งร่ม กระเป๋าสตางค์ ผ้าเช็ดหน้า บัตรประชาชน สร้อยคอ เสื้อแขนยาว กุญแจรถยนต์ สมุดบันทึก พวกผู้ใหญ่ทำของสำคัญพวกนี้หายไปได้ยังไงกัน ของพวกนี้ผมไม่ได้เก็บไว้เองหรอกครับ เพราะรู้ว่าเป็นของที่มีค่าและจะนำปัญหามาให้ ถ้าพบผมมักจะนำไปให้กับคนดูแลตลาดจัดการประกาศหาเจ้าของ ผมจึงกลายเป็นเด็กดีซื่อสัตย์ในสายตาของผู้ใหญ่ในตลาดนีี้

ครั้งแรกที่ผมเริ่มเก็บสะสม ก็มาจากตุ๊กตาพลาสติกตัวเล็กๆ สีเขียวเข้ม เป็นตุ๊กตาทหารที่เด็กๆ วางเล่นประกอบสงครามในจินตนาการของเขา ผมนำไปให้กับผู้ดูแลตลาด เขาบอกว่าของนี่ไม่มีราคา คงไม่มีใครมารับคืนหรอก จะเอาไปทิ้งหรือเก็บไว้ก็ตามแต่ผม นั่นคือของชิ้นแรก และตามมาด้วยของชิ้นเล็กๆ น้อยๆ ไร้ราคาอีกจำนวนหนึ่ง

เรื่องก็คือผมตัดใจทิ้งมันไม่ลง ไม่ใช่ความผิดของมันสักหน่อยที่เป็นแค่ของชิ้นเล็กๆ ไม่มีค่า มันสมควรได้รับการเหลียวแลจากใครสักคนไม่ใช่หรือ

ในบรรดาของสะสมของผมมีสิ่งหนึ่งที่ถือว่ามีค่าที่สุด มันคือตุ๊กตารูปเด็กหญิงขนาดราวฝ่ามือที่คนใช้ห้อยไว้กับโทรศัพท์ ตุ๊กตาตัวเล็กๆ ที่ขมุกขมอมเปรอะไปด้วยฝุ่น มันน่ารักมากจนผมอดสงสารไม่ได้ที่มันถูกทอดทิ้ง

ในวันที่ผมได้ตุ๊กตาตัวนั้นมา ผมก็ได้เห็นเด็กหญิงคนนั้นด้วยเช่นกัน

เด็กคนนั้นอายุน่าจะประมาณ 3-4 ขวบล่ะมั้ง ผมก็ไม่แน่ใจ ผมไม่ค่อยเก่งนักเรื่องประมาณอายุคนอื่น คงเพราะประสบการณ์ยังน้อย ผมบอกหรือยังว่าผมอายุ 16 แต่ก็ไม่ได้ไปเรียนแล้ว ตอนนี้ผมทำงานหาเงินช่วยครอบครัวด้วยการทำงานสารพัดให้กับคนในตลาด ผมทำได้ทั้งนั้นถ้าเขาให้ผมทำ ทั้งเข็นผัก ซื้อของ ย้ายของ เอาขยะไปทิ้ง ทำความสะอาดเขียงหมู ฯลฯ และที่ตลาดนี่เองที่ผมเริ่มเป็นนักสะสม

ผมเริ่มทำงานเมื่อราวปีหนึ่งแล้ว หลังจากพ่อได้รับอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์จนเดินไม่ได้ต้องนอนเป็นคนพิการ แม่ต้องทำงานรับจ้างทั่วไปเลี้ยงน้องอีก 3 คน ซึ่งก็ไม่พอกินพอใช้หรอก ผมจึงตัดสินใจออกจากโรงเรียนมาหาเงินช่วยครอบครัวด้วยอีกแรง แต่ผมก็ชอบนะ ชอบมากกว่าไปโรงเรียนด้วยซ้ำ โรงเรียนน่ะน่าเบื่อจะตาย 

เด็กน้อยนั้นตามผมไปทุกที่ บางครั้งก็ฝั่งตรงข้ามถนนหน้าตลาด บางครั้งก็อยู่ข้างแผงขายผัก หรือแม้แต่บนเก้าอี้สักตัวในตลาด ตอนแรกผมไม่ได้สังเกต จนเมื่อเห็นบ่อยเข้าผมจึงเริ่มรับรู้การมีตัวตนของเธอ

เธออยู่ในชุด เสื้อยืดแขนกุดที่เย็บติดกับกระโปรงฟูฟ่อง ไม่สวมรองเท้า ชุดของเธอเป็นสีชมพูทั้งชุด แต่จากระยะไกลๆ ผมสังเกตเห็นรอยเลอะสีแดงๆ บนชุดสีชมพู ผมจึงไม่แน่ใจว่านั้นคือรอยเปื้อนหรือลายของเสื้อผ้า แต่พอมองดูดีๆ บางครั้งก็จะเห็นรอยเลอะฝุ่นทั้งบนเสื้อผ้าและตามใบหน้าเนื้อตัวอีกด้วย เธอมักจะมองมาทางผมโดยไม่ละสายตาไปทางไหน แค่มอง มองจนผมเริ่มรำคาญ และหงุดหงิดจนทำงานพลาดในบางครั้ง

จนวันหนึ่งผมจึงตระหนักว่าเธอเป็นแค่ผีตัวหนึ่ง เป็นวิญญาณล่องลอยไปมาไร้ตัวตน เป็นสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากโลกที่ไม่ต้องการ ผมรู้เพราะผู้คนที่เดินไปมานั้นต่างมองไม่เห็นเด็กน้อย พวกเขาแค่เดินทะลุผ่านตัวเธอมา ก็แค่นั้น

พอรู้ว่าเธอเป็นอะไร แทนที่ผมจะกลัว ผมกลับรู้สึกอย่างอื่น เริ่มต้นผมประหลาดใจ แล้วตามมาด้วยความสงสัย ทำไมเธอจึงมาตามผม 

ผมครุ่นคิดเรื่องนี้ทั้งวันจนได้ข้อสรุปว่าเธออาจเป็นเจ้าของตุ๊กตาตัวน้อยที่ผมเพิ่งเก็บได้ล่าสุด ตัวที่มีค่าที่สุดของผมตัวนั้น ตุ๊กตาอาจหายไปตอนที่เธอตาย หรืออาจหายไปก่อนหน้านั้น หรือคนในครอบครัวนำมาทิ้งหลังจากที่เธอตาย ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรตุ๊กตาตัวน้อยคงเป็นสมบัติล้ำค่าของเธอ เธอจึงออกติดตามมันมา

หลายวันผ่านไปผมเริ่มคุ้นชินกับการติดตามของเธอคนนั้น บางครั้งผมถึงกับพูดคุยกับเธอทางความคิด กลายเป็นเพื่อนคุยกันไป เพื่อนที่ผมไม่เคยมี 

ตอนอยู่บ้าน ชีวิตผมก็มีแต่เสียง เสียงน้องร้อง แข่งกันตะโกน เสียงแม่บ่นว่าทุกสิ่งอย่าง เสียงพ่อโอดครวญถึงชีวิตที่ทุกข์ระทม เสียงทะเลาะกันของเพื่อนบ้าน ผมได้แต่ฟัง ที่โรงเรียนผมก็ได้แต่ฟังคนอื่นคุยกัน ครูไม่ชอบผมเพราะผมเรียนไม่เก่ง ประจบไม่เป็น เพื่อนในห้องต่างก็หลีกเลี่ยงผม ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าทำไม จนกระทั่งแอบได้ยินว่าเพราะเสื้อผ้าผมสกปรก เนื้อตัวเลอะเทอะ ก็จะทำยังไงได้ ก็สภาพบ้านผมเป็นแบบนั้น ดังนั้นวันที่ผมลาออกจากโรงเรียน ผมจึงรู้สึกมีความสุขมาก

แม้ว่าคนที่ตลาดจะชอบที่ผมขยันและซื่อสัตย์ แต่ก็ใช่ว่าจะมีคนรักหรืออยากคุยด้วยนัก ผมก็แค่ไปทำงาน เสร็จจบก็กลับบ้าน

ดังนั้นเมื่อเด็กน้อยติดตามผมมา ผมจึงไม่ได้รังเกียจเธอแม้แต่น้อย รู้สึกดีที่มีเพื่อนกับเขาสักคน แม้ว่าเสียงที่คุยในหัวของผมนั้นจะไม่มีคำตอบกลับมาจากวิญญาณสีชมพูนั้น แต่ก็รู้สึกดีที่ได้มีใครรับฟังผมบ้าง

แล้วผมก็รู้จักชื่อของเธอในที่สุด

น้องบัว คือชื่อที่ออกในข่าวทุกช่อง อายุ 3 ขวบเศษ เธอเริ่มเป็นข่าวหลังจากที่เธอหายตัวไป 1-2 วัน และยิ่งโด่งดังมากขึ้นเมื่อมีคนพบศพของเธอในตึกร้างแห่งนั้นที่อยู่ไม่ไกลจากตลาดนัก

ตึกร้างมักซุกซ่อนตัวอยู่ในชุมชนของเราอย่างเงียบเชียบ การก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันถึงถูกปล่อยให้ร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป กว่าคนแถวนั้นจะสังเกตเห็นว่ามันเป็นตึกร้าง มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไปโดยปริยาย บางหลังก็มีคนไร้บ้านเข้าไปจับจองอาศัย บางหลังกลายเป็นที่มั่วสุมของวัยรุ่นและคนเสพยา ตึกร้างบางหลังเคยเป็นสถานที่ค้าขายเปิดร้านค้าแต่แล้วผู้คนก็จากไปและมันจึงถูกทิ้งร้างไว้อย่างเดียวดาย หนึ่งในบรรดาตึกร้างนี้คือสถานที่พบศพของเด็กหญิงบัว

จากข่าวที่ออกมาในช่วงนี้ทำให้รู้ว่าเด็กน้อยเป็นลูกของคนหาเช้ากินค่ำแถวนั้น วันนั้นพ่อแม่ไปทำงาน ทิ้งลูกไว้ให้ยายเป็นคนเลี้ยง ด้วยความที่มีหลาน 4 คนในวัยไล่เลี่ยกัน ยายเองก็ป่วยออดๆ แอดๆ น้องบัวหายไปตอนไหนจึงไม่มีใครรู้ จนกระทั่งพ่อแม่กลับมาในตอนค่ำนั่นแหละการตามหาจึงเริ่มต้นขึ้น 

เริ่มด้วยการไปตามหาตามบ้านข้างเคียงที่น้องบัวเคยไปเล่น ตามหามาจนถึงตลาดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก ตอนแรกตำรวจก็ไม่ค่อยให้ความสนใจสักเท่าไรนัก จนกระทั่งมีคนนำภาพน้องบัวไปลงตามหาในสื่อโซเชียลออนไลน์นั่นแหละ ตำรวจและหน่วยงานที่เกียวข้องจึงเริ่มเข้ามาระดมผู้คนตามหา

กว่าจะพบตัวน้องบัวก็ใช้เวลา 4 วัน ช่วงนี้เองที่สื่อทีวีเริ่มเข้ามาร่วมทำข่าวการค้นหา

ในช่วง 4 วันนี้ ตำรวจ หน่วยงานราชการ และอาสาสมัครต่างตระเวนตามหาน้องบัวตามบ้าน ร้านค้า ตลาดโดยรอบเพื่อสอบถามเผื่อมีใครเคยเห็นน้องบัวพอจะเป็นเบาะแสได้ เหล่านักข่าวหลายช่องหลายสื่อกระจายตัวออกไปสัมภาษณ์ผู้คนตามบ้าน ร้านค้า ตลาด ผลจากการสอบถามเหล่านี้มีหลายคนที่เห็นน้องบัว แต่ทิศทางการพบเห็นกลับกระจัดกระจายไปในหลายทิศทางจนทุกคนหัวหมุนหาข้อสรุปกันไม่ได้

ทุกคนหวังจะมีปาฎิหาริย์ให้พบน้องบัว แต่ “หลายวันแล้วนะ น่าจะไม่รอดแล้วล่ะ” ผมได้ยินจากปากนักข่าวสาวคนหนึ่ง ลึกๆ แล้วเหล่านักข่าวหวังว่าจะพบศพของเธอแทน เพราะเรื่องมันจะดังกว่าน่ะสิ

เป็นคนหาของเก่าที่พบศพน้องบัวในตึกร้างแห่งนั้นตอนที่เข้าไปหาของเก่าที่พอมีราคาจะขายได้ เขาพบเธอนอนจมกองเลือดที่แข็งตัวและกลายเป็นสีคล้ำอยู่ตรงมุมห้องบนชั้น 3 ของตึกนั้น

ตึกร้างที่อยู่ไกลจากตลาดราว 1 กิโลเมตร เคยเปิดเป็นร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ร้านอาหาร และอื่นๆ ที่ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเป็นร้านอะไร รู้ตัวอีกทีมันก็กลายเป็นตึกที่ถูกทิ้งร้าง ยังคงมีข้าวของที่คนย้ายออกไปทิ้งไว้ข้างหลังไม่สนใจจะเอาไปด้วย ข้างโต๊ะไม้ที่ผุพังนั่นเองน้องบัวนอนจมกองเลือดอยู่

หลังจากนั้นผู้เกี่ยวข้องและนักข่าวก็เคลื่อนทัพไปยังตึกแห่งนั้นและปักหลักทำข่าวกันอย่างจริงๆ จังๆ จนน้องบัวกลายเป็นคนดังระดับประเทศที่ใครๆ ต่างก็ต้องพูดถึง

ผลการชันสูตรก็คือน้องบัวเสียชีวิตจากหัวกระแทกมุมโต๊ะ ไม่มีร่องรอยถูกทำร้ายที่อื่น ไม่มีร่องรอยถูกข่มขืน มีข้าวของที่ไร้ค่ากระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ส่วนใหญ่เป็นตุ๊กตาเก่าๆ และเศษผ้าขาด ตำรวจควานหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาสืบสวนได้แก่ ญาติพี่น้อง คนที่พบศพ ชาวบ้านละแวกนั้น รวมถึงผู้มีชื่อเป็นเจ้าของตึก ไม่พบว่ามีคนต้องสงสัย

เนื่องจากเป็นตึกร้าง จึงมีร่องรอยการเดินเหยียบย่ำมากมาย ทั้งก่อนและหลังจากพบศพ มีการนำภาพจากกล้องวงจรปิดของหน่วยราชการมาตรวจสอบ ขอภาพคลิปจากบ้านหรือร้านค้าละแวกนั้นมาวิเคราะห์ แต่ไม่มีใครเห็นร่องรอยของน้องบัวหรือใครที่พาเธอไป ตำรวจสรุปไม่ได้ว่าเป็นการฆาตกรรมหรือจากอุบัติเหตุ แต่คงอยากจะให้เป็นอุบัติเหตุเพื่อจะได้ปิดคดีเสียที

ตรงข้ามกับฝ่ายพ่อแม่ที่กลับเชื่อมั่นว่าต้องมีคนฆ่าน้องบัว เพราะไม่เชื่อว่าน้องจะเดินขึ้นไปบนชั้น 3 ได้ด้วยตัวเอง ต้องมีใครสักคนที่พาเธอขึ้นไป และยืนกรานให้ตำรวจต้องหาตัวคนร้ายให้ได้

นักข่าวเมื่อเห็นประเด็นให้รุมทึ้งต่างก็นำเอาความเชื่อมั่นของพ่อแม่ไปเล่นข่าวกันหลายต่อหลายวัน หลายต่อหลายอาทิตย์ และต่อเนื่องกันเป็นหลายเดือน มีการทำข่าวกันอย่างดุเดือด สันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา บางคนถึงขั้นเล่าได้เป็นฉากๆ ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ ชี้กันไปมาว่าคนนั้นคนนี้เป็นฆาตกร คนหาของเก่าเป็นเหยื่อรายแรก ตามด้วยญาติชายของเธอ ต่อด้วยเพื่อนบ้านใกล้เคียง คนสติไม่ดีที่อยู่ละแวก หรือแม้แต่สิ่งเหนือธรรมชาติ 

ในตลาดเองก็ไม่ต่างกันที่วิจารณ์หรือคาดเดากันไปกันอย่างเมามัน ช่วงนี้กระแสห่วงลูกหลานของตัวเองเริ่มเข้มข้น ผมเองก็ได้แต่ฟังและเฝ้ามองเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ โดยมีน้องบัวคอยเฝ้ามองผมอยู่ไม่ได้ห่าง 

ผมนึกออกแล้วล่ะ อันที่จริงผมนึกออกได้ตั้งแต่ที่มีข่าวว่าพบศพน้องบัวในตึกร้างนั่น ผมเองแหละที่ตามน้องบัวไปที่นั่น เธอเป็นคนที่เดินขึ้นไปบนชั้น 3 ด้วยตัวเอง ค่อยๆ ปีนไต่ขึ้นไปทีละขั้นอย่างมุ่งมั่น ผมเห็นกับตา บนนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเธอที่เธอไม่เคยมีในบ้านตัวเอง 

ผมเจอน้องบัวครั้งแรกในตลาด ตอนนั้นผมเห็นตุ๊กตาตัวนั้นตกอยู่บนพื้น ผมเดินไปหามัน มันช่างสวยเหลือเกิน ใครกันนะที่ทิ้งมันได้ ผมจ้องมองมัน ขณะกำลังจะก้มลงไปเก็บน้องบัวก็วิ่งมาจากที่ไหนไม่รู้แล้วฉวยตุ๊กตาตัวนั้นไปถือไว้ในมือ ผมถึงกับใจหายวาบ เรามองหน้ากัน ผมถามว่า “ของเธอเหรอ เธอทำตกไว้เหรอ”

น้องบัวไม่ตอบ ได้แต่จ้องหน้าผมเงียบๆ แล้วส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น ผมรู้ในทันทีว่ามันไม่ใช่ของเธอ เธอแค่แย่งไปจากผม ฉกฉวยไปในวินาทีที่ผมกำลังจะเป็นเจ้าของ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ ผมแค่หันหลังจากไป พยายามเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้ไม่แสดงออกมา

ไม่นานนักผมบังเอิญเห็นน้องบัวเดินออกจากตลาด อันที่จริงก็ไม่ใช่บังเอิญหรอก ผมน่ะจับตาดูเธอตลอดเวลา เผื่อว่าเธอจะทำตุ๊กตาตัวนั้นหล่น ผมจะไปยึดคืนมาเป็นเจ้าของ แต่เธอกลับถือมันไว้อย่างมั่นคงและออกเดินทาง 

เธอเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ผู้คนไม่ใช้เพราะรกเรื้อและคับแคบ ผมตามเธอไปได้ด้วยรูปร่างผมก็เล็กผอมบาง เธอเดินออกจากตลาดมุ่งหน้าไปยังตึกร้างนั่นอย่างมุ่งมั่น นั่นคือจุดหมายของเธอ เธอรู้ช่องทางเข้าไปทางช่องเล็กๆ หลังตึก เธอไม่ได้ไปที่นั่นเป็นครั้งแรก นั่นคือที่ซ่อนอันลึกลับของเธอ 

ผมค่อยๆ เดินตามไปอย่างเงียบๆ จนถึงชั้น 3  แววตาของเธอตกใจที่เห็นผมปรากฎตัวขึ้น เธอเองก็เป็นนักสะสม สถานที่นี้คือที่ที่เธอเก็บสะสมสิ่งของ เยอะแยะและน่าสนใจ ผมไม่ได้อยากได้ของอย่างอื่นเลยจริงๆ นะ ผมอยากได้แค่ตุ๊กตาตัวนั้น มันมีค่ามาก

จริงๆ เราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้ด้วยซ้ำ แต่เธอยืนกรานด้วยความเงียบว่าจะไม่ยอมให้มันกับผม ผมจึงผลักเธอ ผลักเบาๆ เท่านั้น แต่เธอก็ล้มลง ด้านหลังของเธอเป็นโต๊ะที่ผุพัง ขาหักหายไป 1 ขา ที่เหลือก็บิดเบี้ยวผิดรูปร่าง โต๊ะเอนเอียงลงมาในลักษณะที่เทลาดมาด้านหน้า มุมนั้นของโต๊ะเอนลงมาในระดับพอดีกับหัวของน้องบัว

ผมได้ยินเสียงที่หัวเธอกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะเสียงดังอย่างไม่น่าเชื่อ ก็ผมผลักแค่เบาๆ เสียงเหมือนเสียงทุบบ้องข้าวหลามในตลาด ผมถึงกับยืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ “ไม่ ไม่ ไม่ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษ” 

น้องบัวล้มลงบนพื้น เลือดเริ่มซึมออกมาจากด้านหลังนองไปบนพื้น เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของเธอ ฝุ่นผงสกปรกร่วงลงใส่ใบหน้าและแขนขาที่กระตุกเล็กน้อย ดวงตาเหม่อลอย มือคลายจากตุ๊กตา สายตาของผมเลื่อนจากใบหน้าของน้องบัวไปยังตุ๊กตาหน้าสวย ผมก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา มันเป็นของผมแล้ว และค่อยๆ เดินออกมาจากตรงนั้น เดินกลับไปตลาด กลับไปทำงาน กลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ตอนนี้ตุ๊กตาตัวนั้นก็กลายมาเป็นสมบัติอันล้ำค่าของผม โดยมีน้องบัวกลายเป็นเพื่อนสนิทที่คอยติดตามผมไปทุกที่ เธอเห็นทุกสิ่งที่ผมเก็บ เห็นทุกอย่างที่ผมทำ คุยกับผมด้วยความเงียบงัน

และวันนี้ผมเห็นกิ๊บติดผมอันหนึ่งที่น่าจะเหมาะกับตุ๊กตาของผม แต่นั่น เด็กคนนั้นหยิบมันขึ้นมาจากพื้น มันเป็นของผม

+++++++++++++++++++++++++
เป็นการทดลองเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก ไม่ค่อยซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไร เอาแค่เขียนบรรยายให้จบก็เหนื่อยแล้ว ตัวเรื่องราวติดอยู่ในหัวยาวนานหลายเดือน เป็นส่วนย่อยๆ พอต้องเอามาประกอบกันเป็นเรื่องสั้น ก็ต้องเขียนให้เชื่อมโยงและต่อเนื่องกัน ตรงนี้ที่เหนื่อย

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น