เมื่อ 2-3 ปีก่อน เราได้ไปที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ บ่อยๆ แทบทุกเดือน ในวันเสาร์-อาทิตย์แรกของทุกเดือน ที่นี่จะเปิดตลาดนัดขายสินค้าเกษตร และอาหาร ธีมของงานเปลี่ยนกันไปแทบทุกเดือน จนกระทั่งแฟนเริ่มมาขับ Grab Food จึงไม่ได้ไปที่นี่อีกเลย
ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 นี้เราเห็นว่าที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ มีกิจกรรม Stamp Hunter อันเป็นกิจกรรมใหม่ในชีวิตของเรา กิจกรรมที่ทำให้หาข้ออ้างออกไปนอกบ้านโดยไม่เน้นการเดินห้างหรือซื้อของ ดังนั้นรอบนี้จึงวางแผนไปเดินคนเดียว
และก็ได้เดินจริงๆ จังๆ แบบที่ไม่เคยเดินมาก่อน ได้รู้จักหลายมุมที่ไม่เคยเดินเข้าไป เดินวนเวียนอยู่หลายรอบ เป็นการใช้เวลาที่นี่นานที่สุดเท่าที่เคยไปมา ปกติมากับแฟนก็เดินซื้อของกินแล้วก็กลับ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเลย
ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ อยู่ใกล้บ้าน และเนื่องจากไม่สันทัดรถสาธารณะที่จะไปที่นี่ เราจึงเลือกขับรถไปทุกครั้ง ครั้งนี้ลุยเดี่ยวค่ะ
(หมายเหตุ : วันก่อนหน้ามีเหตุลูกนกตกใส่รถจนวุ่นวายหาคนดูแล วันที่ไปพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จึงง่วงมาก ถ้าเผลอก็น่าจะหลับกันเลยตอนขับรถ จนต้องตั้งสติตลอดการเดินทาง)
| ลูกผักหวานป่า รสชาติอร่อยดีค่ะ |
รอบนี้จัดงานในอาคารหลัก ด้านนอกก่อนเข้าก็จะพบกับบูธขายต้นไม้ ขายดิน+ปุ๋ย+ฯลฯ พอเข้าในอาคารเดินไปเจอน้องหาเหยื่อกรอกแบบสอบถาม จึงแวะที่นี่ก่อน ทำเสร็จได้พัดแบบพับได้ 1 อัน จากนั้นจึงเดินบนทางเดินข้ามอ่างเก็บน้ำ ตรงนี้ก็เริ่มมีบูธขายของกินกันแล้ว และบูธก็มีแยกกันไป 2 ฝั่งของกลุ่มอาคาร ของขายหลายอย่าง
แต่ตอนนี้ขอไปหาตราประทับก่อน
เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ (ถามมาตลอดทาง) พบกับอาคารที่จัดแสดงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรงนี้คืออาคาร 5 เจ้าหน้าที่ตรงจุดนี้อัธยาศัยดีมาก เชิญชวนให้เราเล่น Stamp Hunter เราก็บอกว่า ที่มานี่ก็เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เขาก็ให้แผ่นตราประทับและบอกตำแหน่งของแต่ละอาคารที่ต้องไปประทับตราเพื่อกลับมารับของรางวัลเป็นพัดลม
รอบแรกเราเดินหาจุดประทับตราก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาชมนิทรรศการหรือทำงาน DIY ตามอาคารต่างๆ อีกรอบ คือทำหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้อ่ะ ต้องทำให้จบเป็นอย่างๆ ไป ไม่งั้นชีวิตจะสับสน
| ครบแล้วคับท่าน เย้ |
ตอนแรกเราน่ะไม่ได้กะเอาของรางวัลหรอก แค่อยากเล่นกิจกรรม แต่พอเดินไปเจอคนอื่นมาเล่นเหมือนกัน ก็ชักอยากได้พัดลมขึ้นมาเชียว (ความงกเริ่มออกฤทธิ์ 555) ตอนรับแผ่นตราประทับพี่พนักงานบอกว่าพัดลมแจกไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว เหลืออีกไม่มาก พอนึกได้แบบนั้นก็รีบเดิน
เดินประทับตรากับถ่ายภาพนิทรรศการครบทุกจุดก็กลับไปที่จุดเริ่มต้น พี่เขาก็ยังจำเราได้ บอกว่ากลับมาแล้วเหรอ ...ตอนนี้ยังไม่ได้ชมนิทรรศการแบบจริงๆ จังๆ แต่ก็เริ่มเหนื่อย เหงื่อซึมแล้ว... กติกาอีกอย่างคือต้องโพสต์รูปภาพที่เราถ่ายมา 5 ภาพลงในโซเชียลอะไรก็ได้
| ชอบที่สุดคือโลโก้น้องควายนี่แหละ น่ารัก พัดลมใช้ดีด้วยล่ะ |
ทำเสร็จก็ได้พัดลมมาเป็นของตัวเองแล้ว เย้ เอาล่ะ ย้อนกลับไปชมนิทรรศการได้
อาคาร 5 พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา : จัดแสดงประวัติและผลงานของในหลวงรัชกาลที่ 9
ที่อาคาร 5 โอ่โถงกว้างขวางมาก จัดแสดงรูปปั้นจำลองขบวนจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ด้านในก็มีเรือใบมดของในหลวง กับรถยนต์พระที่นั่ง โอ้วถือเป็นโชคดีนักที่ได้มาชม
รอบบริเวณที่กว้างขวางจัดแสดงงานมากมายจนจำไม่หมด และยังมีภาพถ่ายประวัติของในหลวง กับภาพฝีพระหัตถ์ของในหลวง มีภาพยนตร์ 3 มิติที่เราพลาดรอบชม เพื่อไปล่าตราประทับ
ที่อาคารนี้ยังมีตราประทับวางเรียงกันที่โต๊ะด้านหนึ่งให้เราได้ไปประทับแบบเพลิดเพลิน ทั้งแบบเลเยอร์แสตมป์ กับตราประทับธรรมดา ปั๊มตรากันสนุกสนานเชียวเพราะมีเราคนเดียว ว่ะ ฮ่า ฮ่า
| นอกจากในภาพ ยังมีอีกหลายแบบให้ประทับตราได้ทุกแบบ |
อาคาร 9 พิพิธภัณฑ์เกษตรคือชีวิต : จัดแสดงตัวอย่างผ้าทอฝีมือคนท้องถิ่นไทย
ผ้าทอที่จัดแสดงในอาคารนี้เป็นผ้าที่ทอโดยคนท้องถิ่นและพระราชินีรัชกาลที่ 9 ทรงเห็นคุณค่าจนนำออกเผยแพร่ให้ทั้งโลกได้ชื่นชมผลงานที่สวยงามไม่แพ้ชาติใดในโลก
ผ้าที่จัดแสดงมาพร้อมติดข้อมูลชื่อของลายถักทอ ทุกแบบสวยงามมาก โดยเฉพาะฉันเองที่เป็นคนชอบผ้าสวยๆ เดินดูกันอย่างปลื้มอกปลื้มใจเชียวล่ะ
ที่นี่ก็มีกิจกรรมตราประทับลายผ้า 10 ลายให้เก็บสะสมไว้ในสมุดของฉัน และมีถุงผ้าให้เราประทับตราตกแต่งตามความชอบกลับไปได้คนละ 1 ถุง เราเห็นตัวอย่างที่น้องทำสวยเชียว พอทำเองเปะปะไปหมด ไม่สวยเลย แต่ก็ชอบอ่ะนะ ถุงผ้าก็เป็นผ้าหนาคุณภาพดี น่าเก็บสะสม
และอีกกิจกรรมคือสแกน QR เพื่อคอมเม้นต์ลงในโพสต์ของพิพิธภัณฑ์ฯ และรับพัดสานที่น่าเก็บสะสมมาก เป็นพัดแบบที่แม่เคยชอบซื้อมาใช้ และเราก็ไม่เคยมีในครอบครองมานานแล้ว
อาคาร 8 พิพิธภัณฑ์วิถีเกษตรไทย : จัดแสดงการแปรรูปสมุนไพร
จากนั้นก็เดินกลับไปที่อาคาร 8 ที่นี่จัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรหลายอย่าง และที่สำคัญคือที่นี่มีงาน DIY ที่น่าทำมากกกกก เราใช้เวลากับที่นี่นานที่สุดเพื่อสานพวงกุญแจตาแหลว ที่น้องบรรยายว่าเป็นเครื่องจักสานไม้ไผ่พื้นบ้านล้านนาเพื่อดักทรัพย์ อย่างนี้จะพลาดได้ไง
น้องที่สอนก็น่ารักและอดทน ต้องใช้ตอกไม้ไผ่สาน เราก็สานๆ รื้อๆ งงๆ พอรื้อออกมาหลายรอบก็เริ่มทำเป็น และถ่ายคลิปมาด้วย เพราะชอบอ่ะ เผื่อมีโอกาสกลับมาทำเองที่บ้าน 555
สานเสร็จก็พันไหมพรม และตกแต่งด้วยห่วงพวงกุญแจและลูกปัดพลาสติกหลากสี น้องๆ ช่วยแนะนำ ช่วยทำกันเต็มที่ งานออกมาเป็นที่พอใจอย่างยิ่ง
(ทำเสร็จกลับบ้านได้เวลาสลากกินแบ่งรัฐบาลประกาศผลพอดี แต่คงดักทรัพย์ไม่ทัน ไม่ถูกเลย Y_Y)
อาคาร 7 พิพิธภัณฑ์ดินดล : มุดลงไปดูว่ามีอะไรอยู่ใต้ดิน
นี่นี่ไม่มีงาน DIY แต่ภายในจัดแสดงงานเกี่ยวกับดิน เห็นแล้วนึกถึงพิพิธภัณฑ์ดินที่ไปดูเมื่อหลายเดือนก่อน ที่นี่ก็จัดออกมาได้ดีไม่แพ้กัน เขาเน้นความมืดและสีสะท้อนแสง
| แอบดูผ่านรูก่อนเข้าไป... |
| ...ดูตัวจริง |
นิทรรศการนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับดิน แมลงที่มีประโยชน์ในดิน ประเภทของดิน ภัยพิบัติเกี่ยวกับดิน ฯลฯ
คนตาถั่วอย่างฉันเดินมึนๆ งงๆ หาทางไปจนได้ ไปเจอห้องฉายหนังแต่ไม่มีหนังฉาย และเดินออกไปตามทางอีกประตูหนึ่ง
อาคาร 2 นิทรรศการพิเศษ : นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับไข่ ...ไข่แห่งชีวิต
อาคารนี้เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับไข่ ในธีม มหัศจรรย์พันธุกรรมไข่ อันเป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระเทพฯ เช่นเดียวกับในอาคาร 3
ตรงนี้อยู่ในโซนเปิดบูธขายสินค้าและอาหาร ด้านหน้ามีโต๊ะตั้งไว้สำหรับโพสต์ FB เป็นชื่อไข่ไม่ให้ซ้ำกับของคนอื่นที่โพสต์ไว้แล้ว ซึ่งก็มีทั้ง ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่เค็ม ฯลฯ ฉันไม่รู้จะโพสต์ไข่อะไร นึกไปถึงตัวด้วงที่เห็นในอาคาร 7 เลยโพสต์ ไข่ด้วง เล่นเอาน้องยิ้มเลย
โพสต์เสร็จก็จับไข่ ได้มาเป็น Griptok กำลังอยากได้เลย เลือกลายจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ น่ารักๆ
อาคาร 3 พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม : จัดแสดงเมล็ดพันธุ์พืชและให้ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้มากมาย
อาคาร 3 ก็จัดแสดงผลงานได้สวยงามอลังการเช่นกัน และมีรูปหล่อขององค์พระเทพฯ อยู่ตรงทางเข้า ด้านในมีโหลแก้วจัดเก็บเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก และให้ความรู้เกี่ยวกับแต่ละอย่าง
กลับมาด้านหน้าก็มี DIY พวงกุญแจเมล็ดพันธุ์ เขามีเมล็ดพันธุ์พืชให้เลือกหลายอย่าง ให้คนมาลงสีวาดลายแล้วน้องๆ ก็จะเจาะรูทำเป็นพวงกุญแจให้ เราผู้ที่ชอบอะไรแบบดิบๆ เลือกลูกสนแบบไม่ลงสี ให้น้องมาทำพวงกุญแจให้ สวยงาม
มาหาของกิน
หลังจบกิจกรรมทุกอย่างก็เกือบบ่ายสอง หิวอยู่ แต่หิวน้ำมากกว่า น้ำในแก้วความเย็นที่พกมาหมดเกลี้ยง เลยซื้อน้ำอ้อย+มะกรูดใส่ไปแทน ไม่น่าเชื่อว่าน้ำอ้อยหวานๆ กินใส่น้ำมะกรูดจะหอมสดชื่นมาก
จากนั้นก็เดินหาของกินไปฝากแฟน ตอนบ่ายคนเริ่มบางตา เดินหาของกินแบบสบายๆ
เจอร้านหนึ่งขายเต้าหู้เห็ดทอด น่ากิน เลยสั่ง 1 ชุด หันไปเห็นมีข้าวมันเห็ด อู้ยน่าสน (ตอนหิวอะไรก็น่ากิน) ได้มาอีก 1 กล่อง ไว้รอกินตอนเย็นกับแฟน เดินไปเจอพายมะม่วง น่ากิน ซื้ออีก 1 กล่อง อย่างละ 50 บาท ไม่แพงนัก
| ชื่อนี้ข้ามผ่านไม่ได้จริงๆ ค่ะ |
| ข้าวมันเห็ด อร่อยยยยย |
ส่วนมื้อเที่ยงของเราไม่ได้กินค่ะ นิสัยเสีย เป็นพวกเดินเหนื่อยๆ จะไม่อยากกินอะไรนอกจากน้ำ
ขากลับซื้อของที่แฟนฝากซื้อ หนักๆ ทั้งน้านนนนน ไม่น่ารับฝากเล้ย ทั้งจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ปุ๋ยไส้เดือน และไข่เป็ดไล่ทุ่ง กว่าจะเดินถึงรถ แทบล้มลงสลบ
(หมายเหตุ : ไข่เป็ดเอามาทำกินวันต่อมา ไม่ค่อยสด สงสัยวางขายนาน ผิดหวังเชียวล่ะ อุตสาห์หอบหิ้วมา ส่วนข้าวมันเห็ดอร่อยมาก ทั้งที่ไม่คาดหวัง)
ปิดท้าย
รอบนี้ถือเป็นการเปิดโลกให้เราได้รู้จักมุมอื่นของพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยเดินเข้าไป ถ้าไม่ได้ซื้อของก็ไปนั่งเล่นได้ แม้จะร้อนไปนิดแต่อากาศสดชื่นมีลมคลายร้อนลงได้
จริงๆ ตรงทางเข้า (ติดถนนใหญ่) จัดสถานที่ได้สวยงามจนอยากถ่ายภาพเก็บไว้ ซึ่งก็ควรทำตั้งแต่ไปถึง เพราะขากลับนอกจากแดดจะแรงแล้ว ยังเหนื่อยจนไม่อยากลงจากรถแล้ว ไว้รอบหน้าค่อยมาถ่ายภาพก่อนเข้าละกัน
อ้อ! ตรงทางเข้ามีร้านอาหารอร่อยและร้านกาแฟ ราคาไม่แพงและคุณภาพดี รวมถึงร้านขายสินค้าชุมชน ที่เปิดทุกวัน (หยุดวันจันทร์) แม้จะไม่มีนิทรรศการตอนต้นเดือน
เดือนหน้าเราจะมาใหม่นะ
0 ความคิดเห็น