สิ่งที่ได้จากการไปดู ด้านหลังเป็นรูปของจินยอง GOT7 จุดขายของหนัง
ฉันดูหนังในโรงหนังครั้งสุดท้ายเมื่อนานนนนนมาแล้ว ที่เลิกดูเพราะโดนเด็กถีบหัว (ผ่านเบาะที่นั่ง) ในโรงหนัง และพ่อแม่ก็ไม่สนใจ จำได้ฝังใจเลยว่าเรื่อง Jurassic Park ภาค 2 แถมระบุฉากได้อีกต่างหากคือตอนที่จูเลียน มัวร์หล่นลงมาจากหลังคาอาคารมุงจาก ฝังใจแค่ไหนคิดดู
แอบไปดูหน่อยดิ ว่าออกฉายปีไหน The Lost World: Jurassic Park 1997 โอ้วววว 28 ปีที่แล้ว ป่านนี้ไอ้เด็กคนที่ถีบหัวฉันคงโตและได้เข้าโรงไปดูหนังบ่อย ๆ หวังว่าจะโดนถีบหัวบ้าง แล้วกลับไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง จะได้เข้าใจว่าฉันรู้สึกยังไงตอนนั้น ดูหนงดูหนังไม่รู้เรื่องเลย เล่นถีบเป็นชุด (เขาเรียกแค้นฝังหุ่น 555)
นับแต่นั้นมาก็เช่าหนังมาดูที่บ้านสบายใจกว่า ไม่โดนถีบหัว ไม่ต้องรอคิวห้องน้ำ

จริงๆ น่ะชอบดูหนังมาก
ชอบไปดูคนเดียว จำได้ครั้งแรกที่เข้าไปดูหนังโรงคนเดียวคือตอนเรียนรามฯ เข้าไปแล้วรู้สึกวิตกกังวลมาก เป็นพวกคิดว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา แต่ก็ดูจนเลิกสนใจคนอื่น มีความสุขมากที่ได้ไปดูคนเดียว
นับจากนั้นชีวิตที่โดดเดี่ยวก็เริ่มต้นขึ้น เฮ้ยยย ม่ายช่ายยยย ไม่ถึงขนาดนั้นแต่ก็ใกล้เคียงแหละ 555
ไปดูหนังตั้งแต่เรียนมหาลัยจนเริ่มทำงาน ช่วงทำงานมีวันหยุดไปดูหนังได้วันเดียว (อีกวันซักผ้า) บางวันดู 3 รอบ เชี่ยวชาญมากในการเลือกที่นั่งในโรงหนังแต่ละแห่ง คำนวณเวลาในการดูว่าจะวิ่งมาเข้าอีกโรงทันมั้ย ตอนดูโรงหนัง สยาม สกาล่า ลิโด กับที่มาบุญครอง-ชื่อโรงอะไรจำไม่ได้- ต้องคำนวณดี ๆ ไม่งั้นได้วิ่งกันหูตูบเพื่อรีบมาดูอีกโรงให้ทัน
พอถึงยุค EGV ถึงขั้นซื้อบัตรดูหนังไว้เลย เพราะค่ารอบถูกกว่า แล้วก็มาถึงยุค Major ได้ไม่นานก็เลิกดูล่ะ 555 (หาบัตร EGV ไม่เจอไม่งั้นจะถ่ายภาพมาโชว์)
แล้วเวลาก็ผันผ่าน มาถึงยุคเคเบิ้ลทีวี ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ UBC (หรือเปล่า?) ต้องให้ช่างเข้ามาติดสายเคเบิ้ลในบ้าน ตัดผ่านมาถึงยุคสตรีมมิ่ง เป็นยุคที่ดูกันให้ตาบวมตาแฉะ ดูกันจนเบื่อเลย (เบื่อจริงๆ นะ จนเลิกดูไปเป็นพักๆ แล้วค่อยกลับมาดูใหม่)

หนัง/ซีรี่ส์ เกาหลี
ได้ดูหนังเกาหลีเรื่องแรก ๆ ก็คือ Il mare (2000) กับ Wanee & Junah (2001) น่าจะไม่ได้ดูในโรงหนัง คงเช่าหนังมาดู จำไม่ได้ แต่จำได้ว่าเป็นหนังที่ดังมากๆ จากนั้นก็เป็น My Sassy Girl (2001) แล้วหนังเกาหลีก็มีพัฒนาการดีขึ้นๆ ตลอด ทั้งพล็อตเรื่อง บทหนัง การแสดง เทคนิค
แต่ก็มีหลายเรื่องที่ฉันก็ไม่ชอบ คือเป็นแนวของหนังกับซีรี่ส์ที่ไม่ชอบ จะว่าเฉพาะเกาหลีก็ไม่ใช่นะ แนวนี้ไม่ชอบของทุกชาติแหละ คือแนวรักโรแมนติก 555
อีกอย่างที่เบื่อในหนังหรือซีรี่ส์แถบเอเชียทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน คือจังหวะของการเล่าเรื่องเนิบนาบ อ้อยอิ่ง น่ารำคาญสำหรับคนใจร้อนอย่างฉัน เแล้วเหมือนแนวนี้จะออกมาเยอะมาก จนฉันเลิกดูเกาหลีไปเลย
ได้กลับมาดูอีกครั้งก็คือ Extreme Job (2019) อย่างฮาอ่ะ ทุกอย่างจังหวะลงตัวมาก ดูแล้วไหลไปได้เรื่อยๆ ไม่รู้สึกขัดใจเลย เรื่องนี้ดูทาง Streaming สักช่อง? ดู 2 รอบแน่ะ แล้วก็ตามไปดูซีรี่ส์ของนักแสดงชื่อ Ryu Seung-ryong อีกเรื่องหน้าตาแกตลกดี เรื่อง Moving แต่เรื่องนี้บางช่วงฉากซึ้งจะเบื่อๆ นิดหน่อย (เห็นยังว่าไม่ชอบแนวนี้จริงๆ 555)

Hi Five จังหวะเล่าเรื่องสนุกมาก
เปิดตัวด้วยแบคกราวด์ของยอดมนุษย์คนหนึ่งหรือฮีโร่ที่นับย้อนหลังไปได้ก่อนคริสตศักราชราว 3100 ปีที่มีบันทึกไว้ตามรูปสลักหิน แล้วก็ค่อยๆ ย้อนมาจนถึงปัจจุบันที่พบเจอในคลิปที่มีคนถ่ายได้
ฮีโร่คนนั้นเสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง อวัยวะภายในถูกนำไปบริจาคให้กับ 6 คน หลังผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะก็มีรอยสักแปลกๆ เกิดขึ้นในร่างกายของทุกคน และทั้ง 6 มีพลังวิเศษที่แตกต่างกันออกไปตามอวัยวะที่ได้รับบริจาค และ 1 ในนั้นคือตัวร้ายของเรื่องนี้

เป็นการวางพล็อตเรื่องที่น่าสนใจที่แต่ละคนต่างก็มีเบื้องหลังที่ไม่ได้สวยหรู นอกจากต้องปรับตัวกับพลังก็ยังต้องปรับตัวเข้ากันอีกด้วย ผ่านอุปสรรคและปัญหาร่วมกัน มุกตลกฮาตลอด การแสดงของแต่ละคนถือว่าดีทีเดียว
CG ใน Hi Five หลายฉากเช่นฉากเข็นรถโยเกิร์ตหรือฉากบู๊ก็ที่ดีมากๆ แต่เทคนิคด้านนี้ดียังไง ถ้าการเล่าเรื่องไม่ถึง ก็ไม่ได้ทำให้หนังดูดีขึ้น ขอบอกว่าเรื่อง Hi Five ดูเพลินมากผ่านไป 2 ชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว
เมื่อวาน (10 มิย.68) ได้เข้าไปดูในรอบสื่อมวลชนที่ SFW Cinema ที่ Central World ตอนทุ่มกว่าๆ คนไม่เยอะ เสียงหัวเราะดังมาตลอดเรื่อง ก่อนเข้าไปดูมีคนบอกว่านักร้องของวง GOT7 แสดงด้วย ไอ้เราก็พวกหลังเขา เคยได้ยินชื่อวงอ่ะนะ แต่ไม่เคยฟังเพลง ไม่รู้จักสมาชิกวง ขนาดหนังที่ชอบดูยังไม่รู้จักชื่อจริงนักแสดงเลย (เมื่อก่อนน่ะรู้ ติดตาม แต่หลายปีมานี้ เลิกสนใจเรื่องนักแสดงแล้ว ดูแต่เนื้อเรื่องเท่านั้นพอ)

ถึงไม่รู้ว่าใครในวง GOT7 นำแสดง แต่พอคนนี้เข้าฉากก็รู้เลย ด้วยมีเสียง อู้อ้า ดังมาให้ได้ยินจากทั่วทั้งโรง (น่าจะเสียงจากสาวๆ) ยิ่งตอนที่นายคนนี้ถอดเสื้อ เสียงอู้อ้าดังมาให้ได้ยินอีกรอบ และหลายรอบในเรื่อง
ไม่ได้เข้าโรงหนังมาหลายปี ได้เห็น SFW Cinema โอ้ว โอ่โถงหรูหราอลังการ ที่นั่งก็ใหม่สะอาด ค่าตั๋วเท่าไรไม่รู้ คนเงินน้อยอย่างไรก็ Streaming ไปเหมือนเดิมนั่นแหละ 555 ส่วนใครมีตังค์แนะนำมากๆ ให้ไปดูในโรงหนัง




ตัวละครหลัก
ชื่อภาษาไทยของตัวละครหลักได้จาก Teaser/Trailer ของหนังเรื่องนี้ แต่ส่วนอื่น (ได้ข้อมูลจาก Wikipedia) ไม่สามารถถอดเป็นภาษาไทยได้จริงๆ มี 2 ภาษาคือเกาหลีกับจีนที่ตัวอ่านไม่ตรงกับภาษาอังกฤษ ถ้าให้เราถอดเองชื่อคงเพี้ยนอ่ะนะ ต้องขออภัยด้วย
- อี แจจิน (Lee Jae-in) รับบท Park Wan-seo เด็กมัธยมนักเทควันโด ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ ทำให้ร่างกายแข็งแรง
- อัน แจฮง (Ahn Jae-hong) รับบท Park Ji-sung นักเขียนบทหนัง ได้รับการปลูกถ่ายปอด ความสามารถด้านใช้ลมหายใจเป่าแรง และกลั้นลมหายใจได้นาน
- รา มีรัน (Ra Mi-ran) รับบท Kim Sun-nyeo หญิงคนขายโยเกิร์ต ได้รับการปลูกถ่ายไต เป็นตัวกลางเชื่อมต่อและถ่ายโอนพลังกันในระหว่างฮีโร่ด้วยกันเอง
- คิม ฮีวอน (Kim Hee-won) รับบท Huh Yak-sun ผู้จัดการโรงงาน ได้รับการปลูกถ่ายตับ มีความสามารถในการรักษาคนที่บาดเจ็บและป่วยไข้
- ยู อาอิน (Yoo Ah-in) รับบท Hwang Ki-dong คนไม่มีอาชีพ ได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา สามารถควบคุมพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยการดีดนิ้ว
- โอ จองเซ (Oh Jung-se) รับบท Park Jong-min พ่อของ Wan-seo เป็นครูสอนเทควันโด
- Shin Goo รับบท Young-chun ผู้นำลัทธิหนึ่ง คนแก่รอความตาย เมื่อได้รับการปลูกถ่ายตับอ่อนก็ฟื้นตัว และสามารถดูดพลังชีวิตจากคนอื่นมาฟื้นคืนวัยหนุ่มได้
- พัค จินยอง (Park Jin-young) (GOT7) รับบท Seo Young-chun รับบทตอนหนุ่มของเจ้าลัทธิ

ถึงตอนจบก็ไม่มีเฉลยนะว่าใครคือฮีโร่ต้นเรื่องที่บริจาคอวัยวะให้คนทั้ง 6 ไม่มีที่มาที่ไป หรือทำไมถึงตาย คิดว่าเรื่องนี้ก็ยังเอาไปสร้างได้อีกเรื่องหนึ่งได้เช่นกัน ถ้าทำก็หวังว่าจะสนุกเหมือนเรื่องนี้นะ
อย่างที่บอกว่าเป็นหนังเรื่องแรกที่ได้ดูในโรงหนังหลังจากผ่านมานับสิบปี คนไม่เยอะ ที่นั่งสะอาด เพื่อนร่วมดูก็เงียบดี เสียงกระหึ่มเก็บรายละเอียดได้เยอะ และที่สำคัญฉันไม่ต้องใส่แว่นดู (ตอนอยู่บ้านจอเล็กจนต้องใส่แว่นตลอด) ก่อนหนังฉายยังคิดว่าเป็นหนังพากษ์หรือเปล่า ดีใจที่เป็น Soundtrack ถึงต้องอ่านซับแต่ก็ได้อรรถรสดีกว่าพากษ์จ้า
หนังที่ควรค่าแก่การดูจริงๆ นะ Hi Five
#HiFive #Hi5 #พลังใหม่ใกล้ฉันที่SF #SFexclusivemovie #SFCenema
0 ความคิดเห็น