| นั่งเรือชมป่าชายเลนตราดกัน ภาพบนผนังที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านแหลมมะขาม |
เคยนั่งรำพึงรำพันกับตัวเองและกับคนใกล้ชิดบางคน ว่าทำไม้ ทำไม ในวัยนี้มีแต่คนชวนไปวัด ไม่มีใครชวนเราไปเที่ยวทะเลภูเขาเลย
และเมื่อขอมา ฟ้าก็จัดให้ด้วยทริปนี้ เที่ยวบ้านแหลมมะขาม จังหวัดตราด เย้ เย้ เย้
(จริงๆ แล้วคนที่จัดสรรทริปนี้มาให้คือพี่กุ้งแห่งเว็บ UnseenThinThai.com ขอขอบคุณมากๆ ค่ะพี่กุ้ง)
ครั้งนี้เป็นการเดินทางไปกับทีมสื่อมวลชน ที่ประกอบด้วยสื่อมืออาชีพ 8 คน เราออกเดินทางด้วยรถตู้ที่ทางทีมงานจัดหามาให้จากลานจอดรถ BTS หมอชิต มุ่งหน้าสู่จังหวัดตราด
2 วันก่อนหน้าที่จะเดินทาง พวกเราต่างก็ออกไปทำงานนอกสถานที่กันแทบทุกคน เหลือ 1 วันอยู่บ้านให้จัดกระเป๋าเดินทาง แต่กระนั้นทุกคนก็ไม่มีเวลาทำเพราะต้องทำงานส่ง มีบางคนบอกว่ามาจัดกระเป๋าเอาตอนเช้า ตัวเราจัดเล็กจัดน้อยตลอดทั้งวัน คือจะมีจุดหนึ่งบนพื้นเอาไว้กองสิ่งของที่คิดว่าจะเอาไป นึกออกก็หยิบมาวาง กอง กอง กองไว้ (พื้นบ้านสะอาดนะฮ้า นอนบนพื้นประจำ 555) แล้วก็กลับไปนั่งหน้าคอมทำงานต่อ
คืนนั้นกว่าจะได้เริ่มคัดแยกของที่ต้องเอาไปลงกระเป๋า (คือนึกอะไรออกก็วางๆ ไว้ก่อน มันเลยเยอะมากกกกก) ก็เกือบเที่ยงคืน อะไรไม่จำเป็นก็เอาออก ตั้งใจจะเอาไปแค่เป้ใหญ่ 1 ใบกับเป้เล็ก 1 ใบ พอเอาเข้าจริงเป้ใหญ่ป่องกลางประมาณเหมือนคนกินเยอะเกินแล้วท้องใกล้แตก เช้าวันเดินทาง ต้องตัดสินใจใหม่ ย้ายของมาไว้ในเป้ที่มีล้อลาก
แฟนเราเดินมาดูบอกว่าจะไปอาทิตย์นึงเหรอ พูดจบหัวเราะแล้วก็เดินไป น่าตบปากเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ล่ะ ต้องให้เขาแว๊นไปส่งที่่ BTS ก่อน
ตอนลากกระเป๋าขึ้นรถไฟฟ้ายังคิดว่าเว่อไปมั้ยเนี่ย คือไม่ได้เดินทางไปค้างที่ไหนมานานนนนนนนน ตั้งแต่เลี้ยงแมวเนี่ยแหละ เลยไม่รู้จะจัดของยังไง
แต่พอไปถึงจุดนัดพบเราพบว่ามีคนกระเป๋าใหญ่กว่าเราอีก 555
เช้านี้ได้คุณนกมาช่วยดูแล พอขึ้นรถตู้ก็มีถุงขนม+น้ำส่งให้ รถตู้ของน้องอ๊อดใหม่เอี่ยมและสะอาดน่านั่งอย่างยิ่ง และขับรถดีตลอดการเดินทาง
พอคนมาครบ รถเคลื่อนตัว เราก็เตรียมตัวเอาหมอนหนุนคอใส่คอและเตรียมนอน รอเวลานี้มานาน 555
ระหว่างทางแวะกินอาหารเที่ยง 1 รอบ แล้วก็มุ่งหน้าไปตราด ตอนผ่านจันทบุรี เรายังมองบริษัทที่เราเคยทำงานอย่างคิดถึง เราเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่จันท์ประมาณ 7 ปี ได้ทำงานที่บริษัทนี้ราว 7-8 เดือน แฟนก็ได้ย้ายเข้ากทม. เราจึงได้กลับคืนสู่บ้านเกิด
ตอนอยู่จันท์ก็ไม่ค่อยได้เที่ยวเท่าไร งานไม่มี ตังค์ก็ไม่มี เพิ่งมาได้งานเอาปีสุดท้าย ยังไม่ทันได้เที่ยวก็กลับกทม.ซะแหล่ว และได้ของฝากกลับมาคือแมว 3 ตัว เหมียว บุญทิ้ง และบุญชู ซึ่งตอนนี้ก็เดินทางต่อไปดาวแมวแล้วเมื่อหลายปีก่อน
จากนั้นก็หลับต่อปายยย จนถึงตราด
เราได้ลงไปเช็คอินในโรงแรมก่อน เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปพาย Sub Board เย้ เย้ เย้ ช่วงเวลาที่รอคอย
พี่คนหนึ่งในทีม ก่อนเดินทางที่รู้ว่าจะได้พาย Sub Board เขาก็กังวลไปร้อยแปดแสนอย่าง เหมือนจะไม่อยากลงน้ำ แต่พอแต่งตัวเสร็จก็พบว่ามีชุดว่ายน้ำแบบบอดีสูทแขนสั้น จนมีคนแซวว่า "คนที่บอกว่าไม่อยากลงน้ำ แต่งตัวพร้อมเลย" 555
พี่กุ้งก็ชุดว่ายน้ำบอดี้สูทเหมือนกัน คนนี้เป็นแบบแขนยาวขายาว
ส่วนเราน่ะเหรอ ยีนส์ 3 ส่วนกับเสื้อยืด พอๆ กันกับน้องเก๋ที่เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงขาสั้น แค่ 4 คนนี้แหละที่จะลงน้ำ ส่วนที่เหลือยืนรอบนบกกับลงเรือไปเก็บภาพพวกเรา
เริ่มต้นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนแหลมมะขาม
นั่งรถต่อไปยังศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านแหลมมะขาม เพื่อไปพบกับคนสำคัญสองคนนั่นคือ ผู้ใหญ่สุเทพ บุญเพียร ท่านเป็น ผู้ใหญ่บ้านแหลมมะขาม จังหวัดตราด แล้วยังเป็นประธานท่องกลุ่มเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านแหลมมะขาม และอาจารย์สมโภชน์ วาสุกรี ปราชญ์ชุมชน บ้านแหลมมะขาม และผู้ก่อตั้งโรงเรียนพลเมืองจังหวัดตราด ที่เขาน้อย อดีตข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการแล้ว มาแนะนำสถานที่ที่เราจะมาเที่ยวชมเพื่อกลับมาบอกเล่าให้คนอื่นได้ฟังกัน
| ยืนกันเท่ๆ (ซ้ายครูสมโภขน์ ขวา ผู้ใหญ่สุเทพ) |
ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน เราซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นทีเข้าสมองมาละน้อย และเราจะค่อยๆ เขียนถึงในแต่ละสถานที่กัน ขอบอกว่ามีเรื่องอยากเล่าเยอะมากกกกกก และสนุกมากกกกกก
สนใจดูคลิปได้นะคะ
ที่นี่คือบ้านแหลมมะขาม
บ้านแหลมมะขามตั้งอยู่ที่อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ตั้งอยู่ในท้องอ่าว ซึ่งก็คือมีป่าชายเลนลักษณะเหมือนแขนโอบล้อม รับลมทะเลและน้ำทะเลที่พัดเอาสิ่งดีๆ เข้ามายังชุมชนนี้ ผู้ใหญ่สุเทพกับครูสมโภชน์จึงเป็นผู้นำชุมชนรวบรวมของดีที่นี่มาคัดแยกว่าควรจะนำเอาอะไรมานำเสนอให้กับนักท่องเที่ยว
และต้องการนำเอาสิ่งดีๆ ที่เป็นแก่นของจังหวัดออกไปให้ผู้คนได้รู้จักว่าตราดไม่ได้มีแค่เพียงเกาะหรือทะเลเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายสิ่งซุกซ่อนรอให้เราไปค้นหากัน
น่าเที่ยวเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะสำหรับเรา อิอิ
| ภาพประชาสัมพันธ์จากทีมงาน |
| ภาพประชาสัมพันธ์จากทีมงาน |
กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม และพวกเราได้รับการดูแลจากทีมงานดูแลสื่อซึ่งได้แก่ คุณแอน สาวเปรี้ยวและเก่ง, คุณนก สาวร่าเริงคล่องแคล่ว, น้องฝน สาวน่ารักใส่ใจในทุกย่างก้าว และทีมงานหนุ่มๆ อีกสองคนที่ไม่ได้ถามชื่อมา ต้องขอขอบคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้
วัดแหลมมะขาม ชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม
หลังจากเกริ่นคร่าวๆ ถึงกิจกรรมที่เราจะได้เข้าร่วม เราก็ได้เดินทางต่อไปยังวัดแหลมมะขาม ที่อยู่ไม่ไกล ที่นี่เราได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนาต่างวัฒนธรรม นั่นคือวัดพุทธ อิสลาม และศาลเจ้าจีน ทั้งหมดอยู่ร่วมกันภายในวัดแหลมมะขาม
โต๊ะวาลี
ครูสมโภชน์ (จากนี้ไปขอเรียกลุงโภชน์นะคะ) ไปรอเราอยู่ที่ด้านหน้าโต๊ะวาลีแล้ว ต่อไปนี้คือข้อมูลที่เก็บจากที่ลุงโภชน์ในระหว่างนำชมค่ะ
โต๊ะวาลี สถานที่สำคัญของคนไทยมุสลิม ที่ตั้งอยู่ภายในธรณีสงฆ์
โต๊ะเป็นคำที่ชาวไทยมุสลิมเรียกของผู้อาวุโสหรือผู้มีคุณวุฒิสูง วาลี มาจากคำว่า วลิต ในภาษามาลายูหมายถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเปรียบกับพุทธคือพระอรหันต์โต๊ะวาลีคือดวงวิญญาณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงอยู่ในท่อนไม้ที่ลอยมากับน้ำ ต้นไม้ที่ว่าคือไม้แก่นของต้นโพธิ์ทะเลสีดำยาวประมาณ 1.5 เมตร
โต๊ะวาลีได้เข้าฝันโต๊ะอิหม่ามแห่งบ้านน้ำเชี่ยวในยุคนั้นบอกว่า ตนลงมาอยู่ในโลกนี้ มาอยู่กับขรัววัดแหลมมะขามเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านทั้งโรคภัยและเรื่องอื่นๆ แต่ห้ามนำเอาตนไปอยู่กับชนอิสลามที่บ้านน้ำเชี่ยวเด็ดขาด
หลังจากฝันแบบเดิม 3 คืน ท่านก็นำผู้คนมาเพื่อค้นหาและเมื่อพบจึงคิดจะลากจูงกลับไปยังบ้านน้ำเชี่ยว เนื่องจากคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิมจะไปอยู่วัดพุทธได้อย่างไร แต่ก็พบกับอุปสรรคมากมาย จนในที่สุดโต๊ะวาลีจึงมาเข้าฝันเตือนโต๊ะอีกหม่ามอีกครั้งว่าตนต้องอยู่ที่วัดแห่งนี้ ดังนั้นโต๊ะอิหม่ามจึงตั้งบูชาโต๊ะวาลีอยู่ที่วัดแหลมมะขามแห่งนี้ปัจจุบันโต๊ะวาลีเป็นสถานที่ที่ผู้คนทั้งมุสลิมและต่างศาสนาหลายเชื้อชาติเข้ามาขอพรกันมากมายและได้ช่วยเหลือผู้คนไปอีกมากจนเป็นที่ศรัทธาของผู้คน
ในยุคแรกโต๊ะวาลีเป็นเพียงไม้วางบนขอนไม้รอง จนมาบรรจุในโลงคอนกรีตในภายหลัง ด้านบนถมด้วยทราย ซึ่งลุงโภชน์บอกว่าคนที่มาก็ทำความเคารพโต๊ะวาลีได้ตามวัฒนธรรมของตัวเองโดยไม่มีต้องกะเกณฑ์ว่าต้องเป็นแบบมุสลิม โดยการวางมือบนทรายที่อยู่บนโต๊ะวาลีและขอพร
ความศักดิ์สิทธิ์ของโต๊ะวาลีเลื่องลือไปไกลจนมีผู้คนมาขอพรกันเป็นจำนวนมาก
ศาลเจ้าพ่อหัวเขา
ตรงนี้ลุงโภชน์ไม่ได้เล่า แต่เนื่องจากอยากรู้เลยไปค้นข้อมูลจากเน็ตมาเอง เพราะเห็นศาลเจ้าจีนเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงทางเข้าโต๊ะวาลี
ในอดีตแหลมมะขามเป็นจุดจอดเรือสำเภาและเรือประมงที่เดินทางผ่านอ่าวตราด ชาวบ้านยุคแรก ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวจีนไหหลำที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน ได้ร่วมกันตั้งศาลไม้เล็กๆ ขึ้นบริเวณหัวแหลม เพื่ออัญเชิญ "เจ้าพ่อหัวเขา" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อจีนและท้องถิ่นมาประดิษฐาน เพื่อให้ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยในการออกเรือหาปลาและทำการค้าทางทะเล โดยมักมาจุดประทัดหรือบนบานขอให้คลื่นลมสงบ เดินเรือปลอดภัย และจับปลาได้เป็นจำนวนมากจนกลายเป็นศูนย์รวมใจสืบต่อกันมาหลายรุ่น
| ศาลเจ้าพ่อหัวเขา |
วัดแหลมมะขาม
เดินออกจากโต๊ะวาลี ก็มุ่งหน้าไปยังอุโบสถของวัดแหลมมะขาม
วัดแหลมมะขามเดิมมีชื่อว่า "วัดตะพงทอง" เนื่องจากมีต้นตะพงทองใหญ่อยู่บริเวณวัด ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดแหลมมะขาม" ในปี พ.ศ. 2365 เดิมอุโบสถของวัดสร้างจากไม้ และได้มีการปรับปรุงกันหลายครั้งจนปัจจุบันคืออาคารปูน
| อุโบสถวัดแหลมมะขาม ขอบคุณภาพโดยพี่ใหญ่ แห่งเพจ เที่ยวไปใหญ่ Tiewpaiyai |
เนื่องจากมีประวัติที่องค์เสด็จพ่อ ร.5 เสด็จมาประทับและสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสขรัวแดง ดังนั้นเมื่อคราวมีการบูรณะอุโบสถวัดแหลมมะขาม ในปี พ.ศ. 2557 ท่านเจ้าอาวาสจึงได้บันทึกประวัติของวัดในลักษณะของจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกธารมะยมและวัดแหลมมะขามเอาไว้ด้วย
| ซุ้มหน้าต่างเครื่องทองน้อย |
และจุดที่เด่นอีกอย่างคือบนซุ้มประตูทำเป็นรูปพระราหูประคองจันทร์ (ไม่ใช่อมจันทร์นะค้าบ) เมื่อเดินลอดผ่านไปมาจะทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ในการขอพร ศัตรูกลายเป็นมิตร และซุ้มหน้าต่างคือเครื่องบูชาที่เรียกว่าเครื่องทองน้อยที่ไม่ได้พบเห็นกันทั่วไป
| พระราหูประคองจันทร์ |
| รูปนี้วาดบนเสา น่ารักไปอีกแบบ |
ต้นไม้เยอะมาก
ที่ชอบที่สุดในการมาเที่ยวครั้งนี้ก็คือต้นไม้ นี่ยังไม่ได้ไปเดินป่าสมุนไพรเลยนะ แค่ที่วัดก็ต้นไม้เยอะ ต้นสูงใหญ่ โคนต้นใหญ่โต น่าโอบกอดยิ่งนัก ก็เกือบไปล่ะ ดีว่าเห็นมดซะก่อน ไม่งั้นเราคงตายคารังมดแน่นอล
ถ้าได้เดินเล่นในป่าตราดสัก 2 เดือน เราน่าจะหายจากภูมิแพ้แน่นอน เคยพิสูจน์มาแล้วตอนไปอยู่จันท์ หายสนิทเลยล่ะ มากำเริบตอนกลับมาอยู่ในเมืองนี่แหละ
ก่อนที่เดินเข้าไปที่โบสถ์ลุงโภชน์ชี้ให้ดูต้นอินจัน แล้วหยิบลูกกลมๆ เหมือนกับลูกจันมาให้ กลิ่นเหมือนลูกจันที่เคยดมเมื่อก่อนเลย ด้วยความสงสัยว่าต้นไม้นี้คือต้นอะไร เลยไปค้นมา
| ลูกจัน กลิ่นฟุ้งเลย |
แต่น แต้นนนนน
มหัศจรรย์ยิ่งนัก ต้นอินจันคือชื่อต้นไม้ ที่ออกลูกได้ 2 แบบในต้นเดียวกัน นั่นคือ ลูกจันเป็นลูกกลมแบนหอม ไม่มีเมล็ด กับลูกอินกลมๆ มีเมล็ด โว้วววว คนอื่นคิดไงไม่รู้ แต่สำหรับเรานี่คือสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในธรรมชาติเชียวล่ะ
| น่าจะต้นนี้แหละ อินจัน (คือกว่าจะมาเขียนบล็อกก็นานมาก ลืมล่ะว่าถ่ายภาพอะไรบ้าง 555) |
เขียนมาซะยาววววว ยังไม่ได้ไปลงน้ำเลย ปกติไม่ค่อยเขียนบล็อกแบบข้อมูลมีสาระ รอบนี้สาระเยอะ เขียนแล้วชักเหนื่อย ง่วงล่ะ ไว้ไปต่อกันตอน 2 ละกันนะ
0 ความคิดเห็น