เรื่องเล่าจากหนังสือ 3 แมว 2 คน : EP 23 แมวป่วย


ตอนอยู่ต่างจังหวัด ฉันที่เป็นพวก ‘โรค’ มาก หายจากอาการภูมิแพ้อย่างเด็ดขาดและไม่เคยเป็นหวัดเลย เหล่าแมวเองก็แทบไม่เคยป่วยไข้อะไรเลย แมวเราจะไปพบกับหมอใน 2 โอกาสเท่านั้น ครั้งหนึ่ง (และครั้งเดียว) คือไปทำหมัน และอีกครั้งก็คือตอนฉีดวัคซีนประจำปี

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ้าเหมียวป่วย ทั้งท้องเสียทั้งอ้วก เป็นอยู่หลายวันจนกลายเป็นแมวหงอยซึม เราตัดสินใจจับมันใส่ตะกร้าพาขึ้นมอ’ไซค์ปุเลงๆ ไปหาหมอเจ้าประจำ หมอหนุ่มคนนี้ทำงานประจำอยู่ปศุสัตว์ประจำจังหวัด ตกเย็นก็มาเปิดร้านเป็นอาชีพเสริม เก่งใช้ได้เลยทีเดียว เคยมาฉีดวัคซีนหมารอตไวเลอร์ในหมู่บ้าน เขาไม่บุกเข้าห้ำหั่นกับมันโดยตรง แต่ใช้วิธีถือเข็มแอบๆ ไว้ในอุ้งมือ แล้วก็เล่นกับหมา พอหมาเผลอก็เสียบจึ๊ก ไม่เกิน 3 วินาทีก็สำเร็จ หมายังไม่รู้สึกด้วยซ้ำ

พอถึงร้าน หมอก็จับเจ้าเหมียวขึ้นโต๊ะตรวจโรค แล้วหยิบปรอทยัดใส่ก้นเจ้าเหมียว มันทั้งดิ้นทั้งร้องจนต้องใช้คนยึดจับมันไว้ถึง 4 คน ฉันกับป๋า หมอกับผู้ช่วย เสียงร้องของมันไม่ใช่แมวตกใจหรือกลัว แต่เป็นน้ำเสียงของแมวอารมณ์บูดกำลังหงุดหงิดมากพอที่จะกระโดดตบใครก็ได้ที่ขวางหน้า พอหมอดึงปรอทออกมาจากก้น เราก็คลายการจับกุมตัวมัน ในขณะที่หมอก้มดูตัวเลขบนปรอท มันก็หันตัวกลับไปจ้องหน้าหมอแล้วก็แยกเขี้ยวขู่เสียงดัง “แฟ่…” แน่ะรู้อีกว่าใครเป็นคนทำ หมอหัวเราะแล้วเอาปลายนิ้วเคาะจมูกมัน เล่นเอาเราหัวเราะกันทั้งร้าน ยกเว้นเจ้าเหมียว

หมอบอกว่าเจ้าเหมียวปกติดี ไม่มีไข้ พอกลับถึงบ้านเท่านั้นแหละ มันก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง วิ่งคึกทั่วบ้าน เหมือนส่งสัญญาณบอกว่า นู๋สบายดี ไม่ต้องพาไปหาหมออีกนะ

พอมาอยู่กรุงเทพฯ อากาศไม่บริสุทธิ์เหมือนต่างจังหวัด ผลก็คือแมวๆ ป่วยกันถ้วนหน้า

บุญทิ้ง

เริ่มจากเจ้าทิ้ง นานๆ ครั้งมันก็จะจามเสียงดัง “ฟิ๊ด” เรายังหัวเราะขำ ไม่กี่วันต่อมาเจ้าชูก็จาม “ฟิ๊ด” เป็นรายต่อไป อีก 2-3 วันต่อมาก็ถึงคราวของเจ้าเหมียวจาม “ฟิ๊ด” อีกตัว เราเริ่มคุยกันว่าจะไปหาซื้อยามาให้พวกมันกิน ซื้อจากร้านสัตวแพทย์นะไม่ใช่ซื้อจากร้านขายยาคน แต่เราก็ไม่ได้ไปหาซื้อยาจริงจังนัก เพราะคิดว่ามันน่าจะหายเองได้

จนเช้าวันหนึ่งเห็นเจ้าชูนอนสะลึมสะลือบนชั้นหนังสือริมหน้าต่าง มองไปเห็นน้ำมูกใสๆ โป่งเป็นฟองอากาศอยู่ตรงจมูกมัน ตรงหน้ามันมีแต่รอยน้ำมูกหยดอยู่แฉะไปหมด บนที่นอนของเราก็มีรอยเปียกๆ อยู่ อาการนี้เป็นกันครบทุกตัว จนต้องรีบไปหาหมอเพื่อขอยามาให้มันโดยด่วน

เราไปตระเวนหาร้านหมอจนเจอร้านหนึ่งแถวบ้าน เป็นคลินิกเล็กๆ โทรมๆ หมอผู้ชายอายุราวๆ 40-50 ปี ท่าทางสุภาพ ใส่ใจคนไข้ดีเชียว ลูกค้าแน่นขนัด หลังได้ยาเราถามหมอเพิ่มเติมว่าคนจะติดหวัดแมวได้มั้ย หมอบอกว่ามันคนละสายพันธุ์กัน ถึงหมอจะบอกอย่างนั้น แต่ไม่นานหลังจากนั้นฉันก็เริ่มเป็นหวัดอีกตัว เอ๊ย…อีกคน ไม่รู้ละว่าติดได้หรือเปล่า ฉันพานโทษแมวไว้ก่อนละ

ส่วนพวกแมวหลังจากได้รับยาก็เริ่มหายดี แล้วกลับมาวิ่งเล่นป่วนกันได้ตามปกติ

หลังจากนั้นก็ยังเกิดเหตุการณ์แมวป่วยอีก ครั้งนี้เป็นเจ้าชูตัวเดียว มันเกิดไอขึ้นมา ไอแห้งๆ ครั้งละนานๆ บางครั้งก็อ้วก ไอเสียงดังซะจนบางคืนเราตื่นนอนเพราะเสียงนี้แหละ เราไปหาหมอเจ้าเดิม ครั้งแรกเราไปเล่าอาการให้หมอฟังโดยไม่ได้พาเจ้าชูมาด้วย เขาก็ให้ยาน้ำมาป้อนเช้า-เย็น ผ่านไป 2 วันก็ยังไม่หาย เราก็เลยตัดสินใจพามันไปหาหมอเลยดีกว่า

ตอนมาถึงมีคนรออยู่เยอะ คนไข้แทบทั้งหมดเป็นหมา เพื่อป้องกันไม่ให้มันเครียดก่อนเวลาอันควรก็เลยเก็บมันไว้ในรถ ฉันคอยเฝ้าและนั่งปลอบมัน ส่งป๋าไปรอคิวในร้าน พอถึงคิว เราก็พามันไปขึ้นโต๊ะ หมอวัดไม่เจอไข้ ฟังเสียงที่ปอดก็บอกว่าไม่ใช่โรคปอด เขาสงสัยว่ามันจะแพ้อากาศ (แมวบ้าอะไรเนี่ย เป็นโรคแพ้อากาศ) หมอให้ยามา 1 ขวด พร้อมไซริงจ์ให้ไปป้อนยา

เราไม่เคยได้ป้อนยาแมว ก็มันไม่เคยป่วยกันนิ  ครั้งที่แมวเป็นหวัดได้ยาเม็ดมา รู้สึกว่าป้อนง่ายมาก จับยกคอแหงนแล้วอีกคนยัดยาใส่คอมัน เรียบร้อยหมดจด ส่วนยาแก้ไอเจ้าชูที่เราเอามาป้อนเองรอบแรกก็ดูไม่มีปัญหา มันไม่ได้ขัดขืน ซ้ำยังเลียยาจ๊อบแจ๊บๆ เองด้วยความเอร็ดอร่อย (เห็นหรือยังว่ามันตะกละขนาดไหน)

บุญชูเล่นเกมปิดตา (ถามมันหรือยังว่าอยากเล่นมั้ย 555)

ครั้งนี้หมอถามว่าป้อนเป็นมั้ย แล้วก็สอนให้ โดยให้เอามือยึดหนังตรงหลังคอไว้ให้แน่นๆ แล้วค่อยๆ กรอกยา ปรากฏว่ามันน้ำลายฟูมปาก ตกใจมากๆ แต่หมอบอกว่ามันกำลังบ้วนยาเพราะยาขวดนี้มีรสเฝื่อน นี่ถ้าเอาไปป้อนเองที่บ้านสงสัยจะตกใจจนเลิกป้อน แล้วต้องพามาหาหมอกลางดึกแน่เลย

มันยังคงไอและอ้วกไปอีกระยะหนึ่ง แล้วมันก็หายดีกลายเป็นแมวลิงเช่นเดิม

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น