ไปเที่ยวสะหงาด ที่บ้านแหลมมะขาม จังหวัดตราด ตอน 4 (จบ) : เยี่ยมชมเขาน้อย กิจกรรมอาบป่าสมุนไพร แช่เท้าในสมุนไพร อบสมุนไพรสุ่มไก่ และเวิร์คช็อปสานโมบายล์ดักฝันจากต้นคลุ้ม


เช้านี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า เราไปกินมื้อเช้าตั้งแต่เขายังจัดของไม่เสร็จ เลยไปเดินรอพลางๆ ตรงสนามหญ้า กินอิ่มก็กลับมาจัดกระเป๋าที่อัดแน่นกว่าตอนมาด้วยผลไม้ (มังคุดกับเงาะ ของฝากจากชาวแหลมมะขาม) เตรียมเช็คเอาต์ออกจากโรงแรม 

เช้านี้ทีมงานวางแผนให้ไปเดินป่าสมุนไพรที่เขาน้อยเป็นที่แรก

อาบป่าที่เขาน้อย โรงเรียนพลเมือง จังหวัดตราด

ที่นี่เราได้พบกับลุงโภชน์อีกครั้ง ท่านเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ข้างในมองเห็นสุ่มไก่เรียงรายอยู่ แต่เราต้องไปเดินอาบป่ากันก่อน


เราเห็นเรื่องการอาบป่ามาสักพักแล้ว เริ่มจากประเทศญี่ปุ่น ก็เลยลองหาหนังสือมาอ่าน จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ก็คือการออกไปเดินในป่าเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งชาวบ้านตามชนบทก็คงทำกันอย่างนี้มานานแล้ว มีแต่ผู้เป็นชาวเมืองอย่างเราแหละที่โหยหาอากาศที่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ขยันตัดต้นไม้กันจัง

ละแวกบ้านเราไม่มีสวนสาธารณะใกล้บ้านที่มีต้นไม้ร่มๆ มีแต่สนามวิ่งที่โล่งเตียน ไร้ซึ่งชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง จึงต้องปลูกต้นไม้เองในบ้าน แต่ด้วยพื้นที่จำกัด เมื่อมันเริ่มใหญ่และเอนออกไปนอกบ้านก็ต้องตัดเล็มออกบ้าง เป็นที่เหน็ดเหนื่อยและไม่ค่อยอยากทำอย่างยิ่ง


ตลอดทางที่ลุงโภชน์พาเราเดินลัดเลาะไปตามทาง ก็จะพบกับต้นสมุนไพรมากมาย เราจำไม่ได้เลยสักอย่าง (ฮาาา) เรียกว่าทุกย่างก้าวต้องเจอสมุนไพร แม้กระทั่งต้อยติ่งที่เราเห็นเป็นวัชพืชก็ยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร 

ในป่าร่มรื่น แต่ต้องระวังในการเดิน มีทั้งยุงทั้งมด โดยเฉพาะมดสายพันธุ์หนึ่ง (หรือปลวกก็ไม่แน่ใจ) หัวใหญ่โต ลุงโภชน์เรียกว่า "ตัวกัด" จะอยู่กระจัดกระจายทั่วไปบนพื้น ลุงบอกว่าถ้ากัดแล้วปัดออก หัวมันจะยังติดอยู่กับจุดที่มันกัด ต้องดึงหัวออกด้วย


ลุงโภชน์บอกว่ามันเป็นแมลงที่ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุตามธรรมชาติ แต่ก็ไม่มีพิษ 

มีพิษไม่มีพิษ เราก็ไม่เอาแหละ ที่บ้านมีมดคันไฟ โดนกัดทีเดียวเป็นจุดอักเสบคันกันเกือบเดือน เราจึงไม่เสี่ยงหยุดถ่ายภาพมัน ดังนั้นก็เลยไม่มีรูปของเจ้าตัวกัดมาให้ดู

Note : ตอนเขียนบล็อกนี้พยายามหาข้อมูลด้วยคำว่า "ตัวกัด" ไม่เจอใดๆ ไปเจอเอาปลากัดซะนี่ สองวันผ่านไป เริ่มมาคิดจากที่ลุงโภชน์บอกว่ามันย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ มันก็น่าจะเข้าข่ายเป็นปลวกประเภทหนึ่ง แล้วเราก็เจอปลวก macrotemes ที่คิดว่าหน้าตาคล้ายอยู่ เพราะว่าเห็นแค่คร่าวๆ จำได้ประมาณนี้ ผิดถูกประการใดต้องขออภัย --ภาพด้านล่างวาดจากภาพปลวกที่พบจากเว็บไซต์จ้า วาดเองกะมือเลยไม่ใช้ AI ใดๆ เข้าช่วย

ทุกครั้งที่เจอตัวกัด ลุงโภชน์ก็จะร้องเตือนแล้วก็พุ่งตัวออกไปโดยเร็ว เพื่อให้เรารู้ตัว และมีที่ว่างให้เราได้เดินหลบออกมา 

สรุปว่าบล็อกนี้ ไม่ได้เล่าเรื่องป่ามากเท่า ตัวกัด นี่เลย 555



ลุงโภชน์แวะไหว้เจ้าเขาน้อยก่อนเดินต่อ


สมุนไพรหลายชนิดในป่ามีคุณค่ามาก บางตัวช่วยในการรักษาโรคร้ายเช่น รักษาโรคสะเก็ดเงินโดยใช้ต้นสิงหโมรา 

จริงๆ อยากค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ ชมนกชมไม้ ซึ่งถ้าเราจะทำอย่างนั้นได้ คงต้องกางเกงขายาว รองเท้าบูทยาง เสื้อแขนยาว ถุงมือ ใส่หมวกครอบตาข่ายแบบที่เขาใส่เก็บผึ้ง ประมาณนั้น 

(และตอนนี้ที่บ้านก็รกราวกับป่าย่อมๆ ใต้ต้นไม้รกเรื้อไปด้วยวัชพืชที่โตไวเนื่องจากฝน อุดมไปด้วยมดคันไฟกับยุง ทำให้ไม่ค่อยอยากออกไปเดินเลย พอออกไปแต่ละครั้งก็แต่งตัวตามที่บอกด้านบนแหละ -- ยกเว้นหมวก สงสัยต้องหามาใส่ล่ะ 555)

ลุงโภชน์บอกว่ามีที่ให้พักกางเต้นท์ได้ โดยต้องติดต่อล่วงหน้ามาก่อน


แช่เท้า และอบสมุนไพรสุ่มไก่

กลับจากป่าโดยสวัสดิภาพ รอดจากตัวกัด 

กลับมาที่อาคารสุ่มไก่ เขาเตรียมเก้าอี้กับกาละมังไว้ให้เรานั่งแช่เท้า เนื่องจากมีจำนวนน้อยกว่าคนที่ไป จึงมีบางคนไม่ได้แช่เท้า และเราคือหนึ่งในนั้น 555

เห็นคนที่แช่เท้าบอกว่าสบายตัวมากเลย ยิ่งหลังจากเดินป่ามา




เราได้เข้าไปลองอบสุ่มไก่กับเขา เพราะเป็นผื่นภูมิแพ้ คิดว่าจะลองดูว่าจะดีไหม เข้าไปทั้งกางเกงยีนส์นี่แหละเข้าไปนั่งสูดเอาไอน้ำที่เต็มไปด้วยสมุนไพร 10 นาที ถือโอกาสนั่งสมาธิในนั้นไปด้วยเลยในตัว ระหว่างนั้นก็จะมีเสียงเช็คว่ายังอยู่มั้ยเป็นระยะๆ คงกลัวเป็นลมในสุ่ม อากาศในนั้นก็อบอ้าวเหมือนกับการอบไอน้ำทั่วไปอ่ะนะ หัวเปียกเหงื่อไปหมด

ออกมาจากสุ่มก็สุกได้ที่คีบกินได้เลย เอ้ย ม่ายยยช่ายยยย ออกมาตัวเปียกเหงื่อและกลิ่นสมุนไพรก็ฟุ้งเต็มตัว ลุงโภชน์บอกปล่อยให้ตัวแห้งไปเองไม่ต้องอาบน้ำ เราจึงนึกสงสัยว่าตอนค่ำขึ้น BTS กลิ่นจะอบอวลรถไฟฟ้ามั้ย (แต่พอถึงตอนนั้นจริงๆ ไม่เหลือกลิ่นสมุนไพร ...เอ๊ะ หรือเราชินกลิ่นแล้ว 555)

คุณแอนสาวสวยแสนเปรี้ยว กับลุงโภชน์ในเวอร์ชันน่ารักๆ


ผู้ใดสนใจกิจกรรมนี้ติดต่อไปได้นะคะ ข้อมูลอยู่ล่างสุดนะคะ ตอนเดินกลับไปที่รถตู้ ฝนก็เทลงมา ทุกชีวิตเข้ารถตู้ได้ทันหวุดหวิด

ขนมสากกะเบือรุน

กลับไปที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านแหลมมะขามกันอีกครั้ง ที่นี่เขามีชา-กาแฟรออยู่ ทีมงานให้สั่งล่วงหน้าทางไลน์ไว้ แล้วเขาก็ซื้อจากร้านกาแฟชื่อ Hashtag Namchiao Cafe (แฮชแท็กน้ำเชี่ยวคาเฟ่) เราสั่งเมนูชื่อว่า ยูสุกุหลาบโซดา อร่อยมากกกก ชักอยากเลิกกาแฟเต็มทีแล้ว ต้องหาสะสมเมนูไร้กาแฟ-ชาไว้บ้าง


ส่วนกะหรี่พัฟก็กรอบอร่อย กินคูุ่กันก็เข้ากั๊นเข้ากัน กินเสร็จระหว่างรอทำเวิร์กช็อปก็จัดการมังคุดไปอีกหลายลูก อิ่มหนำผลไม้จริงๆ ส่วนคนอื่นก็กินทุเรียนกันเอร็ดอร่อย (ซึ่งเราไม่กิน) 

จากนั้นก็เป็นการสาธิตการทำขนมท้องถิ่นของที่นี่ชื่อว่า ขนมสากกะเบือรุน 

ขนมท้องถิ่นของตราดชื่อแรง 555 และวิธีการทำก็ตามชื่อขนมเลย นั่นคือเอาแป้งนวดกับน้ำ ลงไปต้ม แล้วเอาขึ้นมาใส่อ่างแล้วใช้สากกะเบือนวดแป้งที่กำลังร้อนให้เหนียวเข้ากัน ซึ่งที่นี่ใช้คำว่า "รุน" จากนั้นก็ใช้มือบิๆ แป้งนั้นใส่ลงไปคลุกกับถั่วลิสงคั่ว งาคั่ว น้ำตาล เสร็จจบ อร่อย

สาธิตโดยป้าเสงี่ยม รุ่งโรจน์ เช่นเคยค่ะ  พวกเรามีส่วนร่วมเฉพาะตอนบิแป้งลงไปคลุกน้ำตาลเท่านั้นเอง



เวิร์กช็อปสานโมบายล์ดักฝันด้วยต้นคลุ้ม

จบจากทำขนมก็มาต่อกันที่ทำโมบายล์ และเราก็ได้พบกับลุงจิตอีกครั้ง รอบนี้เขาเตรียมตัวมาสอนเราทำโมบายกัน ในกลุ่มเรามีทั้งที่ชอบและไม่สันทัดงานนี้ จึงมีบางคนทำและที่เหลือถ่ายภาพ 

เช่นเคย เราเข้าร่วมอีกอย่างแน่นอน ไม่พลาด

ขอบคุณภาพจากพี่ใหญ่

ลุงจิตเริ่มสานชั้นแรกมาให้แล้ว และให้พวกเราสานต่ออีก 4 ชั้นเป็นรูปดาว เมื่อวานหัดทำแล้ว ตรงสานชั้น 2-5 นี่ไม่ยาก แต่ยากตรงเริ่มต้นซึ่งเราทำไม่เป็นและลุงก็ไม่สอน แง 

ตอนที่เราไปทำกิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เราก็เคยไปสานพวงกุญแจตาแหลว เริ่มต้นแบบเดียวกันเลย ไว้ค่อยไปรื้อฟื้น ตอนนี้เริ่มสานลายดาวกันก่อนละกัน 

ขอบคุณภาพจากพี่ใหญ

การสานโมบายน่าจะต้องใช้เวลานานอยู่ แต่เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด ต้องออกเดินทางเข้ากทม.ก่อนค่ำ ทำไปสักพัก ลุงจิตจึงเฉลยว่าได้เตรียมสานสำเร็จสำหรับทุกคนไว้แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อจากนั้นคือการร้อยเมล็ดพืชกับขนนกเข้ากับเครื่องสาน แต่นั่นก็เกือบทำไม่ทัน รีบกันมือเป็นลิงเลย เสียดายที่ต้องออกเดินทางกลับกันแล้วไม่งั้นจะฝึกทำกันจนเก่งเลย

ก่อนกลับลุงจิตให้ศีลให้พรพวกเรากันแบบจัดเต็มเลยค่ะ

ขอบคุณภาพจากพี่ใหญ่

กลับบ้านไปหาแมว

เราร่ำลาลุงจิต และคนอื่นที่ศูนย์ฯ เดินทางเข้าเมืองตราดเพื่อไปกินมื้อเที่ยงก่อนเดินทางไกล ที่ร้านนี้เราก็ร่ำลาทีมงานน่ารัก -- คุณแอน คุณนก น้องน้ำฝน และหนุ่มๆ -- กันหลายรอบ จากนั้นก็นั่งรถยาวนาน หลับๆ ตื่นๆ ตลอดทาง ถึงกทม. เกือบ 2 ทุ่ม กรี๊สสสส 

กระเป๋าล้อลากตอนนี้อัดแน่นไปด้วยผลไม้ ดีนะที่เอาใบนี้มา ระหว่างนั่ง BTS กลับบ้านก็คิดว่าจะเข้าบ้านยังไงดี Taxi หรือจะให้แฟนแว๊นมารับก็ไม่รู้ว่าจะยัดกระเป๋าไว้ตรงที่วางเท้าหน้ารถได้มั้ย แต่พอคุยกันเขาบอกว่าจะมารับแหละ แล้วก็ยัดมันขึ้นมอร์ไซค์จนได้ 555

"แกเป็นใครเข้ามาบ้านฉันทำไม" มิ้วมิ้ว

ถึงบ้านนังมิ้วมองเราเหมือนคนแปลกหน้า แค่ 3 วันเองนะ 

วันแรกที่บ้านง่วงทั้งวัน แต่ต้องทำงานตัดต่อคลิปทั้งง่วงๆ ทำทั้งงานนี้ทั้งงานอื่นจนครบจบ จึงได้มานั่งเขียนบล็อกตามที่ได้สัญญากับตัวเองจนเสร็จ 

เขียนไว้เพื่อจดจำวันที่ได้ไปเที่ยวที่บ้านแหลมมะขาม ได้พบกับผู้คนมากมาย ได้รับประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่ใช่ว่าจะได้พบเจอกันง่ายๆ ขอบคุณทุกคนที่เราได้พบเจอกัน ได้พบปะพูดคุยทำความรู้จัก

ขอบคุณผู้คนที่แหลมมะขาม ขอบคุณทีมดูแลสื่อทั้งคุณแอน คุณนก น้องน้ำฝน และหนุ่มๆ รวมถึงขอบคุณทีมจากกทม.ที่ได้ร่วมทางกันไปและมา (รวมถึงคนขับรถที่น่ารัก) ขอบคุณกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และขอบคุณสามีที่ช่วยสนับสนุน ยอมนั่งเหงาอยู่บ้านคนเดียวกันแมว 

หากเราเคยทำผิดพลาดประการใดไว้ก็ขออภัยด้วย

ข้อมูลการติดต่อ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านแหลมมะขาม อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด




แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น