Outer Range (2022-2024) ซีรี่ส์ค่าย Prime Video โดนตัดจบที่ Season 2


มีซีรี่ส์หลายเรื่องแล้วที่ดูจนติดหนึบแล้วก็ถูกยกเลิก ทิ้งให้ฉันออกอาการค้างคาในใจด้วยความอยากดูตอนจบ

  • Westworld (2016-2022) ค่าย HBO เรื่องนี้นอกจากถูกตัดจบที่ซีซัน 4 แล้วยังถูกถอดหายออกไปจาก HBO ซะงั้น ชอบมากเรื่องนี้ เหมือนจะดูซีซัน 1 ไปถึง 4 รอบล่ะมั้ง เพราะพอซีซันใหม่มา ฉันก็ต้องย้อนกลับไปดูซีซันแรกเพื่อเชื่อมโยงเรื่องให้เข้าใจ (พูดง่ายๆ คือลืมรายละเอียดบางอย่างไปน่ะ เลยดูเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ) โธ่..โดลอเรสของฉัน
  • Raised by Wolves (2020-2022) นี่ก็ถูกตัดจบ ตอนกำลังสนุกๆ ที่ซีซัน 2

เรื่องล่าสุดที่ถูกตัดจบและเซ็งชีวิตมากคือ Outer Range ของค่าย Prime และเรื่องนี้ทิ้งท้ายปริศนาปัญหาไว้มากมายตอนท้ายซีซัน 2 ซึ่งถ้าจบตอนซีซัน 1 จะยังไม่มีปริศนาเยอะขนาดนี้เลย มันเหมือนอ่านหนังสือแล้วหน้าท้ายๆ หายไป เลยไม่รู้ว่าเรื่องราวจบยังไง

สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Westworld, Raised by Wolves และ Outer Range

  1. แนว Sci-Fi + ลึกลับ + ดราม่าเข้มข้น ทั้งหมดไม่ได้เป็น Sci-Fi แบบแอ็กชันล้วน แต่ผสม ปรัชญา, การตั้งคำถามเชิงอัตถวิสัย, ศาสนา, จิตวิญญาณ, อัตลักษณ์มนุษย์ ตรงนี้แหละนะที่น่าจะทำให้ดูยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สนุกนะ
    • ตัวอย่างเช่น Westworld ถามว่า “มนุษย์แตกต่างจากหุ่นยนต์ตรงไหน” / Raised by Wolves ถามถึง “ศาสนาในโลกใหม่” / Outer Range ผสม Sci-Fi กับ Mystery box คล้าย LOST
  2. เล่าเรื่องแบบซับซ้อน (Complex Narrative) มีเส้นเรื่องหลายเส้น, การเล่าแบบไม่ตรงเวลา (non-linear), หรือการซ่อนปริศนาเยอะ ทำให้คนดูบางกลุ่มชอบ แต่บางกลุ่มรู้สึก “ดูยาก” หรือ “อืดเกินไป”
  3. การโปรโมทตอนแรก ๆ มักถูกคาดหวังสูงมาก
    • Westworld ถูกคาดหวังว่าจะเป็น Game of Thrones ใหม่
    • Raised by Wolves ได้ Ridley Scott มาโปรดิวซ์ เปิดตัวแรง
    • Outer Range มีนักแสดงดัง (Josh Brolin) และ Prime ทุ่มโปรโมท แต่พอเข้าสู่ซีซันต่อ ๆ มา เรตติ้งและกระแสเริ่มดรอป
  4. ค่าใช้จ่ายในการสร้างสูง ทุกเรื่องต้องใช้ทุนเยอะ ทั้งซีจี โลเคชัน คอสตูม และทีมงานใหญ่ ยิ่งเมื่อเรตติ้งไม่โตตามคาด สตูดิโอมักตัดสินใจหั่นทันที
  5. อยากจะบอกว่าโชคดีมากที่ Dark รอดมาได้จนถึงซีซัน 3 ทั้งที่เรื่องนี้ดูยากมากกกกกก

ทำไมถึงถูกยกเลิกแบบกะทันหัน : เหตุผลทางการตลาด

  1. เรตติ้งไม่ตรงกับงบที่ใช้ Streaming / TV จะดูผลตอบแทนต่อการลงทุนเป็นหลัก เช่น
    • Westworld ซีซันแรกเรตติ้งสูงมาก แต่พอซีซัน 3–4 คนดูลดลงเกือบครึ่ง
    • Raised by Wolves มีกลุ่มแฟนเหนียวแน่น แต่คนดูรวมไม่เยอะพอ
    • Outer Range คนสนใจน้อยลง แม้รีวิวไม่แย่มาก
  2. สัญญาณตลาดสตรีมมิ่งเปลี่ยน ช่วง 2018–2021 คือยุค สู้ด้วย Original Content ทำให้หลายแพลตฟอร์มทุ่มทุนสร้างซีรีส์แนวล้ำ ๆ แต่หลังจากนั้น (2022–2023) เริ่มปรับแผนใหม่ เน้นซีรีส์ที่ ดึงฐานคนดูที่ได้แน่ๆ มากกว่า ซีรีส์ที่ niche หรือแบบที่เจาะกลุ่มเล็กๆ จึงมักถูกตัดก่อน
  3. การจัดการสิทธิ์และภายในสตูดิโอ Warner Bros. (เจ้าของ HBO) มีการควบรวม Discovery จึงส่งผลให้มีการเน้นลดต้นทุน หลายเรื่องจึงโดนหั่นแบบกะทันหัน Amazon/Prime Video ก็เช่นกัน พยายามจัดลำดับโปรเจกต์ที่จะสร้างต่อ
  4. โทนเรื่องที่ “ไม่แมส” เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แนวดูง่ายที่แมแฟนพันธุ์แท้ชอบ แต่คนทั่วไปอาจหลุดกลางทาง เพราะปริศนาซับซ้อนหรือเดินเรื่องช้า

สรุปแล้วสิ่งที่เหมือนกันคือ ซีรีส์ Sci-Fi ปรัชญา ทุนสูง เดินเรื่องซับซ้อน เจาะตลาด niche มากกว่ากลุ่มใหญ่
สาเหตุที่ถูกยกเลิกส่วนใหญ่เพราะ ต้นทุนสูงเกินรายได้ + คนดูไม่โตตามคาด ประกอบกับยุคสตรีมมิ่งเปลี่ยนกลยุทธ์ ทำให้หลายเรื่องแม้คุณภาพดี แต่ก็ถูกตัดจบกลางทางซะงั้น

เรื่องราวของนักท่องเวลา

เรื่องราวของนักท่องเวลาหรือ Time Traveler มีอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะของเกาหลีนี่เยอะสุดๆ ส่วนใหญ่มักเป็นการย้อนเวลาไปอยู่ในอดีตหรืออนาคต แล้วหาทางใช้ชีวิตในยุคนั้นให้ได้ รวมถึงหาทางกลับมายังปัจจุบันของเขา และมักเกิดความรักขึ้นในยุคนั้น

แต่ก็มีหลายเรื่องที่เป็นมากกว่าแค่การเดินทางข้ามไปใช้ชีวิตในแต่ละช่วงเวลา หลายเรื่องการพยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงอดีตไม่เป็นผล ไม่ว่าจะยังไง อนาคตก็ยังอยู่ที่เดิม ความพยายามเหล่านั้นกลับส่งผลให้มันเดินหน้าไปอย่างที่เป็น อย่างเรื่อง The Time Traveler’s Wife (2009)

แต่ก็มีหลายเรื่องที่การเปลี่ยนแปลงอดีตส่งผลกับอนาคตได้ เช่น Back To The Future (1985) หรือ Butterfly Effect (2004) และ Travelers (2016-2018)

The Umbrella Academy (2019-2024) เป็นอีกเรื่องที่ก็แปลกออกไปตรงที่การย้อนอดีต-อนาคต มีทั้งที่ส่งผลต่อกันและไม่มีผลต่อกัน คือมันมีอีกโลกที่คู่ขนานกันออกไป (คงไม่ได้สปอยล์นะ)

และบางเรื่องอดีต-อนาคตซ้อนทับกันจนหาจุดกำเนิดไม่ได้ เช่น Predestination (2014) หรือ Dark (2017-2020)

Dark เป็นซีรี่ส์ข้ามเวลาจากประเทศเยอรมัน ที่โด่งดังมากบน Netflix โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ถูกตัดจบเนื่องจากความซับซ้อนของเรื่องราว มันซับซ้อนมากๆ จนตอนฉันดูต้องมีกระดาษ A4 2 แผ่น ปากกา 2-3 สีเอาไว้เขียนจดบันทึกตัวละครและปี ค.ศ. ที่เกิดเหตุ แต่ก็ยังต้องอาศัยความจำตรงที่ คนๆ เดียวกัน มีช่วงเวลาชีวิตถึง 3 ช่วง (เป็นอย่างต่ำ) ซึ่งฉันต้องจำหน้าให้ได้ถ้าจะดูให้รู้เรื่อง

และหลายคนบ่นว่าดูไม่รู้เรื่อง ขนาดซับซ้อนนี่ยังชอบอ่ะนะ โรคจิตป่าวฉันน่ะ 555

กลับมาที่เรื่องราวของ Outer Range

ขี่ม้ากันเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ปกติคือหลายฉากเซซิเลียแต่งชุดแบบเต็มยศ ทั้งเสือแขนยาวไม่พับแขนเสื้อ ยัดชายเสื้อในกางเกงยีนส์ ใส่เข็มขัด คือชุดอยู่บ้านอ่ะ เขาใส่แบบนี้กันเป็นปกติเลยเหรอสงสัย???

Outer Range ก็เป็นแนวข้ามเวลาอีกเรื่องหนึ่งที่เส้นเวลาค่อนข้างจะไม่เป็นเส้นตรงอยู่บ้าง ในซีซันแรกเนื้อหาไม่ได้ซับซ้อนมาก เปิดเรื่องด้วยการที่ รอยัล แอ๊บบ๊อต ไปพบกับหลุมดำที่เวิ้งว้างว่างเปล่าบนทุ่งหญ้าตะวันตกในที่ดินของตนเอง เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะกีดกันทุกคนออกให้พ้นทาง พยายามที่จะปิดบังหลุมนั้น

เหตุผลที่รอยัลเกลียดหลุมนั้นค่อยๆ เปิดเผยทีละน้อยพร้อมๆ กับการมาถึงของหญิงสาวประหลาดคนหนึ่ง และเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมชายหนุ่มคนหนึ่งที่นำไปสู่รอยร้าวในครอบครัวแอ๊บบ๊อต

บิลลี่ ทิลเลอร์สัน กับออทัม ริเวอร์ส์ คู่เพี้ยนมาพบกัน

นอกจากนั้นยังมีอีกครอบครัวหนึ่งที่มีที่ดินอยู่ติดๆ กันคือครอบครัว ทิลเลอร์สัน ครอบครัวนั้นร่ำรวยแต่ก็ออกจะเพี้ยนๆ กันโดยเฉพาะพ่อกับลูกชายคนเล็ก คนพ่อคือเวย์น ทิลเลอร์สันต้องการยึดเอาที่ดินตรงที่มีหลุมดำมาไว้ในครอบครองให้ได้ ในขณะที่รอยัล แอ๊บบ๊อตก็พยายามปกป้องพื้นที่ส่วนนั้นเอาไว้สุดความสามารถ

ทุกเหตุการณ์พัวพันกันยุ่งเหยิงทิ้งปริศนาไว้ตามรายทางให้เราได้ออกติดตาม สนุกสนานทั้งการสืบสวน การต่อสู้กันทางกฎหมาย และการไล่ล่าฆ่ากันให้ตาย

มาดูตัวละครหลักกัน

Royal Abbott-รอยัล แอ๊บบ๊อต รับบทโดย Josh Brolin
Cecilia Abbott-เซซิเลีย แอ๊บบ๊อต รับบทโดย Lili Taylor
Perry Abbott-เพอร์รี่ แอ๊บบ๊อต รับบทโดย Tom Pelphrey
ลูกชายคนโตของรอยัลกับซิซีเลีย
Rhett Abbott-เรต แอ๊บบ๊อต รับบทโดย Lewis Pullman
ลูกชายคนเล็กของรอยัลกับซิซีเลีย
Amy Abbott-เอมี่ แอ๊บบ๊อต รับบทโดย Olive Abercrombie
ลูกสาวของ Perry
Autumn Rivers-ออทัม ริเวอร์ส์ รับบทโดย Imogen Poots
สาวลึกลับที่มาขออาศัยในพื้นที่ของฟาร์มแอ๊บบ๊อต
Wayne Tillerso-เวย์น ทิลเลอร์สัน รับบทโดย Will Patton
เพื่อนบ้านจอมเพี้ยน
Trevor Tillerson-เทรเวอร์ ทิลเลอร์สัน รับบทโดย Matt Lauria ลูกชายคนโตของ Wayne จริงๆ ไม่ค่อยมีบทหรอก แต่เป็นตัวแปรสำคัญในเรื่อง
Luke Tillerson-ลูค ทิลเลอร์สัน รับบทโดย Shaun Sipos
ลูกชายคนกลางของ Wayne
Billy Tillerson-บิลลี่ ทิลเลอร์สัน รับบทโดย Noah Reid
ลูกชายคนเล็กของ Wayne
Deputy Sheriff Joy Hawk รองนายอำเภอจอย ฮอว์ค รอเลือกตั้ง
ตำแหน่งนายอำเภอ รับบทโดย Tamara Podemski
Maria Olivares-มาเรีย โอลิวาเรส แฟนของ เรต
รับบทโดย Isabel Arraiza

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ Outer Range

  • ชื่อเรื่อง: Outer Range
  • ประเภท: Sci-Fi, Mystery, Western Drama
  • ออกอากาศครั้งแรก: เมษายน 2022 และ ซีซัน 2 ออกปี 2024
  • ซีซัน 1 มีทั้งหมด 8 อีพี, ซีซัน 2 มีทั้งหมด 7 อีพี รวมทั้งหมด 15 อีพี
  • แพลตฟอร์ม: Amazon Prime Video
ตัวละครที่เป็นแกนหลักสำคัญของเรื่องนี้

ผู้สร้างและทีมงาน

  • ผู้สร้าง (Creator): Brian Watkins
  • Showrunner:
    • ซีซัน 1: Brian Watkins
    • ซีซัน 2: Charles Murray
  • Executive Producers: Josh Brolin, Zev Borow, Heather Rae, Dede Gardner, Jeremy Kleiner, Robin Sweet, Amy Seimetz, Lawrence Trilling, Tony Krantz ฯลฯ

บริษัทผู้ผลิต (Studios)

  • Amazon Studios – เจ้าของแพลตฟอร์มและผู้ผลิตหลัก
  • Plan B Entertainment – บริษัทโปรดักชันของ Brad Pitt
  • Reunion Pacific Entertainment – ผู้ร่วมผลิต
  • Flame Ventures – ผู้ร่วมผลิต

สถานที่ถ่ายทำ

  • รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico, USA)
    • เมือง Las Vegas, NM
    • Albuquerque, NM

เนื้อหาและโทนเรื่อง

Outer Range เป็นการผสมผสานระหว่าง Western ดราม่า + Sci-Fi ลึกลับ โทนเรื่องเน้น ปรัชญา, คำถามเชิงอัตถวิสัย, ความขัดแย้งของครอบครัว ผสมกับการเล่าแบบปริศนา (mystery box) คล้าย LOST และ Westworld

ถึงจะถูกตัดจบ แต่ก็คุ้มค่ากับการดูนะ ไปดูให้ได้เชียว

ดูขนาดหลุม
ใบปิดนี้สื่อให้เห็นว่าหลุมกำลังดูดกลืนทุกคนลงไป

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น