ส่วนใหญ่ฉันไม่ค่อยชอบดูซี่รี่ส์แนวนี้ เพราะสังหรณ์ล่วงหน้าว่าจะรำคาญตัวละคร เรื่องนี้ The Leftovers ก็มีเหมือนกัน แต่ก็คนมีที่ชอบด้วยเช่นกัน และยังมีทั้งเรื่องของความลี้ลับเหนือธรรมชาติมาแทรกเสริม ถ่วงกันแล้วสนุกใช้ได้อยู่
The Leftovers เป็นทีวีซีรี่ส์ของปี 2014-2017 แบ่งเป็น 3 ซีซัน (ซีซัน 1 กับ 2 อย่างละ 10 ep ส่วนซีซัน 3 มีแค่ 8 ep)
เปิดเรื่องในวันที่ 14 ตุลาคม เกิดการหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาของประชากรทั่วโลก 140 ล้านคน คิดเป็น 2 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ เป็นการหายตัวไปแบบจู่ๆ ก็หายวับไปจากตรงหน้า การหายไปเช่นนี้สร้างบาดแผลให้กับคนที่ยังคงอยู่มากมายยิ่งกว่าการเสียชีวิตไปเสียอีก นั่นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าคนที่พวกเขารักนั้นหายไปยังที่ไหน สบายดีไหม
จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง คนที่นับถือศาสนาอยู่แล้วก็ยิ่งเกิดศรัทธาล้ำลึก คนที่ไม่มีศาสนาก็รวมกลุ่มตั้งลัทธิขึ้นมากมาย คนเหล่านี้ทำหลายอย่างสุดโต่งจนน่ากลัว

อย่างเช่นกลุ่ม Guilty Remnant หรือ GR ประกอบด้วยชายหญิงในชุดขาว ใช้ชีวิตแบบไม่พูด (เขียนลงกระดาษเพื่อสื่อสาร) สูบบุหรี่จัด และคอยตามไปกดดันผู้คนให้จดจำการหายตัวไปด้วยวิธีการที่โหดร้ายต่อจิตใจ
สมาชิกเด่นๆ ในกลุ่มจากภาพด้านบน
- เม็ก แอบบ็อต แสดงโดย Liv Tyler รายนี้โหดขึ้นทุกวัน
- แพตตี้ เลวิน แสดงโดย Ann Dowd คนนี้มาแนวกวนประสาท
- ลอว์รี่ การ์วี่ (อดีตภรรยาของเควิน) แสดงโดย Amy Brenneman
บอกตรงๆ ว่าตอนดูเกลียดไอ้กลุ่มนี้มาก พอถึงซีซัน 2-3 ก็เริ่มมีการพัฒนาบทบาทมากขึ้น

เรื่องราวมุ่งไปที่ เควิน การ์วี่ (แสดงโดย Justin Theroux) สารวัตรของเมืองเมเปิ้ลตัน ที่ไม่มีคนในครอบครัวหายไป แต่ภรรยาเขา (ลอรี่) ที่เป็นจิตแพทย์กลับไปเข้าร่วมกับกลุ่ม GR (มีอยู่อีพีหนึ่งจะบอกเป็นนัยๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้ไปเข้าร่วม) ส่งผลให้ครอบครัวแตกสลาย ลูกชายคนโต (ทอม แสดงโดย Chris Zylka) ออกจากบ้านไปรับใช้เจ้าลัทธิคนหนึ่ง ลูกสาว (จิล แสดงโดย Margaret Qualley) ทำตัวท้าทายทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ส่วนเควินเองก็แตกสลายไม่ต่างกัน
ในรอบตัวเขาต้องเกี่ยวข้องกับอีกหลายคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้ที่ถูกทิ้งไว้ ทั้ง
- พ่อของเขา เควิน การ์วี่ ซีเนียร์ (แสดงโดย Scott Glenn) เคยเป็นสารวัตรของเมือง แต่กลับเสียสติ ต้องไปอยู่ในสถาบันบำบัด ส่วนซีซัน 3 แกกระเซอะกระเซิงมาก ไปผจญภัยอยู่ออสเตรเลียโน่นนนน ยอมรับเลยว่าแกแสดงดี
- แมต เจมิสัน (แสดงโดย Christopher Eccleston) บาทหลวงของเมือง ที่มีปัญหาภรรยาได้รับอุบัติเหตุวันที่คนหายไปจนต้องนอนเป็นผัก เขาสร้างปัญหาให้ตัวเองด้วยการขุดเอาประวัติเสียหายของผู้ที่หายตัวไปออกมาเปิดเผย เหมือนกับจะบอกว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกนั้นหายไป และพอดูไปถึงซีซัน 2 ฉันรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจกับแมตมากกับความดันทุรังของแก

นอร่า เดิร์สท์ (แสดงโดย Carrie Coon) คือบุคคลที่ฉันชอบที่สุดในเรื่องนี้ นอร่าเป็นคนที่สูญเสียสามี และลูก 2 คน หมดทั้งครอบครัว เหลือแค่เธอคนเดียว เธอเป็นน้องสาวของแมต เจมิสัน
ในขณะที่แต่ละซีซันที่ผ่านไป นอร่าบู๊เดือดขึ้นทุกวัน ถ้าใครทำอะไรไม่ถูกใจ นอร่าจะจัดการด้วยหน้านิ่งมาก แต่ถ้าโมโหมากก็จะหน้าโหดมากขึ้นตามดีกรีความโมโห แต่ไม่ใช่บู๊แบบงี่เง่าหรืออะไร จะบู๊เมื่อมีใครเจ๋อเข้ามาหาเรื่อง ชอบมากโดยเฉพาะตอนประมูลซื้อบ้านในซีซัน 2
คนที่ฉันรำคาญที่สุดคือจิล การ์วี่ ลูกสาวของเควิน งี่เง่าได้ตลอดซีซัน 1 แต่พอจบซีซัน 1 น้องแกก็กลับคืนสู่คนที่มีเหตุผลขึ้นมาในที่สุด
มาซีซัน 2 ฉากของเรื่องย้ายจากเมเปิ้ลตันไปที่เมืองจาเดน ในอุทยานแห่งชาติมิราเคิล ก็จะได้พบกับตัวละครเพิ่มเติมมาอีก นั่นคือ
- จอห์น เมอร์ฟี่ (แสดงโดย Kevin Carroll) เป็นพนักงานดับเพลิงที่ชักชวนเพื่อนออกไปตั้งศาลเตี้ยกำจัดคนที่เขาคิดว่าหากินด้วยการหลอกลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นเพื่อนบ้านใหม่ของเควิน
- เขามีภรรยาคือ เอริก้า (แสดงโดย Regina King) เป็นแพทย์
- มีลูกชายชื่อไมเคิล (แสดงโดย Jovan Adepo) เป็นคนที่ศรัทธาในศาสนา
- และลูกสาวชื่อ อีวี (แสดงโดย Jasmin Savoy Brown) คนนี้หายตัวไปในวันแรกที่เควินกับนอร่าย้ายมาบ้านใหม่
ที่จาเดนเป็นเมืองที่ไม่มีคนหายตัวไปในวันที่ 14 ตุลาคม กลายเป็นเมืองแห่งปาฎิหาริย์ตามชื่ออุทยาน มีคนแห่กันมาท่องเที่ยว หลายคนอยากมาอาศัยเพราะเชื่อว่าจะหายจากโรคร้ายได้ แต่เมืองนี้ก็เข้มงวดมากกับการปล่อยให้คนเข้ามาเที่ยวและมาอาศัย
ซีซันนี้เราจะพบกับเรื่องเหนือธรรมชาติที่เยอะขึ้น มีการตัดสลับช่วงเวลาของตัวละครเด่นชัดมากขึ้นกว่าซีซัน 1
ส่วนซีซัน 3 ฉากของเรื่องก็เดินทางมาที่ออสเตรเลีย ถือเป็นการปิดตัวของซีรี่ส์ The Leftover อย่างสมบูรณ์แบบ
Creator คนเดิมจาก Lost
ระหว่างดู The Leftover ก็รู้สึกราวกับว่ามันเป็นซี่รี่ส์ในจักรวาลเดียวกับ Lost ที่ในแต่ละอีพีจะโฟกัสไปที่ชีวิตของใครบางคน ในบางอีพีก็ย้อนอดีต บางช่วงก็ฉายฉากอนาคต ให้เราอยากรู้อยากเห็น
เห็นในช่วงเครดิตมีชื่อ Damon Lindelof เป็น Creator ชื่อนี้คุ้นอยู่ พอไปดูใน IMDB ก็ใช่เลยว่าเห็นจากเครดิตของ Lost ในตำแหน่งโปรดิวเซอร์นั่นเอง ดังนั้นหลายตอนจึงแลมีกลิ่นอายของ Lost อยู่บ้าง
เห็นผู้กำกับหลายตอนคือ Mimi Leder หรือว่านั่นจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เควินสารวัตรขาโหดผู้อ่อนไหว ต่อมน้ำตาแตกตลอดซีซัน 1 (ก็เดาไปนั่น 5555) ส่วนซีซันหลัง 2-3 ต่อมน้ำตาไม่แตก แต่หน้าแกเหมือนหมาหงอยเพราะโดนเจ้านายดุยังไงยังงั้นเลย
เพลงประกอบเยอะมาก
เพลงประกอบเรื่องนี้ก็ดีนะ ส่วนใหญ่เหมือนย้อนอดีตไปในยุคตัวเองเป็นวัยรุ่น ส่วนเพลงที่เป็นธีมหลักของเรื่องเป็นเปียโนเศร้าๆ เปิดประกอบฉากเศร้าในเรื่องตลอด ยิ่งทำให้เศร้าเข้าไปอีก
แต่พอเข้าซีซัน 3 ฉันชักรู้สึกว่ากำลังดูมิวสิควิดีโอบ่อยเข้าไปทุกที หลายช่วงเอาเพลงมาเป็นตัวบรรยายเรื่องยืดอารมณ์พร้อมเพลงคลอไปนานนนน จนน่ารำคาญ
ลัทธิ Millerism
มีฉากหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก คือฉากเปิดของซีซัน 3 จนต้องเข้าไปอ่านในเว็บถึงจะรู้ว่านั่นคืออะไร บอกก็ได้ว่าเป็นลัทธิหนึ่งที่ชื่อว่า Millerism ก่อตั้งในนิวยอร์กในยุคปี 1800 คล้ายกับ GR ผู้ก่อตั้งชื่อ วิลเลี่ยม มิลเลอร์ ใช้การคำนวณอิงกับ Book of Revelation เพื่อหาวันที่พระคริสต์จะมายังโลกครั้งที่ 2 เพื่อนำพาสาวกไปยังสวรรค์
เมื่อดูจบอีพีสุดท้ายของซีซัน 3 เราก็ได้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่หายตัวไป ดังนั้นจงอดทนดูต่อไปจนจบ
The Leftover หาดูได้จาก Max
- ซีซัน 1 ทั้งหมด 10 ตอน
- ซีซัน 2 ทั้งหมด 10 ตอน
- และซีซัน 3 สุดท้ายทั้งหมด 8 ตอน
หนังสือ The Leftover คนหาย
เรื่องนี้มีหนังสือที่ฉันซื้อมาอ่าน แต่ไม่ค่อยชอบแนวนี้สักเท่าไร อ่านไปแล้วเบื่อๆ เลยหยุด แต่ว่าจะเอากลับมาลองอ่านใหม่อีกครั้ง เพราะบางช่วงเวลาก็ไม่เหมาะกับหนังสือบางประเภท หนังสือคนหาย The Leftover เล่มใหม่น่าจะไม่มีขายแล้ว มีแต่ที่เป็นหนังสือมือสอง
ในเวลาต่อมา : และแล้วก็ได้อ่านหนังสือ The Leftover จนจบ การเดินเรื่องของหนังสือจะเน้นในอารมณ์ของผู้ประสบเหตุการณ์สูญเสียไปในแบบที่ต่างกันออกไป แต่ในซีรี่ส์มีแทรกเรื่องของเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามา เรื่องราวของซีซัน 1 จะเดินเลียบๆ เคียงๆ ไปกับหนังสือ มีดัดแปลงปรับแต่งบ้าง
ส่วนซีซัน 2-3 ถือว่าเป็นส่วนที่เขียนขึ้นใหม่สำหรับซีรี่ส์ มีเรื่องเหนือธรรมชาติมากขึ้น


0 ความคิดเห็น